ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 96 เกิดเรื่อง (5)
จ้าวหนิงนำอวี้เหนียง หลิวซินเฉิง พร้อมผู้ติดตามเหยียบย่างถึงหน้าประตูที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง เบื้องล่างบันไดหินศิลา เขาทอดสายตาแหงนมองป้ายอักษรมหึมา ‘ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง’ นัยน์ตาคมกริบประดุจแม่ทัพใหญ่จดจ้องสมรภูมิเดือดที่คละคลุ้งด้วยคาวเลือดและควันเพลิง
ทุกการชำระแค้นย่อมมีจุดปะทุ
ฉากล้างบางตระกูลหลิวครานี้ จ้าวหนิงและตระกูลจ้าวไม่อาจลอยตัวเหนือกระดาน รากฐานขุนนางบุ๋นเก่าแก่ของตระกูลหลิวฝังลึกเกินหยั่ง ลำพังแรงแค้นของราษฎรตาดำๆ นับพัน หรือขุนนางหางแถวในที่ว่าการเมืองเพียงหยิบมือ ต่อให้ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินจะได้รับความโปรดปรานจากโอรสสวรรค์ ก็ไร้หนทางสั่นคลอนภูผาเหล็กนี้ได้
บัดนี้ตระกูลจ้าวได้เปิดศึกแตกหักกับตระกูลหลิวแล้ว ย่อมต้องก้าวล่วงสู่เบื้องหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพื่อเป็นหัวหอกนำทัพผู้ถูกกดขี่และตั้งตนเป็นศัตรูอาฆาต แน่นอนว่ามิใช่เพื่อผดุงคุณธรรมจอมปลอม แท้จริงแล้ว การบดขยี้ตระกูลหลิวก็คือการถากถางเส้นทางอำนาจให้ตระกูลจ้าวเอง
ยามเฝ้าประตูที่ว่าการเห็นขบวนของจ้าวหนิงย่างสามขุมเข้ามาด้วยท่าทีคุกคามดุดัน ต่างพากันลอบสบตาเลิ่กลั่ก
วันนี้จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนอยู่นอกเวลาราชการ ทั้งสองจึงอยู่ในชุดลำลอง บารมีและอายุราชการของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่กว้างขวางพอให้ลิ่วล้อระดับล่างในที่ว่าการจดจำใบหน้าได้
สิ่งที่สะกิดใจพวกยามคือกลุ่มคนที่ตามหลังมา เบื้องหลังจ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยน ขนาบด้วยยอดฝีมือตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยที่กำลังคุมตัวผู้คนหลากหลาย มีตั้งแต่บ่าวไพร่ยันคุณชายตระกูลใหญ่ กลางขบวนยังมีผู้ลากรถเข็นไม้กระดานคลุมเสื่อฟางขมุกขอมอ เคียงข้างด้วยสตรีรูปโฉมงดงามทว่าใบหน้าซีดเซียวอิดโรย
ถัดมาคือฝูงชนราษฎรที่เดินตามมาเป็นพรวน สีหน้ากระหายใคร่รู้ราวกับรอดูอุปรากรฉากเด็ด บัดนี้คนเหล่านั้นแห่แหนมาอออยู่หน้าประตูใหญ่ที่ว่าการจนกีดขวางถนนไปกว่าครึ่ง ดึงดูดผู้สัญจรให้เหลียวมองด้วยแววตาตื่นเต้นรอชมเรื่องสนุก
หัวหน้ายามเฝ้าประตูชักสีหน้าทะมึน หน้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง จะปล่อยให้สวะคอกไหนมาสุมหัวได้อย่างไร ต่อให้จ้าวหนิงและพรรคพวกแต่งกายเยี่ยงคุณชายตระกูลมั่งคั่ง แต่ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ให้พวกลูกผู้ดีมาวางก้ามกร่าง
