ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 86 เก็บเกี่ยว (ตอนปลาย)
เว่ยอู๋เซี่ยนสังเกตเห็นสีหน้าจ้าวหนิงผิดแผกไป จึงยืดคอชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ครั้นสายตาปะทะเข้ากับโอสถวิเศษในกล่องหยก ร่างอ้วนท้วนก็ชะงักงัน ก่อนจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดึงน้ำลายที่แทบจะหยดย้อยกลับลงคอ “โอสถจินหยวน… ฝ่าบาททรงเมตตายิ่งนัก ถึงขั้นพระราชทานสิ่งนี้ให้เจ้า สมแล้วที่เป็นว่าที่พี่เขย ร้ายกาจ… ร้ายกาจจริงๆ”
เขายกนิ้วหัวแม่มือหยาบกร้านขึ้นชู นัยน์ตาทอประกายอิจฉาตาร้อน ท่าทางราวกับอยากจะจับพี่สาวตนเองมัดส่งเข้าวังหลวงเสียเดี๋ยวนี้
ซ่งจื้อส่งโอสถจินหยวนมาให้ผิดจากที่จ้าวหนิงคาดการณ์ไว้ สรรพคุณของมันคือการเสริมสร้างรากฐานและบำรุงปราณหยวน ล้ำค่ามหาศาลต่อผู้บำเพ็ญเพียร ต่อให้เป็นผู้มีพรสวรรค์เพียงระดับสอง หากกลืนกินสิ่งนี้ย่อมทะลวงขีดจำกัดทะยานขึ้นสู่ระดับหนึ่งได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มพูนปราณแท้มหาศาล เป็นหลักประกันชั้นเลิศในการก้าวข้ามระดับพลัง
เพียงกลืนโอสถเม็ดนี้ลงคอ เส้นทางสู่ระดับคุมปราณขั้นปลายของจ้าวหนิงย่อมง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ
ของวิเศษปานนี้ มีเพียงนักปรุงโอสถในวังหลวงที่กุมเคล็ดลับการหลอมสร้าง ทว่าสมุนไพรที่ใช้ล้วนหายากยิ่งนัก แต่ละปีจึงผลิตได้เพียงสามเม็ด ปกติย่อมสงวนไว้ให้เพียงเชื้อพระวงศ์ ไม่มีทางเล็ดลอดออกสู่ภายนอก นี่คือรากฐานสำคัญที่ราชสำนักใช้ค้ำจุนยอดฝีมือให้สืบทอดสายเลือดอย่างไม่ขาดสาย
แม้จ้าวหนิงจะสร้างความชอบใหญ่หลวงจากคดีตรอกผิงคัง แต่เบื้องลึกที่ซ่งจื้อยอมประทานโอสถจินหยวน ย่อมเป็นดั่งที่เว่ยอู๋เซี่ยนกล่าว… หวังซื้อใจเขาในฐานะน้องเขยอย่างไม่ต้องสงสัย
ตั้งแต่เกาทัณฑ์เช่อเตียวจนถึงโอสถจินหยวน ว่าที่พี่เขยผู้สูงศักดิ์ผู้นี้นับว่าทุ่มเทเพื่อผูกมัดเขาไม่น้อย
จ้าวหนิงปิดกล่องหยก นัยน์ตากระจ่างใส เขาสั่งให้เว่ยอู๋เซี่ยนคุ้มกันอยู่ห้องด้านนอก ส่วนตนเองเร้นกายเข้าห้องด้านในเตรียมกลืนโอสถเพื่อบำเพ็ญเพียรทันที ของล้ำค่าปานนี้หากพกติดตัวร่อนเร่ไปมา เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นย่อมสูญเสียครั้งใหญ่
พรสวรรค์การบำเพ็ญเพียรของจ้าวหนิงในราชวงศ์ต้าฉียุคปัจจุบันจัดว่าหายากดุจขนหงส์เขากิเลน แม้กลืนโอสถจินหยวนก็คงไม่อาจก้าวกระโดดพลิกฟ้าคว่ำดินดั่งเช่นผู้มีพรสวรรค์ระดับสอง
