ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 273 รับช่วง
บทที่ 273 รับช่วง
คนที่พูดก็คือเฝิงต้าลู่ พ่อของเฝิงเว๋ยนั่นเอง
เขาได้ยินเสียงลูกชายตัวเองโวยวายอยู่ที่นี่แต่เช้าตรู่ ก็รู้สึกหงุดหงิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ตอนนี้ยังมาได้ยินเรื่องขั้นตอนทางกฎหมายและการจำคุกอีก เฝิงต้าลู่ก็ยิ่งมีสีหน้าจริงจังมากขึ้น
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจลูกชายของตัวเอง แต่การกระทำของเฝิงเว๋ยในช่วงพักหลังนี้ ทำให้เฝิงต้าลู่ไว้ใจไม่ลงจริง ๆ
เฝิงเว๋ยรีบกดปุ่มปิดเสียงวีแชตแล้วหันมาอธิบายกับพ่อของเขา
“พ่อครับ เมื่อคืนผมจัดการเรียบร้อยแล้ว”
“ผมหาคนที่ยินดีแบกรับความผิดแทนบริษัทของเราได้แล้ว!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของลูกชาย แววตาของเฝิงต้าลู่ก็สว่างวาบขึ้นทันที
เขาถึงกับรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ เพราะการหาคนที่ยินดีเป็นแพะรับบาปให้แก่บริษัทนั้น ถือเป็นการหาหนทางรอดสุดท้ายสำหรับบริษัทเฝิงในตอนนี้
ถึงแม้ว่าบริษัทเฝิงจะเกิดปัญหาขึ้นมาจริง ๆ ก็ตาม พวกเขาก็ยังมีเงินที่เหลือพอที่จะเริ่มต้นใหม่ได้
ประสบการณ์ทางธุรกิจที่มีมาอย่างยาวนานบอกกับเฝิงต้าลู่ว่า เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ
สิ่งสำคัญคือ การมีชีวิตอยู่เพื่อใช้เงินต่างหาก
“จัดการเรียบร้อยแล้วจริง ๆ งั้นเหรอ?”
“สัญญาอยู่ไหน? เอาให้พ่อดูหน่อย!”
เฝิงต้าลู่พูดกับเฝิงเว๋ยด้วยความตื่นเต้น
เมื่อเฝิงเว๋ยเห็นท่าทีเช่นนี้ของผู้เป็นพ่อ ก็รีบโบกมือปฏิเสธทันที
“พ่อ ตอนนี้ผมกำลังคุยธุระอยู่ เรื่องสัญญาอะไรเอาไว้ค่อยว่ากัน”
“อีกอย่าง ของแบบนั้นผมให้คนเอาไปเก็บที่บริษัทแล้ว ปลอดภัยกว่า”
“บริษัทของเรามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขนาดนี้ คราวนี้สัญญาของเราไม่มีทางหายแน่ๆ!”
เฝิงต้าลู่ยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่เฝิงเว๋ยชี้ไปยังโทรศัพท์ของเขาแล้วห้ามไว้
เดิมทีเฝิงต้าลู่จะถามถึงเรื่องสัญญาอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด
แต่เมื่อเห็นว่าลูกชายมีธุระต้องจัดการ บวกกับเรื่องเมื่อครู่ที่ได้ยินมา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องขัดแย้งทางธุรกิจ จึงได้โบกมือเป็นสัญญาณให้เขาพูดต่อไป
เฝิงเว๋ยเห็นดังนั้นก็ยิ่งมีความกล้ามากขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพูดกับหลินเหม่ยเสวี่ยที่ปลายสายทันที
“พอได้แล้วคุณหนูหลิน”
“ผมเคยโดนคุณหลอกมาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมให้คุณหลอกอีกเด็ดขาด”
“เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึงหานชิงอวี่เลย ต่อให้คุณไปหาเจ้าที่เจ้าทางที่ไหน ผมก็ไม่มีทางให้โอกาสคุณได้หันหลังกลับมาได้อีกเด็ดขาด!”