หัวหน้ายามก้าวฉับๆ ออกมา มือหนึ่งกุมด้ามดาบ อีกมือชี้กราด แผดเสียงตวาดกร้าวตามสัญชาตญาณความเคยชิน
“หยุดอยู่ตรงนั้น ใครอนุญาตให้พวกเจ้าเข้ามา สุมหัวเอะอะโวยวายกันปานนี้คิดจะทำอะไร ไม่แหกตาดูหรือว่าที่นี่คือที่ใด เขตหวงห้ามของที่ว่าการ ใช่สถานที่ให้สวะอย่างพวกเจ้ามาเหยียบย่ำตามอำเภอใจงั้นหรือ รีบไสหัวไปให้พ้น หากรบกวนความสงบ ทำให้ใต้เท้าทั้งหลายขุ่นเคือง พวกเจ้ามีกี่หัวก็ชดใช้ไม่พอ รีบไสหัวไป หากยังชักช้า อย่าหาว่าดาบข้าไร้ปรานี”
แม้วาจาของหัวหน้ายามจะไม่หยาบคายโจ่งแจ้ง ทว่าท่าทีชี้นิ้วสั่งการและน้ำเสียงเกรี้ยวกราดกลับแฝงความโอหังกำเริบเสิบสานถึงขีดสุด เปี่ยมด้วยความทะนงตนเยี่ยงผู้กุมอำนาจที่มองลงมายังมดปลวกไร้ค่า หากผู้ใดไม่ทราบ คงนึกว่าสุนัขเฝ้าประตูผู้นี้คือเจ้าเมืองเยี่ยนผิงเสียเอง
เว่ยอู๋เซี่ยนปรายตามองจ้าวหนิง เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าตอบรับ เขาก็แค่นหัวเราะเหี้ยมเกรียม ก้าวสาดยาวขึ้นบันไดศิลาไปทันที
หัวหน้ายามเห็นเว่ยอู๋เซี่ยนเมินเฉยคำขู่ ซ้ำยังย่างสามขุมเข้ามาหา ชัดเจนว่าไม่เห็นตนอยู่ในสายตา โทสะพลันเดือดพล่าน
โทสะที่เกิดจากความอับอายเป็นปฏิกิริยาอันลึกล้ำ หากเป็นผู้สูงศักดิ์ที่แท้จริงถูกล่วงเกิน ความโกรธมักมาในรูปแบบของการเหยียดหยามมองอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวตลก ไร้ซึ่ง ‘ความอับอาย’ เจือปน ทว่าความโกรธเกรี้ยวเบื้องหน้านี้ บ่งบอกชัดเจนถึงปมด้อยฝังลึก เป็นเพียงสุนัขพึ่งบารมีนาย แอบอ้างอำนาจข่มเหงผู้อื่น เมื่อถูกหมางเมิน ปมด้อยจึงถูกกระชากออกมา เพื่อปกปิดความต่ำต้อยนั้น มันจึงแผดเผาเป็นความโกรธเกรี้ยวฟาดงวงฟาดงาอย่างไร้เหตุผล
หัวหน้ายามเงื้อมือหมายกระชากคอเสื้อเว่ยอู๋เซี่ยน ใบหน้าแดงก่ำ น้ำลายกระเซ็น “หูหนวกหรืออย่างไร ไม่ได้ยินที่ข้าสั่งหรือ มารดามันเถอะ ยังไม่หยุดอีก แส่หาที่ตาย…”
คำว่า ‘ตาย’ เพิ่งพ้นริมฝีปาก มือยังไม่ทันสัมผัสคอเสื้อ แค่เฉียดโดนไหล่ เว่ยอู๋เซี่ยนพลันตวัดคว้าข้อมือมันแล้วบิดกลับอย่างรุนแรง ท่วงท่าดุดันทรงพลังดุจพยัคฆ์ตะปบเหยื่อ ยามเฝ้าประตูหน้าถอดสี เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก มันแหกปากร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดราวกับกระดูกแหลกละเอียด ทรุดฮวบลงคุกเข่ากระแทกพื้น
“สวะตาบอด ไม่เบิกตาดูว่าข้าเป็นใคร แส่หาเรื่องตายแท้ๆ” เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นเสียงเย็นเยียบด้วยความเหยียดหยาม ก่อนจะล้วงป้ายหยกประจำตัว โยนส่งๆ ไปให้ยามคนอื่นที่กำลังชักดาบพุ่งเข้ามาช่วย
