ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 91 โอกาสอันดี
พรุ่งนี้คือวันหยุดราชการ หลังก้าวพ้นเขตพระราชฐาน สวีหมิงหล่างเรียกหา ‘สหายเก่า’ สองสามคนมาร่ำสุราสนทนากัน ณ จวนอัครเสนาบดี
แม้ผู้ร่วมโต๊ะล้วนเป็นไม้ใกล้ฝั่ง อายุน้อยสุดก็ล่วงเลยวัยห้าสิบ ซ้ำยังมีเฒ่าผมขาวโพลนอยู่นับไม่ถ้วน ทว่าดรุณีที่ปรนนิบัติรินสุรากลับเยาว์วัยลงทุกที ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสตรีแรกรุ่น ภายในงานเลี้ยง คลื่นเสียงสรวลเสเฮฮาดังก้อง ร่ำสุราถกปัญหาอย่างออกรส ประหนึ่งบัณฑิตหนุ่มวัยฉกรรจ์
เมื่อสุราเข้าปากจนได้ที่ วงสังสรรค์พลันย้ายจากศาลาริมทะเลสาบสู่โถงรับรอง เพิ่งหย่อนกายลงนั่ง หญิงงามในชุดแขนเสื้อสีแดงก็กรีดกรายเรียงแถวเข้ามา ร่ายรำขับขานพลิ้วไหว ชายชราทั้งหลายหยุดเสียงสรวลเส เปลี่ยนมาวิจารณ์ท่วงท่าร่ายรำ แม้หมู่นางรำจะอุดมด้วยโฉมสะคราญยั่วยวน ทว่าสายตาของยอดขุนนางล้วนกระจ่างใส ถกเถียงเพียงทักษะร่ายรำและความสุนทรีย์ของท่วงทำนอง ทรงภูมิสง่างามสมฐานะขุนนางใหญ่
คล้อยหลังการร่ายรำจบบท เหล่านางรำถอยร่นดุจเมฆาลอยห่าง ยามบรรดาผู้นำตระกูลช้อนตาขึ้น กลางโถงกว้างพลันปรากฏโต๊ะหนึ่งตัวกับสตรีหนึ่งนางตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้
เบื้องหน้าสตรีวัยสิบหกปีคือพิณโบราณเจียวเหว่ยอันเลื่องชื่อ เรือนผมดำขลับสยายทิ้งตัวเหนือหัวไหล่บอบบาง นัยน์ตาดุจดาราประกาย คิ้วดั่งขุนเขาหมอกจาง แผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์ผุดผ่องเหนือโลกีย์ ประดุจหยาดน้ำค้างกระจ่างใสบนใบบัวหลังฝนคิมหันต์
เหล่าบัณฑิตเฒ่าผู้เจนจัดบุปผาล้วนตกตะลึงลาน บางคนเผลอทอดถอนใจว่าโลกมนุษย์ถึงกับหล่อหลอมหญิงงามปานนี้ บางคนจดจ้องจนจิตหลุดลอย เนิ่นนานจึงเรียกสติคืนมาได้ ฉับพลันเสียงพิณกังวานก้อง ประดุจธารน้ำพุไหลรินในหุบเขาสงัด ทุกผู้คนพลันประจักษ์แจ้ง นี่คือของล้ำค่าประจำจวนที่อัครเสนาบดีจงใจนำเสนอในค่ำคืนนี้
แต่ละคนลอบเก็บงำความคิด เงี่ยหูสดับรับฟังอย่างจดจ่อ ก่อนจะดำดิ่งสู่วังวนแห่งท่วงทำนองโดยไม่รู้ตัว
