ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 89 ควรถามหรือไม่
เมื่อย่างเท้าถึงหน้าอาคาร จ้าวหนิงพบว่าป้ายชื่อ “หออี้ผิ่น” อันตรธานไปสิ้น แทนที่ด้วยธงป้ายผืนใหม่สลักอักษร “โรงน้ำชาหมิงเซียง” หากไม่ใช่เพราะใบหน้าจิ้มลิ้มของซูเยี่ยชิงชะโงกพ้นหน้าต่างชั้นสอง เขาคงนึกว่าพวกนางถอนตัวย้ายฐานที่มั่นไปแล้ว
“พี่รองกล่าวว่ายามนี้ขุมกำลังเราแผ่ขยายกว้างขวาง หากทุกฐานที่มั่นแขวนป้ายหออี้ผิ่นย่อมสะดุดตาเกินไป พี่ใหญ่จึงตัดสินใจให้ใช้ป้ายหออี้ผิ่นเฉพาะศูนย์บัญชาการใหญ่เท่านั้น”
ศีรษะเล็กของซูเยี่ยชิงมุบหายไปจากหน้าต่าง เพียงชั่วสองลมหายใจ ร่างอรชรก็มาปรากฏตัวเบื้องหน้าจ้าวหนิง พวงแก้มขาวเนียนซับสีเลือดฝาดระเรื่อดั่งผลผิงกั่วสุกงอม
“สมควรเป็นเช่นนั้น” จ้าวหนิงก้าวตามนางเข้าไปด้านใน โรงน้ำชายามวิกาลสงัดเงียบไร้ผู้คน เสียงหนูร้องจี๊ดดังมาจากมุมมืด ทว่าพอได้ยินเสียงฝีเท้าเหยียบย่ำบันไดก็รีบวิ่งตะบึงหนีหายไปในพริบตา
เว่ยอู๋เซี่ยนอ้าปากหาวหวอด ก่อนจะรีบตะครุบปิดปากตนเอง สอดส่ายสายตาซ้ายขวาคล้ายมีชนักติดหลัง เกรงว่าฮู่หงเหลียนจะมาเห็นกิริยาอัปลักษณ์นี้เข้า ท่าทางลุกลี้ลุกลนของเขาช่างคล้ายคลึงกับหนูตัวเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน
เมื่อทรุดตัวลงนั่งในห้องรโหฐาน จ้าวหนิงก็เปิดประเด็นทันที เอ่ยถามความคืบหน้าเรื่องหออี้ผิ่นรวบรวมหลักฐานเอาผิดตระกูลหลิว
“พี่รองกับพี่สามร่วมกันจัดการเรื่องนี้ ช่วงหลายวันที่ผ่านมาทยอยกระจายยอดฝีมือหลายร้อยนายออกไป รวบรวมหลักฐานเอาผิดได้เจ็ดสิบกว่าคดี ทว่าคดีในเมืองเยี่ยนผิงส่วนใหญ่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เช่นใช้อำนาจฮุบกิจการหรือโบยตีบ่าวไพร่จนตกตาย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีสมาคมชุดขาวคอยออกหน้าทำเรื่องโฉดชั่วแทน มือของตระกูลหลิวจึงไร้คดีฆาตกรรมรายใหญ่” ซูเยี่ยชิงนั่งตัวตรงตอบฉะฉาน
จ้าวหนิงผงกศีรษะรับ สถานการณ์ล้วนอยู่ในความคาดหมาย ต่อให้ตระกูลหลิวหิวหน้ามืดปานใดก็ย่อมไม่กล้ากำเริบเสิบสานใต้เบื้องพระยุคลบาท อย่างน้อยต้องใช้สมาคมชุดขาวบังหน้า ส่วนเรื่องแย่งชิงกิจการหรือตีบ่าวไพร่ตาย สำหรับผู้อื่นอาจยุ่งยาก ทว่าสำหรับตระกูลหลิว โทษทัณฑ์เพียงเท่านี้ระคายผิวไม่มากพอจะสั่นคลอนรากฐาน
“ดังนั้นเราจึงพุ่งเป้าไปนอกเมืองเยี่ยนผิงแทน สมาคมชุดขาวไม่มีฐานที่มั่นในเขตนอกเมือง ตระกูลหลิวจึงต้องลงมือด้วยตนเอง ทิ้งเบาะแสไว้เกลื่อนกลาด” ซูเยี่ยชิงกล่าวต่อ
