ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 225 ด่านกั้นรถ
บทที่ 225 ด่านกั้นรถ
อย่างไรก็ตาม เมื่ออวี๋ฟางที่ได้ยินคำถามของหานชิงอวี่ ไม่เพียงแต่เธอจะไม่รู้สึกละเหี่ยใจ กลับเปิดเผยข้อมูลอีกชิ้นหนึ่ง
“เมื่อเร็ว ๆ นี้ เราได้ยินข่าวลือมาว่าตระกูลเฝิงกำลังแอบทำอะไรบางอย่าง”
“หลังจากที่พวกเขาได้รับอนุญาตจากโหยวเหว่ย กรุ๊ป พวกเขาก็แอบอ้างขายของปลอม และผลิตยาที่ผิดกฎหมายจำนวนมาก!”
คราวนี้หานชิงอวี่เข้าใจแล้ว
เขามองไปยังอวี๋ฟางผู้เป็นแม่ด้วยความประหลาดใจและเอ่ยถาม
“ยาที่ผิดกฎหมายเหรอครับ?”
“หรือว่า เหตุการณ์ของหาน เทคโนโลยีของเราในครั้งนี้ เป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับพวกเขาใช่ไหมครับ?”
อวี๋ฟางพยักหน้าอย่างครุ่นคิด เมื่อได้ยินคำพูดของหานชิงอวี่
“เราก็สงสัยแบบนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ต้องรอข้อมูลอย่างละเอียดจากการตรวจสอบก่อน ถึงจะยืนยันได้”
“เป็นอย่างไรบ้างเสี่ยวอวี่ ตอนนี้เราอยู่ที่เมืองจินพอดี ลองลงมือจัดการเรื่องต่าง ๆ ของบริษัทร่วมกับแม่และพ่อของลูกบ้างดีไหม?”
…
ในเวลาเดียวกัน
เมืองเจียงเฉิง
ภายในบ้านที่มีกำแพงสูง
นี่คือย่านที่อยู่อาศัยที่หรูที่สุดในเมืองเจียงเฉิง และลั่วจือซินก็ตรงมายังที่นี่ทันทีที่ลงจากเครื่องบิน
เมื่อคนขับรถเปิดประตูเหล็กบานใหญ่ของคฤหาสน์ออก ลั่วจือซินก็ไม่สนใจสิ่งรอบตัว วิ่งตรงไปยังอาคารสไตล์ยุโรปขนาดใหญ่หลังหนึ่งในบริเวณบ้าน
“คุณปู่!”
เธอวิ่งขึ้นบันไดไม้และตรงไปยังห้องที่อยู่บนชั้นสองทันที
ขณะเดินเข้าไปในห้อง แม้ว่าในห้องจะอบอวลไปด้วยเครื่องหอมและสิ่งของอื่น ๆ แต่ก็พอจะได้กลิ่นอับจาง ๆ อยู่บ้าง ภายในบ้านเก่าหลังนี้ มีกลิ่นของคนแก่โชยมา
ชายชราผมสีดอกเลาคนหนึ่งกำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงกลางห้อง
“คุณปู่ คุณปู่!”
ลั่วจือซินพูดด้วยเสียงสะอื้น ขณะที่เธอก็จับมืออันเหี่ยวย่นของปู่เอาไว้
แม้ว่ามือของปู่จะยังมีความอบอุ่นอยู่ แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ราวกับว่าคุณปู่ได้จมอยู่ในห้วงแห่งฝันอันยาวนาน
ชายหนุ่มสวมชุดสูทคนหนึ่งส่ายหัวและถอนหายใจ
“ตอนนี้เราก็ยังหาสาเหตุไม่เจอ”
“แต่ทางโรงพยาบาลยืนยันว่า ตอนนี้คุณปู่เข้าสู่ภาวะเจ้าชายนิทรา”
“แม้จะไม่กล้าฟันธงว่าจะตื่นขึ้นมาไม่ได้ แต่โอกาสที่จะตื่นขึ้นมานั้นน้อยมาก…”
เขาคือ ลั่วอวิ๋น พี่ชายคนโตของลั่วจือซิน
ช่วงหลังมานี้ เขาอยู่ใกล้ชิดกับคุณปู่มากที่สุด จึงเข้าใจเรื่องอาการป่วยของคุณปู่มากกว่าใคร
ลั่วจือซิน มองคนรอบข้างด้วยความโกรธเล็กน้อย จากนั้นจึงถามต่อ
“หาสาเหตุไม่พบเหรอ? มันเป็นไปได้อย่างไร!”
“ช่วงที่คุณปู่ป่วย พวกเราพยายามอย่างเต็มที่เพื่อมอบสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดให้กับคุณปู่แล้ว!”
“ก่อนหน้านี้ยังมีการพูดคุยกันว่าอาการของคุณปู่ดีขึ้นแล้ว กลายเป็นว่าอยู่ดี ๆ ท่านก็กลายมาเป็นเจ้าชายนิทราได้อย่างไร! ทั้งที่อาการของคุณปู่ไม่ได้มีความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะนี้เลยนะ!”
แม้ลั่วจือซินไม่ได้ดูแลงานด้านนี้ในโรงพยาบาล แต่เธอก็มีความรู้เกี่ยวกับภาวะเจ้าชายนิทราอยู่บ้าง
ตราบใดที่ถูกประกาศว่าเข้าสู่ภาวะเจ้าชายนิทรา นั่นหมายความว่า ทุกความสามารถ นอกเหนือจากความสามารถในการเผาผลาญ ถือว่าสูญสิ้นไปแล้วโดยสมบูรณ์
พูดกันง่าย ๆ ก็คือ เข้าสู่ภาวะโคม่าตลอดกาล
แม้จะไม่ได้ปฏิเสธว่ามีความเป็นไปได้ที่จะฟื้นฟู แต่โอกาสที่จะฟื้นฟูได้นั้น…
แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ลั่วอวี๋ถอนหายใจแล้วพูดต่อ
“พยาบาลที่ดูแลบอกว่า ตั้งแต่ที่เปลี่ยนยา คุณปู่ก็อยู่ในภาวะนี้มาโดยตลอด”
“ก่อนหน้านี้คุณปู่ใช้ยาของบริษัทอื่น แต่หลังจากเปลี่ยนมาใช้ยาของโหยวเหว่ย กรุ๊ป อาการของคุณปู่ก็เริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ”
“สุดท้าย คุณปู่ก็กลายมาเป็นแบบนี้!”
“คุณหมอบอกว่านี่เป็นเพียงการวินิจฉัยเบื้องต้น ส่วนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร อาจจะต้อง…”
ลั่วจือซินได้ยินประโยคนี้แล้วก็โกรธจนแทบระเบิด
โหยวเหว่ย กรุ๊ปเหรอ?
เธอเคยได้ยินตั้งแต่ตอนอยู่เมืองจิน หากเธอจำไม่ผิด โหยวเหว่ย กรุ๊ปน่าจะมีสาขาอยู่ในเมืองจินด้วย!
พอคิดได้ว่าเพิ่งกลับมาจากเมืองจิน เธอก็โมโหยิ่งกว่าเดิม
จากนั้น เธอก็หันไปพูดกับพ่อบ้านที่อยู่ข้าง ๆ
“ลุงเถียน เตรียมคนให้ฉันหน่อย”
“แล้วก็เตรียมรถให้ฉันด้วย ฉันจะกลับไปเมืองจินอีกครั้ง!”
