ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 92 เกิดเรื่อง (1)
วันนี้คือวันหยุดราชการ จ้าวหนิงว่างเว้นจากภารกิจในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง จึงตั้งใจจะเยือนอำเภอหลานเทียนสักครา ภูเขาหลานเทียนห่างจากเมืองหลวงเพียงไม่ถึงหกสิบลี้ ควบม้าเร็วหนึ่งชั่วยามก็ถึงที่หมาย แม้จะส่งยอดฝีมือประจำตระกูลไปสับเปลี่ยนกำลังกับฮู่เอ้อร์เหนียง ซ้ำจ้าวชี่เยว่ยังเร่งรุดไปบัญชาการด้วยตนเอง ทว่าในใจเขายังคงมีเงามืดแห่งความกังวลพาดผ่าน
ทว่าเท้ายังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตูจวน คนในตระกูลพลันรุดเข้ามารายงานข่าวที่รั้งฝีเท้าเขาไว้อย่างเด็ดขาด
ย้อนไปเมื่อวันก่อน หลังอวี้เหนียงหิ้วขนมมาส่งถึงกองบัญชาการฯ จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนเวทนาในความแร้นแค้นทว่ามีน้ำใจของนาง จึงดำริจะรับบุตรชายของนางเข้าจวนมาเป็นเด็กรับใช้ในห้องหนังสือ เดิมทีเว่ยอู๋เซี่ยนอาสารับหน้าที่จัดการ ด้วยถือว่าตนกวาดขนมของนางลงท้องไปทั้งกล่อง
เที่ยงวานนี้ เว่ยอู๋เซี่ยนส่งคนไปเยือนเรือนอวี้เหนียง ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า ดักรอจวบจนสิ้นแสงตะวันก็ไร้เงาคน รุ่งอรุณวันนี้ คนตระกูลเว่ยไปเยือนอีกครา ก็ยังไร้วี่แววสองแม่ลูก กลับพบเพียงไอ้บัณฑิตผีพนันผู้เป็นสามีนอนเมามายไม่ได้สติ รีดเค้นอันใดมิได้ความ ครั้นสอบถามเพื่อนบ้านละแวกนั้นจึงกระจ่างแจ้ง… สองแม่ลูกอวี้เหนียงถูกไอ้สวะนั่นนำไปเร่ขายอีกแล้ว
สดับข่าว จ้าวหนิงพลันขมวดคิ้วแน่น เรื่องเล็กแค่นี้ไฉนจึงลุกลามใหญ่โต อุตส่าห์ฉุดกระชากนางขุมนรกบ่อนพนันสมาคมชุดขาว เหตุใดนางจึงไม่ตัดขาดจากไอ้สวะนั่น ไฉนยังกล้ำกลืนฝืนทนจนตัวเองถูกผลักลงเหวซ้ำสอง
คนมีเมตตามักใจอ่อน ซ้ำร้ายยังมักดูเปราะบาง จ้าวหนิงบังเกิดโทสะกรุ่นในอก ไม่รั้งรอให้เสียเวลา เขาตวัดชายเสื้อพุ่งตรงไปยังเรือนอวี้เหนียงด้วยตนเอง
นี่คือเรื่องภายในครอบครัวผู้อื่น เดิมทีเขามิคิดก้าวก่าย แต่เมื่อยื่นมือเข้าสอดแล้ว ด้วยอุปนิสัยของเขา ย่อมไม่มีทางปล่อยปละละทิ้งกลางคัน มิใช่เพราะความเมตตาสูงส่งอันใด ทว่าทุกกระดานที่เขาลงหมาก ย่อมต้องมีบทสรุป ต่อให้ฉากจบนั้นคือการทุบตีไอ้บัณฑิตสวะนั่นจนตายคาตีนก็ตาม
