ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 97 การปะทะ (1)
จ้าวหนิง ทายาทสายตรงแห่งตระกูลขุนพลอันดับหนึ่ง กล้าเหยียบย่างมารัวกลองร้องทุกข์ถึงที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง เพื่อฟ้องร้องทายาทตระกูลขุนนางบุ๋นอย่างตระกูลหลิวด้วยข้อหาสังหารคนเยี่ยงผักปลา ซ้ำยังลากตัวคนของอีกฝ่ายมาด้วย หากบอกว่านี่คือคดีธรรมดาสามัญ ผังเซิงย่อมไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด
ภายใต้ความบาดหมางฝังลึกระหว่างกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองและที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง หากไร้แผนการเร้นลับซับซ้อน จ้าวหนิงย่อมไม่บุกมาแกว่งเท้าหาเสี้ยนถึงถิ่น ไม่ว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายจะเล็กหรือใหญ่ ผังเซิงตั้งปณิธานไว้แล้วว่าต้องบดขยี้ทำลายทิ้งให้สิ้นซาก
ไม่ว่าจะประเมินจากความแค้นส่วนตัว จุดยืนของหน่วยงาน หรือแม้แต่สงครามคลื่นใต้น้ำระหว่างขุนนางบุ๋นและขุนนางบู๊ ผังเซิงก็ไร้เหตุผลที่จะปล่อยให้จ้าวหนิงบรรลุเป้าหมายไปได้โดยง่าย
“ทายาทตระกูลหลิวข่มเหงย่ำยีบ่าวหญิงในจวน ระหว่างกระทำชำเรายังลงมือทุบตีบุตรชายของนางจนขาดใจตายคาตา จากนั้นซ้อมนางจนปางตาย ซ้ำยังเหิมเกริมสั่งบ่าวไพร่โยนร่างสองแม่ลูกขึ้นรถเข็นไม้กระดานหมายอำพรางศพกลางป่า บ่าวหญิงผู้เคราะห์ร้าย เดนมนุษย์ที่รับคำสั่งทิ้งศพ และร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อย ล้วนอยู่พร้อมหน้า ณ ที่แห่งนี้”
จ้าวหนิงตวัดนิ้วชี้ไปยังหลิวซินเฉิงนอกโถงศาล “หลิวซินเฉิง ญาติผู้พี่ของฆาตกร นำกำลังสกัดกั้นพวกข้ากลางถนน เรื่องนี้ประจักษ์แก่สายตาราษฎรนับไม่ถ้วน ซ้ำพยานบุคคลยังตามมาถึงที่ คดีนี้กระจ่างแจ้งไร้ข้อกังขา หวังว่าใต้เท้าผังจะเบิกเนตรชำระความ จับกุมคนผิดมาลงทัณฑ์ตามอาญาสวรรค์”
แม้บ่าวไพร่จะต้อยต่ำ ทว่ามิใช่ทาสหรือเดรัจฉาน ตามกฎหมายต้าฉีมิใช่ทรัพย์สินส่วนตัว เจ้านายไร้สิทธิ์เข่นฆ่าตามอำเภอใจ หากฝ่าฝืน… แม้รอดพ้นโทษประหาร แต่โทษเนรเทศสุดหล้าฟ้าเขียวย่อมไม่อาจหลีกหนี
สิ้นคำกล่าวของจ้าวหนิง คลื่นมหาชนที่มุงดูอยู่ภายนอกพลันเดือดพล่าน เสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ระเบิดขึ้น ราษฎรบางส่วนเดือดดาลถึงขั้นชี้หน้าด่าทอตระกูลหลิวว่าอำมหิตผิดมนุษย์
