ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 254 ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ
บทที่ 254 ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ
วันนี้มีผู้คนเข้าร่วมมากมาย
นอกจากโจวลู่และเฝิงเว๋ยแล้ว ยังมีเหล่าผู้บริหารระดับสูงและเหล่าผู้อาวุโสจากบริษัทของบริษัทเฝิงและโหยวเหว่ย กรุ๊ปมานั่งประจำที่อีกมากมาย
โดยหนึ่งในนั้นที่นั่งอยู่คือ พ่อแม่ของโจวลู่ ผู้มีตำแหน่งเป็นประธานของบริษัทโหยวเหว่ย กรุ๊ปในเวลานี้อยู่ด้วย
จริง ๆ แล้ว พวกเขาไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัดของเรื่องนี้
เพียงแต่รับฟังจากเฝิงเว๋ยลูกเขยที่แสนดีของพวกเขาพูดว่า บริษัทหาน เทคโนโลยีส่งมอบส่วนผสมของยาที่มีปัญหามาให้
ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์ยาจึงมีปัญหาตามมา
เดิมทีเห็นว่าวันนี้บริษัทหาน เทคโนโลยีไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วม พวกเขาจึงเชื่อมั่นในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
แต่ตอนนี้ เมื่อเห็นตัวแทนจากบริษัทหาน เทคโนโลยีปรากฏตัวขึ้น พวกเขาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ พร้อมกับเหลือบมองไปยังเฝิงเว๋ย
แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงนิ่งเฉย ปล่อยให้เฝิงเว๋ยและโจวลู่จัดการกับสถานการณ์ในตอนนี้
โจวลู่ก็เป็นอีกคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเหมือนกัน
ดังนั้น เมื่อเฝิงเว๋ยเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ จึงรีบพูดกับเหล่าตัวแทนของบริษัทหาน เทคโนโลยีที่อยู่ตรงหน้า
“ทำไม? พวกคุณส่งส่วนผสมยาที่มีปัญหามาให้เราแล้วจะไม่ยอมรับความจริงรึไง?”
“ทางเรามีใบเสร็จที่ระบุรายละเอียดชัดเจน สามารถพิสูจน์ได้ว่าคุณขายส่วนผสมยาแบบนี้ให้เรา!”
พูดจบก็ชี้ไปยังภาพบนจอขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง แล้วหันกลับมาจ้องหานชิงอวี่
แต่หานชิงอวี่กลับยิ้มออกมา
“ใจเย็น ๆ ก่อนสิคุณเฝิง”
“เรายังไม่ได้พูดอะไร ทำไมคุณถึงชิงอธิบายเองเสียก่อนล่ะ?”
“หรือจริง ๆ แล้วใบเสร็จของพวกคุณมีปัญหารึเปล่า?”
เฝิงเว๋ยเพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเสียอาการไปแล้ว
อาการกระวนกระวายของเขาเป็นเครื่องชี้ชัดได้ดีว่า สถานการณ์เช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อบริษัทบริษัทเฝิงหรือกระทั่งโหยวเหว่ย กรุ๊ป
กว่าที่บริษัทของบริษัทเฝิงจะได้พึ่งพาพึ่งพาอาศัยโหยวเหว่ย กรุ๊ป ก็ยากลำบากอยู่แล้ว จึงไม่ควรมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในตอนนี้
เฝิงเว๋ยในตอนนี้จึงทำได้เพียงกัดฟันข่มความรู้สึก แล้วกล่าวต่อไป
“มันจะมีปัญหาอะไรได้!”
“ที่ฉันพูดไปตั้งเยอะ ก็แค่ต้องการที่จะชี้แจงให้เข้าใจ”
“ตอนนี้ ถึงคราวที่พวกคุณต้องอธิบายแล้ว!”