สวีหมิงหล่างเห็นบรรดาผู้นำตระกูลบุ๋นถูกจ้าวยวี่เจี๋ยสะกดจนอยู่หมัด พลันลูบเครายิ้มกริ่มอย่างผยอง ความทะนงตนได้รับการเติมเต็มจนเอ่อล้น เมื่อสิ้นเสียงพิณ จ้าวยวี่เจี๋ยลุกขึ้นย่อกายคารวะ ก่อนเร้นกายจากไปอย่างแช่มช้อย ผู้คนจึงเพิ่งหลุดพ้นจากห้วงมนตร์สะกดแห่งเสียงดนตรี พริบตาต่อมาเสียงแซ่ซ้องชื่นชมดังกึกก้อง ไม่ขาดแม้กระทั่งวาจาประจบสอพลอ
บรรยากาศนี้ยิ่งชโลมใจสวีหมิงหล่างให้เบิกบาน ร่ำสุราเพิ่มอีกหลายจอก วงสังสรรค์พลันย้ายสถานที่เป็นคราที่สาม คราวนี้กลับมายังห้องหอขนาดเล็กตกแต่งเรียบง่าย ไร้สุราเลิศรส ไร้ออาหารชั้นดี หรือหญิงงามร่ายรำ เหลือเพียงบรรดาผู้นำตระกูลที่ยืดหลังนั่งตรงประจำที่ เตรียมหารือข้อราชการสำคัญ
คล้อยหลังงานเลี้ยงย่อมต้องมีน้ำชาล้างปาก ทว่าเมื่อหย่อนกายลงนั่ง กลับไร้เงาสาวใช้ยกชามาปรนนิบัติ มีเพียงสตรีนางหนึ่งคุกเข่าชงชาอยู่หลังมู่ลี่ไม้ไผ่ที่ม้วนขึ้นครึ่งหนึ่งริมห้อง กลิ่นหอมกรุ่นโชยแตะจมูก ชาเตานี้ใกล้ได้ที่แล้ว ผู้ร่วมโต๊ะบางคนเพ่งพินิจนางอยู่สองสามครา ก่อนจะหลุดอุทานเสียงหลง “นั่นแม่นางดีดพิณเมื่อครู่มิใช่หรือ”
ทุกสายตาหันขวับ เป็นสตรีบรรเลงพิณเจียวเหว่ยในโถงรับรองไม่ผิดแน่ เพียงแต่ชุดพลิ้วไหวแฝงกลิ่นอายเซียนก่อนหน้า ถูกสับเปลี่ยนเป็นชุดคล้ายเด็กรับใช้ในห้องหนังสือ แม้ความบริสุทธิ์ดุจเทพธิดาจะเจือจางลง ทว่ากลับเสริมกลิ่นอายสง่างามตามแบบฉบับปัญญาชน ยิ่งยามดรุณีแรกรุ่นอยู่ในอาภรณ์บุรุษ ยิ่งขับเน้นความหมดจดเกลี้ยงเกลา กระชากหัวใจผู้พบเห็นให้สั่นคลอน
ยามถ้วยชาถูกประคองจรดริมฝีปาก หลิวมู่จือจิบชิมครู่หนึ่งพลันเอ่ยปากชมเปาะ “ชาเลิศรส ท่านสวีช่างมีวาสนาล้นฟ้า สตรีนางนี้เพียงรูปโฉมก็ถือเป็นยอดบุปผาหาตัวจับยาก ซ้ำเสียงพิณยังสะกดวิญญาณ วิชาชงชายิ่งลึกล้ำแฝงกลิ่นอายปรมาจารย์… ของล้ำค่าปานนี้ ไม่ทราบท่านสวีเสาะหามาจากหนใด ชวนให้พวกเราอิจฉาตาร้อนยิ่งนัก”
สดับคำยกยอ สวีหมิงหล่างประดุจได้ดื่มน้ำอมฤต หัวเราะร่วนอย่างเบิกบาน “มิใช่เพียงเสียงดนตรีกับวิชาชงชาเท่านั้น ความแตกฉานด้านบทกวีของเม่ยเอ๋อร์ ก็มิได้ด้อยไปกว่าสองสิ่งนี้เลย วันหน้าหากมีวาสนา จะให้ทุกท่านประจักษ์แก่สายตาอีกครา”
“ถึงขั้นเป็นยอดพธูเปี่ยมพรสวรรค์… ท่านสวีน่าอิจฉาเกินไปแล้ว” หลิวมู่จือทอดถอนใจซ้ำซาก “เฒ่าหัวหงอกคู่โฉมสะคราญ โบราณกาลล้วนถือเป็นยอดปรารถนา ได้สตรีรู้ใจเคียงข้าง ชาตินี้ถือว่าตายตาหลับแล้ว”
