ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 90 แตกต่าง
รุ่งอรุณ จ้าวหนิงปักหลักจัดการงานราชการอยู่ที่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองตลอดช่วงเช้า
ชายหนุ่มที่จับกุมตัวมาเมื่อคืนมิได้ปริปากคายข้อมูลอันใด ระหว่างถูกคุมตัวลงคุกใต้ดิน อีกฝ่ายฉวยจังหวะพุ่งศีรษะชนประตูหินปลิดชีพตนเองคาที่
แขนขาแหลกเหลวถึงเพียงนั้นยังหาทางชิงสละชีพได้ ต้องอาศัยจิตใจเด็ดเดี่ยวและจังหวะอันไร้ที่ติ จ้าวหนิงลอบเลื่อมใสอยู่บ้าง ทว่ามิใช่เลื่อมใสนักฆ่าผู้นี้ แต่เป็นจ้าวยวี่เจี๋ย
สตรีที่สามารถเปลี่ยนผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขั้นปลายในยุทธภพ ให้กลายเป็นสุนัขรับใช้เดนตายได้ ทั้งที่เครือข่ายอำนาจยังไม่หยั่งรากลึก ย่อมมิใช่วิสัยของคนธรรมดา
ตกบ่าย จ้าวหนิงมิได้อุดอู้อยู่แต่ในห้องทำงาน เขานำกองทหารลาดตระเวนออกตรวจตราความสงบตามท้องถนน ควบม้าเหยาะย่าง จัดการคดีวิวาทในตลาดไปสองสามคดี ท่วงท่าสง่าผ่าเผยและผ่อนคลาย
จวบจนตะวันคล้อยต่ำ จ้าวหนิงโยนทองคำแท่งหนึ่งให้เหล่าทหารเป็นรางวัลสำหรับสุราหลังเลิกกอง ทหารเบิกบานใจถ้วนหน้า พากันประสานมือขอบคุณไม่ขาดปาก สำหรับพลทหารระดับล่าง ทองคำคือของล้ำค่า เบี้ยหวัดปกติมีเพียงอีแปะและก้อนเงิน ทองคำหนักห้าตำลึงแท่งนี้ เพียงพอให้พวกเขากอบโกยสุราเคล้านารีได้อย่างสำราญ
จ้าวหนิงมิได้จงใจใช้ของล้ำค่าซื้อใจ เพียงแต่บนตัวเขาไม่มีเศษเงินติดตัวเลยต่างหาก อันที่จริง แม้แต่ทองคำก็ยังนับว่าน้อย ถุงเงินเขามีแต่ไข่มุกและอัญมณีล้ำค่า เฉกเช่นจ้าวชี่เยว่ ยามเร่งรุดไปช่วยเขาที่เมืองไต้โจว สิ่งที่นางโยนให้พวกโจรป่าเดนตายก็คือไข่มุกทั้งถุง
หลังปล่อยทหารเลิกกองก่อนเวลา จ้าวหนิงมิได้กลับจวน แต่นำผู้ติดตามสองนายมุ่งหน้าไปยังหอสุราแห่งหนึ่งในย่านฝูหนิงทางตอนเหนือของเมือง
สถานที่แห่งนี้เป็นเพียงหอสุราธรรมดา ตกแต่งเรียบง่ายไร้เครื่องเรือนหรูหรา เสี่ยวเอ้อร์ต้อนรับตามหน้าที่ ไร้เงาหญิงคณิกาแต่งกายยั่วยวน ฝีมือปลายจวักก็พื้นเพ อาหารขึ้นชื่อล้วนรสชาติจืดชืด เมื่อไร้จุดเด่น ลูกค้าจึงบางตา
ทว่าด้วยทำเลที่ตั้งไม่ไกลจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง วันธรรมดาจึงพอมีลูกค้าแวะเวียน ทำให้หอสุราแห่งนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องปิดกิจการ
นี่มิใช่ครั้งแรกที่จ้าวหนิงมาเยือน ทว่าทุกคราที่ย่างกรายมา ล้วนเพื่อพบปะสหาย
จ้าวหนิงนั่งในห้องรโหฐานได้ไม่นาน ผู้ติดตามก็นำขุนนางสองนายก้าวเข้ามา เมื่อเห็นหน้า จ้าวหนิงลุกขึ้นประดับรอยยิ้ม ทั้งสามประสานมือคารวะ เอ่ยทักทายด้วยความสนิทสนม