“ช่วงที่ผ่านมา พี่รองและพี่สามเก็บเกี่ยวข้อมูลในอำเภอหลานเทียนและอำเภอสือเหมินภายใต้การปกครองของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงได้ไม่น้อย จากข่าวล่าสุดที่ส่งกลับมาเมื่อวาน พวกเขาสืบพบว่าช่วงหลายปีมานี้ คนของตระกูลหลิวก่อคดีฆาตกรรมกว่ายี่สิบคดี ทั้งบีบบังคับกว้านซื้อที่ดิน ปล่อยกู้ทวงหนี้โหด ฉุดคร่าหญิงชาวบ้าน กระทั่งทำเหมืองแร่อย่างมักง่ายจนถล่มทับคนงานตกตายจำนวนมาก
“ยามเกิดคดี ใช่ว่าจะไม่มีผู้ใดลั่นกลองร้องทุกข์ แต่ตระกูลหลิวใช้อำนาจบาตรใหญ่ปิดบังเรื่องราวทั้งหมด หลายชีวิตต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ไร้หนทางร้องเรียนจนต้องตรอมใจตาย บางส่วนทำได้เพียงรับเศษเงินชดเชยแล้วก้มหน้าทนขมขื่นมีชีวิตอยู่ต่อไป
“โดยเฉพาะคดีเหมืองแร่ถล่ม ข่าวลือว่ามีคนฝังทั้งเป็นกว่าร้อยชีวิต ครอบครัวผู้เสียชีวิตไปร้องทุกข์ที่อำเภอสือเหมินไม่สำเร็จ จึงรวบรวมชายฉกรรจ์นับสิบหมายเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อถวายฎีกาฟ้องร้อง ทว่าคนเหล่านั้นกลับอันตรธานไประหว่างทางและไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย พี่รองเดินทางไปเยี่ยมเยียนครอบครัวผู้เสียชีวิตเหล่านั้นแล้ว หากสืบหาหลักฐานและพาตัวพยานกลับเมืองเยี่ยนผิงได้ ลำพังคดีนี้คดีเดียวก็เพียงพอให้ตระกูลหลิวต้องชดใช้อย่างสาสม”
เอ่ยถึงตรงนี้ ซูเยี่ยชิงกำหมัดแน่น เดือดดาลกับความระยำของตระกูลหลิวถึงขีดสุด
ทว่าจ้าวหนิงกลับไม่ได้โกรธเกรี้ยวอันใด อย่างไรเสียเขาก็ถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ ย่อมชาชินต่อความมืดมนของชนชั้นสูงมากกว่าซูเยี่ยชิง ยามนี้เขาเพียงรวบรวมสมาธิขบคิดอย่างเงียบงัน
ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงไม่เพียงปกครองอาณาบริเวณเมืองเยี่ยนผิง แต่ยังครอบคลุมถึงสามอำเภอ ได้แก่ หลานเทียน สือเหมิน และเทียนสุ่ย แตกต่างจากกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองตรงที่ยังต้องดูแลกิจการพลเรือนร่วมด้วย นี่คือสาเหตุที่เจ้าเมืองเยี่ยนผิงมีบรรดาศักดิ์ขุนนางขั้นสี่ ขณะที่ผู้บัญชาการทหารเป็นเพียงขุนนางขั้นห้า
ตระกูลหลิวเป็นตระกูลเก่าแก่หลายร้อยปี ลูกหลานยั้วเยี้ย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะหมกตัวอยู่เพียงในคฤหาสน์เมืองหลวง ที่นาและกิจการนอกเมืองเยี่ยนผิงล้วนต้องการคนดูแล ยามอยู่ในเมืองหลวงคนเหล่านี้อาจต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่พอพ้นประตูเมืองออกไป ย่อมกำเริบเสิบสานไร้ข้อกังขา
ราชวงศ์ต้าฉียุคปัจจุบันก้าวเข้าสู่ยุคสงบสุขรุ่งเรือง เช่นเดียวกับราชวงศ์อื่นที่ต้องเผชิญกระแสกว้านซื้อที่ดินขนานใหญ่ อย่าว่าแต่ตระกูลขุนนาง ต่อให้เป็นเศรษฐีที่ดินรายย่อย ล้วนสรรหาทุกวิถีทางเพื่อครอบครองที่นาให้มากที่สุด โดยมองว่าเป็นรากฐานสร้างความมั่งคั่งให้ลูกหลานสืบไป
