ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 238 มีดปังตอ
บทที่ 238 มีดปังตอ
ชายหัวโล้นไตร่ตรองถึงภาพตอนที่เจียงหวู่หันหลังแล้วจากไปทางระเบียงเมื่อครู่
เหมือนว่าเขาจะรีบร้อน และเดินเร็วมาก
ราวกับว่าเขามีธุระด่วนที่ต้องสะสาง แต่หากช้าไปอีกนิดก็คงไม่ทันการ
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ยังจะมีเรื่องอะไรสำคัญไปกว่าการหลบหนีอีก!
ในที่สุด ชายหัวโล้นก็เข้าใจความหมายของลูกน้องเป็นอย่างดี จึงรีบหันไปบอกลูกน้องข้าง ๆ ราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์
“ไม่ดีแล้ว!”
“ถ้าพลาดโอกาสนี้ไป ไอ้สารเลวนั่นก็จะหนีไปได้อีก”
“พวกเรารีบตามไปเร็ว!”
กล่าวจบ ชายหัวโล้นก็เตรียมจะพาทุกคนวิ่งไล่ตาม
เพราะเวลานี้ พวกเขายืนอยู่ที่ด้านหลังของตึก และตึกเก่า ๆ แบบนี้ มักมีทางออกเพียงทางเดียวเท่านั้น
หากต้องการจะสกัดเจียงหวู่ไว้ พวกเขาจะต้องไปที่ด้านหน้าของตึกเท่านั้น
เมื่อชายหัวโล้นสั่งการ ลูกน้องที่ถืออาวุธอยู่ในมือก็รีบวิ่งไปยังหน้าตึกอย่างรวดเร็ว
ขณะนั้น แม้เจียงหลานหยวนจะยังรู้สึกไม่ค่อยสบาย แต่เธอก็ไม่สนใจความเจ็บป่วยอีกต่อไปแล้ว
เธอรีบวิ่งไปยังทางที่คนกลุ่มนั้นกำลังจะบุกไปพร้อมกับหานชิงอวี่
แต่เพียงชั่วครู่ เจียงหลานหยวนก็ต้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความเหลือเชื่อ
เห็นได้ชัดว่ากลุ่มคนที่เพิ่งจะบุกออกไป ตอนนี้ค่อย ๆ ถอยกลับมาทางช่องทางคับแคบแล้ว
อีกด้านหนึ่ง เจียงหวู่ถือมีดทำครัวอยู่ในมือ และกำลังพุ่งเข้าหาผู้คนอย่างดุเดือด ท่าทางของเขาเปลี่ยนแปลงไปครู่อย่างสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้ เขายังซ่อนตัวอยู่หลังกระถางต้นไม้บนระเบียง คอยหลบ ซ่อนพวกอันธพาลอย่างระมัดระวัง
แต่สภาพการณ์เหล่านั้นได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพียงคิดว่าน้องสาวของเขาอาจจะถูกพวกอันธพาลตรงหน้าทำอันตราย เจียงหวู่ก็คว้ามีดทำครัวจากห้องครัวในบ้านมาถือไว้
ถูกต้องแล้ว มันคือมีดปังตอที่ใช้สำหรับสับกระดูกนั่นเอง
จุดเด่นของมีดปังตอคือ แข็งแรงทนทาน
เพียงแต่หากเทียบกับอาวุธมีคมอื่น ๆ แล้ว อาจจะไม่คมเท่า
แต่ถ้าโดนมีดปังตอฟันเข้าที่ร่างกาย อย่างน้อยก็คงจะกระดูกหัก แต่ถ้าจะพูดถึงความร้ายแรงล่ะก็ หากฟันลงไปแรง ๆ อาจจะถึงขั้นสับกระดูกให้ขาดได้เลย!