พอยามเหล่านั้นรับป้ายไปตรวจสอบ ใบหน้าพลันซีดเผือดราวกระดาษ นี่คือป้ายประจำตัวขุนนางขั้นเจ็ดชั้นเอก ด้านหน้าสลักอักษรของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ด้านหลังจารึกตำแหน่ง ‘ผู้บังคับกองเว่ย’
“ที่แท้ก็ใต้เท้าเว่ย ผู้น้อยตาบอด ล่วงเกินไปแล้ว ขอใต้เท้าโปรดอภัย” ยามชั้นผู้น้อยที่ไร้แม้แต่ขั้นขุนนาง รีบค้อมเอวใช้สองมือประคองป้ายส่งคืนอย่างนอบน้อม บนใบหน้าหดหู่ไร้เค้าความกร่างคับฟ้าประดุจตอนตะคอกใส่ชาวบ้าน หลงเหลือเพียงความยำเกรงหงอหงอดุจสุนัขเชื่องๆ ต่อหน้าขุนนางตัวจริง
เมื่ออยู่ต่อหน้าราษฎร หรือแม้แต่ลูกหลานเศรษฐี พวกมันยังอาศัยบารมีที่ว่าการเชิดหน้าชูคอวางก้ามได้ ทว่าเมื่อปะทะกับขุนนางราชสำนัก พวกมันก็เป็นแค่สุนัขเฝ้าประตู ทำได้เพียงค้อมหัวประจบสอพลอ ในสายตาขุนนาง พวกมันมีค่าไม่ต่างจากมดปลวกระดับล่าง
แม้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงกับกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจะปีนเกลียวกันอยู่ ทว่าเบี้ยหมากกระจอกอย่างพวกมัน ไร้คุณสมบัติสอดมือเข้าแทรกความขัดแย้งระดับสูง หากไร้คำสั่งจากเบื้องบน พวกมันย่อมไม่กล้าแม้แต่จะเห่าหอน
เว่ยอู๋เซี่ยนตวัดขาเตะร่างหัวหน้ายามกระเด็นพ้นทาง จากนั้นย่างสามขุมตรงไปยังกลองร้องทุกข์ กระชากไม้ตีกลองขึ้นมา ฟาดเปรี้ยงลงไปเต็มแรง
ฝูงชนหน้าศาลว่าการเห็นยามที่เพิ่งวางก้ามด่าทอพวกตน ถูกหักกระดูกจนสภาพอนาถ ร้องโอดครวญคุกเข่าสิ้นสภาพ ต่างลอบเผยรอยยิ้มสะใจ รู้สึกเบิกบานยิ่งกว่าซดสุราเลิศรส ราวกับได้ลงมือกระซวกความแค้นนั้นด้วยมือตนเอง
กลองร้องทุกข์หน้าประตูใหญ่มหึมาราวกับกลัวผู้ทุกข์ร้อนจะมองไม่เห็น เว่ยอู๋เซี่ยนฟาดกระหน่ำลงไปไม่กี่ครั้ง ฝุ่นหนาเตอะบนหนังกลองพลันตลบคลุ้ง บดบังศีรษะและท่อนบนของเขาจนมิด ทำเอาชายหนุ่มสำลักคอกแคก ต้องยกแขนเสื้อปิดจมูกปากพลางสบถสาบานด่าทอไม่ขาดปาก
เสียงกลองลั่นกึกก้องกังวานไปสิบทิศ ทว่าผู้ที่ตอบสนองทันควันกลับไม่ใช่คนในที่ว่าการ แต่เป็นฝูงชนบนท้องถนน คลื่นเสียงกลองกระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็น ราษฎรในรัศมีสามร้อยก้าวต่างวิ่งหน้าตั้งออกจากตรอกซอกซอย หลั่งไหลมารวมตัวหน้าประตูที่ว่าการดุจกระแสน้ำหลาก เปลี่ยนบรรยากาศทั้งย่านให้เดือดพล่านประดุจน้ำเดือดในเตาไฟ
ขณะที่ถนนสายยาวแออัดไปด้วยฝูงชนนับร้อยที่ชะเง้อคอมอง ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ ภายในที่ว่าการกลับเงียบสงัดดุจป่าช้า ไร้ซึ่งสุรเสียงตะโกน ‘เปิดศาล’ อย่างที่ทุกคนตั้งตารอ
กลับมีเพียงขุนนางนายหนึ่งลอบผลุบออกจากประตูด้านข้าง ลุกลี้ลุกลนราวกับโจรลักขโมย จ้ำพรวดมาหยุดเบื้องหน้าจ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยน ประสานมือคารวะนอบน้อม “ใต้เท้าจ้าว ใต้เท้าเว่ย ท่านเจ้าเมืองส่งผู้น้อยมาสอบถาม พวกท่านตั้งใจจะเปิดงิ้วฉากใดกันหรือขอรับ