“ถูกต้อง ถูกต้อง…” ทุกคนพยักหน้าเห็นพ้อง นี่มิใช่คำป้อยอหวังประจบสวีหมิงหล่าง แต่ทุกคนล้วนศิโรราบต่อพรสวรรค์และความงามของจ้าวยวี่เจี๋ยจากใจจริง
กอบโกยสายตาอิจฉาริษยาและหิวกระหายจนหนำใจ สวีหมิงหล่างที่บรรลุเป้าหมายในการเชิดจ้าวยวี่เจี๋ยออกอวดโฉมแล้ว พลันวกเข้าประเด็นสำคัญอย่างอิ่มเอม ระหว่างนั้น จ้าวยวี่เจี๋ยทำหน้าที่ต้มชาอยู่เงียบๆ คอยสับเปลี่ยนถ้วยให้ทุกคนมิให้คอแห้งผากระหว่างถกเครียด
ด้วยเหตุนี้ จ้าวยวี่เจี๋ยจึงได้ร่วมรับรู้ความลับ และเบิกตาชมเล่ห์เหลี่ยมแย่งชิงอำนาจระหว่างตระกูลขุนนางใหญ่แบบเจาะลึก
“ระยะนี้ พวกขุนนางบู๊เก็บซ่อนเขี้ยวเล็บมิดชิดนัก มิได้กำเริบเสิบสานเช่นวันวาน แม้เราจะระดมคนพลิกแผ่นดินหาช่องโหว่ แต่กลับคว้าน้ำเหลวเป็นส่วนใหญ่ หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ เกรงว่าพวกมันจะตั้งหลักได้ ท่านสวีเห็นควรเดินหมากเช่นไร”
ผู้เอ่ยปากคือชายชราท่าทีสุภาพอ่อนโยน ผู้ครอบครองปราณระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย เขาคือเจิ้งเจ๋อเสียน ผู้นำตระกูลเจิ้งซึ่งรั้งอันดับกลางค่อนล่างในหมู่ตระกูลบุ๋น ทำหน้าที่สุนัขรับใช้คอยสนองคำสั่งสวีหมิงหล่างมาตลอด คนในตระกูลกุมตำแหน่งสำคัญในศาลผู้ตรวจการ ถือเป็นกระบี่คมกริบในมือของอัครเสนาบดีเฒ่า
สวีหมิงหล่างทอดถอนหายใจนิ่งเงียบ ก่อนที่ขั้วขุนนางบุ๋นจะเปิดฉากกวาดล้างครั้งใหญ่ ขุนนางทหารที่คุ้นชินกับความมุทะลุย่อมมีสันดานเสียฝังราก เรื่องใหญ่คือยักยอกเสบียงทหาร กอบโกยผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อ เรื่องเล็กคือพฤติกรรมทราม ดื่มสุราในค่าย วิวาทกับชาวบ้านกลางตลาด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดตายให้ขุนนางบุ๋นตวัดพู่กันถวายฎีกาเชือด ไม่ว่าจะใส่ไฟขยายความหรือว่ากันตามเนื้อผ้า ล้วนบีบให้พวกทหารต้องหลั่งเลือดชดใช้มานักต่อนัก
เสนาบดีกรมกลาโหมคนก่อน ก็ถูกฝ่ายบุ๋นกระชากลงจากเก้าอี้ด้วยข้อหารับสินบน การที่กองทัพถูกยัดเยียดตำแหน่งผู้ตรวจทัพ เริ่มแรกก็ชูธงบังหน้าว่าต้องการมาจัดระเบียบวินัยทหารชั่วคราว
บัดนี้ฝ่ายทหารบอบช้ำสาหัส เมื่อรู้ซึ้งถึงรสชาติความเจ็บปวด เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้ถูกขย้ำซ้ำ พวกมันจึงสงบเสงี่ยมเจียมตัว หดหัวดั่งเต่าในกระดอง การทุจริตละทิ้งหน้าที่แทบสูญหาย พฤติกรรมประจำวันล้วนอยู่ในกรอบระเบียบเคร่งครัด ตัดโอกาสขุนนางบุ๋นไปโดยปริยาย
