ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 98 การปะทะ (2)
การประชุมเช้าอันแสนรวบรัดสิ้นสุดลง หลิวมู่จือและสวีหมิงหล่างก้าวเคียงกันกลับสู่กรมจงซู ล่วงเข้าสู่กลางเหมันต์ฤดูจวบจนสิ้นปี ภารกิจในกรมจงซูทับถมเป็นภูเขาเลากา ไร้ซึ่งเวลาให้เกียจคร้านแม้ครึ่งก้าว
การประเมินผลงานราชการประจำปีเปิดม่านตั้งแต่เดือนสิบ ทั้งการจัดเก็บภาษี รังวัดที่ดิน ตรวจสอบความดีความชอบของขุนนาง ไปจนถึงการจัดสรรงบประมาณปีหน้า บัดนี้ทุกสรรพสิ่งล้วนได้ข้อสรุปเบื้องต้น หลงเหลือเพียงการเก็บกวาดร่องรอยในขั้นตอนสุดท้าย
ห้วงเวลานี้ของทุกปี คือยามที่เหล่าขุนนางทรงอำนาจแห่งสามกรมหกกระทรวงจะได้กวัดแกว่ง ‘อาญาสิทธิ์’ ในมือ ทุกการสะบัดแส้ล้วนชี้เป็นชี้ตายชะตากรรมผู้คนนับไม่ถ้วน บางสหายผงาดขึ้นสู่ยอดเมฆา ขณะที่บางชีวิตต้องร่วงหล่นลงก้นขุมนรก ในฐานะรองอัครเสนาบดี อำนาจในมือหลิวมู่จือนั้นล้นฟ้า ช่วงเวลานี้เขาจึงจมปลักอยู่กับกองบรรณาการและคำสรรเสริญเยินยอที่หลั่งไหลมาดุจสายน้ำ
สิ่งที่เรียกว่า ‘อำนาจ’ แก่นแท้ของมันคือพลังในการบดขยี้และบงการชะตากรรมผู้อื่น นี่คืออาวุธที่ทรงพลานุภาพที่สุดในใต้หล้า วาจาสิทธิ์ชี้ตาย ย่อมหมายถึงตัวตนระดับสูงผู้กุมบังเหียนจักรวรรดิเฉกเช่นหลิวมู่จือและพรรคพวก
สำหรับหลิวมู่จือ หากพลิกแพลงอำนาจนี้ให้แยบคาย ผู้คนนับไม่ถ้วนใต้ปีกย่อมเสวยสุข รากฐานตระกูลหลิวจะยิ่งหยั่งลึกทะลวงฟ้า ส่วนขั้วอำนาจศัตรูย่อมถูกบ่อนทำลาย กัดกร่อนจนกว่าจะถูกเขาเหยียบย่ำจมดิน แม้ภารกิจรัดตัวจนต้องอดหลับอดนอน ทว่าเขากลับเสพติดมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น… บนโลกหล้า มีผู้ใดบ้างเล่าจะไม่ลุ่มหลงรสชาติหอมหวานของการได้เหยียบย่ำชะตาชีวิตผู้อื่น
“พ้นวาระปีใหม่ คล้อยหลังเทศกาลหยวนเซียว ยามราชสำนักเปิดม่าน… ก็ถึงกาลทูลเสนอจัดตั้งทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพกลางท้องพระโรง” หลิวมู่จือไล่สายตามองรายนามขุนนางในมือ นัยน์ตาวูบไหวด้วยประกายเย้ยหยัน “ช่างเถอะ ปล่อยให้ตาเฒ่าจ้าวเสวียนจีได้เสพสุขกับปีใหม่เป็นวาระสุดท้ายก็แล้วกัน”
บัญชีรายนามนี้คือขุมกำลังชั้นยอดที่เขาคัดสรร หมายส่งเข้าไปเสียบตำแหน่งในทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ ขุมอำนาจใหญ่โตปานนั้น ขุนนางบุ๋นย่อมไม่มักน้อยเพียงแค่เก้าอี้ผู้บัญชาการสองตัว หากไร้ขุมกำลังระดับล่างคอยค้ำยัน ผู้บัญชาการก็เป็นเพียงหุ่นเชิดกลวงเปล่า และเพื่อให้ได้ที่นั่งเพิ่มสักหนึ่งหรือสองที่ เขาต้องเปิดศึกน้ำลายกับสวีหมิงหล่างและผู้นำตระกูลขุนนางบุ๋นอีกหลายคนจนคอแหบแห้ง
