ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 227 วางมาดราวกับเป็นพระเอก
บทที่ 227 วางมาดราวกับเป็นพระเอก
ในเวลาเดียวกัน
ที่ห้องประชุมชั้นสูง ภายในตึกสำนักงานใหญ่ของโหยวเหว่ย กรุ๊ป โจวลู่และเฝิงเว๋ย กำลังพูดคุยกันเรื่องความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ทันใดนั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเร็วระรัว
โจวลู่ขมวดคิ้ว แต่ก็ยังเอ่ยปากอนุญาต
“เข้ามา”
เมื่อประตูเปิดออก ก็ปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดเครื่องแบบวิ่งปรี่เข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
เธอคือเลขาคนสนิทของโจวลู่ คอยดูแลตารางงานและความเป็นอยู่ของโจวลู่ทั้งหมด
เธอเป็นถึงมือขวาของโจวลู่ ทว่าวันนี้ผู้เป็นนายกลับขมวดคิ้วให้กับเลขาสาว และเอ่ยอย่างไม่พอใจนัก
“ฉันบอกเธอไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าการประชุมวันนี้สำคัญมาก”
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ห้ามมารบกวนฉันเด็ดขาด!”
ตอนนี้โจวลู่ไม่ได้สวมเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรูพรุนเหมือนตอนที่เจอหานชิงอวี๋อีกต่อไปแล้ว แต่กลับสวมชุดสูทสีเทาที่เรียบหรูและเข้ารูป
ไม่เพียงแต่จะทำให้โจวลู่ดูคล่องแคล่วและเป็นทางการมากขึ้น แต่ยังเผยให้เห็นสัดส่วนที่โค้งเว้า ทำให้เธอดูมีเสน่ห์เป็นพิเศษ
เมื่อครู่ในห้องประชุม เฝิงเว๋ยยังจับมือเธอ พร้อมพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
แต่เมื่อเลขาสาวเข้ามา บรรยากาศทั้งหมดก็พังทลายลง
เธอรีบก้มหน้าลงขอโทษ แต่ก็ซ่อนความกังวลบนใบหน้าตนเองเอาไว้ไม่ได้
“ท่านประธานโจว ไม่ดีแล้วค่ะ ข้างนอกมีคนมาหลายคน กำลังกรูกันขึ้นมาบนตึกสำนักงานของเราค่ะ!”
“เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประตูบอกว่า จุดประสงค์ในการเข้ามาของพวกเขาไม่ชัดเจน”
“แต่ตอนนี้พวกเขากำลังสอบถามทางขึ้นตึกมาเรื่อย ๆ และตอนนี้ก็ขึ้นลิฟต์มาแล้วค่ะ”
“เห็นได้ชัดเลยค่ะว่าพวกเขามาหาคุณแน่ ๆ!”
หลังโจวลู่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“หลายคน? นั่นมันกี่คนกันแน่?”
“สี่สิบ? ห้าสิบ?”
“มีคนแค่นี้ก็กล้าบุกเข้าตึกสำนักงานใหญ่ของโหยวเหว่ย กรุ๊ปของฉันอย่างนั้นเหรอ? พวกมันคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ!”
เลขาสาวเหลือบมองนายหญิงตนด้วยความกลัว แล้วก็ไม่พูดอะไร
เฝิงเว๋ยขัดจังหวะขึ้นมา เขามองไปยังเลขาสาวอย่างอดไม่ได้ที่จะตำหนิ
“ไม่ได้ยินที่ท่านประธานโจวถามเหรอ? พูดสิ!”