“การคุ้ยเขี่ยจับผิดพวกทหาร เป็นเพียงปฐมบทของแผนการ ตอนนี้ก้าวแรกใกล้สิ้นสุด ลำดับต่อไปคืออาศัยบารมีที่สะสมไว้ เหยียบย่างสู่ก้าวที่สอง”
สวีหมิงหล่างกดเสียงต่ำทุ้มลึก “ครานี้ พวกเราต้องกอบโกยผลประโยชน์มหาศาลกว่าเดิม บดขยี้พวกขุนนางบู๊ให้จมดินทุกวิถีทาง นับแต่นี้กิจการกองทัพ พวกเราต้องยื่นมือเข้าไปกุมอำนาจ หลอมรวมกองทัพให้กลายเป็นดาบในมือ บีบคอพวกมันให้ศิโรราบทุกประการ”
“เจตนารมณ์ของท่านสวีคือ…” เจิ้งเจ๋อเสียนเอ่ยถามด้วยความฉงน
“สถาปนาหน่วยงานคุมกองทัพขึ้นมาอีกแห่ง นอกเหนือจากทำเนียบเสนาธิการทหาร ใช้ขุนนางบุ๋นกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ สุดท้ายค่อยกลืนกินและสวมรอยแทนที่ทำเนียบเสนาธิการทหารไปเสีย” สวีหมิงหล่างประกาศกร้าวอย่างเด็ดขาด
“นี่… ไร้ธรรมเนียมปฏิบัติแต่โบราณ เกรงว่าพวกทหารจะลุกฮือต่อต้าน ยากจะโน้มน้าวให้ผู้คนยอมจำนน” เจิ้งเจ๋อเสียนเสียงสั่นพร่า
“เช่นนั้นก็ขุดชื่อหน่วยงานคุมกองทัพในหน้าประวัติศาสตร์ ชูขึ้นมาเป็นข้ออ้างเสีย”
“มีหน่วยงานเยี่ยงนั้นด้วยหรือ”
“ย่อมมี สำนักซูมี่แห่งราชวงศ์ก่อน ช่างลงตัวพอดิบพอดี”
“ทว่าสำนักซูมี่ของราชวงศ์ก่อน เป็นเพียงจวนเล็กๆ ที่จัดเก็บเอกสารลับทางทหารเท่านั้น…”
“ตราบใดที่แตะต้องกิจการทหารย่อมหยิบฉวยมาบังหน้าได้ ส่วนขนาดของหน่วยงาน ไฉนพวกเราจะขยายวงเองมิได้เล่า ขอเพียงมอบตำแหน่งผู้ช่วยอัครเสนาบดีให้แก่ผู้บัญชาการสำนักซูมี่ อัครเสนาบดีย่อมมีความชอบธรรมในการแทรกแซง ถึงเวลานั้นเพียงเทงานราชการลงไปให้มาก ค่อยๆ บีบให้กรมกลาโหมคายอำนาจบางส่วนออกมา สำนักซูมี่ย่อมเติบใหญ่เป็นเงาตามตัว”
สิ้นวาจา เลือดในกายของทุกคนพลันเดือดพล่าน
จ้าวยวี่เจี๋ยที่คอยท่าอยู่ด้านข้างรับฟังจนเลือดลมสูบฉีด ประดุจประตูลับสู่โลกใบใหม่กำลังเปิดอ้าต้อนรับนาง
หลิวมู่จือเอ่ยเจือความลังเล “ยามนี้ขั้วขุนนางบู๊ระแวดระวังภัยขั้นสุด หากบุ่มบ่ามโยนหน่วยงานนี้ขึ้นมา เกรงว่าพวกมันจะผูกมิตรกันต่อต้านเต็มกำลัง ซ้ำหากสำนักซูมี่มีฐานอำนาจต่ำเตี้ยเกินไป กว่าจะบ่มเพาะจนฮุบกองทัพได้ย่อมกินเวลานาน คืนยาวย่อมฝันมาก อาจเกิดตัวแปรแทรกซ้อนได้ทุกเมื่อ”