ส่วนเรื่องปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหดนั้น ด้วยผลกำไรมหาศาล เศรษฐีส่วนใหญ่ย่อมอยากชุบมือเปิบทั้งสิ้น
เหมืองผลึกม่วงบนภูเขาหลานเทียนในเขตอำเภอหลานเทียนคือหนึ่งในรากฐานสำคัญของตระกูลหลิว ผลึกม่วงเป็นวัสดุพื้นฐานสำหรับหลอมสร้างศาสตราปราณ ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในการตีดาบ หอก กระบี่ ง้าว และอาวุธนานาชนิด ผลึกม่วงคุณภาพสูงยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างศาสตราปราณระดับสูง แม้แต่บนเกาทัณฑ์เช่อเตียวที่ฮ่องเต้ซ่งจื้อพระราชทานแก่จ้าวหนิง ก็ยังประดับไว้ด้วยผลึกม่วงชั้นยอด
ทว่าการสกัดผลึกม่วงมิใช่เรื่องง่าย สายแร่ฝังตัวลึกมาก อุโมงค์แร่อย่างตื้นที่สุดต้องขุดลึกลงไปใต้พิภพหลายลี้ อีกทั้งการเก็บรักษายังต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ หากขั้นตอนหละหลวมแม้แต่น้อย ย่อมมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงลิ่ว
“ส่งจดหมายแจ้งฮู่เอ้อร์เหนียง กำชับนางให้ลงมือด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ตระกูลหลิวไหวตัวทัน… ช่างเถิด สืบสาวไปถึงเหมืองผลึกม่วงแล้ว ตระกูลหลิวจะระแคะระคายบ้างก็เลี่ยงไม่ได้ ตระกูลจ้าวของเรามีสวนสมุนไพรอยู่ที่อำเภอหลานเทียนแห่งหนึ่ง คืนนี้เมื่อข้ากลับไป จะสั่งการให้ตระกูลจัดส่งยอดฝีมือมุ่งหน้าไปที่นั่น เบื้องหน้าทำทีเป็นคุ้มกันขบวนโอสถ ทว่าเบื้องหลังให้คอยสนับสุนฮู่เอ้อร์เหนียง”
จ้าวหนิงตัดสินใจเด็ดขาด ก่อนเอ่ยถามต่อ “การจับตาดูหอเฟยเสวี่ยเป็นเช่นไรบ้าง”
“ราบรื่นดีเจ้าค่ะ ไร้ความเคลื่อนไหวผิดปกติ ช่วงนี้หอเฟยเสวี่ยไม่มีเรื่องราวใหญ่โต พวกเราสะกดรอยตามเป้าหมายมากมาย ตั้งแต่คหบดีมั่งคั่งยันพ่อค้าส่งผัก ทว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่พบพิรุธ คนเหล่านั้นดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่น่ามีปัญหาอันใด”
เพราะสืบไม่พบเบาะแส ซูเยี่ยชิงจึงคลางแคลงใจในจุดประสงค์การจับตาดูหอเฟยเสวี่ย ทว่านางตระหนักดีว่าสิ่งใดไม่ควรถามก็อย่าแส่ กอปรกับนิสัยเก็บตัวเจียมตน จึงไม่คิดฟุ้งซ่าน เพียงตั้งใจทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
“ไม่มีเบาะแสอันใดเลยรึ” จ้าวหนิงประหลาดใจเล็กน้อย ลอบขบคิดครู่หนึ่ง เป็นไปได้ว่าหลังเหตุการณ์ครั้งก่อน เซียวเยี่ยนคงระแวดระวังตัวมากขึ้น จึงลดความเคลื่อนไหวลงชั่วคราว เมื่อขบคิดได้เช่นนี้ เขาจึงคลายความกังวล
“จับตาดูต่อไป อย่าได้หย่อนยาน และห้ามประมาทจนเผยพิรุธเด็ดขาด” จ้าวหนิงกำชับ ก่อนเปลี่ยนประเด็น “เรื่องหออี้ผิ่นกลืนขุมกำลังสมาคมชุดขาวกับพรรคเหยี่ยวครามคงจัดการเสร็จสิ้นแล้วกระมัง ตรวจสอบบัญชีรายชื่อหรือไม่ มีผู้บำเพ็ญเพียรเล็ดลอดไปได้เท่าใด”