หลังจากได้ฟังคำแก้ตัวที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ของเฝิงเว๋ยแล้ว หานชิงอวี่ก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง
“ดี ถ้าคุณไม่รู้สึกอับอาย เราก็เริ่มกันได้แล้ว”
“ทุกท่านจากโหยวเหว่ย กรุ๊ป ไม่ทราบว่าทุกท่านรู้จักคุณเฝิงตรงหน้าเราดีแค่ไหน”
“เพื่อความมั่นใจ ผมจะเล่าให้ฟัง”
“คุณเจียงที่ยืนอยู่ด้านหลังผม เคยเป็นพนักงานของบริษัทบริษัทเฝิง โดยที่เฝิงเว๋ยเคยจ้างให้เขาเข้าทำงานในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ”
“สาเหตุก็เพื่อให้เขาแบกรับความผิดแทนเฝิงเว๋ย!”
เมื่อคำพูดประโยคสุดท้ายหลุดออกไป ทำให้ผู้คนทั้งห้องก็ตกตะลึงไปพร้อม ๆ กัน
แบกรับความผิด
แบกรับความผิดอะไร?
หรือว่าเฝิงเว๋ยคนนี้จะแอบไปทำอะไรไม่ดีไว้จริง ๆ เหรอ?
เมื่อเฝิงเว๋ยเห็นเจียงหวู่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ หัวใจของเขาก็พลันเต้นรัว พร้อมพูดกับอีกฝ่ายทันที
“เจียงหวู่ ฉันขอเตือนให้แกคิดให้ดีก่อนพูด!”
ภายในน้ำเสียงของประโยคนี้แฝงไปด้วยความดุร้ายและความโหดเหี้ยม
และขณะที่เฝิงเว๋ยกำลังพูดอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปที่เจียงหลานหยวน
แววตานั้นสื่อความหมายชัดเจน นั่นก็คือ ต้องการให้เจียงหวู่นึกถึงเจียงหลานหยวนน้องสาวของเขาให้ดี ก่อนที่จะพูดอะไรออกมา
หากเป็นเมื่อก่อน วิธีนี้ก็คงจะใช้ได้ผลจริง ๆ
แต่หลังจากผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มามากมายในช่วงเวลาไม่กี่วันมานี้
เจียงหวู่ก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว
หากเขาต้องก้มหัวให้กับเฝิงเว๋ย สิ่งที่ได้กลับมาก็มีเพียงความดูถูกเหยียหยามและการกดขี่ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนึกถึงการดูแลเอาใจใส่ของหานชิงอวี่ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เจียงหวู่มั่นใจยิ่งขึ้นไปอีกว่า นอกจากจะช่วยให้เขาและน้องสาวได้หลุดพ้นจากหุบเหวลึกนี้แล้ว หานชิงอวี่ยังหาที่พักที่ใกล้กับสถานที่ทำงาน เพื่อเป็นการประกันความปลอดภัยอีกด้วย
เขารู้ดีว่าการที่หานชิงอวี่ทำแบบนี้ ต้นทุนนั้นสูงเกินกว่ารายได้ที่เขามีในตอนนี้อยู่มาก
แต่ในใจก็รู้ดีเช่นกันว่า หานชิงอวี่ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร
เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องการที่จะไม่รบกวนชีวิตของเจียงหวู่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เขามีรายได้ที่สมเกียรติ
ซึ่งในจุดนี้ก็ต่างกับเฝิงเว๋ยโดยสิ้นเชิง
เช่นนั้นในเวลานี้ ตัวเขาเองไม่มีทางทรยศหานชิงอวี่เด็ดขาด
เขาจึงไม่สนใจเฝิงเว๋ย และพูดออกไปตรง ๆ
“สวัสดีครับผู้นำทุกท่าน ผมเคยเป็นพนักงานบริษัทบริษัทเฝิงมาก่อน นี่คือบัตรประจำตัวพนักงานของผม”