ลั่วอวี๋ที่อยู่ข้าง ๆ เห็นท่าทางของน้องสาวแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ แต่เขาก็รู้ว่าน้องสาวคนนี้ดื้อรั้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว
หากตัดสินใจอะไรแล้ว แม้กระทั่งควายสิบตัวมาลากก็ยังลากไม่ไป
เขาจึงถอนหายใจแล้วสั่งพ่อบ้านต่อ
“ลุงเถียน คนที่จะเตรียมไปนี้ ต้องเป็นคนที่ต่อสู้เป็นด้วยนะ”
“คราวนี้จือซินไปเมืองจิน เธออาจจะไม่ปลอดภัย อาจจะต้องใช้คนพวกนี้”
หลังจากที่พ่อบ้านพยักหน้าให้กับทั้งสองคนแล้วก็เดินจากไป ลั่วอวี๋ก็เดินเข้ามาตบไหล่ลั่วจือซิน
“พี่รู้ว่าห้ามเธอไปก็คงไม่เป็นผล และพี่ทิ้งที่นี่ไปไม่ได้”
“แต่พี่ต้องกำชับเธอสักหน่อย ระวังตัวเข้าไว้”
ลั่วอวี๋จ้องมองน้องสาวด้วยความกังวล แม้ว่าเมืองจินและเมืองเจียงเฉิงจะอยู่ในมณฑลเสฉวน แต่ก็มีระยะทางที่ห่างกันมาก
แม้ตระกูลลั่วจะมีอิทธิพลในเมืองเจียงเฉิง แต่อิทธิพลนั้นเกินจะเอื้อมถึงเมืองจิน
อย่างไรก็ตาม เมืองจินคือถิ่นของผู้อื่น การไปเยือนถิ่นของผู้นั้น ย่อมต้องระมัดระวังตัวไว้เสมอ
ลั่วจือซินที่ดูร่าเริงและขี้เล่นกลับยิ้มตอบบาง ๆ
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกพี่ ฉันมีขอบเขต”
เมื่อได้ยินลั่วจือซินพูดประโยคนี้ ลั่วอวี๋ก็ค่อยคลายใจลง
ตั้งแต่เด็กจนโต เขาเข้าใจลั่วจือซินเป็นอย่างดี
แม้เธอจะซุกซน แต่เมื่อตั้งใจจริง ๆ ก็นับว่าเธอเป็นคนฉลาดหลักแหลมคนหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ลั่วจือซินยังมีคนคอยคุ้มกัน ลั่วอวี๋ยื่นสิ่งของบางอย่างใส่มือน้องสาว ก่อนจะเริ่มจัดการให้เธอออกเดินทาง
…
วันรุ่งขึ้น
เวลาประมาณสิบโมงเช้า
บริเวณหน้าอาคารของโหยวเหว่ย กรุ๊ป มีรถแลนด์ครุยเซอร์สีดำจอดอยู่ตั้งแต่เช้าตรู่ ดึงดูดสายตาผู้คนและการมุงดูจากผู้คนจำนวนมาก
“คุณคะ รบกวนเปิดประตูหน่อย”
ครู่ต่อมา มีศีรษะโผล่มาจากเบาะหลังของรถแลนด์ครุยเซอร์ แล้วชะโงกออกไปที่ป้อมยาม
น้ำเสียงของเธอในตอนนี้ฟังดูราวกับไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะคุณปู่ของเธอกำลังนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ที่บ้าน
แม้ว่าจะมีแพทย์ประจำตระกูลคอยดูแล แต่หากจะให้ลุกขึ้นยืนได้คงต้องอาศัยปาฏิหาริย์
ตอนนี้ เธอต้องการเพียงแค่ความยุติธรรมเท่านั้น
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยืนอยู่ที่ประตูหันกลับไปมองป้ายทะเบียนรถอีกครั้ง จากนั้นก็หันกลับไปเคี้ยวหมากฝรั่ง เพิกเฉยต่อเสียงร้องเรียกของลั่วจือซิน
ข้าง ๆ ป้อมยามมีด้านกั้นรถขวางอยู่
ในเวลานี้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมุนเล่นสวิตช์ของด่านกั้นรถที่อยู่ในมือไปมา
ปัง!
ความโกรธเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของลั่วจือซิน เธอลงจากรถ ปิดประตูรถ แล้วเดินไปเคาะราวเหล็กของด้านกั้นรถ
“คุณคะ ช่วยเปิดประตูหน่อยค่ะ”
คนร่างกำยำสวมชุดสูทสีดำนั่งตัวตรงอยู่ในรถ พวกเขาไม่สามารถลงจากรถได้หากไม่ได้รับคำสั่งจากหญิงสาว
แน่นอน
หากพวกเขาก้าวลงจากรถ
คงมีคนซวย