“พี่จ้าวเรียกหาในวันนี้ ไม่ทราบมีธุระสำคัญอันใดหรือ” ถังซิง ปั่งเหยี่ยนป้ายแดงเอ่ยถามหลังทรุดตัวลงนั่ง
โจวจวิ้นเฉิน ทั่นฮวาหนุ่มที่นั่งอยู่อีกด้านมิได้เอ่ยแทรก เพียงทอดสายตามองจ้าวหนิงเงียบๆ
ในเบื้องลึก โจวจวิ้นเฉินที่ถือกำเนิดจากครอบครัวบัณฑิตยากไร้ ล้วนเคารพเลื่อมใสและซาบซึ้งในตัวจ้าวหนิงอย่างยิ่งยวด แตกต่างจากความชิงชังที่เขามีต่อคุณชายตระกูลใหญ่ทั่วไป มิใช่เพียงเพราะจ้าวหนิงเคยออกหน้าช่วยเหลือพวกตนจากสวีจือหย่วน บุตรชายอัครเสนาบดีที่หอเยี่ยนไหล แต่เป็นเพราะวาจาชี้แนะในภายหลัง ที่เบิกทางให้พวกเขาก้าวข้ามขวากหนามบนเส้นทางขุนนาง
ย้อนไปช่วงเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารท เพราะถังซิง ‘ยึดมั่นความถูกต้อง’ กล้าขัดแย้งกับอัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างต่อหน้าพระพักตร์ คืนนั้นพวกเขาจึงมีราชโองการเรียกตัวเข้าเฝ้า กษัตริย์และขุนนางสนทนากันถูกคอ หลังจากนั้นยังถูกเรียกพบอีกหลายครา คล้อยหลังเทศกาลล่าสัตว์ เขากับถังซิงก็ถูกโยกย้ายมาประจำที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ บัณฑิตที่สอบได้สามอันดับแรกต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสำนักฮั่นหลินหลายปี จึงจะออกไปรับตำแหน่งขุนนางท้องถิ่นได้ ทว่าพวกเขาสองคนกลับแหกกฎเกณฑ์ แม้ตำแหน่งบนตัวยังเป็นผู้เรียบเรียงแห่งสำนักฮั่นหลิน แต่ความเป็นจริงกลับสะสางงานอยู่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงแต่เพียงผู้เดียว
หมากตาที่ฮ่องเต้จัดวางพวกเขาทั้งสองไว้ ณ ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง นับเป็นทางเลือกที่แยบยลและรีดเค้นประโยชน์สูงสุด
แม้เป็นหน่วยงานท้องถิ่น ทว่าเขตอำนาจครอบคลุมปริมณฑลเมืองหลวง ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจึงเปี่ยมด้วยอำนาจและภารกิจล้นมือ ต้องปะทะสังสรรค์กับตระกูลขุนนางใหญ่อยู่เนืองนิจ ซ้ำยังตั้งอยู่ใกล้หน่วยงานส่วนกลางอย่างสามกรมหกกระทรวง ย่อมบีบให้ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินคุ้นชินกับระบบราชสำนัก มองเห็นขั้วอำนาจและความขัดแย้งได้อย่างทะลุปรุโปร่งในเวลาอันสั้น นี่คือเตาหลอมชั้นยอดในการขัดเกลาฝีมือและพรสวรรค์ตามพระประสงค์ของซ่งจื้อฮ่องเต้
เมื่อประเมินจากมุมนี้ ความคาดหวังที่เบื้องบนมีต่อถังซิงและโจวจวิ้นเฉิน นับว่าสูงล้ำทะลุฟ้า
“ข้ามีเรื่องใหญ่จะปรึกษา และมีความดีความชอบมหาศาลจะมอบให้ ขาดก็แต่เพียง… ไม่ทราบว่าพวกท่านมีความกล้าพอจะแบ่งเบาพระภาระของฝ่าบาทหรือไม่” จ้าวหนิงกรีดกรายเข้าเรื่องทันที