ซูเยี่ยชิงปฏิบัติหน้าที่จริงจังเสมอ ยามนี้นางจึงท่องจำข้อมูลได้ขึ้นใจ “สมาคมชุดขาวมีผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสิ้นสามร้อยยี่สิบเอ็ดคน หากไม่นับระดับวิญญาณต้นกำเนิด ระดับคุมปราณเก้าสิบแปดคน สิ้นชีพในสนามรบหกสิบสามคน หายสาบสูญสิบแปดคน ระดับฝึกกายสองร้อยสองคน สิ้นชีพร้อยยี่สิบคน หายสาบสูญยี่สิบสองคน ส่วนที่เหลือถูกพวกเรากวาดต้อนมาผนวกรวมหมดแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อซูเยี่ยชิงรายงานสถานการณ์ของพรรคเหยี่ยวครามจบ นัยน์ตาจ้าวหนิงวูบไหวเคร่งขรึม ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณของสองพรรคนี้ หายสาบสูญไปถึงเจ็ดส่วน หากเทียบกันแล้ว สัดส่วนการสูญหายของระดับฝึกกายแม้น้อยกว่า ทว่าจำนวนยอดรวมกลับไม่ใช่ตัวเลขที่จะมองข้ามได้เลย
“ผู้บำเพ็ญเพียรที่อันตรธานไป พวกเจ้าสืบพบร่องรอยบ้างหรือไม่” จ้าวหนิงเอ่ยถาม
ซูเยี่ยชิงส่ายหน้า มืดแปดด้านเช่นกัน “คนเหล่านี้เคยสวามิภักดิ์ต่อพวกเราแล้ว ทว่าพอตกดึกกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นอีกเลยเจ้าค่ะ”
“ดูทรงแล้ว เดนตายพวกนี้คงแปรพักตร์ไปหาจ้าวยวี่เจี๋ยหมดสิ้น หากไร้คนของนางคอยกลบเกลื่อนร่องรอย พวกมันคงไม่อันตรธานได้แนบเนียนถึงเพียงนี้ แต่ข้าแปลกใจอยู่อย่าง ด้วยอิทธิพลหออี้ผิ่นในเมืองหลวงยามนี้ การพลิกแผ่นดินหาคนย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย การหายตัวไปดื้อๆ น่ะไม่ยาก แต่การหลบซ่อนตัวโดยสมบูรณ์ต่างหากที่ยากระยับ ต่อให้ชาวยุทธภพส่วนใหญ่จะไร้ครอบครัวให้ตามสืบ ทว่าพวกมันก็ต้องมีแหล่งกบดานสิ” เว่ยอู๋เซี่ยนแทรกขึ้น
จ้าวหนิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เห็นได้ชัดว่า แหล่งกบดานของพวกมัน คือสถานที่ซึ่งขั้วอำนาจยุทธภพไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้”
เว่ยอู๋เซี่ยนนัยน์ตาทอประกายวาบ “คฤหาสน์และร้านค้าของตระกูลใหญ่ ขุนนางผู้ทรงอิทธิพล หรือพื้นที่ใต้อาณัติของขั้วอำนาจอื่น… มีคนระดับนี้ยอมให้ที่พักพิงพวกมันเชียวรึ”
จ้าวหนิงกล่าวเสียงเย็นเยียบ “ควรกล่าวว่า จ้าวยวี่เจี๋ยก้าวเข้าไปในจวนตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลได้อีกครั้ง ซ้ำยังกุมอำนาจไว้ในมือได้ระดับหนึ่งด้วยต่างหาก”
เว่ยอู๋เซี่ยนเบิกตาโพลง อ้าปากค้าง “นี่… เรื่องที่เมืองไต้โจวเพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วัน นางทำได้อย่างไรกัน”
“ประเด็นสำคัญคือ ตระกูลใหญ่เบื้องหลังนางคือผู้ใดต่างหาก” จ้าวหนิงสวนกลับ
“จะเป็นผู้ใดได้บ้าง”
“ความเป็นไปได้มีมากเกินไป พวกเราไร้เบาะแสว่าอีกฝ่ายรับนางไว้ด้วยเหตุผลใด ล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของนางหรือไม่ รับนางไว้เพราะหลงใหลในรูปโฉม หรือเพราะมีจุดยืนร่วมกันในการบดขยี้ตระกูลจ้าว”