“ตอนที่เพิ่งเข้าทำงานที่บริษัทบริษัทเฝิง ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้งานดี ๆ”
“แต่พอผ่านไปสักพัก ผมก็รู้แล้วว่างานนี้มันมีความเสี่ยงอย่างไร…”
เขาเล่าไปพร้อม ๆ กับเปิดเผยความจริงที่ว่าบริษัทบริษัทเฝิงจ้างเขามาเพื่อเป็นแพะรับบาป
ถ้าเขาไม่ยอม ทางบริษัทบริษัทเฝิงก็จะหาวิธีรังควานเขาต่าง ๆ นานา เช่นจัดฉากอุบัติเหตุต่าง ๆ เพื่อหวังจะฆ่าปิดปาก
ผู้คนรอบข้างฟังไปก็ตกใจไป โดยเฉพาะคนของโหยวเหว่ย กรุ๊ป
แม้พวกเขาจะทำธุรกิจกันมาหลายชั่วอายุคน แต่สำหรับเรื่องราวที่เหลือเชื่อราวกับละครทีวีแบบนี้ ก็ยังรู้สึกตกใจมากอยู่ดี หลังจากนั้นสายตาก็หันไปมองเฝิงเว๋ยที่อยู่ข้าง ๆ เพื่อรอฟังคำอธิบาย
แม้แต่โจวลู่ในเวลานี้ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงหันไปมองแฟนหนุ่มอย่างกังวล
“ที่รัก จริงอย่างที่เขาพูดหรือเปล่า?”
ลั่วจือซินในตอนนี้ก็หันไปมองตัวแทนตระกูลลั่วสองคนที่อยู่ข้าง ๆ ราวกับต้องการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นถูกต้อง
ตัวแทนตระกูลลั่วรับรู้ถึงความคิดของลั่วจือซิน จึงได้กระแอมแล้วพูดขึ้นมา
“ไร้สาระ”
เฝิงเว๋ยไม่ได้สนใจคำพูดของโจวลู่ในตอนนี้ แต่กลับขมวดคิ้วแน่นแล้วพูดกับทุกคนตรงหน้า
“ทุกคนอย่าไปฟัง พวกเขาพูดจาเหลวไหล นั่นมันเรื่องไร้สาระทั้งเพ!”
“พนักงานประเภทนี้เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณ!”
“ส่วนเรื่องที่ผมให้คนไปทำร้ายเขา ก็ยิ่งไร้สาระไปใหญ่!”
“ผมว่าเขาคงเป็นโรคประสาทหลอน คิดว่าตัวเองถูกตามฆ่า หากแน่จริงก็เอาหลักฐานออกมาซิ!”
ได้ยินแบบนั้น สีหน้าของคนจากโหยวเหว่ย กรุ๊ปก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ส่วนตัวแทนตระกูลลั่วที่อยู่ข้าง ๆ ลั่วจือซิน ในเวลานี้บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยเช่นกัน
ทั้งสองคนมีอายุราวห้าสิบหรือหกสิบปีแล้ว ถือได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญในตระกูลลั่ว แต่ตระกูลลั่วกลับส่งลั่วจือซินมาจัดการเรื่องนี้ พวกเขาจึงเกิดอคติต่อเธอในใจ
เพราะในความคิดแบบหัวโบราณของพวกเขา การที่หญิงสาวคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
เมื่อครู่พวกเขาก็ได้แสดงจุดยืนต่อลั่วจือซินแล้วว่า พวกเขานั้นสนับสนุนบริษัทบริษัทเฝิงและโหยวเหว่ย กรุ๊ป
เมื่อตอนนี้พวกเขาเลือกที่จะขึ้นหลังเสือแล้ว คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลง
หากเห็นด้วยกับคำพูดเมื่อครู่ของหานชิงอวี่ นั่นไม่เท่ากับการบอกว่า พวกผู้เฒ่าทั้งหลายสู้หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งไม่ได้เหรอ!
เมื่อได้ยินเฝิงเว๋ยตอบโต้เช่นนี้ มุมปากของพวกเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มทันที