ภายใต้การนำทางของคนในตระกูล จ้าวหนิงย่างกรายถึงตรอกแคบซอมซ่อแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าปรากฏเงาเว่ยอู๋เซี่ยน ใบหน้าของซื่อจื่อหนุ่มดำทะมึนดุจก้นหม้อ เดินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกระแทกเสียง “ข้าเค้นคอถามแล้ว สองแม่ลูกอวี้เหนียงถูกขายให้คฤหาสน์ตระกูลหลิว”
หลังมือของอีกฝ่ายชุ่มโชกด้วยคราบเลือดสด เห็นชัดว่ากระบวนการ ‘สอบปากคำ’ ดุเดือดไม่เบา การง้างปากคนเมาย่อมพึ่งพาสันติวิธีไม่ได้ จ้าวหนิงเลิกคิ้ว “ตระกูลหลิวหรือ”
แผ่นดินกว้างใหญ่มีร้อยพันตระกูล ดันขายให้ตระกูลหลิว
เว่ยอู๋เซี่ยนกระชากกระดาษสองแผ่นจากมือผู้ติดตาม ส่งต่อให้จ้าวหนิง “นี่คือสัญญา… ประทับตราระยะเวลายาวนานถึงสามสิบปี แบบนี้ต่างอันใดกับการขายวิญญาณ”
ราชวงศ์ต้าฉีล้มล้างระบบทาสไปนานแล้ว การตบเท้าเข้าเป็นบ่าวไพร่ตระกูลใหญ่จึงมิใช่การขายชีวิตถาวร ตามกฎหมายคือการรับจ้าง เมื่อครบกำหนดสัญญาก็สามารถรับเงินก้อนแล้วเป็นไท ทว่าในความเป็นจริง ฐานะของบ่าวไพร่ต้อยต่ำไม่ต่างจากสุนัขเฝ้าบ้าน โดยเฉพาะในจวนขุนนางทรงอำนาจ สวัสดิภาพและชีวิตของคนเหล่านี้ล้วนแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไร้ซึ่งหลักประกันใดๆ
จ้าวหนิงยังไม่ทันปริปาก คนตระกูลเว่ยนายหนึ่งพลันสาวเท้าออกมาจากเรือนข้างเคียง รายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เพื่อนบ้านเล่าว่า อวี้เหนียงเตรียมยื่นเรื่องขอหย่าขาดจากบัณฑิตนั่นแล้ว ทว่าอีกฝ่ายไม่ยินยอม ซ้ำยังชิงลงมือขายสองแม่ลูกตัดหน้า”
บุรุษทิ้งภรรยานั้นง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ ไม่สนว่าฝ่ายหญิงจะยินยอมหรือไม่ ขอเพียงตวัดพู่กันเขียนหนังสือหย่าแล้วประทับตราทางการ ทุกสิ่งถือเป็นอันสิ้นสุด ทว่าหากสตรีริอ่านขอหย่าขาดจากสามี เส้นทางกลับเต็มไปด้วยขวากหนาม
จ้าวหนิงกวาดสายตาอ่านสัญญา ก่อนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ส่งคนนำเงินไปไถ่ตัวสองแม่ลูกอวี้เหนียงกลับมา… ส่วนไอ้สวะนี่ ลากคอมันไปโยนลงคุกกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง เดนมนุษย์เช่นมันอยู่ไปก็รกแผ่นดิน ขังลืมมันเสีย”
เว่ยอู๋เซี่ยนพยักหน้ารับคำ สั่งให้ลูกน้องยัดข้อหาส่งเดชอ้างนามกองบัญชาการฯ แล้วลากคอบัณฑิตนั่นไป ‘สอบสวน’ ส่วนจ้าวหนิงดำริจะใช้คนของหออี้ผิ่นไปไถ่ตัว ด้วยสถานะของตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยยามนี้ การบากหน้าไปหาตระกูลหลิวย่อมไม่เหมาะ จากความบาดหมางที่คุกรุ่น ตระกูลหลิวไม่มีทางไว้หน้าพวกเขาแน่นอน
