ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 84 เบื้องหลัง
เมื่อคืนวาน โลกมืดแห่งเยี่ยนผิงพลิกตลบ กองบัญชาการทหารทัพตระเวนเมืองบุกกวาดล้างพรรคเหยี่ยวครามจนสิ้นซาก ยามนั้นแผ่นหลังของเซียวเยี่ยนเย็นวาบ เกรงว่าความลับที่พรรคเหยี่ยวครามเป็นขุมกำลังในอาณัติจะแพร่งพราย ลุกลามถึงความปลอดภัยของหอเฟยเสวี่ย แม้โอกาสจะริบหรี่ แต่เพื่อความรัดกุม นางเร่งถอนตัวเร้นกายลงสู่เส้นทางลับทันที
ทว่าสถานการณ์ต่อมากลับพิสูจน์ว่านางตื่นตูมไปเอง
ทั่วทั้งพรรคเหยี่ยวคราม ผู้ล่วงรู้ถึงตัวตนของนางมีเพียงฮูเอ่อร์ปาผู้เป็นประมุข แม้นางจะส่งคนแฝงตัวเข้าไปจับตาดูฮูเอ่อร์ปา ทว่าความภักดีของหมากลับเหล่านั้นล้วนหยั่งรากลึกไร้ข้อกังขา
ครอบครัวและสายเลือดของพวกมันล้วนหยัดยืนอยู่บนทุ่งหญ้า นักรบแห่งแดนเถื่อนกรำศึกจนใจเหี้ยมหาญ ล้วนถือคติยอมบั่นคอพลีชีพกลางสมรภูมิ ดีกว่าตกเป็นเชลยให้หยามเกียรติ ไม่มีวันทรยศนายเหนือหัว
พรรคเหยี่ยวครามเองก็ไร้จุดบอด นางกับพรรคตัดขาดเส้นทางผลประโยชน์และการค้าโดยสิ้นเชิง แม้กระทั่งทารกอัจฉริยะที่พรรครวบรวมมา ฮูเอ่อร์ปาก็เป็นผู้ลอบส่งออกนอกเมืองด้วยตนเอง เพื่อส่งมอบให้สายข่าวสายอื่นรับช่วงต่อ
หอเฟยเสวี่ยเป็นเพียงหนึ่งในรังซ่อนเร้นของเซียวเยี่ยน ตัดขาดความเชื่อมโยงกับพรรคเหยี่ยวคราม สถานะฉากหน้าเป็นเพียงร้านค้าทั่วไปในอาณาเขต ที่จำต้องจ่ายส่วยคุ้มครองเท่านั้น บนกระดานภาพสลักผืนฟ้าปฐพี ตำแหน่งของหอเฟยเสวี่ยประดับด้วยโมราสีเขียว แยกขาดจากก้อนกรวดตัวแทนพรรคเหยี่ยวครามอย่างชัดเจน
เซียวเยี่ยนจึงอนุมานว่าความพินาศของพรรคเหยี่ยวคราม เป็นเพียงผลพลอยได้จากการที่กองทัพตระเวนเมืองยืมมือตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ย กวาดล้างขุมอำนาจเถื่อนในตลาดเยี่ยนผิง เบื้องลึกคือการฟาดฟันอำนาจระหว่างตระกูลจ้าวและตระกูลหลิว เป็นเพียงการขบเขี้ยวเล็บระหว่างขุนนางบุ๋นและบู๊แห่งราชสำนักต้าฉี หาได้พุ่งเป้ามาที่นางไม่
“ช่วงนี้จงเก็บตัวให้มิดชิด ซ่อนประกายเร้นคม” เซียวเยี่ยนออกคำสั่งเด็ดขาด “เร่งตรวจสอบบ้านเรือนและร้านค้ารอบหอเฟยเสวี่ย ตลอดจนจุดซ่อนโมราสีเขียวทั้งหมดให้ละเอียด ยืนยันให้แน่ชัดว่าไม่มีสายตาผู้ใดจับจ้องพวกเราอยู่ กันไว้ดีกว่าแก้”
การเร้นกายกลางแดนศัตรู เดินหมากพลาดเพียงก้าวเดียวหมายถึงพินาศทั้งกระดาน คมหอกคมดาบจ่อคอหอย ย่อมไร้พื้นที่ให้ความประมาท