เปรียบดั่งโจ๊กชามเดียวกัน ย่อมต่อชีวิตผู้หิวโหยใกล้ตายได้มหาศาล ทว่าสำหรับคนทั่วไปอิ่มท้องอยู่แล้วย่อมเห็นผลไม่ชัดเจนนัก
ถึงกระนั้นก็ประมาทอานุภาพของมันไม่ได้ ในเมื่อรากฐานของจ้าวหนิงอยู่บนจุดสูงสุด การก้าวทะลวงขีดจำกัดแม้เพียงเศษเสี้ยว ย่อมหมายถึงการเหยียบย่ำทิ้งห่างอัจฉริยะในระดับเดียวกันจนไม่เห็นฝุ่น
ทันทีที่โอสถวิเศษล่วงลำคอ จ้าวหนิงเร่งโคจรเคล็ดวิชาชิงยวินสกัดสรรพคุณยาเงียบงัน ไม่นานกระแสปราณอุ่นร้อนก็ระเบิดแผ่ซ่านจากจุดตันเถียน เกลียวคลื่นพลังลึกล้ำกว้างใหญ่ดุจแสงเทียนเบิกอนธการ พลิกโฉมฟ้าดินภายในร่าง
เขาชักนำปราณแท้เข้าโอบรัดกระแสพลัง โคจรทะลวงไปตามเส้นชีพจร หลอมรวมสรรพคุณยาทีละหยาดหยดด้วยจิตใจแน่วแน่ดุจศิลา
สองชั่วยามล่วงเลย จ้าวหนิงพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกจากปอด สรรพคุณของโอสถจินหยวนซึมซาบไปกว่าครึ่ง ร่างกายเบาหวิวประดุจนกนางแอ่น ภูผาที่เคยกดทับบ่าสลายหายไปสิ้น สัมผัสรู้ต่อไอพลังฟ้าดินเฉียบคมขึ้นมหาศาล ประหนึ่งปราการไร้รูปที่เคยกางกั้นแตกสลายลง
ยามสูบซับไอพลังฟ้าดินมาควบแน่นเป็นปราณแท้ ความเร็วยังเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงหนึ่งส่วน จ้าวหนิงลอบปิติในใจ ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรรุดหน้าขึ้นเช่นนี้ ย่อมเป็นผลจากการยกระดับพรสวรรค์ แม้ไม่ก้าวกระโดด ทว่าผลลัพธ์ระยะยาวย่อมน่าสะพรึงกลัว
เขารวบรวมสมาธิสะกดจิตใจให้สงบนิ่ง โคจรเคล็ดวิชาชิงยวินต่อไป ครานี้เขารีดเร้นสรรพคุณยาที่หลงเหลือ บุกทะลวงขยายทะเลปราณหมายเหยียบย่างสู่ขีดขั้นใหม่
ส่วนเว่ยอู๋เซี่ยนนั่งเฝ้าอยู่ห้องด้านนอกด้วยความเบื่อหน่าย ร่างอ้วนฉุเดี๋ยวเกาหูเดี๋ยวลูบแก้ม ในมือถือบันทึกเรื่องราวลี้ลับเหนือธรรมชาติ ยิ่งอ่านก็ยิ่งขนลุกซู่เยือกเย็นไปทั้งสันหลัง
จวบจนใกล้เวลาอาหาร เว่ยอู๋เซี่ยนเงยหน้ามองตะวัน ก่อนจะลุกไปชะโงกดูด้านใน เมื่อเห็นจ้าวหนิงยังไร้วี่แววจะลืมตา จึงตั้งใจจะสั่งทหารยกสำรับมาให้ ตราบใดที่สหายยังบำเพ็ญเพียรไม่ลุล่วง เขาไม่มีทางก้าวเท้าออกจากห้องนี้เด็ดขาดเพื่อป้องกันเหตุพลิกผัน
“ผู้บังคับกองเว่ย ด้านนอกมีสองแม่ลูกหิ้วกล่องอาหารมาหา บอกว่าขอเข้าพบพวกท่านขอรับ” ทหารยามรักษาการณ์หน้าประตูเดินจ้ำอ้าวเข้ามารายงาน
