ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 217 การตรวจสอบของปีศาจ
บทที่ 217 การตรวจสอบของปีศาจ
“ที่รัก คุณ…”
“ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้น ไม่เห็นต้องตกใจขนาดนี้เลย”
หลินเหม่ยเสวี่ยพูดกับเสี้ยวจ้านอีอย่างจนปัญญา
เสี้ยวจ้านอีชะงักไปครู่หนึ่ง เหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าท่าทางของเขาดูจะรุนแรงเกินไปสักหน่อย
เมื่อได้สติ เสี้ยวจ้านอีก็ผ่อนคลายสีหน้าลง พร้อมกับหันไปมองคนรักด้วยแววตาอ่อนโยน
“ฮ่า ๆ ๆ ผมคงจะตกใจมากเกินไปจริง ๆ สินะเหม่ยเสวี่ย”
“จริง ๆ แล้วอาการบาดเจ็บของผมไม่ได้รุนแรงอะไรมากมาย อีกไม่นานก็น่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว”
“ที่ผมอยากจะพักรักษาตัวก็เพราะช่วงนี้ธุรกิจรัดตัวมาก แถมยังมีความกดดันจากพ่อที่คอยเร่งให้ผมทำข้อตกลงขอความร่วมมือหลายอย่างกับทางโรงพยาบาลให้สำเร็จโดยเร็วอีก”
“เหตุผลหลัก ๆ ที่ผมเลือกนอนโรงพยาบาลก็เพราะต้องการหนีความวุ่นวายด้วยนั่นแหละ”
“ถ้าไม่เชื่อ คุณให้หมอหานตรวจดูก็ได้ ผมไม่ได้เป็นอะไรมากจริง ๆ!”
แต่ทันทีที่เสี้ยวจ้านอีพูดจบ เขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที
เขาหันไปมองหานชิงอวี่อย่างร้อนรนพร้อมกับคิดในใจว่า แค่จะขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยโกหกยังยากเย็นเลย
แล้วนี่ยังจะให้หานชิงอวี่ช่วยตรวจอีก เขาจะยอมได้อย่างไร
บางที…
เสี้ยวจ้านอีรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง เขามองไปยังใบหน้าของหานชิงอวี่ด้วยความกระวนกระวายใจ
หมอหานคงไม่ใช้โอกาสนี้เปิดเผยเรื่องที่เขาทำออกมาหรอกมั้ง?!
เดิมทีหานชิงอวี่ก็มีความคิดเช่นนั้น แต่พอกำลังจะเปิดปาก หลินเหม่ยเสวี่ยที่อยู่ข้าง ๆ กลับพูดขึ้นมาซะก่อน
“หมอหาน หมอหานคะ?”
“ทำไมจู่ ๆ คุณถึงหยุดนิ่งไปล่ะ อาการบาดเจ็บของสามีฉันมันร้ายแรงมากหรือเปล่า?”
หานชิงอวี่ชะงักไปชั่วครู่ ปากที่กำลังจะพูดออกมาก็หยุดลงอีกครั้ง
“ครับ รอสักครู่ เดี๋ยวผมจะทำการตรวจอีกครั้ง”
ทันทีที่ประโยคนี้ที่หลุดออกจากปากของหานชิงอวี่ ทำให้เสี้ยวจ้านอีที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง พร้อมมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ
เป็นไปได้ไหมว่าหานชิงอวี่คงรู้สึกผิดอยู่ในใจ จึงได้ยอมช่วยเหลือเขา?
“เอ่อ…ดีครับ…”
เสี้ยวจ้านอีพูดขึ้นด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม จากความรู้สึกดีใจ
“เอาล่ะ เดี๋ยวผมจะให้คุณค่อย ๆ ยกขาขึ้น คุณก็แค่ทำตามที่ผมบอกก็พอ”
“เอาล่ะ ทีนี้ก็ยกขาขึ้นช้า ๆ นะครับ”
หานชิงอวี่พูดพลางยกขาของเสี้ยวจ้านอีขึ้นเบา ๆ
ตอนแรกเสี้ยวจ้านอียังทำตามได้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าไม่ได้ออกแรงอะไรเลย
แต่จู่ ๆ ก็มาถึงจุดวิกฤติ เสี้ยวจ้านอีสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าอย่างแผ่วเบา
หากไม่ติดว่าหลินเหม่ยเสวี่ยยังอยู่ข้าง ๆ เขาคงจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแล้ว
“หากมีปฏิกิริยาตอบสนองจากการทำท่าทางแบบนี้ แปลว่าร่างกายยังมีปัญหาอื่น ๆ ดังนั้นเชิญคุณเสี้ยวไปตรวจสุขภาพที่ศูนย์ตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลเราด้วยครับ แนะนำว่าคุณหลินก็ควรไปด้วย”
เดิมทีเสี้ยวจ้านอีตั้งใจจะยอมแพ้แล้ว
แต่เมื่อคำพูดของหานชิงอวี่จบลง เขาก็ฝืนดึงหน้ากากแห่งความเจ็บปวดที่กำลังจะปรากฏบนใบหน้าออก
ตอนนี้เขาจะกล้าไปศูนย์ตรวจสุขภาพได้อย่างไร?!