หลายคนพยักหน้าเคร่งขรึม เห็นพ้องกับความคิดของหลิวมู่จืออย่างไร้ข้อกังขา
สวีหมิงหล่างหัวเราะเยือกเย็น “สำนักซูมี่โฉมใหม่ ฐานอำนาจย่อมไม่ต้อยต่ำ ผู้คุมบังเหียนอย่างน้อยต้องเป็นขุนนางขั้นสี่ชั้นเอก ซ้ำยังต้องประกาศกร้าวให้สะเทือนเลื่อนลั่น ป่าวร้องถึงขอบเขตอำนาจในอนาคตให้ชัดเจน”
“หากเป็นเช่นนั้น พวกขุนนางบู๊ย่อมดาหน้าคัดค้านสุดตัว”
“ข้าต้องการให้พวกมันกระอักเลือดคัดค้านนี่แหละ”
“ท่านสวีประสงค์จะแตกหักกับฝ่ายทหาร ใช้บารมีล้นฟ้าของฝ่ายบุ๋นในยามนี้บดขยี้พวกมันตรงๆ หรือ”
“ผิดแล้ว ข้าต้องการสถาปนาทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพต่างหาก”
“นี่มัน…”
“ขุนนางบุ๋นรวบอำนาจทหารคือคลื่นใต้น้ำที่ไม่อาจขวาง หากพวกมันปฏิเสธสำนักซูมี่ ก็ต้องกลืนเลือดรับสภาพทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ ระหว่างถูกรวบหัวรวบหางโดยสำนักซูมี่ที่ฝ่ายบุ๋นกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ กับทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพที่มีฝ่ายบุ๋นเพียงหยิบมือเข้าไปแทรกแซง หมากตานี้ตัดสินใจไม่ยากเลย”
หลิวมู่จือกระจ่างแจ้งแก่ใจ “หากสถาปนาสำนักซูมี่ ฝ่ายขุนนางบู๊ย่อมสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล ดีไม่ดีอาจถูกถอนรากถอนโคน ย่อมบีบให้พวกมันรวมหัวต่อต้านสู้ตาย ทว่าเมื่อเทียบกัน การก่อตั้งทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ แม้จะต้องเฉือนเนื้อทิ้งไปบ้าง แต่ก็ถือว่าน้อยนิดนัก ย่อมกล้ำกลืนฝืนทนได้ง่ายกว่า”
“ซ้ำร้าย ขุนนางทหารบางตระกูลยังสามารถฉวยโอกาสนี้ขุนอำนาจตนเอง เมื่อชิ้นปลามันลอยอยู่เบื้องหน้า พวกขี้ขลาดที่มักใหญ่ใฝ่สูงย่อมกระโจนเข้าห้ำหั่นกันเอง ส่งผลให้ขั้วอำนาจทหารแตกกระสานซ่านเซ็น ไม่อาจหลอมรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้อีก”
สิ้นคำวิเคราะห์ หลิวมู่จือประสานมือคารวะสวีหมิงหล่างด้วยความเลื่อมใสหมดหัวใจ “ที่แท้เป้าหมายของท่านสวีคือทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพแต่แรก สำนักซูมี่เป็นเพียงหมากสับขาหลอกตอนเปิดโต๊ะเจรจา เป็นแรงกดดันบีบคอให้อีกฝ่ายดิ้นพล่าน เป้าประสงค์ที่แท้จริงคือผลักดันทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพให้ถือกำเนิดขึ้น”