แม้บริษัทของตระกูลเฝิง จะถือว่าเป็นบริษัทขนาดกลางในประเทศ แต่เมื่อเทียบกับโหยวเหว่ย กรุ๊ป ก็ดูเล็กน้อยไปถนัดตา
ดังนั้น เพื่อจะได้พึ่งพาโจวลู่ เฝิงเว๋ยจึงพยายามทำทุกวิถีทาง
โอกาสที่จะพูดแทนโจวลู่แบบนี้ เขาจะพลาดไปได้อย่างไร
เลขาคนนี้ทำงานกับโหยวเหว่ย กรุ๊ปมาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อเห็นเฝิงเว๋ยโกรธต่อหน้าแบบนี้ เธอย่อมรับรู้ได้ทันที
ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็ควรพูดความจริงออกมา
ดังนั้น หญิงสาวจึงกลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากลำบาก แล้วหันไปพูดกับคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า
“พะ… พวกเขามีกันทั้งหมดหกคน คนที่เป็นหัวหน้า ดูเหมือนจะเป็นผู้หญิง…”
“อะไรนะ หกคนเหรอ?!”
โจวลู่แสดงสีหน้าแปลกใจครู่หนึ่ง จากนั้นก็รู้สึกโกรธมากขึ้นไปอีก
“หกคน? แค่หกคนก็สามารถเข้ามาในอาณาเขตของโหยวเหว่ย กรุ๊ปของฉันได้ตามใจชอบงั้นเหรอ?”
“ใช้คนแค่หกคนก็สามารถเข้าออกตึกสำนักงานใหญ่ของโหยวเหว่ย กรุ๊ปของฉันได้ง่าย ๆ แล้วเนี่ยนะ?”
“ไปถามแผนกรักษาความปลอดภัยให้ฉันเดี๋ยวนี้ว่าพวกไม่อยากทำงานกันแล้วหรือไง!”
ในเวลานี้ ใบหน้างดงามของโจวลู่เต็มไปด้วยความโกรธ
การที่มีคนหกคนบุกเข้ามาในอาณาเขตของเธอย่างโจ่งแจ้ง ถือเป็นความอัปยศสำหรับโหยวเหว่ย กรุ๊ปอย่างมาก!
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกะกลางวันมีไม่ต่ำกว่าสิบคน แต่กลับปล่อยให้พวกเขาบุกเข้ามาได้ง่าย ๆ อย่างนั้นเหรอ?!
ทางด้านเฝิงเว๋ยที่ได้ยินประโยคนี้ ก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย
เดิมทีเมื่อได้ยินรายงานจากเลขาของโจวลู่ เขาคิดว่าคนที่บุกเข้ามาต้องมีจำนวนมากมายมหาศาล
เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เขาก็จะสูญเสียโอกาสในการแสดงออกไป
แต่ตอนนี้ได้ยินว่ามีคนมาเพียงหกคน แถมหัวหน้ายังเป็นผู้หญิง เฝิงเว๋ย จึงลอบวางแผนการเล็ก ๆ ในใจ
เขาเหลือบมองโจวลู่แล้วอาสารับหน้าที่
“ที่รัก เรื่องนี้ให้ผมจัดการเองเถอะ”
“คุณหารือเรื่องสำคัญของเราต่อไป ส่วนเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ ปล่อยให้ผมจัดการเอง”
โจวลู่ที่ได้ยินเฝิงเว๋ยพูดแบบนั้นก็เกิดความอบอุ่นในใจ
เธอมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเปี่ยมรัก ดวงตาที่พร่ามัวด้วยความรักนั้น เปิดเผยความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อเฝิงเว๋ยอย่างไม่มีเงื่อนไข
“ได้ค่ะที่รัก คุณไปจัดการเถอะ”
“ฉันจะรอข่าวดีจากคุณนะ”
แม้ว่าในที่สาธารณะ โจวลู่จะไม่ใช่หญิงสาวที่ไร้ความคิดเป็นของตัวเอง
แต่ต่อหน้าเฝิงเว๋ยในเวลาแบบนี้ เธอเต็มใจเป็นภรรยาตัวน้อยที่ได้รับการเอาอกเอาใจเช่นนี้
เฝิงเว๋ยพยักหน้าแล้วเดินออกไปพร้อมกับเลขา
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงบริเวณลิฟต์ ปรากฏว่ามีลิฟต์ตัวหนึ่งกำลังแล่นขึ้นมาด้วยความเร็วสูง
เฝิงเว๋ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองเลขาสาวสวยที่อยู่ข้าง ๆ อย่างพิจารณาอยู่หลายรอบ จากนั้นก็จุดบุหรี่สูบ ควันบุหรี่ทำให้เลขาสาวไอไม่หยุด
“แค่ก แค่กแค่ก…”
เฝิงเว๋ยเหลือบมองเลขาที่ถอยกรูด พลางสูดควันบุหรี่ที่คาอยู่ในปากเข้าไปอีกครั้ง ก่อนจะยื่นบุหรี่ที่อยู่ในมือให้เธอพร้อมพูดจาเยาะเย้ย
“ไง ลองสูบไหม?”