ยามบัณฑิตเดนมนุษย์ถูกลากคอออกมา แม้ใบหน้าจะบวมปูดฟกช้ำ โลหิตกบปาก ทว่ามันยังคงแหกปากด่าทอเว่ยอู๋เซี่ยนไม่หยุดหย่อน ถ้อยคำล้วนหยาบโลนต่ำต้อย วนเวียนอยู่เพียงคำว่า ‘ชู้รัก’ หรือ ‘หญิงแพศยาชายโฉด’ ซ้ำยังขู่กรรโชกจะไปตีกลองร้องทุกข์ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง แฉว่าเว่ยอู๋เซี่ยนลักลอบคบชู้กับภรรยาชาวบ้าน หมายจะทำลายชื่อเสียงให้แหลกลาญ
จากปากคำของคนตระกูลเว่ย จ้าวหนิงเพิ่งกระจ่างว่า อดีตบัณฑิตผู้นี้เคยมีฐานะมั่งคั่ง ครอบครองคฤหาสน์ทำเลทอง ส่วนอวี้เหนียงคือสะใภ้แต่งเข้าตั้งแต่เยาว์วัย ต่อมาบิดามารดามันล้มป่วยสิ้นใจ บัณฑิตสอบเคอจวี่ตกซ้ำซาก แบกรับความอัปยศไม่ไหวจึงปล่อยตัวเหลวแหลก หมกมุ่นหอนางโลมและบ่อนพนัน ไม่นานสมบัติก็ถูกผลาญจนหมดสิ้น
จวนถูกยึด บ่าวไพร่แตกฉานซ่านเซ็น หากมิใช่อวี้เหนียงมีฝีมือเย็บปัก รับจ้างหาเงินจุนเจือ ซ้ำยังกัดฟันสู้ชีวิต แบกน้ำ ผ่าฟืน ซักผ้า หุงหาอาหารเพียงลำพัง ครอบครัวนี้คงตกระกำลำบากเป็นขอทานไปนานแล้ว ส่วนไอ้สวะนั่น ไม่เพียงปล้นเงินหยาดเหงื่อภรรยาไปผลาญในบ่อนจนเกลี้ยง ยังมักทุบตีและพ่นคำผรุสวาท กล่าวหานางว่าไร้ยางอาย ใส่ความว่านางทอดกายให้บุรุษอื่น
ในหัวโสมมของมันเชื่อสนิทว่า หากอวี้เหนียงไม่เอาตัวเข้าแลก ย่อมไม่มีทางหาเงินมาเลี้ยงปากท้องได้ ผนวกกับรูปโฉมนางหมดจดเย้ายวน ย่อมมีแมลงวันตอมหึ่ง มันรู้สันดานความไม่เอาถ่านของตนดี จึงหวาดระแวงว่านางจะรังเกียจและแอบหอบผ้าหนีตามบุรุษอื่น นานวันเข้า ความคลุ้มคลั่งก็บิดเบือนมโนสำนึกจนกลายเป็นความจริง มันถึงขั้นหลอนว่าสายเลือดในไส้ไม่ใช่ลูกของตน นี่คือชนวนเหตุแห่งความอำมหิตที่ผลักสองแม่ลูกลงนรก
ยามนี้เมื่อเห็นเว่ยอู๋เซี่ยนออกโรงปกป้อง มันจึงทึกทักเอาว่านี่คือชู้รักตัวจริง ดังนั้นแม้จะถูกซ้อมจนสะบักสะบอม มันก็ยังอวดดีคิดว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำ จึงพ่นคำด่าทอโสโครกออกมาไม่ขาดสาย
สิ้นคำรายงาน รังสีอำมหิตในดวงตาจ้าวหนิงก็วาบขึ้น สอบเคอจวี่พลาดเพียงไม่กี่คราก็ทอดทิ้งศักดิ์ศรี รู้อยู่เต็มอกว่าตนเป็นเศษสวะ แต่กลับไม่คิดตะเกียกตะกายขึ้นจากหล่มตม ซ้ำยังหันมาแว้งกัดภรรยาที่สละเลือดเนื้อเพื่อครอบครัว