เห็นได้ชัดว่าพวกอันธพาลเหล่านี้ต่างรู้ถึงพลังทำลายล้างของอาวุธชนิดนี้เป็นอย่างดี จึงไม่มีใครสักคนที่จะกล้าเข้าไปประชิดตัวเจียงหวู่
แม้กระทั่งชายหัวโล้นก็ยังคงมองเจียงหวู่ที่อยู่ตรงหน้าอย่างนิ่งเฉย
ในขณะเดียวกัน ภายในใจก็กำลังคาดเดาความคิดของเจียงหวู่ไปต่าง ๆ นานา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดเขาก็พูดกับเจียงหวู่ว่า
“ฮ่า ๆ ถือมีดของเล่นมาขู่ใครกัน”
“ฉันเคยโลดแล่นในยุทธภพมาก่อนนะไอ้หนุ่ม กลอุบายเล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยของแก จะมาหลอกฉันได้ยังไงวะ?”
“แกก็แค่อยากฉวยโอกาสนี้เพื่อทิ้งน้องสาวผู้เคราะห์ร้ายของแกแล้วหนีไปเท่านั้นเอง!”
เมื่อพูดจบ เขาก็พาดไม้เบสบอลไว้ที่บ่าด้วยท่าทีอวดเบ่ง ราวกับท้าให้คนตรงหน้าเข้ามา
อย่างไรก็ตาม เขาก็คิดไม่ถึงว่าเจียงหวู่จะไม่มีอาการอับอายแม้แต่น้อย แต่กลับเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ไอ้สารเลว!”
“แกลองพูดถึงน้องสาวของฉันอีกครั้งสิ!”
เจียงหวู่กัดฟันพูดสองประโยคนี้
แม้แต่ชายหัวโล้นก็ยังตกใจกับท่าทีของเขา
แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกสงสัยก็ผุดขึ้นในใจ เขารู้สึกว่ามันแปลก ๆ
แค่พูดถึงน้องสาวเฉย ๆ ไม่จำเป็นต้องอารมณ์ขึ้นขนาดนี้ก็ได้มั้ง?
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่ทันได้ตั้งตัว
ขณะที่ชายหัวโล้นยังคงสงสัยในคำพูดของเจียงหวู่ เจียงหวู่ก็ได้ชูมีดปังตอในมือพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างบ้าคลั่ง
รูปร่างของเจียงหวู่ไม่ได้กำยำอะไร ถึงขั้นพูดได้ว่าผอมบาง
เพียงแต่ความผอมบางนี้ ไม่ได้ทำให้รู้สึกอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง
กลับทำให้รู้สึกว่าทั้งตัวเขาแทบไม่มีไขมัน แต่กลับมีกล้ามเนื้อแทน
และในตอนนี้ กล้ามเนื้อเหล่านี้ก็ได้ปลดปล่อยศักยภาพทั้งหมดออกมาแล้ว
เจียงหวู่พุ่งตัวมาตรงหน้าชายหัวโล้น เพียงชั่วพริบตา มีดปังตอในมือ ก็ฟันลงบนหัวอันวาวแววของชายหัวโล้นอย่างแรง!
เหล่าสมุนรอบข้างต่างตกใจจนพูดไม่ออก
แม้พวกเขามักจะโอ้อวดว่าตัวเองโหดเหี้ยม แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาส่วนใหญ่ก็แค่เหล่าคนหิวโหยที่ต้องการหาเลี้ยงปากท้องเท่านั้น
หากไม่ใช่เพราะความจำเป็นในการเอาชีวิตรอด ใครจะอยากมาเป็นอันธพาลคอยทำร้ายผู้อื่น
ทว่าในเวลานี้ พวกเขาได้เห็นประกายแห่งความโหดเหี้ยมในดวงตาของมนุษย์เป็นครั้งแรก
และพวกเขาต่างรู้สึกได้ถึงความเกลียดชังที่แผ่กระจายออกมาจากตัวของเจียงหวู่
ความเกลียดชังที่สามารถฉีกทำลายทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าให้แหลกเป็นผุยผงได้!
แต่โชคยังดีที่ชายหัวโล้นเองก็เป็นนักเลงเก่า เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ เขาจึงยกไม้เบสบอลในมือมาขวางไว้โดยสัญชาตญาณ
เกร๊ง!