“รับบัญชาองค์หญิง” ฮูเอ่อร์ปาคุกเข่ารับคำ สีหน้าเคร่งเครียด “พรรคเหยี่ยวครามสิ้นชื่อ เครือข่ายข่าวกรองย่อมมืดบอด ยามนี้พวกเราแทบไม่ต่างจากคนหูหนวกตาบอดในเยี่ยนผิง ภายหน้าตรอกซอกซอยมีความเคลื่อนไหวใด ล้วนยากจะตระหนัก แดนฉีแห่งนี้รอบด้านมีแต่คมเขี้ยวศัตรู พวกเราควรเดินหมากก้าวต่อไปเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเยี่ยนตวัดสายตาเย็นเยียบ “หุบปาก กองทัพตระเวนเมืองยกพลสั่นสะเทือนฟ้าดินปานนั้น เจ้ากลับตาบอดหูหนวก ปล่อยให้พวกมันกวาดล้างจนสิ้นซาก ยังกล้ามาคร่ำครวญอันใดอีก”
“องค์หญิง…” ฮูเอ่อร์ปาก้มหน้าผากจรดพื้น เหงื่อเย็นซึมแผ่นหลัง “กระหม่อมคาดไม่ถึงว่ากองทัพตระเวนเมืองจะจู่โจมสายฟ้าแลบ ก่อนหน้านี้พวกมันเป็นเพียงหมาเฝ้าบ้านไร้เขี้ยวเล็บ เรื่องน้อยใหญ่ในเยี่ยนผิงล้วนเป็นที่ว่าการเมืองจัดการ หมากของพวกเราจึงแฝงตัวอยู่เพียงในที่ว่าการเมือง…”
เซียวเยี่ยนสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด “สิ้นพรรคเหยี่ยวคราม ใช่ว่ารังลับอื่นจะมลายหาย พวกเรายังไม่บอดใบ้ถึงเพียงนั้น ทว่าการสูญเสียแหล่งรวบรวมทารกอัจฉริยะต่างหาก... คือการหักกระดูกสันหลังของพวกเรา น่าเจ็บใจนัก”
กล่าวจบเพลิงโทสะในอกนางยิ่งสุมขอน ยิ่งทอดสายตามองกระดานภาพสลักผืนฟ้าปฐพีที่ ‘แหว่งวิ่น’ ความหงุดหงิดยิ่งพุ่งพล่าน นางจำต้องย้ายสถานที่ เพื่อสงบจิตใจขบคิดหมากกระดานต่อไป
ณ ร้านชาดแต่งหน้าอันหรูหรา จ้าวยวี่เจี๋ยพร้อมสาวใช้สองนางพลิกดูชาดตลับแล้วตลับเล่า ทว่ากลับไร้สิ่งใดเข้าตา หัวคิ้วของนางขมวดมุ่นด้วยความขัดใจ หันไปตวัดเสียงใส่หลงจู๊หญิงวัยกลางคนข้างกาย “ร้านของเจ้าหาของดีไม่ได้สักชิ้น ยังมีหน้าเปิดกิจการอยู่อีกหรือ”
หลงจู๊หญิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นแห่งความหวั่นเกรง “มิใช่ไร้ของล้ำค่าก้นหีบ เพียงเกรงว่าลูกค้าจะสู้ราคาไม่ไหวเจ้าค่ะ”
จ้าวยวี่เจี๋ยเชิดคิ้วเรียวดุจใบหลิว “ข้ามาจากจวนอัครเสนาบดี ต่อให้ข้าต้องการฮุบร้านของพวกเจ้า ก็เป็นเพียงเรื่องพลิกฝ่ามือ ประสาอะไรกับชาดตลับไม่กี่ตลับ”
สีหน้าของหลงจู๊หญิงแปรเปลี่ยนทันควัน รีบฉีกยิ้มประจบสอพลอพลางค้อมเอวแทบจรดพื้น “ที่แท้คือนายหญิงจากจวนอัครเสนาบดี ผู้น้อยช่างมีตาหามีแววไม่ เชิญนายหญิงสู่ห้องรับรองด้านหลังเถิดเจ้าค่ะ รับรองว่าต้องมีของถูกใจท่านเป็นแน่”