ปลายปีเช่นนี้มิใช่วาระอันควรแก่การเคลื่อนหมากใหญ่ ระยะเวลาตั้งแต่ปิดราชสำนักจนถึงเปิดศักราชใหม่กินเวลานานโข ห้วงเวลาว่างเว้นกว่าครึ่งเดือนไม่เพียงรั้งงานให้ล่าช้า ทว่าเปิดช่องให้เกิดตัวแปรแทรกซ้อน ดังนั้น ศึกชิงอำนาจระดับชาติและกิจการทหาร ล้วนต้องชี้ขาดกันในต้นวสันตฤดู บัดนี้ทุกคนต่างกอบโกยผลประโยชน์ที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งปี การเร้นกายฉลองปีใหม่อย่างสงบย่อมประเสริฐสุด
ขณะที่หลิวมู่จือกำลังวาดวิมานในอากาศ ถักทอแผนการสำหรับปีหน้าอยู่นั้น เขาหารู้ไม่ว่า… มีมัจจุราชตนหนึ่งกำลังทุ่มเทสุดกำลัง เพื่อบีบไม่ให้เขามีชีวิตรอดข้ามปี
รายงานด่วนจากตระกูลฉีกกระชากห้วงความคิดของเขาจนขาดสะบั้น
“ไอ้เด็กจ้าวหนิงลากตัวซินเฉิงไปรัวกลองร้องทุกข์หน้าศาลเยี่ยนผิงกระนั้นหรือ มันกินดีหมีหัวใจเสือหรือไรถึงกล้าเหิมเกริมปานนี้ มันต้องการสิ่งใดกันแน่ เหตุใดต้องเป็นไอ้เด็กจัญไรนี่อีกแล้ว วันไหนไม่หาเรื่องลูบคมข้ามันจะขาดใจตายหรืออย่างไร” หลิวมู่จือเดือดดาลประดุจพยัคฆ์ถูกกระตุกหนวด ยิ่งหวนนึกถึงคราที่หลิวจื้ออู่ถูกซัดปางตายและสมาคมชุดขาวถูกถอนรากถอนโคน โทสะยิ่งลุกโชนเผาผลาญทรวงอก
ยามสายสืบตระกูลหลิวแจกแจงต้นสายปลายเหตุ หลิวมู่จือพลันแค่นเสียงเหยียดหยัน “ก็แค่เดนสวะสองชีวิต ตายแล้วก็ให้มันตายไป อาศัยเรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ มันคิดจะงัดข้อเอาความอันใดได้”
แม้วาจาจะถือดี ทว่าส่วนลึกกลับหวาดระแวง เขาเพิ่งสูญเสียสมาคมชุดขาวไปหมาดๆ ซ้ำเมื่อวานยังได้รับเบาะแสว่ามีเงาลึกลับลอบสืบเรื่องเหมืองถล่มในตำบลซินเซียง เมื่อนำมาผูกโยงกับการลั่นกลองร้องทุกข์อย่างโอหังของจ้าวหนิง สัญชาตญาณสัตว์ร้ายในกายผู้กุมอำนาจร้องเตือนถึงหายนะ
ยามขบคิดอย่างรัดกุม ความประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งเกาะกินขั้วหัวใจ เขาสัมผัสได้ถึงคมดาบไร้เงาที่มองไม่เห็น ทว่าเย็นเยียบถึงกระดูก กำลังจ่อคอหอยอย่างเงียบเชียบ
หรือว่า… สายลับในตำบลซินเซียงคือสุนัขรับใช้ของตระกูลจ้าว
หากเป็นเช่นนั้น การกระทำโอหังของจ้าวหนิงในวันนี้มีเจตนาใดเคลือบแฝง
ตระกูลจ้าวคิดจะยืมมือคดีความรากหญ้า มาป้ายสีสาดโคลนใส่ชื่อเสียงตระกูลหลิว หวังใช้เป็นข้ออ้างเปิดศึกใหญ่กระนั้นหรือ