ผังเซิงกระแทกไม้ตวาดศาลดังกึกก้อง สยบเสียงอื้ออึงเบื้องนอก ทว่ากลับไร้ทีท่าจะซักไซ้พยานหรือสอบสวนคดี กลับปรายตามองจ้าวหนิงพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องคาวในจวนตระกูลหลิว เหตุใดคุณชายจ้าวถึงได้หูตากว้างไกลนัก ถอยมาคุยกันสักก้าว สมมติว่าข้อกล่าวหาของเจ้าเป็นความจริง แล้วเหตุใดคุณชายจ้าวถึงไปโผล่แถวระแวกจวนตระกูลหลิวได้ประจวบเหมาะ ซ้ำยังบังเอิญไปพบพวกเขากำลังอำพรางศพพอดีเล่า”
เอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็แค่นหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาแฝงแววดูแคลนราวกับทอดมองทารกไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม “คุณชายจ้าว คดีนี้ข้าหลับตาก็ยังมองเห็นช่องโหว่ทะลุปรุโปร่ง ทั่วหล้าต่างประจักษ์ว่าตระกูลหลิวคือขุนนางบุ๋นเก่าแก่ ยึดมั่นในจารีตชนชั้น ลำพังลมปากพล่อยๆ ของเจ้าฝ่ายเดียว ริอ่านจะยัดเยียดข้อหาเข่นฆ่าราษฎรให้พวกเขา ช่างเหลวไหลสิ้นดี เบื้องหลังปริศนาเหล่านี้ มีความโสมมใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่… เกรงว่านั่นต่างหากคือสิ่งที่ข้าต้องชำระให้กระจ่างเป็นอันดับแรก”
กล่าวจบ ผังเซิงพลันปั้นหน้าเคร่งขรึม วางท่าประดุจจะเปิดศาลไต่สวนจ้าวหนิง ทว่าส่วนลึกในดวงตากลับวูบไหวด้วยประกายหยอกเย้าเย้ยหยัน
ฝูงชนที่เพิ่งสงบปากคำไปได้ชั่วอึดใจ ครั้นได้ฟังสุนทรพจน์ชักจูงก็เริ่มกระซิบกระซาบอีกหน ทว่าครานี้หอกวิพากษ์วิจารณ์กลับหันเหพุ่งเป้าทิ่มแทงจ้าวหนิงแทน
“นั่นสิ คุณชายจ้าวไปล่วงรู้เรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไร”
“เรื่องนี้มีกลิ่นทะแม่ง คุณชายจ้าวต้องซ่อนแผนร้ายไว้เป็นแน่”
“หลงนึกว่าจะออกหน้าแทนคนทุกข์ยาก ที่แท้ก็มีวาระซ่อนเร้นของตนเอง”
“พวกขุนนางก็บัดซบเหมือนกันหมด ไร้คนดีศรีสง่าสักคน”
ฝูงชนส่วนใหญ่ถูกผังเซิงปั่นหัวจูงจมูกจนหลงทิศ มีเพียงปัญญาชนส่วนน้อยที่มองทะลุกลเกมเท่านั้น ที่ลอบกำหมัดเคียดแค้นขุ่นเคือง
“ซากศพประจานอยู่ทนโท่ ผู้เคราะห์ร้ายคุกเข่าร่ำไห้กลางโถง ทว่าเจ้าเมืองเยี่ยนผิงกลับบ่ายเบี่ยงไม่ชำระคดี มัวแต่นั่งจินตนาการตั้งแง่จับผิดคุณชายจ้าว ช่างบัดซบสิ้นดี”
“นั่งตระหง่านใต้ป้าย ‘กระจกสว่างแขวนสูง’ แท้ๆ กลับเมินเฉยความอยุติธรรม ซ้ำยังจงใจปั่นหัวราษฎรให้หลงประเด็น จิตใจมันทำด้วยอันใด”