“เหตุใดถึงหนีบคุณชายตระกูลหลิวมาด้วย หากมีเรื่องบาดหมางส่วนตัว ก็ควรสะสางกันภายใน การประโคมฆ้องตีกลองป่าวประกาศถึงที่ว่าการ ลากความขัดแย้งตระกูลใหญ่มาแฉต่อหน้าธารกำนัล ให้ชาวบ้านร้านตลาดเอาไปนินทา ย่อมไม่ใช่เรื่องฉลาดนักนะขอรับ”
เจตนาเจ้าเมืองเยี่ยนผิงตื้นเขินอ่านง่ายยิ่ง เขาไม่ต้องการสอดมือเข้าแทรกเรื่องยุ่งยาก ทางที่ดีคือพลิกเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก พลิกเรื่องเล็กให้สลายไป หากปล่อยให้บานปลายย่อมพาหายนะมาสู่ทุกฝ่าย
เว่ยอู๋เซี่ยนหรี่ตามองขุนนางตรงหน้า ลูบคางเดาะลิ้น “พี่ถัง ไม่พบกันหลายวัน เหตุใดสภาพเจ้าถึงดูราวกับหนูขโมยข้าวสาร กิริยาวาจาหดหัวไม่เหลือเค้าความองอาจดั่งวันวานเลยนะ”
ถังซิงไร้ทีท่าสะทกสะท้าน ยิ้มตอบหน้าตาย “วังวนราชการลึกล้ำดั่งสมุทร นับแต่นี้อุดมการณ์เป็นเพียงภาพลวงตา ทำให้พี่เว่ยต้องขบขันแล้ว” เอ่ยจบก็หันไปประสานมือคารวะจ้าวหนิง “เมื่อกลองร้องทุกข์ลั่น ศาลว่าการก็ต้องเปิดชำระคดี นี่คืออาญาสิทธิ์ ตราบใดที่พี่จ้าวยืนปักหลักอยู่ที่นี่ ท่านเจ้าเมืองย่อมนั่งไม่ติดเก้าอี้เป็นแน่”
จ้าวหนิงพยักหน้ารับ เหลียวมองฝูงชนด้านหลัง ในใจประเมินว่าคลื่นมหาชนยังมีน้อยเกินไป พลันปรายตาสั่งการเว่ยอู๋เซี่ยน “ไปกระหน่ำกลองอีกรอบ เอาให้สะเทือนเลื่อนลั่นกว่านี้”
เว่ยอู๋เซี่ยนเข็ดขยาดกับการกินฝุ่น หันไปแขวะถังซิงอย่างหัวเสีย “กลองร้องทุกข์บัดซบของพวกเจ้าฝุ่นเกาะหนาเป็นคืบ นี่ไม่มีใครมาตีเป็นสิบปีแล้วหรืออย่างไร”
ถังซิงหัวเราะร่วน “ไม่มีคนลั่นกลอง นั่นมิใช่เครื่องยืนยันว่าใต้หล้าร่มเย็น ขุนนางปกครองเป็นเลิศหรอกหรือ”
เว่ยอู๋เซี่ยนชะงักไปชั่วครู่ “ต่อให้ร่มเย็นปานนั้น พวกเจ้าก็ไม่ควรปล่อยกลองเขรอะฝุ่นขนาดนี้ ปกติไม่คิดจะปัดกวาดบ้างเลยรึ”
ถังซิงปั้นหน้าขรึมเอ่ย “หากขัดสีฉวีวรรณจนสะอาดสะอ้าน แล้วผู้ใดจะล่วงรู้เล่าว่ากลองใบนี้ว่างเว้นการถูกโบยตีมานานเพียงใด ผู้ใดจะรู้ว่าใต้เงาที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงสงบสุขไร้มลทิน ยิ่งฝุ่นหนา ยามเบื้องบนลงมาตรวจตราย่อมเตะตา จะได้ประจักษ์ถึงผลงานชิ้นโบแดงของพวกเรา”
เว่ยอู๋เซี่ยนชูนิ้วโป้งคารวะความหน้าด้าน “วันนี้ข้าประจักษ์แจ้งแล้ว ว่าวิชาสร้างภาพผักชีโรยหน้ามันเป็นเช่นไร”
ด้วยแรงอาฆาต ยามเว่ยอู๋เซี่ยนกระหน่ำกลองอีกระลอก จึงอัดปราณรุนแรงกว่าปกติ มวลฝุ่นหนาเตอะฟุ้งกระจายพวยพุ่งตลบอบอวลแผ่ขยายไปไกลกว่าเดิม พัดปกคลุมฝูงชนที่ชะเง้อมองจนหน้าดำหน้าแดง ไอคอกแคกสบถด่ากันขรม พวกเขาเพียงอยากเสพงิ้วฉากเด็ด ไม่ได้เตรียมใจมากลืนกินฝุ่นกลองร้องทุกข์แต่อย่างใด