แม้ตระกูลขุนนางเก่าแก่จะหยั่งรากลึกดุจขุนเขา กุมอำนาจล้นฟ้า ทว่าหาได้ไร้จุดตาย ในบรรดาช่องโหว่เหล่านั้น ‘เกียรติยศและบารมี’ คือสิ่งที่ค้ำยันดั่งกระดูกสันหลังมังกร หากเกียรติภูมิต้องมัวหมอง ย่อมมิใช่แค่บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ต้องรับเคราะห์ แต่คนทั้งตระกูลจะกลายเป็นเป้าโจมตี ไร้ที่ยืนในหน้าประวัติศาสตร์
นี่จ้าวเสวียนจีจงใจเทหน้าตักเปิดศึกแตกหักกับตระกูลหลิวอย่างนั้นหรือ
การใช้รอยด่างพร้อยเพียงน้อยนิดมาเขียนฎีกาขยี้ จับผิดเรื่องขี้ประติ๋วให้เป็นมหันตภัย… นี่คือลูกไม้สกปรกที่ตระกูลขุนนางบุ๋นถนัดนักในการบ่อนทำลายขุนนางบู๊ ด้วยเหตุที่ศาลผู้ตรวจการคืออาณาจักรของฝ่ายบุ๋น กลยุทธ์สาดโคลนเช่นนี้จึงสัมฤทธิ์ผลอย่างงดงามเสมอมา
ทว่าหากขุนนางบู๊คิดจะย้อนรอยใช้ฎีกาเล่นงานขุนนางบุ๋น ย่อมทำได้เพียงเขียนทูลเกล้าฯ ขึ้นไปเอง ต่อให้มีพรรคพวกสบทบ กระแสคลื่นก็ยังแผ่วเบา และหากกรมจงซูคว่ำฎีกานั้นไว้ เรื่องราวทั้งหมดย่อมจมดิ่งลงสู่ก้นสมุทรไร้สุ้มเสียง
หลิวมู่จือยังคงคิ้วขมวดมุ่น ต่อให้ตระกูลจ้าวคิดจะใช้คดีรากหญ้ามาทุบหม้อข้าวตระกูลหลิว ยังไม่ต้องพะวงว่าด่านที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจะผ่านพ้นหรือไม่ ทว่าหากเรื่องนี้ลุกลามใหญ่โต ผู้ชำระคดีในภายหลังอย่างเจ้ากรมอาญา เสนาบดีศาลต้าหลี่ และอธิบดีศาลผู้ตรวจการ... สามเสาหลักแห่งศาลยุติธรรม ล้วนเป็นคนของขุนนางบุ๋นทั้งสิ้น ตระกูลจ้าวไปกินดีหมีมาจากไหน ถึงมั่นใจว่าหมากตานี้จะรุกฆาตได้
“ส่งม้าเร็วไปแจ้งผังเซิง เจ้าเมืองเยี่ยนผิงแล้วหรือยัง” หลิวมู่จือเค้นเสียงถาม
“ผู้อาวุโสใหญ่ส่งคนไปแล้วขอรับ ทว่าคุณชายซินเฉิงถูกจ้าวหนิงดักปล้นตัวไปกลางถนน พวกเราจึงไม่ทันระวังตัว ซ้ำจ้าวหนิงยังเดินหมากเฉียบขาดรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าเตรียมการมาอย่างแยบคาย หวังปิดช่องไม่ให้พวกเราสกัดกั้น กว่าผู้อาวุโสใหญ่จะส่งคนรุดไปถึงที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง คลื่นมหาชนก็แห่แหนไปมุงดูจนมืดฟ้ามัวดิน ใต้เท้าผังเอง… ก็ถูกบีบให้เปิดศาลไต่สวนแล้วขอรับ” คนของตระกูลรายงานเสียงสั่น
หลิวมู่จือขมวดคิ้วแน่น “ไอ้ผังเซิงมันเสียสติไปแล้วหรือไร เหตุใดจึงยอมเปิดศาลรวดเร็วปานนี้ มันไม่มีปัญญาดองคดีเพื่อถ่วงเวลาเลยหรือ”