“ราษฎรพวกนี้ก็ช่างโง่เขลางมงาย ถูกชักจูงเพียงลมปาก ไร้จุดยืนดั่งหญ้าลู่ลม”
ท่ามกลางกระแสวิจารณ์อันสับสนอื้ออึง จ้าวหนิงผู้บรรลุระดับคุมปราณขั้นปลายย่อมมีโสตประสาทเฉียบคม เพียงเสี้ยวลมหายใจเขาก็แยกแยะทิศทางลมของมวลชนได้กระจ่าง ทว่าเสียงของปัญญาชนนั้นแผ่วเบานัก ประเมินแล้วคงมีเพียงหยิบมือ
ชายหนุ่มเมินเฉยต่อลมปากเหล่านั้น การที่เขากล้ายืนตระหง่านอยู่ ณ ที่นี้ ย่อมกำไพ่ตายในการพลิกกระแสชนชั้นรากหญ้าไว้เบ็ดเสร็จ เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผังเซิง น้ำเสียงเนิบนาบเรียบเรื่อย “สิ่งที่ใต้เท้าให้ความสำคัญ ช่างเปิดหูเปิดตาข้านัก… เป็นไปไม่ได้เลยหรือที่ข้าจะบังเอิญพานพบเหตุฆาตกรรมพอดี เป็นไปไม่ได้เลยหรือที่ข้าจะมีจิตผดุงธรรม ยื่นมือฉุดรั้งผู้ตกทุกข์ได้ยากเพื่อทวงคืนความยุติธรรม”
“หรือในสายตาของใต้เท้า โลกใบนี้ไร้ซึ่งความยุติธรรม ไร้ซึ่งเมตตาธรรม ไร้ซึ่งความละอายต่อบาป ทุกผู้คนบนผืนหล้าล้วนขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตน ล้วนซุกซ่อนแผนการโสมมไปเสียสิ้น… หรือแท้จริงแล้ว ตัวท่านเองไม่เคยประกอบคุณงามความดี ไม่เคยผดุงธรรมเพื่อราษฎร ไม่เคยทวงความเป็นธรรมให้ผู้ตกทุกข์เลย หากมิใช่เช่นนั้น เหตุใดใต้เท้าผังจึงใช้มาตรวัดของวิญญูชนจอมปลอมมาตัดสินผู้อื่นเล่า”
วาจาที่สาดซัดประดุจห่าธนูเพชฌฆาต แต่ละประโยคหนักหน่วงดุดัน แต่ละคำถามทะลวงลึกถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณ ทรงพลังจนฝูงชนต้องหุบปากเงียบกริบ และบีบให้ใบหน้าของผังเซิงเขียวคล้ำสลับแดงด้วยความอับอาย
“จ้าวหนิง เจ้าอย่ามาเล่นลิ้นพลิกดำเป็นขาว ที่นี่คือโถงศาลของข้า วาจาของข้าย่อมมีเหตุผลรองรับ ข้าจะพิจารณาคดีอย่างไรไม่ต้องถึงมือเจ้ามาสั่งสอน ข้าขอถามอีกครั้ง เจ้าล่วงรู้เรื่องคาวในจวนตระกูลหลิวมาได้อย่างไร หากไร้คำตอบที่สมเหตุสมผล ข้าย่อมมีสิทธิ์เคลือบแคลงเจตนาของเจ้า และเจ้า… จะหมดสิทธิ์เหยียบย่างบนโถงศาลแห่งนี้ ซ้ำยังหมดสิทธิ์สอดมือเข้าแทรกแซงคดีนี้อีกต่อไป”
ผังเซิงฟาดไม้ตวาดศาลลงโต๊ะเต็มแรง ใบหน้าถมึงทึงเปี่ยมบารมี น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเฉียบขาด ทุกท่วงท่าและถ้อยคำอัดแน่นด้วยอำนาจของเจ้าเมืองเยี่ยนผิงผู้ไม่ยอมให้ขยะชิ้นใดมาลูบคม
