ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 87 ลอบสังหาร
ชั่วพริบตาที่ขุมพลังปราณแท้ระเบิดกระตุ้นศาสตราปราณ จ้าวหนิงสัมผัสขีดขั้นของศัตรูได้ทะลุปรุโปร่ง… ทั้งสามล้วนเป็นยอดฝีมือระดับคุมปราณขั้นปลาย
กลิ่นอายสังหารอำมหิตบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นมือสังหารเดนตาย การแสร้งเมามายเพื่อเร้นกายเข้าประชิด ผนวกกับการกระหนาบจู่โจมหมายปลิดชีพในเสี้ยววินาทีล้วนสอดประสานกันไร้ที่ติ ท่วงท่าลื่นไหลอำมหิตดุจเมฆเคลื่อนน้ำไหล มุ่งเป้าหมายเดียวคือดับลมหายใจ
เว่ยอู๋เซี่ยนที่กำลังเมามายถูกกระแทกจนเซถลา หางตาพลันสะดุดเข้ากับประกายศาสตราปราณอำมหิต นัยน์ตาของซื่อจื่อจอมเสเพลเบิกกว้าง ความเย็นเยียบดุจคมกระบี่แทงทะลุจากกลางกระหม่อมจรดปลายเท้า อาการเมามายปลิดปลิวหายไปสิ้น
ทว่ากว่าจะประจักษ์ว่านี่คือค่ายกลสังหารจ้าวหนิง คมกริชก็พุ่งทะลวงจ่อคอหอยเป้าหมายแล้ว ชายหนุ่มอ้าปากค้าง ไร้สุ้มเสียงเล็ดลอด หัวใจดับวูบกลายเป็นเถ้าถ่าน
ความสิ้นหวังและคับแค้นกัดกินจิตใจ จ้าวหนิงไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชครานี้ได้แน่
ระยะประชิดปานนี้ ท่ามกลางการจู่โจมสายฟ้าแลบ อย่าว่าแต่คนเมามาย ต่อให้เป็นยอดฝีมือผู้เตรียมพร้อมเต็มพิกัดก็ยังยากจะรอดพ้น เว้นเสียแต่จะบรรลุถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิด อาศัยปราณวิญญาณกระแทกศัตรูให้ผงะจึงจะสร้างช่องโหว่โต้กลับได้ ทว่าจ้าวหนิงเพิ่งก้าวข้ามสู่ระดับคุมปราณขั้นปลายในวันนี้
ร่างของเว่ยอู๋เซี่ยนดิ่งวูบประดุจร่วงหล่นสู่ขุมนรกน้ำแข็ง คล้ายมีมือที่มองไม่เห็นกระชากหัวใจหลุดจากขั้ว นัยน์ตาแดงก่ำรื้นด้วยหยาดน้ำ
นัยน์ตาของจ้าวหนิงประสานเข้ากับมือสังหารเบื้องหน้าอย่างเยือกเย็น
ใบหน้าของศัตรูแสนจะธรรมดา ทว่ากลิ่นอายกลับดุร้ายดุจสัตว์ป่ากระหายเลือด แววตาของมันทอประกายโหดเหี้ยมและลำพองใจ
มันคือสายตาที่ทอดมองคนตาย มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเหยื่อตรงหน้าย่อมถูกดับลมหายใจอย่างไม่อาจหลีกหนี ท่ามกลางค่ายกลมรณะนี้ ย่อมไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะย่ามใจ
หากเป้าหมายในค่ำคืนนี้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับเดียวกันคนอื่น หรือแม้แต่ตัวจ้าวหนิงในตอนที่ยังอยู่ระดับคุมปราณขั้นกลาง คมมีดนี้ย่อมปลิดชีพได้สำเร็จ