แผนโค่นล้มตระกูลหลิวต้องอาศัยการเปิดโปงความผิด เรื่องนี้จะพึ่งพากองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองมิได้ เพราะนี่มิใช่คดีอาชญากรรมในเมืองหลวง ความชั่วช้าส่วนใหญ่ของตระกูลหลิวล้วนก่อขึ้นในอำเภอหลานเทียนและอำเภอสือเหมิน นอกเหนืออาญาสิทธิ์ของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง
ต่อให้ผู้เสียหายที่ถูกตระกูลหลิวข่มเหง ได้รับการคุ้มครองจากหออี้ผิ่นจนนำหลักฐานมาถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย พวกเขาก็ทำได้เพียงไปตีกลองร้องทุกข์หน้าจวนที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเท่านั้น
ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงคือรังของขุนนางบุ๋น ซ้ำยังมีหลิวจื้ออู่คนของตระกูลหลิวนั่งแท่นอยู่ คดีที่สั่นคลอนตระกูลหลิวจะถูกรับเรื่องหรือไม่? หากรับแล้วจะสืบสวนอย่างไร? จะถูกดองยาวครึ่งปี หนึ่งปี หรือห้าปี? จนสุดท้ายตระกูลหลิวลอบ ‘ล้างบางปัญหา’ เปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้เล็กลง เปลี่ยนเรื่องเล็กให้กลายเป็นเถ้าถ่านหรือไม่? ล้วนไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นจ้าวเสวียนจีหรือตระกูลจ้าวล้วนยื่นมือสอดไม่ได้ ตระกูลจ้าวคือตระกูลขุนนางบู๊ ทำเนียบเสนาธิการทหารกุมเฉพาะอาญาสิทธิ์กองทัพ ห้ามก้าวก่ายกิจการพลเรือน จ้าวหนิงต้องการหลักประกันว่าทุกคดีต้องถูกชำระความและสืบสวนรวดเร็วที่สุด จึงจำเป็นต้องมีขุนนางวงในของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงคอยกางร่มบารมี
ซ้ำขุนนางผู้นั้นต้องมีอำนาจ มีบารมี และมีขวัญกล้าเทียมฟ้าพอจะงัดข้อกับตระกูลหลิวซึ่งหน้า
ว่ากันตามจริง การลากตระกูลขุนนางบุ๋นที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับตระกูลหลิวมาเป็นหมากคือทางเลือกชั้นยอด เฉกเช่นหากต้องการเปิดศึกกับตระกูลจ้าว การดึงตระกูลซุนแห่งด่านซานไห่กวนมาเป็นพันธมิตรย่อมวิเศษสุด นอกเหนือจากนี้ การค้นหาตระกูลตงฉินที่เกลียดชังความชั่วร้ายและห่วงใยบ้านเมือง ก็เป็นอีกเส้นทางที่ช่วยให้จ้าวหนิงบรรลุเป้าหมาย
น่าเสียดาย ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจะว่าเล็กก็ไม่เล็ก จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ ทว่ากลับไร้เงาขุนนางระดับสูงจากฝ่ายปฏิปักษ์ตระกูลหลิว ส่วนขุนนางตระกูลตงฉินนั้น ต่อให้จ้าวหนิงไม่จับมือด้วย ยามอาชญากรรมของตระกูลหลิวถูกแฉ พวกเขาก็ย่อมต้องกระโจนร่วมวงขย้ำอยู่แล้ว
หากจ้าวหนิงบากหน้าไปหาผู้นำตระกูลเหล่านั้นตอนนี้ กลับจะดูเป็นพวกเจ้าเล่ห์ ลดตัวลงต่ำ อีกฝ่ายย่อมนึกรังเกียจ ดีไม่ดีอาจเป็นผลร้ายสะท้อนกลับ หลังชั่งน้ำหนักรอบด้าน จ้าวหนิงจึงเบนทิศทาง พุ่งเป้าไปที่ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินแทน
“มีเรื่องดีงามเช่นนี้ด้วยหรือ เช่นนั้นต้องขอบคุณพี่จ้าวแล้ว ไม่ทราบสถานการณ์แน่ชัดเป็นเช่นไร” ถังซิงแย้มยิ้มประสานมือ แสดงท่าทีสวามิภักดิ์ก่อนจะเอ่ยถามต้นสายปลายเหตุ
“ถอนรากถอนโคนตระกูลหลิว… พวกท่านกล้าหรือไม่” จ้าวหนิงเน้นย้ำทีละพยางค์ นัยน์ตาจับจ้องทุกความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าอีกฝ่ายไม่กะพริบ
นัยน์ตาของถังซิงวูบประกายดุดัน ความฮึกเหิมพลุ่งพล่านฉายชัด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นตรึกตรองรอบด้าน สุดท้ายจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พี่จ้าวมีบุญคุณใหญ่หลวง ข้าปรารถนาจะทดแทนมาตลอดติดเพียงไร้โอกาส ยามนี้พี่จ้าวมีเรื่องเรียกใช้ หากมีบัญชาใด ข้าย่อมทุ่มเทถวายหัว”
โจวจวิ้นเฉินเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง ก่อนสีหน้าจะแปรเป็นเคร่งขรึมระแวดระวัง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดจึงเอ่ยถามจ้าวหนิงด้วยความเคลือบแคลง “พี่จ้าวมีพระคุณ พวกเราสมควรทดแทน แต่พวกเราล้วนเป็นขุนนางราชสำนัก อำนาจรัฐต้องทรงไว้เพื่อแผ่นดิน หากพี่จ้าวต้องการให้ข้าเสี่ยงตายเป็นการส่วนตัว ข้าย่อมไม่ปฏิเสธ ทว่าหากต้องอาศัยอำนาจในมือขุนนาง ข้าจำเป็นต้องประจักษ์ชัดเสียก่อนว่าตระกูลหลิวมีพฤติการณ์ชั่วช้าจนสมควรถูกขุดรากถอนโคนจริง”
วาจายังไม่ทันขาดคำ ถังซิงพลันเอ่ยแทรก “พี่จ้าวอย่าได้ถือสา เจ้านี่มันก็แค่หนอนหนังสือ สมองทึบไปชั่วขณะ พี่จ้าวมีแผนการใด ต้องการให้พวกเราทำสิ่งใด โปรดชี้แนะมาได้เลย”
จ้าวหนิงยกยิ้มบาง ปฏิกิริยาของทั้งสองมิได้หลุดโผ แท้จริงแล้ววาจาก่อนหน้าคือการหยั่งเชิง ยามนี้ท่าทีอีกฝ่ายเป็นไปตามคาด จึงสามารถกางแผนการทั้งหมดออกมาได้
ไม่ผิดคาด ถังซิงลอบผ่อนลมหายใจโล่งอก ความฮึกเหิมเพิ่มพูนทวีคูณ โจวจวิ้นเฉินเองก็ผ่อนคลายลง ทว่าพริบตาต่อมากลับแปรเปลี่ยนเป็นโทสะเดือดดาล… เดือดดาลต่อความอำมหิตของตระกูลหลิว
ท้ายที่สุด ทั้งสองให้สัตย์สาบาน ทันทีที่ผู้เสียหายเหยียบย่างมาร้องทุกข์ยังที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง พวกเขาพร้อมกระโจนเข้าสับหมากตากระดานนี้อย่างสุดกำลัง
ทั้งสามหารือรายละเอียดกันอีกเล็กน้อย เนื่องจากผู้ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ล้วนเป็นปัญญาชน จ้าวหนิงจึงมิต้องเปลืองน้ำลายมากนัก ช่วงเวลาที่เหลือ ทั้งสามเพียงร่ำสุราคีบกับแกล้ม สนทนากันอย่างออกรส