เจตนารมณ์ของมันแจ่มแจ้ง หากจ้าวหนิงใบ้กิน ก็จงไสหัวม้วนเสื่อกลับไป คดีนี้มันจะปู้ยี่ปู้ยำอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับปลายลิ้นของมันผู้เดียว ทว่าในมุมมองของผังเซิง จ้าวหนิงไม่มีวันสรรหาข้ออ้างที่ไร้ช่องโหว่มาแก้ต่างได้เด็ดขาด
จ้าวหนิงผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมดุจคมดาบ ไฉนจะมองไม่ออกถึงสันดานของอีกฝ่าย เขาแค่นเสียงเย็นเยียบ “ดูท่าหูตาของใต้เท้าจะไม่ค่อยกว้างไกลนัก เช่นนั้นข้าจะชี้ทางสว่างให้ฟัง เมื่อช่วงก่อน... กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองทลายรังโจรหอเฟยเสวี่ยในตรอกผิงคัง ถอนรากถอนโคนกลุ่มอันธพาลใต้ดิน ช่วยเหลือสตรีและทารกที่ตกเป็นเหยื่อขุมนรกออกมาได้นับไม่ถ้วน และสองแม่ลูกอวี้เหนียงก็คือหนึ่งในนั้น”
สิ้นคำ ชายหนุ่มหมุนตัวหันหน้าเข้าหาคลื่นมหาชนเบื้องนอก ชี้มือไปยังร่างอวี้เหนียง น้ำเสียงเจือความสลดหดหู่ “สตรีผู้มีจิตใจประเสริฐทว่าอาภัพผู้นี้… ถูกเดนมนุษย์ผู้เป็นสามีขายเข้าบ่อนพนันเพื่อล้างหนี้ ทั้งที่ในครรภ์ยังมีเลือดเนื้อเชื้อไข ยามที่ข้านำกำลังทะลวงบ่อนนรกแห่งนั้น นางถูกทรมานจนแท้งบุตร แม้ข้าจะกระชากนางกลับมาจากปากเหวมรณะได้ทัน แต่ก็ไม่อาจยื้อลมหายใจของทารกน้อยในครรภ์ไว้ได้”
“ทว่านางยังมีสายเลือดวัยแปดขวบอีกหนึ่งชีวิต ซึ่งถูกอดีตสามีบัดซบขายไปเป็นทาส ข้าพลิกแผ่นดินตามหาจนสุดกำลัง กระทั่งแย่งชิงชีวิตเด็กน้อยกลับมาได้ทันเวลา สวรรค์มีตา สองแม่ลูกได้หวนคืนสู่อ้อมกอดของกันและกัน กลับไปตั้งต้นชีวิตใหม่อย่างสงบสุข”
“เพื่อทดแทนบุญคุณกองบัญชาการฯ สตรีผู้ยากไร้ที่บั้นเอวไม่มีแม้แต่เศษอีแปะ ยอมกัดฟันจำนำปิ่นปักผมชิ้นสุดท้ายที่ไร้ราคาค่างวด นำเงินก้อนนั้นไปซื้อวัตถุดิบทำขนม หยิบยืมปิ่นโตซอมซ่อจากเพื่อนบ้าน เพียงเพื่อนำมามอบให้พวกข้า”
“ข้ากับใต้เท้าเว่ยเวทนาในชะตากรรมและน้ำใจของนาง จึงปรารถนาจะยื่นมืออุปถัมภ์ รับบุตรชายวัยแปดขวบมาเป็นเด็กรับใช้คอยฝนหมึกอ่านหนังสือ นางจะได้หลุดพ้นจากวงโคจรอดมื้อกินมื้อ ทว่า… ยามคนของข้าไปเยือนถึงเรือน กลับพบว่านางถูกสามีชั่วช้าจับตัวไปเร่ขายอีกครา และครั้งนี้… ขุมนรกที่รับซื้อคือนรกของตระกูลหลิว”