“เช่นนั้นจะขุดรากถอนโคนนางออกมาได้อย่างไร”
“ในเมื่อสืบสาวจากเส้นสายตระกูลใหญ่ไม่ได้ ก็ทำได้เพียงขุดคุ้ยจากขุมกำลังในยุทธภพของนางเท่านั้น”
จ้าวหนิงตวัดสายตามองซูเยี่ยชิง “นับแต่นี้ หออี้ผิ่นต้องกวาดล้างขุมอำนาจยุทธภพน้อยใหญ่ในเมืองเยี่ยนผิงให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะกลืนกินหรือถอนรากถอนโคน จงจัดการให้หมดจด อย่าให้หลุดรอดไปได้แม้แต่ขุมกำลังเดียว”
ซูเยี่ยชิงยังไม่ทันรับคำ เว่ยอู๋เซี่ยนก็พยักหน้าเห็นด้วย “ไฟลามเลียเผาป่า นกทุกตัวย่อมต้องเผยร่องรอยให้เห็น ต่อให้เด็ดหัวนางไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็บดขยี้ขุมกำลังของนางให้แหลกเป็นเถ้าถ่านได้”
จ้าวหนิงหันไปกล่าวกับซูเยี่ยชิงอีกครั้ง “หออี้ผิ่นเพิ่งผงาดขึ้นเป็นใหญ่ในเมืองเยี่ยนผิง ภาระหน้าที่ย่อมล้นมือ ยามนี้ข้ายังมอบหมายงานหนักหนาให้พวกเจ้า การจัดการให้ลุล่วงย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย การกวาดล้างให้ไร้รอยตะเข็บยิ่งยากระยับ หากต้องการสรรพกำลังใดจงเอ่ยปากมาเถิด เหนื่อยยากสักระยะ อดทนผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปได้ ภายหน้าย่อมมั่นคง”
ซูเยี่ยชิงพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบส่ายหน้าเป็นพัลวันเพื่อสื่อว่าตนไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอันใด สุดท้ายก็พยักหน้าหงึกหงักเห็นพ้องกับคำกล่าวของจ้าวหนิง
เว่ยอู๋เซี่ยนเห็นซูเยี่ยชิงเดี๋ยวพยักหน้าเดี๋ยวส่ายหน้าระรัว ศีรษะเล็กนั่นแทบจะกลายเป็นกลองป๋องแป๋งอยู่รอมร่อ เขากลับไม่เข้าใจสักนิดว่านางต้องการสื่อสิ่งใด ได้แต่งุนงงเป็นไก่ตาแตก
ทว่าจ้าวหนิงกลับอ่านความคิดของซูเยี่ยชิงทะลุปรุโปร่ง ท่าทีซื่อตรงของนางชวนให้เขาหลุดยิ้มอบอุ่นออกมา “เรื่องสุดท้าย พวกเจ้าต้องเริ่มแทรกซึมเข้าไปในกิจการของตระกูลหลิวได้แล้ว เตรียมความพร้อมสำหรับการฮุบกลืนในวันหน้า”
เมื่อสั่งการเสร็จสิ้น จ้าวหนิงลอบระบายลมหายใจยาว ก่อนเอ่ยถามซูเยี่ยชิง “เจ้ามีสิ่งใดอยากถามหรือไม่”
ซูเยี่ยชิงก้มหน้าลังเลอยู่นาน สองจิตสองใจอย่างหนักว่าคำถามนี้ควรถามหรือไม่ และตนมีสิทธิ์ก้าวล่วงหรือไม่ ท้ายที่สุดนางสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าถึงขีดสุด เงยหน้าขึ้นมองจ้าวหนิงด้วยแววตาระแวดระวัง
จ้าวหนิงนึกว่านางจะอาศัยจังหวะนี้เอ่ยปากขอทรัพยากร ทว่ากลับเห็นซูเยี่ยชิงเบือนหน้าหนีเล็กน้อย สายตาหลบเลี่ยง เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาไร้ความมั่นใจ
“คือ… จ้าวยวี่เจี๋ยผู้นั้น แท้จริงแล้วเป็นใครกันหรือเจ้าคะ”