ในที่สุด สุรเสียงตะโกน “เปิดศาล” ก็ดังกึกก้องออกมาจากภายในที่ว่าการ
ชั่วจิบชาต่อมา จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนก็ยืนตระหง่านอยู่กลางโถงชำระคดี อวี้เหนียงทรุดเข่าร่ำไห้อยู่ด้านข้าง ร่างไร้วิญญาณของบุตรชายถูกหามมาวางเคียงคู่ ขณะเดียวกัน หลิวซินเฉิง บ่าวไพร่ตระกูลหลิว และพรรคพวก ถูกตรึงร่างคุมเข้มอยู่ภายนอกโถง
ผังเซิง เจ้าเมืองเยี่ยนผิง กวาดสายตาอ่านคำฟ้องที่จ้าวหนิงยื่นจนจบกระบวนความ เขาแค่นยิ้มเย้ยหยัน นิ้วอวบอูมเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงยียวน “จ้าวหนิง… เจ้าต้องการออกหน้าแทนสตรีต้อยต่ำผู้นี้ ฟ้องร้องว่าคุณชายตระกูลหลิวข่มขืนสตรีจนเสียความบริสุทธิ์ ซ้ำยังเจตนาฆ่าคนปิดปากกระนั้นหรือ”
เขากับจ้าวหนิงนับว่ามีบัญชีแค้นเก่าก่อน ย้อนไปคดีหอเฟยเสวี่ย หลิวจื้ออู่ถูกจ้าวหนิงซัดจนจมกองเลือด ผังเซิงอุตส่าห์ตามหลิวมู่จือไปบุกกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง หวังใช้บารมีข่มขู่ ทว่ากลับถูกจ้าวหนิงตอกกลับจนหน้าหงาย โทสะเดือดพล่านจุกอก ซ้ำร้ายจ้าวเสวียนจีผู้เป็นปู่ยังปรากฏตัวตอกฝาโลง บีบให้เขาต้องกลืนเลือดหอบความอัปยศถอยทัพกลับไป
เพลิงแค้นครานั้นยังสุมอก ผังเซิงไร้ซึ่งความเมตตาต่อจ้าวหนิง หลงเหลือเพียงความอาฆาตพยาบาทที่รอวันชำระ
กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองมีจ้าวเสวียนจีเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรพยุงหลัง ยืดอกผงาดง้ำกลางเมืองหลวง ยิ่งเพิ่งปิดคดีใหญ่แห่งตรอกผิงคังได้อย่างหมดจด ชื่อเสียงยิ่งเกรียงไกร บารมีพุ่งทะยานดั่งอาทิตย์อุทัย กดหัวที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจนมิดดิน ผังเซิงเฝ้ารอโอกาสกระชากหน้ากากถอนแค้นมาตลอด ทว่าไร้ช่องโหว่ให้ลงมือ
สวรรค์เป็นใจ ใครจะคาดคิดว่าจ้าวหนิง ไอ้ตัวการที่ทำให้อำนาจของที่ว่าการตกต่ำ วันนี้จะแส่หาเรื่องมารัวกลองร้องทุกข์ถึงถิ่น ซ้ำคดียังมิใช่มหาศึกระหว่างตระกูลจ้าวกับตระกูลหลิว แต่เป็นเพียงคดีขี้ปะติ๋วอย่างบ่าวตระกูลหลิวถูกฆ่าปิดปาก ซึ่งไม่เกี่ยวส้นตีนอันใดกับตระกูลจ้าวเลยสักนิด ข้อเท็จจริงนี้ทำให้ผังเซิงลอบถอนหายใจโล่งอก
ในเมื่อมันแกว่งเท้าหาเสี้ยน แส่ยุ่งกับคดีเศษสวะที่ไม่ได้อิงกับขุมกำลังตระกูลใหญ่ ผังเซิงก็ปัดความกังวลทิ้งจนสิ้น แววตาที่มองจ้าวหนิงแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายจ้องตะปบเหยื่อ อีกฝ่ายอุตส่าห์ยื่นคอมาพาดเขียงถึงที่ แส่หาความตายแท้ๆ
โอกาสทองปานนี้ เขาจะยอมพลาดการบั่นหัวมันได้อย่างไร