นัยน์ตาของจ้าวหนิงวูบไหวด้วยความรวดร้าว เขาสูดลมหายใจลึก ทอดสายตามองมวลชนเตรียมจะเอ่ยต่อ ผังเซิงที่ฟังมาถึงตรงนี้เริ่มจับกลิ่นอายหายนะได้ มืออวบอูมที่กำไม้ตวาดศาลเงื้อขึ้นสูง หมายจะกระแทกขัดจังหวะปิดปากจ้าวหนิง
“เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ พวกเจ้าลองบอกข้าที… ข้ากับใต้เท้าเว่ยสมควรนิ่งดูดายกระนั้นหรือ”
สุรเสียงของจ้าวหนิงคำรามกร้าว ชิงจังหวะก่อนไม้ตวาดศาลจะกระทบพื้น “สตรีเยี่ยงอวี้เหนียง ไร้สิทธิ์มีชีวิตที่สว่างไสวหรืออย่างไร นางสมควรถูกเหยียบย่ำเป็นทาสรับใช้คนอื่นจนตัวตายหรือ ข้าเชื่อว่าวิญญูชนอย่างพวกเจ้าย่อมคิดตรงกัน ข้าต้องฉุดรั้งนางกลับมาให้จงได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าและใต้เท้าเว่ยจึงบุกทะลวงไปถึงหน้าจวนตระกูลหลิว”
มาถึงจุดนี้ จ้าวหนิงตวัดสายตากลับไปจ้องผังเซิงดุจคมหอก ชี้หน้ากราดไปยังสุนัขรับใช้ตระกูลหลิวนอกโถงศาล นัยน์ตาแดงก่ำเจือจิตสังหาร เค้นเสียงทีละคำ “ใต้เท้า ข้าทำผิดที่ใด การตัดสินใจของข้าผิดขนบธรรมเนียมข้อใด ความผิดพลาดเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตข้า… คือการไปช้าเกินกาล คือการประเมินความเดรัจฉานอำมหิตของคนตระกูลหลิวต่ำเกินไป”
“ข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่า ยามพบหน้าอวี้เหนียงอีกครา เด็กน้อยวัยแปดขวบผู้เป็นเสาหลักและแสงสว่างเดียวในชีวิตของสตรีผู้อาภัพ… จะแปรสภาพเป็นเพียงก้อนเนื้อไร้วิญญาณ ตัวนางเองก็บอบช้ำเจียนตาย หากข้าไม่พุ่งเข้าสกัดกั้นพวกมันกลางถนน ป่านนี้นางคงทอดร่างเป็นซากศพไร้หลุมฝังไปแล้ว ใต้เท้าผัง… ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ท่านยังมีหน้ามาตั้งแง่จับผิดอีกหรือ ว่าเหตุใดข้าจึงล่วงรู้ตื้นลึกหนาบาง เหตุใดข้าจึงยื่นมือ”
ผังเซิงถึงกับชะงักงัน ใบหน้าชาหนึบ ไม่คาดคิดว่าเบื้องหลังเรื่องราวจะเน่าเฟะถึงขั้นนี้
ขณะที่สมองของมันกำลังหมุนจี๋หาทางพลิกกระดาน เสียงกรีดร้องโหยหวนปานเจียนตายพลันระเบิดขึ้นกลางโถงศาล คลื่นเสียงนั้นกรีดลึกถึงขั้วหัวใจ ทำเอาผังเซิงสะดุ้งสุดตัวจนมือสั่นเทา เมื่อเพ่งมองไป ภาพที่เห็นคืออวี้เหนียงฟุบหน้าลงกับร่างเย็นชืดของบุตรชาย ร่ำไห้คร่ำครวญดั่งวิญญาณสลาย ราวกับลมหายใจจะขาดห้วงไปในวินาทีนั้น