ทว่าสวรรค์กลับไม่เข้าข้างพวกมัน
ขุนศึกเดนตายผู้กรำศึกหลั่งเลือดสิบปี ย่ำผ่านภูเขาศพทะเลเลือดในสมรภูมินับร้อย… หากไม่ถูกเคี่ยวกรำจนสัญชาตญาณระวังภัยฝังลึกถึงกระดูก และระแวดระวังทุกฝีก้าว นั่นต่างหากถึงจะเป็นเรื่องขบขัน
ชั่วพริบตาที่อีกฝ่ายสลัดคราบคนเมามายกลายเป็นพยัคฆ์ร้ายตะปบเหยื่อ จ้าวหนิงก็ขยับตัวโต้กลับในเสี้ยวอึดใจที่ดวงตาไม่อาจจับภาพทัน
เผชิญมือสังหารระดับคุมปราณขั้นปลายถึงสามคน หากพลังตบะด้อยกว่า ปฏิกิริยาเชื่องช้าแม้เพียงเสี้ยววินาที ต่อให้มีสัญชาตญาณล้ำเลิศก็ไม่อาจรอดพ้นค่ายกลสั่งตาย ทว่าจ้าวหนิงเพิ่งดูดซับอานุภาพแห่งโอสถจินหยวน เหยียบย่างสู่ระดับคุมปราณขั้นปลายอย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อคมกริชทะลวงเงาร่างเบื้องหน้า รอยยิ้มลำพองใจของศัตรูพลันแข็งค้าง แม้ภาพติดตาของเป้าหมายยังคงอยู่ ทว่าสัมผัสกลวงเปล่าของการแทงคว้าน้ำกลับกรีดร้องเตือนสติ
พลาดแล้ว
หัวใจของมือสังหารกระตุกวูบ สัญชาตญาณสั่งให้กวาดตามองหาตัวเป้าหมายเพื่อพลิกแพลงตามน้ำ ทว่าเมื่อหันขวับ สิ่งที่กระแทกสายตาคือใบหน้าตื่นตะลึงสุดขีดของสหายทางซ้าย และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาร่างมัจจุราชของจ้าวหนิงก็ปรากฏขึ้นด้านหลังสหายผู้นั้น
นัยน์ตาของจ้าวหนิงและหัวหน้ามือสังหารประสานกันอีกครา ทว่าหนนี้แฝงไว้ด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง ในมือของจ้าวหนิงปรากฏมีดสั้นเงาวับ พุ่งทะลวงเข้าใส่คอหอยของเป้าหมายตรงหน้าอย่างไร้ปรานี
หลบ!
เสียงตะโกนก้องอยู่แค่ในลำคอ เส้นเสียงยังไม่ทันสั่นสะเทือน คมมีดในมือจ้าวหนิงก็ฝังมิดด้ามเข้าลำคอสหายมันไปแล้ว
คมโลหะแทงทะลวงจากขวาทะลุซ้ายมิดด้าม เสียงเนื้อเยื่อฉีกขาดแผ่วเบาทว่าบาดลึกถึงโสตประสาท ภาพปลายมีดอาบเลือดสดโผล่พ้นลำคอมาพร้อมกับดวงตาเบิกโพลงสิ้นหวังของสหาย คือฝันร้ายที่แท้จริง
“บัดซบ”
มันแผดคำรามก้อง นัยน์ตาแดงก่ำดุจโลหิต ร่างพุ่งทะยานบุกทะลวงพร้อมกับสหายฝั่งขวา ฉวยจังหวะที่จ้าวหนิงเพิ่งปลิดชีพคนเป็นช่องโหว่ มั่นใจเต็มประดาว่าก่อนที่จ้าวหนิงจะดึงมีดสั้นกลับ กริชของพวกมันย่อมบิ่นคอศัตรูได้ก่อน หมากตานี้พวกมันเป็นฝ่ายพลิกกระดานรุก ช่างเป็นแผนการที่วาดฝันไว้หมดจด
