ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 258 เฝิงต้าลู่มาแล้ว
บทที่ 258 เฝิงต้าลู่มาแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงดังสนั่นนี้ สายตาของผู้คนโดยรอบก็ต่างมุ่งมาที่เฝิงเว๋ย
อย่างไรก็ตาม สายตาเหล่านั้นมีความเห็นอกเห็นใจเจือปนอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีใครคิดจะยื่นมือเข้าไปช่วยเขาเลย
มีเพียงเสิ่นเล่อเล่อเท่านั้นที่เดินตรงเข้าไปหาเฝิงเว๋ย
ลั่วจือซินส่ายหน้า พลางใช้นิ้วนวดขมับของเธอเอง
รองผู้อำนวยการเสิ่นยังคงเป็นคนที่คลั่งรักจริง ๆ แม้จะเกิดเรื่องถึงขนาดนี้ก็ยังไม่ทอดทิ้งเฝิงเว๋ย
รองผู้อำนวยการเสิ่นในตอนนี้ ช่างแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ต้องยอมรับว่าภาพเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ทำให้ความดันโลหิตของลั่วจือซินพุ่งสูงขึ้นจนแทบสมองระเบิด
ขณะที่ลั่วจือซินนวดขมับ ปากของเธอก็ยังพึมพำออกมาเบา ๆ
“อย่าโกรธ อย่าโกรธ…”
แต่เหตุการณ์ต่อไปนี้ไม่เพียงแต่อยู่เหนือความคาดหมายของลั่วจือซินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนโดยรอบที่มุงดูอีกด้วย
ปรากฏว่าฝ่ามือของเสิ่นเลอเล่อค้างนิ่งกลางอากาศอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฟาดลงบนใบหน้าของเฝิงเว๋ยเต็มแรง
เดิมทีที่เฝิงเว๋ยกระเด็นไปชนโต๊ะก็จนรู้สึกมึนงงอยู่แล้ว แต่เมื่อโดนตบเข้าไปอีกทีก็รู้สึกเหมือนเห็นดาวหมุนวนรอบศีรษะชวนให้เวียนหัว
ในเสี้ยววินาทีนั้น เขารู้สึกว่าสายตาพร่ามัวไปชั่วขณะ ราวกับจะหมดสติลงไปได้ทุกเวลา
เฝิงเว๋ยเงยหน้ามองเสิ่นเลอเล่อด้วยความรู้สึกไม่เชื่อสายตาตัวเอง พลางเอ่ยปากพูด
“คุณ คุณทำแบบนี้ทำไม…”
อารมณ์ของเฝิงเว๋ยเริ่มเดือดพล่าน
ในตอนแรกเขาคิดว่าเสิ่นเลอเล่อคงเดินเข้ามาดูว่าเขามีบาดแผลหรือเปล่าด้วยความเป็นห่วง
คาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นเลอเล่อจะตบหน้าเขาถึงสองครั้ง โดยไม่ปล่อยให้เขาได้ทันตั้งตัว
รองผู้อำนวยการเสิ่นในเวลานี้ไม่ได้มีทีท่าอ่อนข้อลงแต่อย่างใด
“คุณว่าใครเป็นผู้หญิงบ้านนอก?!”