ในตอนนี้ เลขาสาวมีความรังเกียจต่อเฝิงเว๋ยและบุหรี่ในมือของเขาอย่างที่สุด
ทว่าเธอก็ได้แต่รู้สึกโกรธ และไม่กล้าพูดอะไรออกมา
เธอพยายามบีบบังคับให้ตัวเองยิ้ม พลางเหลือบมองไปที่สัญลักษณ์ห้ามสูบบุหรี่ที่อยู่ใกล้ ๆ โดยที่ยังคงไม่พูดอะไรออกมา
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เฝิงเว๋ยกลายเป็นคนโปรดของท่านประธานโจวไปแล้ว
แม้เธอไม่ชอบหน้าเขา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องเขา
เฝิงเว๋ยยังคงยืนสูบบุหรี่อยู่ที่หน้าลิฟต์ เนื่องจากบริเวณโดยรอบไม่มีช่องระบายอากาศ ทำให้ควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณภายในเวลาไม่นานนัก
เฟิงเว๋ยในตอนนี้ราวกับตัวละครในหนังคาวบอยผู้ยิงปืนได้อย่างแม่นยำของตะวันตก เขาสูดควันบุหรี่แล้วค่อย ๆ พ่นออกมาอย่างใจเย็น
โดยรวมแล้วดูเหมือนเขาจะมั่นใจในตัวเองสุด ๆ
ติ๊ง
เสียงลิฟต์ดังขึ้น
ลิฟต์มาแล้ว
“แค่ก แค่กแค่ก…”
ลั่วจือซินที่เพิ่งก้าวออกมาจากลิฟต์ต้องไอออกมาหลายครั้งเพราะควันบุหรี่ที่โชยเข้ามา
เฝิงเว๋ยเองพอใจกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นอย่างมาก
ท่ามกลางควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้งไปทั่ว เขาเดินไปยังหน้าลิฟต์ แล้วใช้เพียงมือข้างเดียวดันกำแพงข้างลิฟต์เพื่อปิดกั้นลั่วจือซิน
หากเป็นในละคร จังหวะแบบนี้คงเป็นจังหวะที่พระเอกขวางทางนางเอก แล้วจับนางเอกกระแทกกำแพงเสียแล้ว
แต่เฝิงเว๋ยไม่ได้เจอนางเอกที่ทำท่าเขินอายเนี่ยสิ
แต่เป็นลั่วจือซินที่โกรธจนตัวสั่น เตรียมปะทุอารมณ์แล้วต่างหาก
หญิงสาวปิดปากและจมูกไว้ ก่อนเงยหน้าขึ้นทันที
ท่ามกลางควันที่ฟุ้ง เธอเห็นรูปร่างที่คุ้นเคย เงาร่างนั้นกำลังสูบบุหรี่อยู่ท่ามกลางควันขาวโพลน จุดสีแดงที่ริมฝีปากสว่างวาบแล้วมืดลงเป็นจังหวะ ทำให้ลั่วจือซินรู้สึกเอือมระอา
และสิ่งที่น่าเอือมระอายิ่งกว่านั้นก็คือ ใบหน้าคุ้นเคยของเฝิงเว๋ย
“เฝิงเว๋ย คุณมาทำอะไรที่นี่?”
ลั่วจือซินขมวดคิ้ว พูดด้วยน้ำเสียงโกรธเล็กน้อย
เฝิงเว๋ยได้ยินเสียงนั้นก็ต้องตกใจจนตัวแข็งทื่อ