“สองแม่ลูก… แม่ลูกที่ไหน” เว่ยอู๋เซี่ยนขมวดคิ้ว ตระกูลจ้าวกับตระกูลเว่ยจะมีสองแม่ลูกที่ไหนมาส่งเสบียงให้ นอกจากจ้าวชี่เยว่จอมโหดแล้ว ก็ไม่มีสตรีตระกูลใหญ่คนใดทำเรื่องพรรค์นี้
ทหารยามรีบตอบ “เป็นสตรีรูปโฉมงดงามยิ่งขอรับ ดูจากการแต่งกายเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่หน้าตานับว่าหาตัวจับยาก... อ้อ สตรีนางนั้นบอกว่าพวกท่านเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตพวกเขาสองแม่ลูกเอาไว้”
เว่ยอู๋เซี่ยนนึกออกในทันที “พาเข้ามา”
ครู่ต่อมา สตรีวัยยี่สิบต้นๆ นางหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในลานอย่างระแวดระวัง มือข้างหนึ่งจูงเด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบ อีกข้างหิ้วกล่องอาหาร เดินค้อมตัวตามหลังทหารยามด้วยท่าทีประหม่า
“ไม่ต้องมากพิธี เข้ามานั่งเถอะ” เว่ยอู๋เซี่ยนแย้มยิ้มทักทาย
สตรีโฉมงามเบื้องหน้าคือ ‘อวี้เหนียง’ หญิงสาวเพิ่งแท้งบุตรที่เขาและจ้าวหนิงเพิ่งช่วยออกมาจากบ่อนพนันของสมาคมชุดขาว สมาคมโฉดนั่นขายลูกชายวัยแปดขวบของนางให้พรรคเหยี่ยวคราม โชคดีที่คำสั่งกวาดล้างของจ้าวหนิงทำให้กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองบุกไปชิงตัวเด็กชายกลับมาจากสำนักคุ้มภัยเฟยอิง สองแม่ลูกจึงได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง
อวี้เหนียงไม่กล้านั่ง ทั้งยังหลบเลี่ยงสายตา นางวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะเล็ก บีบชายเสื้อแน่นพลางเอ่ยด้วยความละอายใจ “หากวันนั้นพวกท่านไม่ยื่นมือเข้าช่วย หญิงต่ำต้อยเช่นข้าคงสิ้นชีพไปแล้ว ลูกชายก็คงตกนรกทั้งเป็น บุญคุณใหญ่หลวงของใต้เท้าเว่ยและใต้เท้าจ้าว ข้าน้อยสลักลึกไว้ในใจตราบจนวันตาย… ทว่าบ้านข้าน้อยยากไร้ ไร้สิ่งของมีค่าตอบแทน จึงทำได้เพียงอบขนมด้วยมือตนเองมามอบให้ หวังว่าใต้เท้าเว่ยจะไม่รังเกียจ”
กล่าวจบ นางก็ดึงตัวเด็กชายคุกเข่าลงบนพื้น หมายจะโขกศีรษะคำนับ
เว่ยอู๋เซี่ยนรีบถลันเข้าไปคว้าตัวสองแม่ลูกไว้ ใบหน้าอ้วนท้วนขึ้นสีแดงระเรื่อ การมีคนมาร่ำไห้โขกศีรษะขอบคุณจากใจจริงเช่นนี้คือสิ่งที่ซื่อจื่อจอมเสเพลอย่างเขาไม่เคยพานพบ ยิ่งอีกฝ่ายเป็นสตรีโฉมงาม เขายิ่งทำตัวไม่ถูก ได้แต่ละล่ำละลักบอกว่าเป็นเพียงหน้าที่ ไม่อาจรับการคารวะใหญ่หลวงปานนี้