“เรียนท่านผู้นำ สายข่าวรายงานว่าใต้เท้าผังพยายามพลิกลิ้นเบี่ยงประเด็นเพื่อยุติเรื่องแล้ว ทว่าล้มเหลวขอรับ จ้าวหนิงสาดโวหารเพียงไม่กี่ประโยคก็ปลุกปั่นเพลิงแค้นของฝูงชนจนลุกลาม ซ้ำขุนนางในที่ว่าการหลายคนยังก้าวออกมากดดัน ใต้เท้าผังคุมสถานการณ์ไม่อยู่ จึงถูกบีบให้ต้องเปิดศาล” สายข่าวรายงานตามจริงไร้ตกหล่น
ปัง
หลิวมู่จือฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยโทสะ “ไอ้พวกขยะ ผังเซิงมันเป็นเจ้าเมืองประสาอะไร ถึงปล่อยให้ลิ่วล้อในจวนตัวเองปีนเกลียวได้ เป็นถึงขุนนางใหญ่ขั้นสี่ อายุอานามปาไปค่อนคน กลับต้องมาสิ้นท่าให้เด็กเมื่อวานซืนอย่างจ้าวหนิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า บัดซบสิ้นดี”
หากตระกูลผังมิใช่ฟันเฟืองของฝ่ายบุ๋น หลิวมู่จือคงสั่งเชือดผังเซิงกระเด็นพ้นเก้าอี้เจ้าเมืองไปนานแล้ว
เขาสูดลมหายใจระงับโทสะ ก่อนเค้นเสียงถามต่อ “แล้วสถานการณ์ที่ตำบลซินเซียงเล่า กวาดล้างคนพวกนั้นมาได้หรือยัง”
“ย่อมมีข่าวสารส่งมาภายในวันนี้แน่ขอรับ”
หลิวมู่จือสะบัดมือไล่ ทว่าฉุกคิดบางสิ่งได้จึงรั้งตัวไว้ “สั่งผู้อาวุโสรองให้นำกำลังรุดไปตำบลซินเซียง อุดรอยรั่วอย่าให้เกิดเหตุแทรกซ้อน แล้วกำชับผู้อาวุโสใหญ่… บีบคอผังเซิงไว้ ห้ามมันชี้ขาดคดีกลางศาลเด็ดขาด… ไม่สิ หากสถานการณ์จวนตัว ก็ให้หลิวซินเฉิงกลืนเลือดรับสารภาพไปก่อน วันหน้าค่อยหาลู่ทางกระชากตัวมันกลับมา หากขัดขืน จ้าวหนิงจะฉวยโอกาสใช้เรื่องนี้โหมไฟให้ลามทุ่ง”
“ขอรับ”
คล้อยหลังคนสนิท หลิวมู่จือจมดิ่งสู่ห้วงความคิด
หากตระกูลจ้าวหมายใช้คดีรากหญ้ามาทุบทำลายตระกูลหลิวจริงๆ นั่นย่อมหมายความว่าเสียงกลองศึกแตกหักได้ลั่นขึ้นแล้ว เขาจำต้องวางค่ายกลรับมือให้รัดกุมยิ่งขึ้น
ชายกลางคนผุดลุกจากเก้าอี้ มุ่งหน้าไปหารือกับเจ้ากรมอาญา เสนาบดีศาลต้าหลี่ และอธิบดีศาลผู้ตรวจการเพื่อเตรียมรับแรงกระแทก
…
ณ ทำเนียบเสนาธิการทหาร
ในฐานะสถาบันบัญชาการทหารสูงสุดแห่งจักรวรรดิ ทำเนียบเสนาธิการทหารกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือกองทัพทั่วหล้า เว้นเพียงกองกำลังรักษาพระองค์แห่งวังหลวง ยามสงบรับผิดชอบเคี่ยวกรำไพร่พลและอารักขาด่านพรมแดน ยามศึกประชิดรับหน้าที่จัดทัพบัญชาการรบชี้ขาดสมรภูมิ หากเทียบเคียงกัน กรมกลาโหมจะมุ่งเน้นไปที่การอัดฉีดท่อน้ำเลี้ยง ทั้งเสบียงกรัง อาวุธยุทโธปกรณ์ และงบประมาณกองทัพ
การผ่าแยกอำนาจบัญชาการรบออกจากกระเพาะอาหารของกองทัพ แบ่งสรรให้สองหน่วยงานคานอำนาจกัน ก็เพื่อสกัดกั้นมิให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือเจ้ากรมกลาโหมผูกขาดอำนาจจนคับฟ้า