ทว่าความจริงกลับตบหน้าอย่างจัง
จ้าวหนิงไร้เจตนาดึงอาวุธกลับแม้แต่น้อย เขากลับใช้ส้นมือกระแทกศพที่ถูกเสียบคาคอให้ลอยละลิ่วเข้าใส่หัวหน้ามือสังหารอย่างป่าเถื่อน การเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้าผ่า กระทำต่อเนื่องในเสี้ยววินาทีเดียวกับการสังหาร
ศัตรูตอบสนองฉับไว ท่ามกลางวิกฤตยังอุตส่าห์เบี่ยงกายหลบพร้อมใช้มือปัดซากศพสหายทิ้ง ป้องกันการเสียหลักร่วงหล่นเพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้ถูกซ้ำเติม ทว่าการโจมตีกลับถูกขัดจังหวะจนชะงักงัน ครั้นปัดศพพ้นทาง เงาร่างของจ้าวหนิงก็อันตรธานหายไปจากจุดเดิม ทิ้งไว้เพียงเงาเลือนลางประทับตา
“ท่าเท้ากระจกวารี”
หัวใจของมือสังหารหล่นวูบ ตระหนักถึงกลศึกในพริบตา มันแผดเสียงเตือนสหายลั่นโถงพร้อมตวัดร่างกลับหมายสอดมือเข้าช่วย
มือสังหารฝั่งขวารั้งกระบวนท่าบุก ตวัดกริชกางอาณาเขตป้องกันทันควัน ทว่าช้าไปหนึ่งก้าว
ท่าเท้ากระจกวารีเป็นยอดวิชาทะลวงประชิด จ้าวหนิงแทรกกายเข้าสู่วงในศัตรูได้สำเร็จ ยกศอกกระแทกสกัดข้อต่อแขนที่ถืออาวุธ พร้อมกับเหยียดนิ้วทั้งห้าพุ่งกระแทกเข้าสับลูกกระเดือกศัตรูอย่างป่าเถื่อนและเด็ดขาด
กริชร่วงหล่นกระแทกพื้น สหายร่วมรบกุมลำคอล้มลงชักกระตุกรุนแรง หัวหน้ามือสังหารแผดเสียงคำรามด้วยเพลิงแค้น “ตาย” ท่อนแขนสะบัดวูบ คมกริชพุ่งแหวกอากาศจ่อทะลวงหลังศีรษะจ้าวหนิง
กฎเหล็กแห่งสมรภูมิ… วินาทีที่ลงมือปลิดชีพศัตรูคือยามที่ไร้การป้องกันที่สุด การระเบิดพลังทิ้งช่องโหว่เสี้ยวอึดใจ หากตกอยู่ในวงล้อมย่อมถูกรุมทึ้ง นี่คือสัจธรรมแห่งการนองเลือด
เส้นผมสีหมึกหลายเส้นถูกคมกริชบั่นขาดกระจุย… ทว่ามัจจุราชทำได้เพียงเท่านั้น
สิ้นกระบวนท่าสังหาร จ้าวหนิงไม่แม้แต่จะหยุดยืน ราวกับมีดวงตาเบื้องหลัง ชั่วจังหวะที่คมกริชจ่อกระหม่อม เขาทิ้งน้ำหนักม้วนตัวลงกับพื้น หลบเลี่ยงคมอาวุธมรณะได้อย่างหมดจด ปล่อยให้การลอบกัดคว้าน้ำอย่างน่าสมเพช
ยิ่งไปกว่านั้น ทิศทางการม้วนหลบยังถูกคำนวณมาอย่างเหี้ยมเกรียม เสี้ยววินาทีนั้นมือของเขากระชากเข้าที่ข้อเท้าศัตรู อาศัยแรงเหวี่ยงดึงร่างอีกฝ่ายล้มหน้าคะมำฟาดพื้นอย่างรุนแรง