ครั้นสายตาเหลือบเห็นเสื้อผ้าบางเบาของอีกฝ่าย อากาศหนาวเหน็บกัดเถือจนสองมือแดงเถือก ติ่งหูมีรอยปริแตก เว่ยอู๋เซี่ยนก็ทำใจรับขนมเปล่าๆ ไม่ลง เขาล้วงถุงเงินหมายจะยัดใส่มือนาง ถือเสียว่ารับซื้อขนม ทว่าหญิงสาวดื้อดึงไม่ยอมรับ เมื่อเห็นว่าต้านทานเรี่ยวแรงของชายหนุ่มไม่ไหว นางจึงทิ้งกล่องอาหาร ลากลูกชายถอยกรูดพลางละล่ำละลักขอบคุณ ทั้งยังฝากความถึงจ้าวหนิง ก่อนจะรีบร้อนจูงมือลูกเดินฝ่าลมหนาวจากไป
เว่ยอู๋เซี่ยนทอดถอนใจมองแผ่นหลังที่ลับสายตา เขาเก็บถุงเงินแล้วทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ เดิมทีคุณชายตระกูลใหญ่อย่างเขาคุ้นชินแต่อาหารเลิศรสระดับหอสุราชั้นนำ ย่อมไม่เห็นค่าขนมชาวบ้านร้านตลาด แต่เมื่อนึกถึงน้ำใจใสซื่อของสตรีนางนั้นจึงหยิบขึ้นมาลิ้มลอง ทว่าเพียงสัมผัสรสชาติขนมกุ้ยฮวาคำแรก เขากลับยัดเข้าปากไม่หยุดหย่อน
กระทั่งเว่ยอู๋เซี่ยนสวาปามขนมหมดไปค่อนกล่อง ภายในห้องพลันบังเกิดเสียงระเบิดกระแสปราณดังกึกก้อง เสียงนั้นกังวานใสทะลุทะลวงประดุจพญากระเรียนกรีดร้องสยบเวหา
“ทะลวงขั้นแล้วรึ” เว่ยอู๋เซี่ยนลุกพรวด นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตื่นเต้นยินดี
พริบตาต่อมา จ้าวหนิงก็ก้าวพ้นกรอบประตู แม้จะรั้งกลิ่นอายพลังกลับคืนสู่ความสงบ ทว่าผลพวงจากการทะลวงขีดจำกัดและยกระดับรากฐานยังคงแผ่ซ่าน ทำให้เรือนร่างของเขาแผ่กลิ่นอายเฉียบคมดุจกระบี่พ้นฝัก
“ร้ายกาจนักพี่หนิง ล่วงเลยไม่ถึงครึ่งปี เจ้าทะลวงรวดเดียวสามระดับ ความเร็วเยี่ยงนี้ทิ้งห่างผู้คนจนไม่เห็นฝุ่น ในราชวงศ์ต้าฉีร้อยปีมานี้ไร้ผู้ต่อกร ทำให้สหายอย่างข้าละอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี” เว่ยอู๋เซี่ยนกอดกล่องอาหารพลางชูสองนิ้วหัวแม่มือซูฮก
จ้าวหนิงคลี่ยิ้มบาง เอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเพียงอาศัยโอสถวิเศษหนุนนำ ไม่นับว่าเก่งกาจอันใด”
น่าเสียดายที่โอสถจินหยวนออกฤทธิ์เพียงครั้งแรก กลืนเม็ดที่สองไปก็สูญเปล่า มิเช่นนั้นเขาคงต้องพลิกแผ่นดินล่ามันมาเพิ่มเป็นแน่
เว่ยอู๋เซี่ยนเบะปากหมั่นไส้กับท่าทีได้คืบจะเอาศอก พลันนึกบางสิ่งขึ้นได้จึงแสยะยิ้มประหลาด “หยางเจียนีเคยลั่นวาจาไว้ หากเจ้าบรรลุระดับคุมปราณขั้นปลายเมื่อใด ให้รีบส่งสาส์นไปบอก นางจะบุกมาหักกระดูกเจ้าสักตั้ง”