เฝิงเว๋ย ได้ยินประโยคนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แม้เสิ่นเลอเล่อจะเป็นคนที่ไม่มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง และออกจะใจอ่อนด้วยซ้ำ
ต่อให้เขาได้ทำข้อผิดพลาดอันแสนใหญ่หลวงแค่ไหน ตราบใดที่ขอโทษเธออย่างจริงใจ เสิ่นเลอเล่อก็อาจจะให้อภัยเพราะเห็นแก่ความหลัง
ทว่าเขามัวแต่รักษาน้ำใจของตระกูลโจว จนลืมที่จะพูดปลอบโยนเสิ่นเลอเล่อแม้เพียงสักคำ
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังพูดไปว่าเสิ่นเลอเล่อเป็นผู้หญิงบ้านนอกอีกต่างหาก
จบแล้ว
ทุกอย่างจบแล้ว
ในเสี้ยววินาทีนี้เอง เฝิงเว๋ยถึงรู้สึกว่าวันนี้เขาได้พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง
เดิมทียังคิดว่า โอกาสในวันนี้จะช่วยให้เขาทำลายหาน เทคโนโลยี และกระชับความสัมพันธ์กับโหยวเหว่ย กรุ๊ปได้
แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า เขาได้ทำลายทุกอย่างลงด้วยตัวของเขาเอง
เสิ่นเลอเล่อเห็นเฝิงเว๋ยนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นโดยไม่พูดอะไร ทั้งรอบ ๆ ยังมีสายตาหลายคู่ที่จ้องมองเธอด้วยความประหลาดใจ
ตั้งแต่เด็กจนโต แม้เธอเป็นนักเรียนดีเด่น แต่กลับมีประสบการณ์ทางสังคมน้อยมาก เช่นนั้นเธอจะทนสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างไร?
เธอกระทืบเท้าอย่างแรง แล้วเดินออกไปจากห้องประชุมทันที
เมื่อเห็นว่าคนของโหยวเหว่ย กรุ๊ป รวมถึงเสิ่นเลอเล่อได้ออกจากห้องประชุมไปแล้ว
ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจของเฝิงเว๋ยทันที
ในสายตาของเขาตอนนี้ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
นั่นคือ หานชิงอวี่ !
หากไม่มีหมอนั่น เขาก็น่าจะประสบความสำเร็จไปนานแล้ว!
นึกถึงเรื่องนี้ เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งตัวไปยังทิศทางที่หานชิงอวี่อยู่ทันที
ก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งสังเกตบริเวณรอบ ๆ หานชิงอวี่
ชายชุดสีเทาของหาน เทคโนโลยีที่มักจะคอยยืนอยู่คุ้มกันอีกฝ่ายในตอนนี้ไม่อยู่แล้ว
ในตอนนี้รอบตัวของหานชิงอวี่นั้นว่างเปล่า
เห็นดังนั้น ร่างของเฝิงเว๋ยก็เคลื่อนที่เร็วขึ้นเล็กน้อย
เขาต้องระบายความโกรธออกมาให้ได้ ก่อนที่ชายชุดเทาเหล่านั้นจะกลับมาอยู่รอบตัวหานชิงวี่อีกครั้ง!
“หานชิงอวี่ แกต้องตาย!”
ขณะพูด เฝิงเว๋ยก็ได้กำหมัดแล้วพุ่งเข้าหาหานชิงอวี่
แต่การโจมตีเช่นนี้ไม่ได้ทำให้แพทย์หนุ่มรู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย เพราะมันโจมตีไม่โดนเขาด้วยซ้ำ
จู่ ๆ หมัดของเฝิงเว๋ยที่ตั้งใจจะพุ่งเข้าใส่หานชิงอวี่ ก็ถูกสกัดกั้นอยู่กลางอากาศด้วยมือขนาดใหญ่ที่กำหมัดของเขาเอาไว้แน่น
เฝิงเว๋ยเงยหน้ามอง เห็นชายร่างกำยำในชุดสูทที่ก่อนหน้านี้ยังยืนอยู่ด้านหลังของลั่วจือซิน แต่ในตอนนี้กลับกำหมัดของเขาเอาไว้ พร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยหยัน
“ปล่อยนะ!”
“ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าแก่ด้วย!”
เฝิงเว๋ยสะบัดสุดแรง เพื่อให้หมัดของเขาได้เป็นอิสระจากชายร่างกำยำ
ทว่าแขนของชายร่างกำยำกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
มือทั้งสองข้างเหมือนคีมเหล็ก ตรึงตัวของเฝิงเว๋ยไว้อย่างแน่นหนาจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
ลั่วจือซินไม่ได้เหลือบมองแม้แต่น้อย เพียงแต่เอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“จัดการได้เลย”
หลังจากนั้นก็มีเสียงรองโวยวายดังมาจากห้องทำงานของโหยวเหว่ย กรุ๊ป
เสียงร้องโวยวายมาพร้อมกับเงาร่างคนหนึ่งที่รีบวิ่งเข้ามาในห้องประชุม
“ลูกชาย ลูกชาย!”