จ้าวยวี่เจี๋ยสะบัดผ้าเช็ดหน้า ออกคำสั่งให้สาวใช้รอด้านนอก ส่วนตนเองก้าวตามหลงจู๊หญิงลึกเข้าไปยังหลังร้าน
ทันทีที่ก้าวล่วงเข้าสู่โถงลับ หลงจู๊หญิงประคองกล่องไม้เคลือบเงาประณีตวางลงบนโต๊ะอย่างนอบน้อม ทว่าวาจาที่หลุดจากปากกลับพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ “สมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามพินาศย่อยยับในชั่วข้ามคืน ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดหากไม่ทิ้งร่างกลางสมรภูมิก็ตกเป็นเชลย ส่วนระดับคุมปราณและฝึกกาย แม้จะตายตกไปมาก ทว่าผู้รอดชีวิตยังคงมีไม่น้อย”
“หออี้ผิ่นฉวยจังหวะชุลมุนส่งคนเข้าแทรกแซง กลืนกินเขตอิทธิพลของทั้งสองพรรคจนหมดสิ้น ซ้ำยังกวาดต้อนผู้บำเพ็ญเพียรที่เหลือรอด ทว่ากฎเกณฑ์ของหออี้ผิ่นนั้นเฉียบขาด ผู้ใดมีชนักติดหลังก่อกรรมทำเข็ญ ล้วนถูกเชือดไก่ให้ลิงดู จุดจบอเนจอนาถยิ่งนัก”
“หนำซ้ำหออี้ผิ่นยังยึดมั่นในวิถีสุจริต เม็ดเงินกำไรจึงบางตา ซ้ำยังต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูคนเฒ่าคนแก่และสตรีอ่อนแอ ผู้บำเพ็ญเพียรที่ยอมสวามิภักดิ์ย่อมได้รับเบี้ยหวัดลดฮวบ ชีวิตไม่อาจเสวยสุขฟู่ฟ่าเฉกเช่นวันวาน”
“ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีคดีติดตัว หรือทนกัดก้อนเกลือกินไม่ไหว จึงพากันแตกฉานซ่านเซ็น ยามนี้พวกมันล้วนไร้รังให้ซุกหัว หวาดผวาไม่ต่างจากสุนัขขี้เรื้อนจนตรอก”
จ้าวยวี่เจี๋ยเหยียดยิ้มหยัน “เดนมนุษย์ในยุทธภพที่เร่ร่อนตามพรรคเถื่อน ยอมใช้ชีวิตแขวนอยู่บนคมดาบ ก็เพื่อเสวยสุขบนกองเงินกองทองมิใช่หรือ”
“พวกมันคุ้นชินกับการโปรยทองดุจเศษดิน หออี้ผิ่นกลับบีบให้พวกมันกินข้าวน้ำแกงใส ซ้ำยังบังคับให้รับใช้ทำงานจับกัง สำหรับเดนมนุษย์เหล่านี้ ย่อมไม่ต่างจากการทรมานสังขาร จะไปทนกลืนเลือดอยู่ได้อย่างไร”
จ้าวยวี่เจี๋ยกดเสียงต่ำลง “นับแต่นี้ จงกว้านซื้อตัวพวกมันมาเป็นสุนัขรับใช้ของเราให้สิ้น เยี่ยนผิงไร้เงาสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวคราม หออี้ผิ่นก็ดัดจริตชูคอไม่แตะเงินโสมม ทว่าบ่อนพนัน หอนางโลม โรงฝิ่น และโรงรับจำนำในเงามืด ไม่มีวันสูญสลายไปจากโลกนี้ กิจการเหล่านี้ย่อมโหยหาขุมอำนาจใหม่เพื่อคุ้มกะลาหัว นี่คือจังหวะฟ้าประทานให้พวกเราผงาด”
สิ้นคำ นัยน์ตาของจ้าวยวี่เจี๋ยพลันฉายแววอำมหิต
