ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 272 ก่อนจะฟ้องร้อง
บทที่ 272 ก่อนจะฟ้องร้อง
เมื่อได้ฟังคำพูดของเจียงหลานหยวน เจียงหวู่ก็อดที่จะล้อเลียนต่อไม่ได้
“ทำไม เธอยังกลัวว่าหมอหานจะขายพวกเราทิ้งอีกเหรอ?”
เมื่อได้ยินประโยคของเจียงหวู่ เจียงหลานหยวนก็รีบอธิบายทันที
“พี่ พี่พูดอะไรน่ะ!”
“ฉันจะสงสัยหมอหานได้อย่างไร?”
“ฉันแค่สงสัยนิดหน่อย ว่าตอนนี้เราจะไปที่ไหนกัน”
เมื่อเห็นว่าพี่น้องคู่นี้เริ่มทะเลาะกันอีกครั้ง หานชิงอวี่จึงรีบไกล่เกลี่ยด้วยรอยยิ้ม
“เอาล่ะ ๆ อย่าเพิ่งทะเลาะกันเลย”
“ตอนนี้ผมเตรียมจะพาทุกคนออกจากโรงแรมก่อน ส่วนปลายทางของเราตอนนี้คือหมู่บ้านจัดสรรสำหรับพนักงานของหาน เทคโนโลยี ชื่อว่า ภูผาเหนือธาร”
“พวกคุณพักที่นี่ไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะมีความคืบหน้า”
“แม้ว่าที่นี่จะอยู่ห่างจากที่ทำงานของคุณเจียงสักหน่อย แต่การเดินทางก็สะดวก”
“ที่สำคัญคือ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านดูแลเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันไม่ให้เฝิงเว๋ยกลับมาเล่นงาน พวกคุณจึงควรพักที่นี่กันก่อน”
เมื่อได้ยินคำพูดของหานชิงอวี่ พี่น้องทั้งสองก็ซาบซึ้งใจ
แม้ว่าก่อนหน้านี้หานชิงอวี่จะเคยช่วยเหลือพวกเขามามากมาย แต่ตอนนั้น แพทย์หนุ่มเพียงต้องการให้พวกเขาเข้าร่วมประชุมเพื่อล้มล้างบริษัทเฝิง และเพื่อตัดความสัมพันธ์ระหว่างโหยวเหว่ย กรุ๊ปและบริษัทเฝิงอย่างสิ้นเชิง
แต่คาดไม่ถึงว่าตอนนี้โหยวเหว่ย กรุ๊ปจะเข้าสู่สงครามเย็นกับบริษัทเฝิงแล้ว
หานชิงอวี่ยังคงให้ความช่วยเหลือพวกเขาอย่างเต็มที่ แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขารู้สึกซาบซึ้งใจแล้ว
เมื่อรถยนต์แล่นมาถึงประตูหมู่บ้าน ก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนต้องจากกัน
หานชิงอวี่รับกุญแจมาจากคนขับรถ ก่อนจะพูดกับสองพี่น้องตระกูลเจียง
“เอาล่ะ ค่อนข้างดึกแล้ว ผมจะไม่ขึ้นไปกับพวกคุณ”
“ไม่ต้องกังวลว่าจะหาห้องพักไม่เจอ ห้องที่จะให้พวกคุณพักได้ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว หากมีข้อสงสัยอะไร ก็ถามเจ้าหน้าที่ขอหาน เทคโนโลยีที่อยู่ข้าง ๆ นี้ได้เลย”
“อ้อ ใช่แล้ว ต่อไปอย่าลืมระวังตัวด้วย”
เจียงหวู่ฟังจบก็โค้งให้กับหานชิงอวี่ที่กำลังจะขึ้นรถในทันที
“พี่อวี่ ขอบคุณครับ”
“จริง ๆ ต้องขอบคุณที่คุณดูแลพวกเราในช่วงเวลาแบบนี้ ผมกับเสี่ยวหยวนถึงได้หนีออกมาจากเงื้อมมือของพวกนั้นได้หลายต่อหลายครั้ง”
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ ผมกับเสี่ยวหยวนคงจะโดนทำร้ายไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว”
สิ่งที่เขาพูดนั้นล้วนเป็นความจริง
เพราะเฝิงเว๋ยเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวมาตั้งแต่เด็ก แต่สำหรับเจียงหวู่ที่แม้จะมีประสบการณ์การต่อสู้ในโลกภายนอกอยู่บ้าง แต่ก็คงไม่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของเฝิงเว๋ยได้
หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหานชิงอวี่ พวกเขาคงไม่สามารถหนีออกจากเงื้อมมือของบริษัทเฝิงได้
เจียงหลานหยวนเห็นว่าจู่ ๆ พี่ชายก็ทำหน้าจริงจังขึ้นมา เธอจึงโน้มตัวลงเล็กน้อย แล้วกล่าวขอบคุณหานชิงอวี่
“ใช่แล้วค่ะคุณหมอหาน คุณช่วยฉันมากกว่าที่ช่วยพี่ชายฉันอีกนะคะ”
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณหมอ บางทีตอนที่อยู่ในเมืองเจียงเฉิง ฉันอาจจะถูกผู้ชายคนนั้น…”
เธอนึกถึงตอนที่ได้เจอหานชิงอวี่ครั้งแรก ตอนนั้นเขายังสวมหน้ากากตลก ๆ อยู่เลย ฉากนั้นยังคงเป็นภาพที่เจียงหลานหยวนจดจำได้อย่างแม่นยำ
ส่วนหานชิงอวี่ก็ยกมือขึ้นมาตบไหล่ของทั้งคู่เบา ๆ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ
“เอาล่ะ หยุดพูดซึ้ง ๆ ได้แล้ว”
“พวกคุณก็ช่วยผมจัดการกับบริษัทเฝิงได้ไม่น้อยไม่ใช่เหรอ?”