ขอเพียงมันมีสติสัมปชัญญะสักกระผีก ลองหยิบจับช่วยงานอวี้เหนียงบ้าง ย่อมประจักษ์แก่ใจว่าเงินทุกอีแปะแลกมาด้วยหยาดเหงื่อใด ทว่ามันกลับจงใจปิดหูปิดตา หลอกลวงตนเองเพื่อหนีความจริง
หรือบางทีสันดานมันโสมมเกินเยียวยา รู้ตัวว่าต่ำต้อยไร้ค่า ไม่คู่ควรกับอวี้เหนียง จึงพยายามสาดโคลนให้นางแปดเปื้อนคาวโลกีย์เฉกเช่นตัวมัน เพื่อให้มันเสวยสุขบนหยาดเหงื่อของนางได้อย่างหน้าด้านๆ ซ้ำยังเหี้ยมเกรียมถึงขั้นเร่ขายสายเลือดและภรรยาเพื่อกอบโกยเงินทองมาปรนเปรอตัณหาอย่างไร้ความละอาย
“ตบปากมันให้แหลก” เว่ยอู๋เซี่ยนตวาดลั่น โทสะเดือดดาลทะลุขีดจำกัด
เขาคือซื่อจื่อแห่งลู่กั๋วกง ทายาทตระกูลขุนนางบู๊ผู้ทรงเกียรติ กลับถูกไอ้เศษสวะไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำชี้หน้าด่าว่าเป็นชู้รักหญิงชาวบ้าน ไอ้เดรัจฉานนี่คงไม่รู้จักคำว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลกกระมัง ในเมื่อสันดานเดรัจฉานขนาดนี้ เขาจะมัวเกรงใจสิ่งใด “ไม่… ตัดลิ้นมันทิ้งซะ”
องครักษ์ตระกูลเว่ยกระแทกหมัดอัดกระแทกท้องน้อยไอ้สวะที่กำลังพ่นน้ำลาย ซัดจนมันจุกตัวงอเป็นกุ้ง ก่อนจะพุ่งเข้าบีบคอมันแน่น บีบจนลมหายใจขาดห้วง ลิ้นจุกปากชี้ฟ้า องครักษ์คว้าลิ้นเน่าเหม็นนั้นไว้ รีดเร้นปราณแท้อัดกระแทก สะบั้นลิ้นขาดสะบั้นจากโคนอย่างเหี้ยมเกรียม เลือดสดพุ่งกระฉูด ยามดึงก้อนเนื้อน่ารังเกียจออกมา สายตาเหลือบเห็นสุนัขจรจัดข้างทาง จึงโยนชิ้นเนื้อนั้นให้สุนัขกลืนกินอย่างไม่แยแส
บัณฑิตสวะทรุดฮวบลงคุกเข่า โลหิตทะลักท่วมปาก ส่งเสียงอู้อี้ไม่ได้ศัพท์ ความเจ็บปวดและหวาดผวาฉีกทึ้งใบหน้าจนบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ นิ้วมือสั่นเทายังพยายามควานหาชิ้นเนื้อของตน สดับเสียงสุนัขเห่ากรรโชก เงยหน้าขึ้นเห็นสุนัขจรจัดกำลังเคี้ยวกลืนลิ้นตัวเอง เลือดในกายพลันเย็นเฉียบ ลำคอเปล่งเสียงกระอัก ก่อนตาจะเหลือกค้าง สลบเหมือดไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“โยนมันลงคุกน้ำกองบัญชาการฯ ปล่อยให้มันเน่าตายอย่างสาสม” เว่ยอู๋เซี่ยนสะบัดเสียงเหี้ยม
คล้อยหลังก้าวพ้นตรอก จ้าวหนิงพลันส่งสายสืบหออี้ผิ่นตรงไปยังคฤหาสน์ตระกูลหลิวเพื่อไถ่ตัว ทว่าสถานการณ์กลับพลิกผันดิ่งลงเหว ยอดฝีมือหออี้ผิ่นในคราบพ่อค้าเพิ่งขยับตัว สายลับที่ซุ่มจับตาคฤหาสน์ตระกูลหลิวพลันพุ่งพรวดเข้ารายงาน “ประตูหลังคฤหาสน์ตระกูลหลิวเพิ่งโยนร่างไร้วิญญาณสองร่างออกมา เป็นสตรีหนึ่ง เด็กหนึ่ง ยามนี้กำลังใช้รถเข็นศพมุ่งหน้าออกนอกเมือง”