เฝิงต้าลู่มองเฝิงเว๋ยที่นอนดิ้นอยู่บนพื้นด้วยความเจ็บปวด ทำให้เขาร้อนใจขึ้นมาทันที
แม้เฝิงเว๋ยจะไม่ใช่ลูกชายคนเดียวของตระกูล แต่ก็เป็นคนที่เขาเลี้ยงดูมาด้วยตัวเอง และถือว่าเป็นคนที่ค่อนข้างมีความสามารถคนหนึ่ง
เมื่อเห็นลูกชายโดนชายร่างกำยำทำร้าย ในฐานะพ่อ ไม่ว่าจะใจแข็งแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องออกมาปกป้องลูกอยู่ดี
เดิมทีเขาได้วางแผนกับลูกชายเอาไว้แล้วว่า วันนี้เขาต้องไปเจรจาเรื่องธุรกิจกับโจวเหนียน
ในฐานะแขกคนสำคัญในที่ประชุม เขาจึงพยายามรอจนกระทั่งเรื่องของลั่วจือซินได้รับการแก้ไขจนเป็นที่น่าพอใจเสียก่อน จึงค่อยเข้าร่วมประชุมเพื่อเจรจากับโจวเหนียน
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ พอถึงเวลานัดหมายที่กำหนดไว้ เขากลับไม่ได้รับการต้อนรับจากโหยวเหว่ย กรุ๊ป
สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเขาคือ ภาพของลูกชายที่นอนฟุบอยู่กับพื้นราวกับสุนัขรับใช้!
เห็นเฝิงต้าลู่ที่พยายามประคองเฝิงเว๋ยขึ้นมา ชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็หันไปมองทางลั่วจือซิน
เมื่อได้รับสัญญาณอนุญาตจากคุณหนูลั่ว เขาก็ปล่อยร่างของเฝิงเว๋ยให้ล้มลงไปกองกับพื้น
“ลูกชาย ลูกชายของพ่อ เป็นยังไงบ้าง!”
“มีเรื่องอะไร พ่อจะจัดการให้เอง!”
พูดจบ เฝิงต้าลู่ก็จับมือเฝิงเว๋ยขึ้นมา
เฝิงเว๋ยเห็นว่าพ่อของตัวเองมาแล้ว แม้ร่างกายจะยังคงเจ็บปวดอยู่ แต่ก็มีความกล้าที่จะฟ้อง
ดังนั้น เขาจึงเล่าเรื่องราวที่พึ่งเกิดขึ้นให้กับผู้เป็นพ่อฟัง
ผู้คนโดยรอบรับฟังอยู่เงียบ ๆ โชคดีที่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ค่อนข้างชัดเจน
ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน การกระทำของเฝิงเว๋ยล้วนแต่เป็นปัญหา
เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น เขาก็คงไม่ตกเป็นที่น่ารังเกียจของผู้คนอย่างนี้
เมื่อทุกคนฟังจบ ก็เบนสายตามองเฝิงต้าลู่
พวกเขาอยากรู้ว่าชายร่างใหญ่ที่ดูภายนอกหยาบกระด้างคนนี้ จะจัดการอย่างไรกับลูกชายของตัวเอง
เรื่องอื้อฉาวระดับนี้ หากเกิดขึ้นในตระกูลลั่วหรือหาน เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นลูกชายของประธานกรรมการหรือไม่ ก็ต้องถูกลงโทษอย่างจริงจังอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาแรกของเฝิงต้าลู่หลังจากฟังจบคือหันกลับไปมองคณะผู้แทนของตระกูลลั่ว
จากนั้นก็ชี้ไปที่ลั่วจือซิน แล้วพูดขึ้น
“นังเด็กสารเลว ฉันจะฟ้องพวกแกให้หมดเลย!”