ยามอยู่ตระกูลจ้าว นางลอบเพาะเลี้ยงเขี้ยวเล็บในยุทธภพจนเป็นรูปเป็นร่าง ทว่าหลังเหตุการณ์ระทึกที่ไต้โจว ขุมกำลังที่นางรีดเร้นเลือดเนื้อสร้างมา กลับโดนตระกูลจ้าวถอนรากถอนโคนจนแทบเหี้ยน เหลือรอดไม่ถึงหนึ่งในสิบ อาณาจักรในเงามืดของนางแทบพังทลายเป็นผุยผง
สวรรค์ยังพอมีเมตาตา เมื่อหวนคืนสู่เมืองหลวง เซียวเยี่ยนยื่นมือเข้าสอดแทรก ช่วยรักษากองกำลังผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มสุดท้ายไว้ได้ ทำให้นางไม่ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวเสียทีเดียว
ยามนี้นางได้รับความโปรดปรานจากสวีหมิงหล่างอย่างล้นหลาม สมบัติล้ำค่า เครื่องประดับแพรพรรณหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย รากฐานในจวนอัครเสนาบดีมั่นคงดุจศิลา อาศัยเสน่ห์มนตราบนเตียงนอน สวีหมิงหล่างถึงกับยอมเฉือนกิจการส่วนหนึ่งมาให้นางกุมบังเหียน เวลานี้นางมีเงินทุนมหาศาลมากพอจะชุบเลี้ยงขุมกำลังให้ผงาดคืนชีพอีกครั้ง
“คุณหนูเจ้าคะ… เยี่ยนผิงยามนี้มีเพียงหออี้ผิ่นที่ผูกขาดอำนาจ กุมชะตายุทธภพเบ็ดเสร็จ หากพวกมันดมกลิ่นความเคลื่อนไหวของเราเจอ พวกเราย่อมโดนเด็ดหัวทิ้งเป็นแน่” หลงจู๊หญิงเอ่ยเสียงสั่นด้วยความประหม่า
จ้าวยวี่เจี๋ยสะบัดมือตัดบท ปัญหานี้นางคำนวณไว้ในกระดานหมากแล้ว “อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น ซุ่มเคลื่อนไหวในเงามืด ส่งคนไปเจรจาทำสัญญาใจกับบ่อนพนัน ซ่องนางโลม และโรงฝิ่นเหล่านั้นให้รัดกุม จากนั้นค่อยลอบส่งผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้นไปแทรกซึม”
“ยามปกติห้ามก่อเรื่องครึกโครม ขอเพียงอุดปากพวกมันด้วยเศษเงินทอง ให้มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ สุนัขเหล่านั้นย่อมหุบปากเชื่องไปได้ระยะหนึ่ง อาศัยจังหวะนั้นรีดเค้นสั่งสอนพวกมัน กล่อมเกลาเดนทุรชนหน้าโง่ให้กลายเป็นคมดาบในเงามืด กลายเป็นมือสังหารเดนตาย”
“จำไว้ว่าพวกเราจะไม่ปะทะหออี้ผิ่นซึ่งหน้า อาศัยความมืดบดบัง ยามลงมือต้องปลิดชีพในดาบเดียว แล้วสลายตัวไร้ร่องรอย ฐานที่มั่นต้องเร้นลับแนบเนียนที่สุด จงไปขู่พวกสุนัขหัวแข็งเหล่านั้นว่า หากไม่เชื่อฟัง ก็จงรอให้หออี้ผิ่นมาบั่นคอทิ้งเสีย”
จ้าวยวี่เจี๋ยยกป้านชาขึ้นหมายจิบดับกระหาย ทว่าเพียงกลิ่นชาลอยเตะจมูก นางก็รู้ทันทีว่านี่คือของชั้นเลว คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความรังเกียจ ก่อนจะกระแทกจอกชาลงบนโต๊ะอย่างไม่ใยดี