เอ่ยถึงตรงนี้ รอยยิ้มของอวบอ้วนก็ยิ่งดูน่าสับให้เละ “สำหรับยอดขุนพลหญิงผู้นั้น เจ้ามันก็แค่บุรุษไร้หัวใจ ตอนเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารทนางอยากจะสับเจ้าใจแทบขาด ติดที่ตอนนั้นนางบรรลุขั้นปลายไปก่อนแล้ว ไม่อยากเอาเปรียบจึงรั้งมือไว้ อานุภาพดาบม่อเตาของนางเจ้าก็เห็นกับตา ดุดันไม่ด้อยไปกว่าขวานยักษ์เบิกภูผาของพี่ชี่เยว่แม้แต่น้อย คราวนี้เจ้าเตรียมตัวคอขาดได้เลย”
จ้าวหนิงคร้านจะต่อปากต่อคำ ตอนนี้หยางเจียนีไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง มีหรือนางจะควบม้าฝ่าลมหนาวจากกว่างหลิงมาถึงนี่เพียงเพราะเขาทะลวงขีดขั้น ครั้นปรายตามองกล่องอาหารในอ้อมกอดสหาย เขาจึงเอ่ยถามที่มาที่ไป
เมื่อสดับคำอธิบาย จ้าวหนิงเพ่งพินิจกล่องอาหารอีกครา “แม้เนื้อไม้จะไม่ใช่ของชั้นเลิศ แต่งานแกะสลักลวดลายกลับวิจิตรบรรจง ราคาย่อมไม่ธรรมดา ทั้งยังดูใหม่เอี่ยม เมื่อเทียบกับอาภรณ์บางเบาของอวี้เหนียงในหน้าหนาว กล่องใบนี้ย่อมหยิบยืมผู้อื่นมา เมื่อนางทิ้งมันไว้ที่นี่ เวลากลับไปคงอธิบายกับเจ้าของได้ยากยิ่ง”
เว่ยอู๋เซี่ยนอ้าปากค้าง “หากเป็นเช่นนั้น การที่ข้ายัดเยียดถุงเงินให้กลับกลายเป็นการบีบคั้นนางรึ นางไม่รับเงิน ซ้ำยังต้องชดใช้ค่ากล่องอาหาร... ความสูญเสียนี้หญิงชาวบ้านจะรับไหวได้อย่างไร”
จ้าวหนิงหยิบขนมไท่ซือที่เหลือในจานขึ้นลิ้มรสพลางทอดถอนใจ นัยน์ตาวูบไหวด้วยความเวทนา “วัตถุดิบประณีตสดใหม่ ไร้สิ่งเจือปน แม้ไม่ใช่ของแพงระยับ ทว่าสำหรับฐานะนางยามนี้นับว่าต้องกัดฟันจ่าย เหล่าเว่ย… อวี้เหนียงเพิ่งแท้งบุตร ปราณเลือดยังไม่ฟื้นฟู ท่ามกลางเหมันตฤดูนางยังอุตส่าห์ดิ้นรนหาวัตถุดิบชั้นดี อบขนมด้วยความตั้งใจ แล้วบากหน้าไปหยิบยืมกล่องจากเพื่อนบ้าน เพียงเพื่อนำมาทดแทนคุณ… น้ำใจนี้หนักอึ้งดุจขุนเขาทีเดียว”
เว่ยอู๋เซี่ยนนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาว “สตรีประเสริฐปานนี้ ไฉนสวรรค์บีบให้ต้องตบแต่งกับเดรัจฉานผีพนัน พี่หนิง… พวกเราพอจะหาทางชุบเลี้ยงนางได้หรือไม่”
จ้าวหนิงคำนวณหมากกระดานนี้ไว้แล้ว “ลูกชายของนางข้าเคยตรวจกระดูกดูแล้ว พรสวรรค์มิใช่ธรรมดา อนาคตย่อมเหยียบย่างถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง หรืออาจทะลุถึงขั้นปลาย ไม่ว่าเจ้าหรือข้าก็รั้งตัวเขาเข้าจวนในฐานะผู้ติดตามได้ นำมาขัดเกลาสักหน่อย ภายหน้าย่อมกลายเป็นยอดขุนพลเขี้ยวเล็บของตระกูล”
เว่ยอู๋เซี่ยนพยักหน้าเห็นด้วย “ผู้ติดตามจวนขุนนางทหาร เบี้ยหวัดแต่ละเดือนย่อมคุ้มกะลาหัวสองแม่ลูกให้กินอิ่มนอนอุ่น รั้งรอจนเด็กนั่นปีกกล้าขาแข็ง อวี้เหนียงย่อมสุขสบาย… ส่วนกล่องอาหารนี่ ประเดี๋ยวข้าจะให้คนนำไปส่งคืนนาง”
เมื่อปลดเปลื้องปมในใจ เว่ยอู๋เซี่ยนก็ผ่อนคลายลงมหาศาล เรื่องพรรค์นี้เพียงส่งสาส์นสั่งการลูกน้องก็สิ้นเรื่อง ไร้ความจำเป็นที่ซื่อจื่อจอมเสเพลอย่างเขาต้องออกหน้าเอง
ยามบ่ายคล้อย ขุนนางน้อยใหญ่แห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองรวมตัวกันพร้อมหน้าเพื่อรับปูนบำเหน็จจากคดีกวาดล้างตรอกผิงคัง บรรยากาศคึกคักฮึกเหิม ขุมกำลังฝั่งจ้าวหนิงกลายเป็นจุดศูนย์กลางของงาน กวาดผลงานความชอบไปจนหมดสิ้น บีบให้ฝั่งของอู๋เซ่าเชินได้แต่มองตาปริบๆ ด้วยความริษยา ส่วนตัวอู๋เซ่าเชินนั้นเอาแต่ก้มหน้างุดตลอดงาน ไม่กล้าสู้หน้าผู้คนประดุจสุนัขจนตรอก
หลังเสร็จสิ้นพิธี เหล่านายทหารแห่แหนไปฉลองที่หอสุราละแวกใกล้เคียง ไร้เงาของอู๋เซ่าเชิน บรรดานายทหารใต้บังคับบัญชาของจางเหวินเจิงต่างตระหนักดีว่าผลประโยชน์ที่ตกลงมาถึงมือ ล้วนเป็นเพราะจ้าวหนิงเจียดแบ่งผลงานให้ จึงแห่กันมาชนจอกสุราคารวะจ้าวหนิงไม่ขาดสาย สุราผสานรอยร้าว ความสัมพันธ์ของนายทหารทหารทั้งสองฝั่งจึงกลมเกลียวขึ้นมหาศาล
สุราล่วงพ้นสามจอก หลายคนเริ่มเมามายร่วงไปกองใต้โต๊ะ ทว่าราตรีนี้จ้าวหนิงยังมีนัดหมายที่หออี้ผิ่นเพื่อตามรอยหลักฐานลากคอตระกูลหลิว อาจต้องเผชิญสถานการณ์นองเลือด เขาจึงโคจรปราณสกัดฤทธิ์สุราไว้ตลอดเวลา ทว่าผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ร่างกายก็สุดฝืนต้องลุกออกไปปลดทุกข์
ครั้นก้าวพ้นห้องจัดเลี้ยง จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนที่แสร้งเดินโซซัดโซเซก็ลัดเลาะผ่านโถงทางเดิน จังหวะที่กำลังก้าวลงบันได จู่ๆ กลุ่มชายฉกรรจ์ขี้เมาก็เดินสวนขึ้นมา กลิ่นสุราคละคลุ้งเหม็นฉุน พวกมันเดินเซซ้ายขวา ทว่าทิศทางกลับจงใจเบียดกระแทกเข้าหาพวกเขาสองคน!
เสี้ยววินาทีนั้น ประกายคมมีดเย็นเยียบพลันสว่างวาบจากแขนเสื้อของหัวหน้ากลุ่มคนเมา ชั่วพริบตามันพลิกข้อมือ แทงทะลวงหมายดับชีพเข้าใส่สีข้างของจ้าวหนิงอย่างอำมหิตและไร้สุ้มเสียง
จังหวะเดียวกัน ชายขี้เมาอีกสองคนด้านข้างก็เปิดเผยเขี้ยวเล็บ พุ่งกระหนาบปิดตายเส้นทางหลบหลีกซ้ายขวาของจ้าวหนิง และภายในแขนเสื้อของพวกมัน… คมเขี้ยวศาสตราปราณก็สาดประกายสังหารออกมาเฉกเช่นเดียวกัน!