นางเป็นเพียงราษฎรต้อยต่ำที่ไม่เคยพานพบพายุลูกใหญ่ ก้มหน้าใช้ชีวิตอย่างเจียมกะลาหัวมาทั้งชีวิต ต่อให้เพลิงแค้นและความอยุติธรรมจะสุมอกจนแทบระเบิด ทว่าเมื่อก้าวล่วงสู่โถงศาลเมืองเยี่ยนผิง ปะทะกับมือปราบหน้าเหี้ยมที่ยืนคุมเชิง และเจ้าเมืองที่นั่งตระหง่านดุจมัจจุราชบนบัลลังก์ สัญชาตญาณความขลาดเขลาย่อมกดทับจนหวาดกลัวจับใจ
ด้วยเหตุนี้ นางจึงเอาแต่ซุกหน้าตัวสั่นงันงก มิกล้าปริปากแม้ครึ่งคำ ทว่าเมื่อจ้าวหนิงสะกิดแผลเหวอะหวะถึงบุตรชายที่ไร้ทางฟื้นคืน ทำนบน้ำตาและอารมณ์ของนางจึงพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
เสียงร่ำไห้รันทดบีบเค้นหัวใจของอวี้เหนียง จุดไฟเวทนาในอกผู้พบเห็น ซ้ำยังกระพือเพลิงแค้นชิงชังต่อขุนนางฉ้อฉลให้ลุกโชน จังหวะนั้นเอง จ้าวหนิงหันขวับกลับไปอีกครา จ้องมวลชนนอกโถงศาลพลางตะโกนก้อง “พวกเจ้าตอบข้ามา เจ้าเมืองสมควรชำระคดีให้กระจ่างหรือไม่ ว่าสองแม่ลูกต้องเผชิญขุมนรกขุมใดในจวนตระกูลหลิว สมควรล้างมลทินให้วิญญาณบริสุทธิ์วัยแปดขวบหรือไม่ สมควรทวงคืนความยุติธรรมให้พวกนางหรือไม่”
“ต้องชำระให้กระจ่าง คืนความเป็นธรรมให้สองแม่ลูก”
“สับร่างไอ้เดรัจฉานตระกูลหลิวให้หมารับประทาน”
“ใต้เท้า ในฐานะบิดามารดาราษฎร ท่านจะทนดูสตรีต้อยต่ำถูกบดขยี้ได้ลงคอเชียวหรือ”
“ตระกูลหลิวต้องชดใช้ด้วยเลือด”
“หากคดีนี้ไร้ความเป็นธรรม พวกข้ายอมแตกหักไม่ถอยแน่”
“สวมหมวกขุนนางแต่สุนัขยังเมิน ก็ไสหัวกลับบ้านไปปลูกมันเทศเสีย”
คลื่นเสียงตะโกนก่นด่ากระหึ่มกึกก้องขึ้นเป็นระลอกดั่งพายุคลั่ง
ฝูงชนที่เคยตั้งแง่เคลือบแคลงจ้าวหนิงเพราะหลงคารมผังเซิง บัดนี้กลับเป็นพวกที่แหกปากคำรามดุดันที่สุด หลายคนหน้าดำหน้าแดง แผดเสียงด่าทอน้ำลายแตกฟอง พลางออกแรงดันแผงกั้นมือปราบ ท่าทีฮึดฮัดหมายพุ่งทะลวงเข้าไปรุมทึ้งหลิวซินเฉิงให้แหลกคามือ
วินาทีนี้ พวกมันสวมบทบาทจอมยุทธ์ผดุงคุณธรรมผู้ยอมหักไม่ยอมงอ ลบเลือนหน้ากากคนโง่เขลาที่เพิ่งก่นด่าจ้าวหนิงไปเมื่อครู่จนสิ้น
ส่วนปัญญาชนที่เรียกร้องความเป็นธรรมมาแต่ต้น แม้ยามนี้จะส่งเสียงสบทบ ทว่ายังคงรักษากิริยาสุขุม ไม่ได้แสดงท่าทีคลุ้มคลั่งเกินขอบเขต
กระแสความโกรธแค้นของมวลชนสูบสีเลือดบนใบหน้าผังเซิงจนดำทะมึนประดุจก้นหม้อ มันตระหนักว่ากระดานนี้ชักจะรับมือยากขึ้นทุกขณะ ทว่าสิ่งที่เดือดพล่านยิ่งกว่าคือโทสะ… โกรธแค้นที่ ‘เดนสวะ’ ไร้ค่าเหล่านี้ บังอาจมากำเริบเสิบสานหน้าโถงศาล ซ้ำยังริอ่านสั่งสอนขุนนางขั้นสี่อย่างมันว่าควรทำงานอย่างไร