ชั่วขณะที่เสียหลักล้ม วิญญาณของหัวหน้ามือสังหารก็ร่วงหล่นสู่ก้นเหว มันตระหนักชัดเจนว่าพลาดท่า ความแข็งแกร่งระดับสัตว์ประหลาดของจ้าวหนิงบดขยี้ความหวังจนป่นปี้ อย่าว่าแต่ลุกขึ้นโต้กลับ… แม้แต่คิดจะหนียังไร้หนทาง
และนรกก็มาเยือน
หน้ากระแทกพื้นยังไม่ทันเรียกสติ แผ่นหลังก็ถูกท่อนเข่ากดทับประดุจขุนเขา แขนข้างหนึ่งถูกกระชากไพล่หลังตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจรู้ พริบตาต่อมาเสียงกระดูกหักลั่นดังกรอบแกรบสะท้านโถง ความเจ็บปวดแล่นปราดทะลวงลึกถึงไขกระดูกดั่งถูกคว้านหัวใจ
ดิ้นรนเพียงใดก็ไม่อาจหลุดพ้นพันธนาการ แขนอีกข้างที่กำกริชหมายจะแทงสวนกลับถูกตะปบจับอย่างง่ายดายไร้ข้อกังขา วินาทีต่อมาคมมีดเย็นเยียบก็กรีดผ่าน ความเจ็บปวดแสนสาหัสปะทุขึ้นอีกระลอก… เส้นเอ็นตั้งแต่ข้อศอกลงไปถูกตัดขาดสะบั้นจนสูญสิ้นความรู้สึก
ยามที่คิดว่าทัณฑ์ทรมานสิ้นสุด คมกริชก็ตวัดวูบตัดเอ็นร้อยหวายขาทั้งสองข้างขาดสะบั้นในพริบตา ซ้ำร้ายอาวุธที่ใช้ชำแหละเรือนร่างมัน กลับเป็นกริชของมันเอง ความอัปยศและเจ็บปวดปางตายบีบคั้นจนมันอยากโขกศีรษะปลิดชีพตนเองให้พ้นทรมาน
จ้าวหนิงถือครองกริชเปื้อนเลือดหยัดกายลุกขึ้น กวาดสายตาเย็นเยียบมองเศษซากมือสังหารที่ถูกตัดเอ็นมือเท้าจนพิการนอนจมกองเลือด เบื้องหน้าขุนศึกเดนตาย ยามนี้ไร้ศัตรูหน้าใดยืนหยัดต้านทาน
จวบจนบัดนี้เอง บรรดายอดฝีมือแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองที่อยู่ด้านในถึงเพิ่งพังประตูพรวดพราดออกมา
มิใช่คนเหล่านี้เชื่องช้า ทว่าจ้าวหนิงสยบศัตรูได้รวดเร็วเกินจินตนาการ การปะทะหากพรรณนาคงยาวเหยียด ทว่าความจริงรู้ผลแพ้ชนะในเวลาเพียงสี่ห้ากระบวนท่า แขกเหรื่อในหอสุราไม่ทันแม้แต่จะมองเห็นกระบวนท่าด้วยซ้ำ เห็นเพียงมือสังหารสามคนล้มตึงลงไปนอนกองกับพื้นตามๆ กันอย่างไร้ที่มาที่ไป
ประสบการณ์สมรภูมิโลหิตสิบปีเต็ม ผนวกกับทักษะสังหารที่ถูกเคี่ยวกรำจนถึงขีดสุด ได้สำแดงแสนยานุภาพอันหมดจดงดงามในการปะทะครานี้
“จง… จงฉีจ้าว ท่านปลอดภัยหรือไม่”
สือชงที่ทะยานนำหน้าสุดกวาดตามองร่างเดนตายทั้งสามในกองเลือด สลับกับจ้าวหนิงที่ยืนตระหง่านไร้รอยขีดข่วน นัยน์ตาของเขาเบิกกว้างสุดขีด จ้าวหนิงที่ดื่มสุราไปมหาศาล กลับโค่นผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขั้นปลายถึงสามคนในพริบตาโดยไร้รอยแมวข่วน