หากไร้เสบียงกรังอุดหนุนจากกรมกลาโหม กองทัพย่อมเป็นง่อย จะเกณฑ์ไพร่พลออกรบทั้งที่ท้องกิ่วก็คือการรนหาที่ตาย และหากปราศจากอาญาสิทธิ์จากทำเนียบเสนาธิการทหาร กรมกลาโหมก็ไร้เขี้ยวเล็บสั่งการกองทัพ กองทหารประจำการตามหัวเมืองย่อมไม่มีวันก้มหัวรับคำสั่ง
สองขั้วอำนาจนี้เปรียบดั่งเส้นเลือดใหญ่ของกองทัพ นับแต่สถาปนาต้าฉีตราบจนสองปีก่อน ทำเนียบเสนาธิการทหารและกรมกลาโหมล้วนตกอยู่ในกำมือตระกูลขุนนางบู๊มาทุกยุคสมัย กิจการทหารย่อมต้องให้ขุนพลเป็นผู้ชี้ขาด นี่คือรากฐานเหล็กกล้าที่ค้ำยันบารมีของกองทัพ
ทว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน สวีหมิงหล่างอาศัยหมากที่วางไว้อย่างแยบคายยาวนาน กระชากคอเจ้ากรมกลาโหมคนเก่าร่วงจากเก้าอี้ บัดนี้กรมกลาโหมจึงแปรสภาพเป็นอาณาจักรของฝ่ายบุ๋นโดยสมบูรณ์ กระเพาะอาหารของกองทัพถูกบีบอยู่ในกำมือศัตรู นี่คือการตวัดดาบบั่นทอนขุมกำลังของขุนนางบู๊อย่างเลือดเย็นถึงกระดูกดำ
กลางสมรภูมิกลียุค ผู้ใดกระเป๋าหนักสะบัดเสบียงได้ ผู้นั้นย่อมครอบครองกองทัพเกรียงไกร ทว่าในยุคสันติ ผู้ใดกุมเส้นเลือดใหญ่ด้านเสบียงทัพ ผู้นั้นย่อมกุมบังเหียนชี้นิ้วสั่งกองทัพได้เบ็ดเสร็จ ดั่งสัจธรรมที่ว่ากองทัพเดินด้วยท้อง เมื่อสูญเสียกรมกลาโหม บารมีของทำเนียบเสนาธิการทหารย่อมสั่นคลอน ไม่อาจยืนหยัดต้านทานพายุได้ยั่งยืน
การที่สวีหมิงหล่างดันทุรังจะก่อตั้งทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพให้จงได้ ไพ่ตายที่มันใช้ล่อลวงตระกูลขุนนางบู๊บางส่วนให้สวามิภักดิ์ ย่อมหนีไม่พ้นการใช้ ‘เสบียงและเงินทุน’ เป็นเหยื่อล่อ ไม่ว่าจะเป็นงบปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือเสบียงบำรุงกองทหารท้องถิ่น กรมกลาโหมล้วนใช้สิทธิ์ขาดแบ่งแยกชนชั้น อุ้มชูพรรคพวกและเหยียบย่ำผู้ขัดขืนได้ตามอำเภอใจ
ตระกูลใดหมายตางบประมาณก้อนโตเพื่อขุนเลี้ยงทัพตน ย่อมต้องค้อมหัวรับเงื่อนไขสุนัขรับใช้ของกรมกลาโหม หากตระกูลใดแข็งข้อต่อต้านการจัดตั้งทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ กรมกลาโหมก็พร้อมจะปั้นน้ำเป็นตัว สร้างข้ออ้างสารพัดเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงจนเหือดแห้ง
วันเวลาผันผ่าน กองทัพสายสอพลอย่อมเสบียงอู้ฟู่ไพร่พลเหิมเกริม ขณะที่กองทัพสายแข็งขันกลับแร้นแค้นจนแทบไม่มีเศษผ้าปิดกาย สถานะและขุมกำลังของตระกูลขุนนางบู๊ย่อมถูกฉีกกระชากจนแบ่งขั้วชัดเจน บางตระกูลเหยียบหัวผู้อื่นขึ้นเป็นใหญ่ ขณะที่บางตระกูลต้องจมปรักไม่อาจผงาดคืน