ท่าทีปีนเกลียวเบื้องหน้าจุดชนวนรังสีอำมหิตให้พลุ่งพล่าน มันร้อนรนกอบกู้อำนาจบารมี คว้าไม้ตวาดศาลขึ้นสุดแขน เตรียมกระแทกลงโต๊ะเต็มเหนี่ยว เพื่อด่ากราดสวะที่ลืมเจียมกะลาหัวเหล่านี้ให้หุบปาก
‘ก็แค่ฝูงสวะสุมหัวเห่าหอน คิดหรือว่าจะสั่นคลอนการตัดสินใจของข้าได้ ช่างน่าขันสิ้นดี เจ้าเมืองเยี่ยนผิงคือข้า… ผังเซิง ผู้กุมอาญาสิทธิ์ชี้เป็นชี้ตายคือข้า ไม่ใช่มดปลวกโสโครกอย่างพวกเจ้า’
ทว่าคำสั่ง ‘หุบปาก’ ยังไม่ทันหลุดจากลำคอ โจวจวิ้นเฉิน ผู้ทำหน้าที่สมุห์บัญชีจดบันทึกข้างศาล พลันผุดลุกจากที่นั่ง ย่างสามขุมมาหยุดกลางโถงศาล ประสานมือคารวะหนักแน่น “ใต้เท้า คดีนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตผู้คน มวลชนกำลังเดือดดาล ขอใต้เท้าโปรดไต่สวนอย่างเป็นธรรม ทวงคืนความยุติธรรมให้สองแม่ลูกอวี้เหนียงด้วยขอรับ”
ผังเซิงชะงักงัน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “โจวจวิ้นเฉิน… เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำสิ่งใด” ขุนนางปลายแถวขั้นเจ็ดริอ่านก้าวก่ายชี้นิ้วสั่งการกลางโถงศาล ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กำเริบเสิบสานถึงขีดสุด ไม่เกรงกลัวหัวหลุดจากบ่าเลยหรือไร
“ผู้น้อยตระหนักดี ผู้น้อยกำลังวิงวอนให้ใต้เท้าชำระความอยุติธรรมเพื่อราษฎร” โจวจวิ้นเฉินค้อมเอวคารวะ ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงความเด็ดเดี่ยวประดุจเหล็กกล้า
ผังเซิงขบกรามกรอด โทสะเดือดพล่าน
“ขอใต้เท้าโปรดชำระความ ทวงความเป็นธรรมให้วิญญาณผู้ล่วงลับด้วยขอรับ” นอกโถงศาล ถังซิงก้าวออกมาก้มศีรษะคารวะเช่นกัน
ผังเซิงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
“ขอใต้เท้าโปรดเบิกเนตรชำระความด้วยขอรับ” ขุนนางที่ว่าการเมืองอีกห้าหกชีวิตละทิ้งจารีตชนชั้น เมินเฉยต่ออาญาขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา พากันก้าวออกมายืนเรียงแถวหน้ากระดานเคียงข้างถังซิง ใช้การรวมพลังถวายฎีกาบีบคั้นผังเซิงทางอ้อม
หัวใจของผังเซิงร่วงหล่นถึงตาตุ่ม
ขุนนางที่ก้าวออกมา ล้วนถือกำเนิดจากตระกูลยากไร้ทั้งสิ้น
มันตระหนักถึงกลิ่นอายหายนะ ความมืดมิดที่ซุกซ่อนเบื้องหลังคดีนี้หยั่งรากลึกกว่าที่ประเมินไว้มหาศาล คลื่นใต้น้ำระลอกนี้เชี่ยวกรากสุดหยั่งคาด และแฝงเจตนาเอาชีวิต
“เหตุใดยังไม่เปิดศาล เจ้าเมืองรอให้บิดามันมาตัดริบบิ้นหรือไร”
“ขุนนางนับไม่ถ้วนรวมหัวถวายฎีกายังอมพะนำ หรือรับส่วยตระกูลหลิวจนจุกคอหอย”
“ขุนนางชั่วปกป้องขุนนางเลว กฎหมายต้าฉีอยู่ที่ใด สวรรค์ไร้ตาหรือ โลกนี้ยังเหลือความยุติธรรมให้ราษฎรตาดำๆ หรือไม่”
คลื่นมหาชนแผดเสียงก่นด่าสาปแช่งระลอกใหม่
คลื่นความโกรธแค้นครานี้กึกก้องกว่าเดิมนับสิบเท่า กระแสประท้วงจากถนนสายหลักด้านนอกหลอมรวมเข้ากับโถงศาล กลายเป็นคลื่นกัมปนาทเสียดฟ้า บีบคั้นเจ้าเมืองเยี่ยนผิงให้เปิดศาลชำระคดี แรงกดดันดุดันปานอัสนีบาตฟาดกลางคิมหันต์ฤดู ราวกับจะบดขยี้หลังคาที่ว่าการให้แหลกเป็นผุยผง
ผังเซิงสันหลังวาบ ความหวาดผวาเกาะกุมจิตใจ ยิ่งกระแสขย่มศาลดุดันเพียงใด ความครั่นคร้ามยิ่งทวีคูณ เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก
ในฐานะขุนนางขั้นสี่ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ มันไม่เคยเห็นหัวมดปลวกเหล่านี้อยู่ในสายตา ราษฎรเป็นเพียงเบี้ยใต้ฝ่าเท้า เมื่อสวมหมวกผู้ปกครอง มันย่อมถืออาญาสิทธิ์ชี้เป็นชี้ตายที่ไร้ผู้ใดกล้าท้าทาย
ทว่าบัดนี้… ฐานอำนาจในที่ว่าการเกิดรอยร้าว ซ้ำยังมีจ้าวหนิงกับเว่ยอู๋เซี่ยน สองทายาทตระกูลยักษ์ใหญ่ออกหน้าขย่มศาล พลวัตราษฎรหลอมรวมเป็นเกลียวคลื่นทะลวงฟัน มันตระหนักชัดว่าบัลลังก์เจ้าเมืองใต้ก้นกำลังสั่นคลอน ตัวมันถูกกระชากไปยืนริมขอบเหวกลางพายุคลั่ง เสี่ยงต่อการถูกเกลียวคลื่นคลั่งกลืนกินลงสู่ก้นบึ้งนรก
‘ตระกูลหลิวไปก่อเรื่องบัดซบอันใดมา หายนะบานปลายปานนี้เหตุใดไม่ส่งข่าวสักครึ่งคำ บัดนี้ข้าไร้ทัพหนุน ไร้แผนตั้งรับ ถูกผลักให้เผชิญพายุโหมกระหน่ำ ข้าจะเอาสิ่งใดไปอุดรอยรั่วนี้’ ผังเซิงเคียดแค้นสาปแช่งตระกูลหลิวลึกถึงกระดูกดำ
ปัง… ไม้กระทบโต๊ะ เสียงนั้นแผ่วเบากว่าทุกครา เป็นเพราะบัดนี้ผังเซิงขวัญหนีดีฝ่อ ไร้ความกล้าจะกร่างวางอำนาจ ทว่ามันยังฝืนปั้นหน้าเคร่งขรึม กระแอมเคลียร์คอ ก่อนเค้นเสียงเรียบเรื่อย “ข้าในฐานะบิดามารดาราษฎร ผดุงธรรมย่อมเป็นหน้าที่ เมื่อเกิดคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ข้าย่อมต้องเบิกเนตรสืบหาความจริงสุดกำลัง สตรีกลางโถงศาล… จงแจ้งนาม เล่าต้นสายปลายเหตุให้กระจ่าง มีความแค้นอันใดจงพรั่งพรูออกมาให้สิ้น ห้ามปิดบังแม้ครึ่งคำ ข้าจะรับเป็นธุระชำระความให้เอง”