ไม่เพียงสือชง ทว่าขุนนางทหารทั้งหมดล้วนจ้องมองจ้าวหนิงด้วยสายตาตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่น
“นี่… จงฉีจ้าวจัดการเพียงลำพังงั้นรึ”
“นี่มันจะสัตว์ประหลาดเกินไปแล้ว”
“สมแล้วที่เป็นยอดอัจฉริยะผู้กวาดชัยในเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารท”
เว่ยอู๋เซี่ยนยืนตัวแข็งทื่อเป็นรูปสลักหิน สมองอ้วนท้วนยังประมวลผลไม่ทันว่าเหตุใดจ้าวหนิงจึงพลิกสถานการณ์ลอบสังหารสายฟ้าแลบนี้ได้ แม้จะเคยประจักษ์ฝีมือมาแล้วในงานล่าสัตว์ การเอาชนะหนึ่งต่อสามอาจไม่เกินคาด ทว่าการระเบิดพลังและสัญชาตญาณสุดหยั่งทั้งที่เมามายไร้สติเช่นนี้ต่างหากที่ทำให้เขาพิศวงจนแทบไม่เชื่อสายตา
เมื่อทบทวนย้อนดู เว่ยอู๋เซี่ยนก็พลันตาสว่าง แม้จ้าวหนิงจะกลืนสุราไปดั่งน้ำเปล่า ทว่าท่วงท่ากลับมั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งเค้าลางของคนเมามาย นั่นพิสูจน์ว่าท่ามกลางงานฉลอง เขายังคงรักษาสติสัมปชัญญะเต็มเปี่ยม ซุกซ่อนเขี้ยวเล็บเตรียมพร้อมรับเหตุพลิกผันตลอดเวลา
วันนี้คือวันมงคลที่ทั้งบรรลุขีดขั้นและรับบำเหน็จความชอบ ทว่าบุรุษผู้นี้กลับไม่ยอมคลายการป้องกันลงแม้แต่เสี้ยวลมหายใจ นี่ไม่ใช่ความรอบคอบ แต่มันคือความหวาดระแวงเข้าขั้นวิตกจริต
เว่ยอู๋เซี่ยนยกมือปาดเหงื่อเย็นเยียบ สวรรค์เมตตาแท้ๆ ที่สหายเขามีสันดานระแวงเช่นนี้ มิฉะนั้นร่างตรงหน้าคงกลายเป็นศพไร้วิญญาณ และตัวเขาต้องจมกับตราบาปไปชั่วชีวิต
ช่องว่างระหว่างเขากับพี่หนิงช่างห่างไกลประดุจฟ้ากับเหว เมื่อครู่ยามปะทะเดือด เขาอยากพุ่งเข้าช่วยใจแทบขาด ทว่าพลังระดับคุมปราณขั้นกลางของเขากลับมองไม่ออกแม้แต่จังหวะจะสอดมือเข้าช่วย
“ข้าไม่เป็นไร” จ้าวหนิงสะบัดมือเบาๆ คลายความตื่นตระหนก คนนอกอาจมองว่าการปะทะเมื่อครู่อันตรายถึงชีวิต ทว่าสำหรับผู้คุ้นชินกับการเหยียบย่ำกองเพลิงแห่งสงคราม เรื่องแค่นี้ไม่นับว่าระคายผิว
สือชงและเหล่าขุนนางลอบพรูลมหายใจ ก่อนจะเบนสายตาจดจ้องซากมือสังหารในกองเลือด “นี่มันเรื่องบัดซบอันใด เหตุใดจึงมีเดนตายกล้าลอบสังหารขุนนางทหารกลางหอสุราต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้”
จ้าวหนิงแค่นเสียงเยาะเย้ย นัยน์ตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “ง้างปากพวกมันเดี๋ยวก็รู้”