หากไปศูนย์ตรวจสุขภาพ ไม่ใช่เพียงเหตุผลที่แท้จริงที่เขาต้องเข้าโรงพยาบาลเท่านั้น แต่เรื่องการนอกใจของเขาก็จะเข้าหูหลินเหม่ยเสวี่ย อย่างแน่นอน
ดังนั้น เมื่อมองไปยังสีหน้าที่แสดงความห่วงใยของภรรยา เสี้ยวจ้านอีก็ทำได้แค่กลั้นอารมณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ไว้
“แบบนี้ก็แสดงว่าผมฟื้นตัวได้ดีสินะ”
เสี้ยวจ้านอีหอบหายใจเล็กน้อย ขณะที่มองไปยังหานชิงอวี่ด้วยสายตาท้าทาย
แม้หานชิงอวี่จะไม่ช่วยเป็นพยาน แต่ตอนนี้เขาก็ยังสามารถเอาตัวรอดได้อยู่ดีไม่ใช่เหรอ?
เขามองหานชิงอวี่ด้วยสีหน้าแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน แต่ก็ไม่กล้าที่จะแสดงออกชัดเจนมากจนเกินไป
ท้ายที่สุดแล้ว หากหานชิงอวี่จงใจจะเปิดเผยความจริงต่อหน้าเขา การแสดงของเขาในตอนนี้คงจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
แต่ก็ยังดี
หานชิงอวี่เพียงเหลือบมองเขาครู่เดียว โดยไม่ได้พูดอะไรออกมา
แต่หลังจากนั้น แพทย์หนุ่มก็พูดประโยคหนึ่งที่ทำให้เสี้ยวจ้านอีรู้สึกสิ้นหวังออกมา
“เอาล่ะ เปลี่ยนอีกข้างเลยนะ!”
“อะไรนะ อีกข้าง?!”
เสี่ยวจ้านอี้รู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ เขานึกว่าหลังจากผ่านเรื่องเหล่านี้มา ตนจะรอดพ้นเคราะห์กรรมนี้แล้ว
แต่เขาคิดไม่ถึงว่า เรื่องเลวร้ายนี้เพิ่งจะเริ่มต้น
หานชิงอวี่ยกขาของเขาอีกข้างขึ้น แล้วทำตามขั้นตอนเดิมอีกครั้ง
หานชิงอวี่เฝ้าดูเสียวจ้านอี้ที่พยายามทนความเจ็บปวดเอาไว้ ในใจก็อดเกิดความรู้สึกแปลกใจขึ้นมาไม่ได้
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้คิดจะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเสี้ยวจ้านอี เพราะเขาสัมผัสได้ว่า หลินเหม่ยเสวี่ยน่าจะมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่ออีกฝ่ายมาก
หลินเหม่ยเสวี่ยเพิ่งจะผ่านเรื่องราวของเฝิงเว๋ยมา หากมาเจอเรื่องสามีของนอกใจเข้าไปอีก แทบนึกไม่ออกเลยว่าเธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อได้รู้เรื่องนี้
ยิ่งไปกว่านั้น หลินเหม่ยเสวี่ยยังเป็นคนไร้เดียงสา
ถึงจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง เธอก็อาจจะไม่เชื่อ
หากเกิดความเข้าใจผิดต่อโรงพยาบาล จนทำให้การรักษาล่าช้า ก็จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก
ดังนั้น หานชิงอวี่จึงตัดสินได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการพูดเรื่องนี้
“ฮ้า…”
เสียงสูดหายใจเข้า ดังออกมาจากปากของเสี้ยวจ้านอีอย่างแผ่วเบา
หานชิงอวี่ตรวจเสี้ยวจ้านอีซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายต่อหลายครั้ง ด้วยทักษะการตรวจร่างกายขั้นสูง ทำให้เขาสามารถปรับร่างกายของเสี้ยวจ้านอีให้ไปอยู่ในจุดที่ทรมานที่สุด แต่ไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บใด
ถึงจะมีก็เป็นเพียงการบาดเจ็บทางจิตใจเท่านั้น
หลังจากการตรวจอย่างง่ายแล้ว ในที่สุดเสี้ยวจ้านอีก็ทนจนผ่านพ้นมาได้
เพียงแต่ในตอนนี้ หากต้องเผชิญหน้ากับหานชิงอวี่ เขาก็ไม่อาจมีสีหน้าเช่นเดิมอีกต่อไปแล้ว
เพราะหากหานชิงอวี่นึกครึ้มอกครึ้มใจ อยากตรวจอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้นมา เขาก็คงไม่ไหว
“หมอหานคะ เป็นอย่างไรบ้างคะ ไม่มีปัญหาอะไรจริง ๆ ใช่ไหมคะ?”
หลินเหม่ยเสวี่ยมองคนรักที่นอนยิ้มให้เธออยู่บนเตียง แล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยความกังวล
“เท่าที่ดู ตอนนี้ถือว่าการฟื้นตัวค่อนข้างดี”
“ว่ากันจริง ๆ แล้ว ยังต้องดูการรักษาในขั้นต่อไป”
หานชิงอวี่หันไปมองเสี้ยวจ้านอี ที่กำลังแอบเช็ดเหงื่อบนหน้าผากอยู่
ไม่รู้ว่าจากนี้เป็นต้นไป เขาจะรู้สึกอย่างไรกับคำว่า ‘ตรวจ’
เสี้ยวจ้านอีที่ได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เห็นไหม หมอก็ว่าไม่เป็นอะไร”
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมหานชิงอวี่ถึงได้ไม่ซักไซ้เขาแบบเมื่อครู่ แต่ตอนนี้ หัวใจของเสี้ยวจ้านอีก็เบาลงบ้างแล้ว
ทว่าอยู่ดี ๆ หานชิงอวี่ก็หันไปพูดกับหลินเหม่ยเสวี่ย
“คุณหลิน ผมยังมีเรื่องบางอย่างที่อยากบอกคุณ”
“ไม่เกี่ยวกับคุณเสี้ยวหรอกนะ แต่เกี่ยวกับคุณ”