สวีหมิงหล่างยกยิ้มเยือกเย็นแฝงความสง่างาม “ผู้ที่หยั่งรู้ใจข้า มีเพียงท่านหลิวเท่านั้น”
เจิ้งเจ๋อเสียนและเหล่าแกนนำขุนนางบุ๋น ล้วนค้อมศีรษะศิโรราบต่อความลึกล้ำนี้
จ้าวยวี่เจี๋ยสดับฟังจนนัยน์ตาทอประกายวาววับ เล่ห์เหลี่ยมสับปลับในราชสำนักเยี่ยงนี้ ในอดีตนางแทบไม่มีวาสนาได้สัมผัส
“ผู้ใดจะรับหน้าที่โยนหมากสำนักซูมี่กลางท้องพระโรง ซ้ำยังต้องแสดงละครให้แนบเนียนว่าพวกเราพร้อมแตกหัก การจะตบตาพวกขุนนางทหารให้หวาดผวา ย่อมต้องอาศัยขุนนางระดับแม่ทัพไปปะทะกับพวกมัน โดยเฉพาะการงัดข้อกับจ้าวเสวียนจีเป็นด่านแรก” เจิ้งเจ๋อเสียนตั้งคำถาม
“เรื่องนี้หากมิใช่หลิวผู้นี้ออกโรง แล้วจะเป็นผู้ใด” หลิวมู่จือรับอาสาอย่างเด็ดเดี่ยว
เขาคือรองอัครเสนาบดี ดำรงตำแหน่งชานจือเจิ้งซื่อ บารมีและน้ำหนักวาจาย่อมหนักแน่นเพียงพอ ให้เขารับหน้าเสื่อจึงสมน้ำสมเนื้อที่สุด ขุนนางบุ๋นรายอื่นล้วนไร้คุณสมบัติจะประจันหน้ากับจ้าวเสวียนจีผู้เป็นเสาหลักฝ่ายบู๊ ซ้ำยังไม่อาจแบกรับรังสีอำมหิตจากอีกฝ่ายได้
ทว่าสำนักซูมี่เป็นเพียงฉากบังหน้า ท้ายที่สุดย่อมมิได้สถาปนาขึ้นจริง สวีหมิงหล่างจึงออกหน้าเองมิได้ เขาต้องเร้นกายอยู่เบื้องหลัง สวมบทบาท ‘ผู้ไกล่เกลี่ย’ คอยเชิดหุ่นผลักดันทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพให้เป็นรูปเป็นร่าง
“ได้ท่านหลิวเป็นทัพหน้า ย่อมประเสริฐสุด”
สวีหมิงหล่างพยักหน้าประดับรอยยิ้ม “ข้าได้ยินมาว่า ท่านหลิวกับเจิ้นกั๋วกงงัดข้อกันที่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ตระกูลหลิวเตรียมเปิดศึกแตกหักกับตระกูลจ้าวในราชสำนักแล้ว พวกเราขุนนางบุ๋นล้วนลงเรือลำเดียวกัน ย่อมต้องร่วมเป็นร่วมตาย ศึกครั้งนี้คือโอกาสทองที่พวกเราจะผนึกกำลัง ปั่นหัวจ้าวเสวียนจีให้หมุนคว้างดุจลูกข่าง”
สิ้นวาจาปลุกปั่น ทุกผู้คนล้วนระเบิดเสียงสรวลเสเฮฮาอย่างลำพองใจ
…
คล้อยหลังก้าวพ้นจวนอัครเสนาบดี หลิวมู่จือมุ่งหน้ากลับจวนตน ทว่าเพิ่งย่างเท้าข้ามธรณีประตู พ่อบ้านใหญ่พลันพุ่งพรวดออกมารับหน้าด้วยท่าทีตื่นตระหนกสุดขีด “นายท่าน... อำเภอหลานเทียนเกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ”