ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 228 ใช้ประโยชน์จากศัตรู
บทที่ 228 ใช้ประโยชน์จากศัตรู
เสียงนี้ฟังดูคุ้นจัง?
ขณะที่คิด เฝิงเว๋ยก็ค้นหาภาพในใจจนได้ภาพหนึ่งที่ตรงกัน
ลั่วจือซิน!
นี่มันหมอลั่วที่เจอในโรงพยาบาลเมื่อวันนั้นไม่ใช่เหรอ?!
ตอนนี้ เฝิงเว๋ยทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว
เขารู้ว่าการอยู่ที่นี่และกำลังคบหากับโจวลู่นั้นเป็นความลับต่อคนภายนอก
ที่โรงพยาบาลเมืองจิน เสิ่นเล่อเล่อกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยธุรกิจของเขาอยู่
หากว่าเรื่องที่นี่เล็ดลอดไปถึงหูแฟนสาวของเขาผ่านลั่วจือซินที่อยู่ตรงหน้าเข้าละก็…
แย่แล้ว!
แย่สุด ๆ!
ในใจของเฝิงเว๋ยตอนนี้ ราวกับมีฝูงอัลปาก้าหมื่นตัวกำลังวิ่งทะยานผ่านไป ทำให้รู้สึกอลหม่านและทำอะไรไม่ถูก
แต่เขาก็ต้องตกใจมากขึ้นไปอีก เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังลั่วซือจิน
ชายฉกรรจ์ห้าคนสวมชุดสูทสีดำ ทยอยเดินออกมาจากลิฟต์
เมื่อทั้งห้าออกมา ก็เห็นเฝิงเว๋ยกำลังยันตัวเองเข้ากับกำแพงด้วยมือข้างหนึ่ง
ดวงตาห้าคู่จากชายฉกรรจ์ที่จ้องมองมายังเฝิงเว๋ย ทำให้รู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา
เฝิงเว๋ยรีบจบการกระทำที่น่าอับอายของตัวเอง พลางโยนบุหรี่ลงพื้นแล้วรีบดับทันที
จากนั้นก็กระแอมลำคอ
“คุณหมอลั่ว ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรถึงได้มาที่โหยวเหว่ย กรุ๊ปครับ?”
เฝิงเว๋ยพูดจาอย่างสุภาพ ราวกับสุภาพบุรุษที่อยู่ในละครต่างประเทศ
ทว่าลั่วจือซินกลับไม่ได้รู้สึกดีต่อท่าทีของเขา ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ฉันมาที่นี่ก็เพื่อทวงความยุติธรรม!”
หลังพูดจบ ลั่วจือซินก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณปู่ของเธอให้ฟัง
หลังจากฟังจบ เฝิงเว๋ยก็พยักหน้ารับอย่างครุ่นคิด
ตอนนี้ตัวเขารู้สึกหนาวสั่นไปทั้งร่างกาย
เพราะตอนที่ลั่วจือซินเล่าเรื่องนี้ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตนเอง หรือพูดอีกอย่างก็คือเกี่ยวข้องกับบริษัทตระกูลเฝิง
ไม่นานมานี้ บริษัทตระกูลเฝิงได้รับสิทธิ์ให้ผลิตยาบางชนิดของโหยวเหว่ย กรุ๊ป
และในบรรดาตัวยาเหล่านั้น บริษัทตระกูลเฝิงได้แอบเปลี่ยนส่วนประกอบของยา แม้ลักษณะภายนอกของยาจะยังคงเหมือนเดิม
แต่ในความเป็นจริง ปริมาณของตัวยาได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
นั่นก็คือ ลั่วซือจินสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าครอบครัวของเธอได้รับประทานยาที่มีปัญหาของโหวยเหว่ย กรุ๊ปเข้าไปแล้ว!
ในตอนนี้ เฝิงเว๋ยรู้สึกว่ามือของตัวเองเย็นเฉียบไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ลั่วจือซินไม่อยากเสียเวลาพูดคุยกับเขาให้มากความ เธอพิจารณาเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“คุณเป็นคนของบริษัทเฝิงไม่ใช่เหรอ? มาทำอะไรที่นี่?”
แน่นอนว่าเฝิงเว๋ยไม่อาจเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโจวลู่ได้
ที่ตอนนี้เขากลับมาคบหากับเสิ่นเล่อเล่ออีกครั้ง เป็นเพราะเขาต้องการขยายตลาด เพื่อจำหน่ายยาชนิดนี้ออกไปให้ได้มากยิ่งขึ้น แต่หากตอนนี้เขาตัดความสัมพันธ์กับเสิ่นเล่อเล่อ ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนสูญเปล่า!
ดังนั้นเขาจึงใช้ไหวพริบแก้ปัญหาและสร้างข้อแก้ตัวให้ตัวเองขึ้นมา
“ผมมาในนามบริษัทเฝิงเพื่อเจรจาความร่วมมือกับผู้บริหารระดับสูงที่นี่”
“แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะยุ่งมาก ผมเลยต้องมายืนรออยู่ที่นี่นานนับครึ่งวัน ยิ่งเป็นพวกคุณยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย”
“พวกคุณดูสิ เลขาตัวน้อยคนนี้ขวางผมไว้ครึ่งวันแล้ว แต่ก็ไม่ยอมให้ผมเข้าไปสักที!”