ตามแผนการที่วางไว้ ขุมกำลังของนางจะกลายสภาพเป็นองค์กรนักฆ่าใต้ดินเต็มรูปแบบ ยามปกติเร้นกายไร้ร่องรอย ยามถูกเรียกใช้ต้องปลิดชีพเป้าหมายดุจสายฟ้าแลบ ก่อนจะกลบเกลื่อนร่องรอยจนสะอาดสะอ้าน
วิถีอำมหิตเช่นนี้ นางซึมซับมาจากเซียวเยี่ยนผู้เป็นพยัคฆ์ซ่อนเล็บแห่งเป่ยหู ศัตรูของเซียวเยี่ยนคือทางการแห่งต้าฉี ส่วนศัตรูของนางคือหออี้ผิ่น แม้เป้าหมายจะต่างชั้น ทว่าแก่นแท้แห่งการลอบกัดกลับไม่ต่างกัน
ตระกูลจ้าวสอนให้นางรู้จักเคล็ดวิชาและกลยุทธ์กุมอำนาจ ทว่าเซียวเยี่ยนสอนให้นางรู้จักวิถีแห่งเงา ศิลปะแห่งการกลืนกินและหยิบยืมคมดาบผู้อื่นมาเข่นฆ่าศัตรู
นางในยามนี้กระหายอำนาจดุจปีศาจร้ายที่หิวโซ ไร้ซึ่งต้นทุน อาศัยเพียงความทะเยอทะยานอันบ้าคลั่ง สูบกินทุกหยาดโลหิตและทรัพยากรที่ขวางหน้า เพื่อกรุยทางสู่ความยิ่งใหญ่
จ้าวยวี่เจี๋ยเอ่ยสืบไป “ในเยี่ยนผิง หอคณิกา ร้านข้าวสาร โรงทอผ้า ร้านเครื่องประดับ และอีกสารพัดกิจการ ล้วนมีตระกูลขุนนางใหญ่หนุนหลัง ยุทธภพจึงขยาดไม่กล้าแหย็มมาแต่ไหนแต่ไร”
“หออี้ผิ่นชูคอยึดวิถีคุณธรรม ทำได้เพียงประคองตัวรอดไปวันๆ ไม่มีปัญญาถอนรากถอนโคนบ่อนพนันและซ่องโลกีย์ในเมืองหลวงให้สิ้นซาก หากเราสวมรอยฮุบกิจการเหล่านี้ ปล่อยข่าวลือลวงว่ามีจวนอัครเสนาบดีเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ต่อให้เป็นหออี้ผิ่นหรือมือปราบของทางการ ก็ย่อมไม่กล้าบุกมาลูบคมถึงถิ่นเป็นแน่”
สิ้นคำ จ้าวยวี่เจี๋ยหยัดกายลุกขึ้น คว้ากล่องชาดติดมืออย่างลวกๆ ทว่าเมื่อก้าวถึงหน้าบานประตู ฝีเท้าของนางพลันชะงัก ดวงตาหงส์แหงนมองแผ่นฟ้าเหมันต์ที่ถูดเมฆตะกั่วบดบัง มุมปากแสยะยิ้มวิปริตเยียบเย็น ทว่าส่วนลึกในแววตากลับลุกโชนด้วยไฟสงครามอันคลุ้มคลั่ง
นางรำพึงในใจอย่างเด็ดเดี่ยว: ใต้หล้ามีทิวาย่อมมีราตรี มีสุริยันย่อมมีจันทรา ในเมื่อพวกมันเลือกสวมหน้ากากเดินกลางแสงสว่าง ข้าก็จะขอเหยียบย่ำความมืดมิดผงาดขึ้นเป็นจ้าว หากพวกมันอ้างนามคุณธรรมเพื่อข่มเหงผู้คน ข้าก็จะเป็นปีศาจร้ายที่กลืนกินทุกสรรพสิ่งอย่างไร้ขีดจำกัด
ยอดเขาสูงตระหง่านมิได้อาบเพียงแสงตะวัน ทว่ายังอาบไล้แสงจันทรา ขอเพียงข้าตะเกียกตะกายเหยียบจุดสูงสุด ทอดตามองมดปลวกเบื้องล่างได้สำเร็จ เหนือศีรษะย่อมไร้ผู้ใดกล้าเหยียบย่ำบงการชีวิตข้าอีก เมื่อสรรพชีวิตเบื้องล่างต้องคุกเข่าโขกศีรษะศิโรราบ ถึงยามนั้น ตัวข้าจะเป็นเทวะหรือปีศาจ จะขาวหรือดำ ยังจะมีผู้ใดกล้าตั้งคำถาม