ขุนนางบู๊ที่ถูกเหยียบเส้นเลือดใหญ่จนมิด จะยังกล้ายืดอกเรียกตนเองว่าขุนพลอีกหรือ เป็นได้ก็แค่สุนัขเฝ้าบ้านที่พวกขุนนางบุ๋นโยนเศษกระดูกให้ ถึงเวลานั้น… กองทัพทั้งใต้หล้าคงถูกกลืนกิน ตกเป็นหมากในกำมือฝ่ายบุ๋นอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
“การกระชากกรมกลาโหมกลับคืนมา คือเป้าหมายสูงสุดที่ต้องบรรลุให้จงได้ และการบดขยี้ตระกูลหลิวในยามนี้… คือปฐมบทแห่งการชำระเลือด” จ้าวเสวียนจีกระชากหน้ากากสถานการณ์ทั้งหมด กลางวงประชุมขุนพล ก่อนประกาศเจตนารมณ์อำมหิตด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดดุจเหล็กกล้า
แม้จ้าวเสวียนจีจะรั้งตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุด ทว่าทำเนียบเสนาธิการทหารมิใช่อาณาจักรส่วนตัวของตระกูลจ้าว ตระกูลขุนนางบู๊ส่วนใหญ่ล้วนฝังรากหยั่งลึก มีขุนพลในสังกัดรั้งตำแหน่งลดหลั่นกันไป บัดนี้ จ้าวเสวียนจีกำลังนั่งแท่นประธาน นำร่องวาระลับสุดยอดของฝ่ายทหาร
“สถานการณ์บานปลายถึงขั้นนี้ พวกเรายังมีโอกาสกระชากกรมกลาโหมกลับมาได้จริงๆ หรือ” ขุนพลอาวุโสแห่งตระกูลสือเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลง หากมิใช่งานเข็นครกขึ้นภูเขา ฝ่ายบู๊คงไม่ปล่อยให้ล่วงเลยมาจนถึงป่านนี้โดยไร้การตอบโต้
จ้าวเสวียนจีตีหน้าเคร่งขรึม นัยน์ตาสาดประกายดุดัน “ขอเพียงตระกูลขุนนางบู๊หลอมรวมเป็นหนึ่ง ข้าย่อมกำชัยไว้ในมือถึงเจ็ดแปดส่วน”
“แม้ตระกูลหลิวจะมีสายเลือดแทรกซึมในกรมกลาโหม ทว่าตำแหน่งหาได้สลักสำคัญอันใด ต่อให้บดขยี้ตระกูลหลิวจนสูญพันธุ์ มันจะส่งผลเลิศประเสริฐใดต่อการยึดกรมกลาโหมคืนมาเล่า” ขุนพลวัยกลางคนจากตระกูลหานแห่งเปี้ยนเหลียงเอ่ยหยั่งเชิง
จ้าวเสวียนจีสวนกลับทันควัน “ย่อมส่งผลมหาศาล แม้ตระกูลหลิวจะไม่ได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในกรมกลาโหม ทว่าพวกมันคือเสาหลักค้ำยันของขั้วอำนาจบุ๋น หากตระกูลหลิวถูกลบชื่อออกจากแผ่นดิน บารมีของฝ่ายบุ๋นย่อมร้าวฉาน สวีหมิงหล่างเท่ากับถูกสับแขนขวาทิ้ง เมื่อถึงวาระนั้น… การกระชากคอกรมกลาโหมกลับคืนมา ย่อมพลิกฝ่ามือได้ง่ายดายยิ่งขึ้น”
ยามเหล่าขุนพลศึกได้ประจักษ์ถึงหมากตานี้ แววตาต่างวูบไหวด้วยเพลิงทะเยอทะยาน พยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียงไร้ข้อกังขา