หนึ่งชั่วยามให้หลัง คล้อยหลังส่งจ้าวหนิงหน้าหอสุรา โจวจวิ้นเฉินหันมาตำหนิถังซิงทันควัน “ตอนพี่จ้าวเสนอหมากโค่นตระกูลหลิว เหตุใดเจ้าถึงรับปากง่ายดายนก หากตระกูลหลิวมิได้ก่อกรรมทำเข็ญ หรือเจ้าคิดจะใช้อำนาจรัฐสนองคุณส่วนตัว ช่วยเหลือพี่จ้าวอย่างไร้หลักการ”
ถังซิงไพล่มือไว้เบื้องหลัง ยืดกายสง่า หัวเราะในลำคอพลางเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “มีอันใดไม่สมควร ตราบใดที่ศัตรูของพี่จ้าวคือพวกตระกูลขุนนางใหญ่ และมีสิทธิ์กำชัย ข้าก็พร้อมทุ่มสุดตัว”
โจวจวิ้นเฉินถูกถังซิงยั่วโทสะจนลมแทบจับ “เจ้า…”
ถังซิงสะบัดมือ กล่าวอย่างไม่แยแส “เจ้าอย่าลืมสิ เหตุใดเราสองคนถึงได้เลื่อนขั้นพรวดพราดในเวลาเพียงครึ่งปี ซ้ำยังถูกดึงตัวมาคุมอำนาจจริงอย่างที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง… ทั้งหมดล้วนเพราะเบื้องบนทรงเห็นว่าพวกเราคือ ‘ดาบ’ ที่ใช้งานได้ สามารถแบ่งเบาพระภาระของพระองค์
“ฐานะของพวกเราคือสิ่งใด บัณฑิตยากไร้ที่ตะเกียกตะกายสอบเคอจวี่เข้ามามิใช่หรือ เหตุใดเบื้องบนจึงขยายขอบเขตการสอบเคอจวี่อย่างบ้าคลั่ง ก็เพื่อใช้พวกเราเป็นคมหอกทะลวงอำนาจชนชั้นสูง เหยียบย่ำพวกขุนนางตระกูลใหญ่ ดังนั้นในแวดวงการเมือง นอกเหนือจากทำผลงาน เลื่อนขั้นรวบอำนาจแล้ว หน้าที่หลักของพวกเราคือการกัดไม่ปล่อย งัดทุกเล่ห์เหลี่ยมเพื่อขุดรากถอนโคนพวกตระกูลใหญ่เหล่านั้น
“ตระกูลหลิวคือเสาหลักของพวกขุนนางบุ๋น หากสามารถใช้วิธีการอันชอบธรรมลากพวกมันลงนรก ไม่เพียงเจ้ากับข้าจะได้เหยียบซากศพพวกมันเลื่อนขั้น แต่ยังถือเป็นการถวายงานชิ้นเอกให้เบื้องบน ยังต้องลังเลอันใดอีก”
โจวจวิ้นเฉินอ้าปากค้าง ไร้วาจาจะเอื้อนเอ่ยไปครู่ใหญ่ ท้ายที่สุดจึงแค่นเสียงฝืดเฝื่อน “เจ้ากับข้ามิใช่เพียงขุนนางของเบื้องบน แต่คือขุนนางผู้เปรียบดั่งบิดามารดาของราษฎร นอกจากการถวายงานรับใช้ ก็ควรตระหนักถึงความยุติธรรม สร้างความผาสุกให้แผ่นดินด้วยมิใช่หรือ”
ถังซิงแหงนหน้าหัวเราะร่วน เสียงกังวานดึงดูดสายตาผู้คนริมถนน ทว่าเจ้าตัวหาได้แยแส เขาตบไหล่โจวจวิ้นเฉินหนักๆ พลางกดเสียงต่ำ “การสังหารตระกูลหลิวที่ก่อกรรมทำเข็ญในครานี้ ก็คือการทวงคืนความยุติธรรมให้ราษฎร สร้างความผาสุกให้แผ่นดิน มิใช่บรรจบกับปณิธานของเจ้าพอดีหรือ เจ้ายังจะมัวชักช้าลังเลหาอันใด”
โจวจวิ้นเฉินรู้สึกว่าตรรกะของถังซิงบิดเบี้ยว ทว่าอับจนคำพูดจะโต้แย้ง ตระกูลหลิวสมควรตายจริง ทว่าเป็นเพราะพวกมันก่อกรรมทำเข็ญ มิใช่เพราะเบื้องบนต้องการหั่นอำนาจขุนนางตระกูลใหญ่เสียหน่อย
ทว่าในสายตาของถังซิง การจะสร้างความผาสุกให้ราษฎร มีเพียงต้องบดขยี้พวกชนชั้นสูงตระกูลใหญ่ให้สิ้นซาก วิถีทางจะโสมมเพียงใดหาใช่เรื่องสำคัญ ตราบใดที่บรรลุเป้าหมาย… นั่นก็เพียงพอแล้ว