“อ้อ ใช่แล้วคุณหลิน ผมจะบอกอะไรคุณสักอย่าง”
“ที่ผมส่งอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งานแล้วให้พวกคุณก็เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่เปลี่ยนใจ แล้วก็เป็นอย่างที่คาดไว้จริง ๆ สุดท้ายคุณก็เล่นไม่ซื่อ เรื่องนี้ก็เลยได้ใช้ประโยชน์เลยเห็นไหม?”
เฝิงเว๋ยพูดไปก็หัวเราะเยาะหลินเหม่ยเสวี่ยที่ปลายสายไปด้วย
แต่หลินเหม่ยเสวี่ยก็รู้ดีว่า แม้วันนั้นเธอจะตกลงทำตามเงื่อนไขของเฝิงเว๋ยจริง ๆ เขาก็คงไม่มีวันที่จะให้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานแก่เธออยู่ดี
พอคิดถึงตรงนี้ หลินเหม่ยเสวี่ยก็รู้สึกโมโหจนกัดฟันกรอด
[เฝิงเว๋ย ตอนนี้พวกคุณไม่ได้ทำร้ายแค่ร้านเสริมสวยของฉันเท่านั้น]
[แต่ตอนนี้ผู้บริโภคจำนวนมาก ต่างก็ได้รับผลกระทบจากอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพของพวกคุณทั้งนั้น]
[คุณไม่กลัวว่าผู้บริโภคเหล่านี้จะหมดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของบริษัทเฝิงหรือไง?]
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เฝิงเว๋ยก็ยิ่งรู้สึกสมเพช
เขาฟังคำพูดของหลินเหม่ยเสวี่ย แล้วตอบกลับอย่างเย็นชา
“ผู้บริโภค? ผู้บริโภคมันจะเป็นอะไรไปได้!”
“พวกผู้บริโภคที่คุณพูดถึงเนี่ย ก็แค่คนที่ไม่มีวิจารณญาณในการเลือกร้านเสริมสวย ถึงได้เลือกร้านเสริมสวยเฮงซวยของคุณมาใช้บริการไม่ใช่เหรอ?”
“ผมว่านะ พวกเขาก็สมควรแล้ว!”
เมื่อหลินเหม่ยเสวี่ยได้ยินถึงตรงนี้ เธอก็รู้สึกตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ก่อนหน้านี้ เฝิงเว๋ยมักจะบอกปัดความรับผิดชอบและบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามแบบนี้ทุกวิถีทาง
แต่ไม่รู้ว่าวันนี้เฝิงเว๋ยไปกินอะไรผิดสำแดงมา
เพราะหลินเหม่ยเสวี่ยเพียงแค่ถามเฝิงเว๋ยแบบขอไปที แต่สุดท้ายเขาก็เผลอสารภาพเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกมาเองเสียแล้ว
หลังพูดจบ เฝิงเว๋ยรู้สึกว่ายังไม่สาแก่ใจ จึงพูดเสริมขึ้นอีก
“โอ๊ะ จริงสิ หากคำพูดที่ผมพูดไปทั้งหมดเมื่อกี้ยังไม่พอ”
“ก็เชิญคุณหลินไปที่ศาลเพื่อฟ้องร้องบริษัทเฝิงของพวกเราได้เลย”
หลังจากพูดจบ เฝิงเว๋ยก็กดวางสายวีแชตของหลินเหม่ยเสวี่ยทิ้งอย่างไม่ไยดี
หลังจากวางสายโทรศัพท์แล้ว ชายหนุ่มก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยราวกับดื่มเหล้าชั้นดีไปหนึ่งจอก
เพราะตอนนี้เขามีอำนาจที่จะทำตัวหยิ่งผยองแล้ว
สามารถพูดได้ว่า ตอนนี้เฝิงเว๋ยแทบจะรอให้คนมาฟ้องร้องเขา เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เขาก็จะถือโอกาสโยนความผิดต่าง ๆ ภายในบริษัทให้กับเจียงหวู่ได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเจียงหวู่ได้เซ็นชื่อลงในสัญญาฉบับนั้นไปแล้ว เขาก็ได้กลายเป็นฝ่ายนิติบุคคลของบริษัทเฝิงไปแล้วเช่นกัน
หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับบริษัท บุคคลที่ต้องรับผิดชอบหลักก็คือเจียงหวู่
เฝิงต้าลู่เห็นท่าทีเช่นนี้ของลูกชายก็มองด้วยสีหน้าเย็นชาก่อนจะกล่าวขึ้น
“เฝิงเว๋ย แม้ว่าตอนนี้แกจะเปลี่ยนนิติบุคคลของบริษัทไปแล้ว ฉันก็ขอเตือนแกว่าอย่าได้เหลิงมากไปนัก”
“เพราะนิติบุคคลไม่ใช่เครื่องรางที่สามารถลบล้างความผิดใด ๆ ได้”
หลังจากคลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจมาเป็นเวลานาน เฝิงต้าลู่เองก็ได้เห็นการฟาดฟันกันระหว่างนิติบุคคลและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมาไม่น้อย
นอกจากนี้ ยังมีบางกรณีที่ไม่เพียงแค่ตัวเขาเองเท่านั้นที่จะต้องติดคุก แต่ยังต้องลากคนอื่น ๆ ลงน้ำไปด้วย
เวลานี้ เฝิงต้าลู่เองก็กังวลว่าสถานการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้น
แต่หากเขารู้ว่าสัญญาที่ลูกชายของเขาถืออยู่นั้นไม่มีผลบังคับ เขาก็อาจจะโมโหจนเป็นลมไปเลยก็เป็นได้
ขณะนั้น จางชุนหลานก็รีบร้อนมาที่หน้าห้องของเฝิงเว๋ย แล้วหันไปพูดกับเฝิงต้าลู่
“พอ ๆ ๆ ลูกชายอุตส่าห์ทำคุณประโยชน์ให้กับบริษัทของตระกูลเราได้อย่างยากลำบาก นั่นก็เท่ากับว่าเขาสร้างผลงานให้คุณด้วยเหมือนกันไม่ใช่หรือไง?”
“เวลาแบบนี้ คุณจะตำหนิลูกชายเราทำไม!”
เฝิงต้าลู่มองไปยังภรรยาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
อย่างที่รู้กันอยู่ การที่เฝิงเว๋ยที่จะมีนิสัยแบบนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะความรักและการตามใจของจางชุนหลานที่มีต่อเขานั่นเอง
เพราะฉะนั้น เฝิงต้าลู่จึงได้แต่ส่ายหัวอย่างสิ้นหวัง
“ก็ได้ ๆ ฉันจะไม่ว่าอะไรทั้งนั้นแล้ว”
“แต่เมื่อถึงเวลานั้น หากลูกชายของคุณก่อเรื่องขึ้นมาอีก อย่าให้ฉันต้องลงมือเองก็แล้วกัน!”
“เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้คุณไปกราบกรานวิงวอนอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์”
คำพูดของเฝิงต้าลู่ในเวลานี้เป็นเพียงแค่การพูดประชดประชันเท่านั้น แน่นอนว่าเขาย่อมรู้ดี หากเฝิงเว๋ยหาแพะรับบาปได้จริง ๆ คนผู้นั้นก็จะสามารถช่วยแบกรับความผิดไปได้เกือบหมด
เขาแค่รู้สึกขวางหูขวางตาพฤติกรรมบางอย่างของลูกชายในเวลานี้เท่านั้น
อย่างที่รู้กัน ครั้งล่าสุดที่เขาไว้วางใจเฝิงเว๋ย แต่เจ้าตัวกลับสร้างควาอับอายให้กับโหยวเหว่ย กรุ๊ป
จนถึงตอนนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโหยวเหว่ย กรุ๊ป ก็แทบจะไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาดีกันได้เลย
ดังนั้น เขาจึงรู้สึกคาใจกับนิสัยของเฝิงเว๋ยอยู่บ้าง
ส่วนเฝิงเว๋ยก็อาศัยจางชุนหลานที่คอยหนุนหลังอยู่ พูดจาตอบโต้กับเฝิงต้าลู่
“พ่อคิดมากไปแล้ว”
“พ่อรอดูได้เลย เดี๋ยวผมจะทำให้พ่อกับแม่ประหลาดใจ พ่อจะได้เห็นว่าผมสามารถรับช่วงต่อจากพวกคุณได้!”