ต่อหน้าเส้นตายแห่งการเอาชีวิตรอด ผู้ใดเล่าจะสูงส่งประเสริฐไปกว่ากัน
ล้วนต้องฟาดฟันบนกองเพลิง ล้วนต้องเหยียบหัวผู้อื่นเพื่อปีนป่าย บัลลังก์ทองและอำนาจล้นฟ้าของตระกูลใดในใต้หล้าบ้าง ที่มิได้ก่อร่างสร้างขึ้นจากหยาดเลือดและซากศพของราษฎร ผู้ใดกล้าอวดอ้างว่ามือตนสะอาดสะอ้าน
“คุณหนู…” หลงจู๊หญิงเห็นจ้าวยวี่เจี๋ยยืนนิ่งงันอยู่นาน จึงเอ่ยเรียกด้วยความระแวง
จ้าวยวี่เจี๋ยกระตุกยิ้มบาง นัยน์ตาทอดมองแผ่นฟ้ามืดมิดเหมันต์ “เจ้าลองคิดดู เหตุใดใต้หล้าจึงต้องเปลี่ยนผันสี่ฤดู เหตุใดต้องมีเมฆทมิฬ วาตะคลุ้มคลั่ง และอสนีบาตฟาดฟัน เหตุใดแสงสว่างจึงไม่อาบไล้โลกาอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์ มนุษย์มักพล่ามว่าสวรรค์มีเมตตาฟ้ามีตา… หรือสวรรค์จะหูหนวกตาบอด ไม่รู้ว่าท่ามกลางเหมันต์เหน็บหนาวปานนี้ มีมนุษย์กี่หมื่นกี่แสนชีวิตที่ต้องแข็งตายอดตายกลายเป็นศพไร้ญาติ”
หลงจู๊หญิงอ้าปากค้าง ใบหน้าซีดเผือดไร้คำก่นด่าหรือสรรเสริญ
รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวยวี่เจี๋ยเลือนหายชั่วพริบตา “เจ้าว่า คุณธรรมคือความสูงส่งหรือ ความภักดีและเที่ยงธรรมคู่ควรให้ก้มหัวเทิดทูนหรือ”
“เอ่อ… เรื่องนี้…”
“หากคุณธรรมสูงส่งเทียมฟ้า เหตุใดคนดีจึงต้องกระอักเลือดตายด้วยโรคร้ายและอดอยาก หากความภักดีคู่ควรให้สรรเสริญ เหตุใดลูกเมียของทหารกล้าที่พลีชีพกลางสมรภูมิ ราชสำนักถึงทอดทิ้งให้สุนัขรังแกเหยียบย่ำ”
“คุณหนู…”
“สุดท้ายแล้ว โลกใบนี้ผู้แข็งแกร่งคือสัจธรรม ผู้อ่อนแอคือเศษสวะ” น้ำเสียงของจ้าวยวี่เจี๋ยเสียดแทงดุจเข็มน้ำแข็งพันปี
ภาพร่างหนังเหี่ยวย่นที่คร่อมทับเรือนร่างนางใต้แสงเทียนแดงทุกค่ำคืนวาบขึ้นในหัว คลื่นความสะอิดสะเอียนตีตื้นจนแทบอาเจียนเอาเครื่องในออกมา ความวิปริตคลุ้มคลั่งแปรเปลี่ยนเป็นจิตสังหาร กระหายอยากจะฉีกกระชากผู้คนรอบกายให้แหลกเป็นชิ้น “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ขุมกำลังของพวกเราจะมีนามว่า… ‘หุบเหว’ ”
“จงสลักใส่กะโหลกไว้ สวะที่อ่อนแอคือผู้ที่ต้องคลานคุกเข่าอยู่ในห้วงเหว หากอยากรอดพ้นคมเขี้ยวสัตว์ร้ายในเงามืด ก็ต้องเอาเลือดปูทาง เหยียบศพปีนป่ายขึ้นมาจากก้นเหวให้จงได้ นับแต่นี้สืบไป หากผู้ใดใน ‘หุบเหว’ กล้าปริปากพล่ามถึงคุณธรรมหรือความภักดี ข้าจะสับมันให้แหลกจนไร้ที่กลบฝัง”
“รับทราบเจ้าค่ะ คุณหนู”