เฝิงเว๋ยพูดพลางยิ้มและชี้นิ้วไปยังเลขาสาวของโจวลู่ พร้อมกับแสดงท่าทีค่อนข้างสิ้นหวัง
“มันจะอะไรกันนักหนา”
“คิดเหรอว่าหากฉันจะเข้าไป เธอจะขวางฉันได้?”
ลั่วจือซินพูดพลางเหลือบมองเฝิงเว๋ยด้วยสายตาหยิ่งผยอง
สายตานั้นทำให้เขารู้สึกหนาวเย็นราวกับอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ
ประกอบกับชายฉกรรจ์ที่อยู่เบื้องหลังลั่วจือซิน ที่ทำให้เขารู้สึกกดดัน และสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ถ้าหากรอบ ๆ ไม่มีผู้คน เขาจะอยากชกปากตัวเองสักครั้ง
พูดอะไรไร้สาระอยู่นะเนี่ย!
ข้างนอกมีทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตั้งมากมาย แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งคนพวกนี้ได้
ลำพังแค่หญิงสาวร่างเล็กไร้เรี่ยวแรงแค่คนเดียว จะขวางทางชายร่างกำยำทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างไร?
ขณะที่เฝิงเว๋ยกำลังคิด เขาก็เงยหน้ามองไปยังผู้คนตรงหน้า
หลังจากที่เขารู้สึกถึงแรงกดดันอีกครั้ง ก็ละทิ้งความคิดที่จะต่อต้านออกไปโดยสิ้นเชิง
แต่เมื่อลั่วจือซินกำลังจะบุกฝ่าเข้าไปด้วยความดูถูก เฝิงเว๋ยก็ตะโกนขึ้นอีกครั้ง
“รอเดี๋ยว!”
เสียงตะโกนทำให้ลั่วจือซินหยุดฝีเท้าลง แต่สีหน้าของเธอยิ่งดูเย็นชาขึ้นไปอีก
“คุณจะขวางฉันเหรอ?”
คำพูดเพียงคำเดียวก็ทำให้ขาของเฝิงเว๋ยแทบจะไร้เรี่ยวแรง
“มะ… ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้นอยู่แล้วครับ”
“แต่การเจรจาในครั้งนี้สำคัญต่อบริษัทเฝิงของเราเป็นอย่างมาก ผมไม่อยากให้พวกคุณมาแล้วทำให้เรื่องราวบานปลาย จนเราไม่สามารถเจรจากันได้”
“เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ผมพอจะรู้ข้อมูลและเบื้องหลังมาบ้างนิดหน่อย”
“ผมสามารถให้ข้อมูลเหล่านี้กับคุณได้ และถ้าคุณพอใจ คุณต้องไม่หาเรื่องกับโหยวเหว่ย กรุ๊ปเด็ดขาด”
“ไม่ทราบว่าคุณลั่วจะตอบตกลงไหม?”
ในสายตาของลั่วจือซินแล้ว เฝิงเว๋ยไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถือเท่าไหร่
แต่เพราะความเป็นห่วงอาการป่วยของปู่ เธอจึงจำต้องรับฟังว่าเฝิงเว๋ยพอจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์บ้างหรือเปล่า
“เล่ามา”
“แต่ว่า ฉันจะไปหาเรื่องโหยวเหว่ย กรุ๊ปรึเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ฉันนะ”
“เพราะฉะนั้น คุณต้องพูดอะไรที่มันมีประโยชน์ออกมาจริง ๆ”
เมื่อเฝิงเว๋ยพอจะมองเห็นลู่ทาง เขาก็รีบพยักหน้าให้ลั่วจือซินเร็วรัว
“แน่นอนอยู่แล้ว”
“คุณลั่ว ไม่ทราบว่าคุณเคยได้ยินชื่อหาน เทคโนโลยีไหมครับ?”
ต้องบอกว่าประโยคนี้ของเฝิงเว๋ย สามารถดึงดูดความสนใจของลั่วจือซินได้จริง ๆ
แต่ในทางกลับกัน คำพูดของเฝิงเว๋ยก็ได้กำหนดชะตากรรมไว้แล้วว่า ลั่วจือซินจะไม่เชื่อคำพูดเขาเลย
เธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่า ในอดีตโหยวเหว่ย กรุ๊ป และ หาน เทคโนโลยี ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกัน แถมยังมีความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกันด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ ไม่รู้เพราะเหตุใดที่ความสัมพันธ์ของโหยวเหว่ย กรุ๊ป และ หาน เทคโนโลยี กลับแย่ลงยิ่งกว่าน้ำกับไฟ
แม้ทั้งสองจะไม่ได้เกลียดกันถึงขั้นตัดญาติขาดมิตร แต่ก็เรียกได้ว่าแทบไม่มองหน้ากันเลยก็ว่าได้
ลั่วจือซินไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา แถมยังทำท่าทีสนใจเป็นอย่างมาก
“อ๋อ งั้นรบกวนเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อย”
เฝิงเว๋ยเห็นว่าสีหน้าของลั่วจือซินแปรเปลี่ยนไป เขาคิดว่าเธอคงจะติดกับเรียบร้อยแล้ว จึงเอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิใจต่อว่า
“คุณลั่วคงจะยังไม่รู้สินะครับ”
“แต่จากที่ผมรู้มา ปัญหาของโหยวเหว่ย กรุ๊ป ในช่วงนี้เกิดจากหาน เทคโนโลยี”
เฝิงเว๋ยพูดพลางยื่นโทรศัพท์ของเขาไว้ตรงหน้าลั่วจือซิน