จ้าวหนิงเพียงรอฮู่หงเหลียนนำทัพกลับมา ก็พร้อมเปิดม่านสังหารตระกูลหลิว ศรน้าวขึ้นสายพร้อมทะลวงขั้วหัวใจทุกเมื่อ ยามนี้จะให้เกิดตัวแปรแทรกซ้อนมิได้เด็ดขาด เพื่อกุมชะตาตระกูลหลิวไว้ในกำมือ เขาจึงส่งยอดฝีมือหออี้ผิ่นไปประกบติดคฤหาสน์ตระกูลหลิวล่วงหน้าแล้ว
สดับความ จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนสบตากันอย่างตื่นตะลึง ใบหน้าของทั้งสองดำทะมึนดุจเมฆฝน ไม่รั้งรอให้เสียเวลาชั่วอึดใจ ทั้งหมดทะยานร่างใช้วิชาตัวเบาเหินข้ามหลังคา มุ่งหน้าพุ่งตรงไปยังตรอกหลังคฤหาสน์ตระกูลหลิวประดุจสายฟ้า
ระยะทางมิได้ห่างไกลนัก ไอ้สวะนั่นคงเกียจคร้านเกินกว่าจะแบกสังขารพาสองแม่ลูกไปขายยังที่ไกล รถเข็นคลุมด้วยเสื่อตอกเพิ่งเลี้ยวพ้นตรอกเข้าสู่ถนนใหญ่ ยังทิ้งห่างคฤหาสน์ตระกูลหลิวไปได้ไม่เท่าไร จ้าวหนิง เว่ยอู๋เซี่ยนและพรรคพวกก็พุ่งทะยานลงมาสกัดหน้าดักทางไว้
“พวกสุนัขตาบอด แหกตาดูสิว่านี่รถของใคร กล้าขวางทางพวกข้า รนหาที่ตายนักหรือ” สองบ่าวตระกูลหลิวผู้เข็นรถ เหิมเกริมจนเป็นสันดาน ครั้นเห็นคนดักหน้า พลันสะบัดแส้ตวาดกร้าว
เว่ยอู๋เซี่ยนไม่เปลืองน้ำลาย ก้าวพรวดพุ่งประชิด ซัดหมัดกระแทกดั้งจมูกบ่าวปากดีจนกระดูกลั่นกรอบ เสียงร้องโหยหวนดั่งสุกรถูกเชือดดังระงม ร่างกระเด็นลอยละลิ่วไปไกลกว่าหนึ่งจั้ง พริบตาต่อมาเว่ยอู๋เซี่ยนตวัดเท้าเตะอัดหน้าอกอีกคนจนล้มคว่ำ กระอักเลือดลงไปกองกับพื้น
จ้าวหนิงตวัดเสื่อตอกบนรถเข็นขึ้น ภาพร่างไร้วิญญาณสองร่างเบื้องล่างกระชากหัวใจเขาดุจถูกมีดกรีด… เป็นสองแม่ลูกอวี้เหนียงไม่ผิดแน่
ลำคอเด็กน้อยถูกหักสะบั้น ศีรษะพับห้อยผิดรูป นัยน์ตาเบิกโพลงค้างแฝงความหวาดผวาสุดขีด ทว่าใบหน้ากลับซีดเผือดไร้สีเลือด สิ้นลมหายใจอย่างสมบูรณ์ ส่วนอวี้เหนียงผมเผ้ายุ่งเหยิง บนศีรษะปรากฏแผลฉกรรจ์ โลหิตแดงฉานชโลมท่วมใบหน้า ลำคอขาวผ่องมีรอยนิ้วมือบีบเค้นจนช้ำ เสื้อผ้าหลุดลุ่ยฉีกขาด ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยก็ประจักษ์ชัดว่าก่อนสิ้นใจ… นางต้องเผชิญขุมนรกอันใดมา
จ้าวหนิงช้อนร่างอวี้เหนียงขึ้นประคอง ปลดเสื้อคลุมตัวนอกห่มคลุมเรือนร่างนาง มือล้วงขวดยา เทโอสถล้ำค่ากรอกใส่ปาก ฝ่ามืออีกข้างทาบทับแผ่นหลัง ถ่ายทอดปราณแท้เร่งละลายฤทธิ์ยาช่วยเหลือสุดกำลัง