มีดปังตอในมือเจียงหวู่สับลงบนไม้เบสบอลจนเสียงดึงกึกก้อง
แถมดูเหมือนว่ามันจะแน่นหนาจนดึงไม่ออกด้วยซ้ำ
เจียงหวู่กำลังแย่งอาวุธกับชายหัวโล้น เพราะตอนนี้อาวุธของพวกเขาทั้งสองเชื่อมเข้าหากันจนแน่น
ชายหัวโล้นมองมีดปังตอที่ถูกฟันลงบนไม้เบสบอลอย่างใจหวิว
เขาพูดกับเจียงหวู่ตรงหน้าด้วยเสียงที่ติดขัด
“จะ… ใจเย็น ๆ ก่อนได้ไหม?”
“นี่ ถึงเราจะเป็นอันธพาลก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะ…”
ในตอนนี้ชายหัวโล้นกลัวจนแทบสิ้นสติ
จริงอย่างที่คำโบราณว่า คนจนไม่กลัวคนรวย คนบ้าไม่กลัวคนตาย*[1] ตอนนี้ชายหัวโล้นเข้าใจความหมายของประโยคสองประโยคนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
เดิมทีเขาตั้งใจจะพูดว่า ไม่จำเป็นต้องทำอะไรรุนแรง โดยหวังประนีประนอมกับเจียงหวู่ชั่วคราว
แม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้เป็นแบบนี้ แต่ก็อย่างไรก็ตาม ชีวิตก็ย่อมสำคัญกว่า
หากเกิดการปะทะที่ถึงแก่ชีวิตขึ้นมาละก็ จบเห่กันพอดี!
“พับผ่าสิ!”
เจียงหวู่เหวี่ยงไม้เบสบอลกับมีดปังตอที่เชื่อมติดกันจนแน่นให้หลุดออกไปจากมือ แล้วตรงเข้าไปถีบหน้าอกของชายหัวโล้นอย่างเต็มแรง
เพียงการเตะแค่ครั้งเดียวก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามล้มลงไปกับพื้น
“โอ๊ย!”
ชายหัวโล้นร้องโอดครวญออกมา แต่ยังไม่ทันจะได้ลุกขึ้น เขาก็รีบหันไปตะโกนสั่งเหล่าสมุนข้าง ๆ ทันที
“เร็ว! ตอนนี้มันไม่มีมีดอยู่ในมือแล้ว รีบไปจับมันซะ!”
“ถ้าใครทำได้ดี ฉันมีรางวัลให้!”
ว่ากันว่า ภายใต้รางวัลอันยิ่งใหญ่ จะมีผู้กล้าหาญ*[2] และสภาพเจียงหวู่เมื่อครู่ก็ดูน่ากลัวไม่น้อย
แต่ตอนนี้มีดปังตอของเจียงหวู่ติดอยู่ในไม้เบสบอลจนไม่สามารถดึงออกได้
ดังนั้น เหล่าอันธพาลจึงค่อย ๆ ตีวงล้อมรอบเจียงหวู่ ราวกับพร้อมใจกันบุกเข้ามาจับเขา
หัวใจของเจียงหวู่หลบวูบลงไปที่ตาตุ่ม
แย่แล้ว…
เมื่อครู่เขาโกรธจนลืมตัว ลืมเตรียมอาวุธสำรองเอาไว้
ดูเหมือนว่าวันนี้จะโชคร้ายมากกว่าโชคดีเสียแล้ว
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านนอกของวงล้อมนี้
“ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ หยุดทั้งหมด!”
[1] คนจนไม่กลัวคนรวย คนบ้าไม่กลัวคนตาย สำนวนนี้หมายความว่า ผู้ที่ไม่มีอะไรจะเสีย มักจะไม่เกรงกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่เหนือกว่า
[2] ภายใต้รางวัลอันยิ่งใหญ่ จะมีผู้กล้าหาญ วลีนี้มักใช้เพื่อแสดงความคิดที่ว่าผู้คนมีแนวโน้มที่จะเสี่ยงหรือทำสิ่งยาก ๆ หากพวกเขาได้รับรางวัลมากพอ