รอยช้ำที่ลำคอยังคงแดงก่ำ มิใช่สีม่วงคล้ำ บ่งชี้ว่าโลหิตในกายยังคงสูบฉีด จ้าวหนิงทาบนิ้วจับชีพจร สัมผัสได้ถึงจังหวะเต้นระริกแผ่วเบา รั้งชีวิตนางกลับมาได้ ย่อมไม่ลังเลแม้เสี้ยววินาที
“มุงดูอันใดกันตรงนี้… จ้าวหนิง”
เบื้องหลังฝูงชน หลิวซินเฉิงกวาดตามองบ่าวไพร่ตระกูลตนที่นอนจมกองเลือด โทสะพลันพลุ่งพล่าน ทว่าพอเห็นหน้าจ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยน สองเท้าพลันชะงัก “พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาซ้อมคนตระกูลหลิวกลางถนน หรือเห็นตระกูลข้าเป็นเพียงอากาศธาตุ”
จ้าวหนิงเมินเฉยไม่แล เว่ยอู๋เซี่ยนเพิ่งขยับปากจะสวนกลับ เสียงกรีดร้องโหยหวนปานใจสลายพลันดังก้องขึ้นเสียก่อน
อวี้เหนียงผวาเฮือกดุจตื่นจากฝันร้าย แผดเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นจนแทบสิ้นสติ ครั้นเห็นจ้าวหนิงอยู่เบื้องหน้า สองมือพลันไขว่คว้าแขนเสื้อเขาแน่น ประดุจคนจมน้ำพบขอนไม้ พร่ำวิงวอนอย่างเสียสติ “คุณชายจ้าว โปรดช่วยลูกข้าด้วย… ข้าน้อยถูกคุณชายตระกูลหลิวถีบประตูเข้ามาขืนใจ ลูกน้อยพุ่งเข้ามาขวาง กลับถูกมันบีบคอแล้วโยนกระเด็นออกไป ไม่รู้ชะตากรรม…”
เอื้อนเอ่ยถึงตรงนี้ นัยน์ตานางเบิกกว้างหวาดผวา ยามก้มหน้าลง… ร่างไร้วิญญาณของสายเลือดในไส้ทอดกายอยู่ข้างตัก ร่างบางสั่นสะท้าน เปล่งเสียงแหบพร่าครางหวิวในลำคอ ก่อนจะตาเหลือกสลบเหมือดไปอีกครา
“จ้าวหนิง เว่ยอู๋เซี่ยน เรื่องภายในตระกูลหลิว มิใช่เรื่องที่พวกเจ้าจะสอดมือแส่ อยากทำตัวเป็นพ่อพระ ก็หัดดูสถานที่เสียบ้าง” หลิวซินเฉิงสดับคำอวี้เหนียงพลันบังเกิดลางสังหรณ์เลวร้าย ทว่าลึกๆ เขายังหยิ่งผยองว่า ต่อให้คุณชายตระกูลหลิวพลั้งมือบีบคอบ่าวไพร่ตายสักสองสามศพ จะนับเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด
จ้าวหนิงตวัดนิ้วชี้หน้าหลิวซินเฉิง
หลิวซินเฉิงยังไม่ทันอ้าปาก ท้ายทอยพลันปวดหนึบ ภาพตรงหน้ามืดมิด ร่างสันทัดล้มตึงกระแทกพื้นหมดสติ
“ลากคอคนตระกูลหลิวและบ่าวไพร่พวกนี้ไป พวกเราจะไปที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง วันนี้ข้าจะตีกลองร้องทุกข์แทนอวี้เหนียง ทวงหนี้เลือดจากตระกูลหลิวให้จงได้” จ้าวหนิงหยัดกายลุกตระหง่าน นัยน์ตาวาวโรจน์สาดรังสีสังหารดุดันเหี้ยมเกรียม