“แม้ตอนนี้บริษัทเฝิงจะยังดิ้นรนอยู่ แต่เชื่อเถอะว่า อีกไม่นาน บริษัทเฝิงก็คงจะอยู่ไม่ได้แล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของหานชิงอวี่ ดวงตาของพี่น้องคู่นี้ก็เป็นประกายขึ้นมาพร้อม ๆ กัน
จากนั้นพวกเขาก็หันไปมองหานชิงอวี่แล้วถามขึ้น
“คุณหมอหาน ยังมีเรื่องอื่นที่ยังไม่ได้บอกพวกเราอีกไหม?”
หานชิงอวี่กำลังจะอ้าปากพูดบางอย่าง แต่ก็ทำเหมือนเจียงหวู่ที่มักจะซื้อเวลาไปก่อน แล้วพูดกับทั้งคู่ด้วยรอยยิ้ม
“ความลับสวรรค์บอกไม่ได้”
“เอาล่ะ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว”
“ทุกคนกลับไปพักก่อนเถอะ รอมีข่าวดีเมื่อไหร่แล้วผมจะแจ้งให้พวกคุณทราบทันที!”
เจียงหลานหยวนและเจียงหวู่ที่ได้ยินประโยคนี้ก็ผิดหวังเล็กน้อย เพราะหานชิงอวี่ทำให้พวกเขาลุ้นระทึกขนาดนี้ แล้วพวกเขาจะนอนหลับลงไปได้อย่างไร
แต่เมื่อมองดูหานชิงอวี่ที่ขึ้นรถไปแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเก็บความลุ้นระทึกนี้ไว้สักพัก
แพทย์หนุ่มโบกมืออำลาพี่น้องตระกูลเจียง ขณะนั่งอยู่ในรถก็พิมพ์ข้อความหนึ่งส่งให้หลินเหม่ยเสวี่ยผ่านทางวีแชต
[คุณหลิน ตั้งแต่ตอนกลางวันเป็นต้นไป คุณสามารถยื่นฟ้องร้องได้แล้ว]
[แต่ก่อนที่จะฟ้องร้อง…]
หานชิงอวี่พิมพ์ข้อความยาวเหยียดลงในวีแชตอีกครั้ง ก่อนจะปิดโทรศัพท์ลงแล้วกลับบ้านไปพักผ่อน
วันรุ่งขึ้น
เมื่อหลินเหม่ยเสวี่ยเห็นข้อความของหานชิงอวี่ เธอก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อได้อ่านข้อความที่ตามอีกยาวเหยียด เธอก็พยักหน้ารับรู้อย่างครุ่นคิด
หลังจากจัดการอารมณ์ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว หลินเหม่ยเสวี่ยก็โทรหาเฝิงเว๋ยทันที
ที่บ้านตระกูลเฝิงในขณะนี้ เฝิงเว๋ยที่ยังงัวเงียก็ได้รับโทรศัพท์จากหลินเหม่ยเสวี่ย
เมื่อคืนนี้เขานอนดึกกว่าหานชิงอวี่ด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อถูกปลุกให้ตื่นจากความฝัน ก็คงไม่ต้องบรรยายถึงอารมณ์ของเขาในเวลานี้
“ฮัลโหล ใครน่ะ?”
หลังจากที่รับสายด้วยความหงุดหงิด เสียงที่คุ้นเคยของหลินเหม่ยเสวี่ย ก็ดังขึ้นจากปลายสาย
แต่คราวนี้เสียงของเธอสงบนิ่งขึ้นมาก และปราศจากความตื่นเต้นเหมือนเช่นเคย
[คุณชายเฝิง ฉันหลินเหม่ยเสวี่ยเอง]
[ครั้งนี้ที่โทรมา ฉันจะมาคุยกับคุณเรื่องปัญหาของอุปกรณ์ของบริษัทเฝิงที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย]
[ถ้าพวกคุณไม่แสดงท่าทีขอโทษที่ควรจะมีให้ฉันเห็น ฉันจะดำเนินการทางกฎหมาย]
[เมื่อถึงเวลานั้น เราก็ให้กฎหมายตัดสินความเป็นธรรมก็แล้วกัน]
ระหว่างรู้สึกงัวเงีย เฝิงเว๋ยก็จำได้ดีว่าเสียงปลายสายคือหลินเหม่ยเสวี่ย
แม้จะยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือ แต่เฝิงเว๋ยก็รู้สึกชอบเสียงนี้อยู่ไม่น้อย เพราะตัวเขาเองก็เคยหมายปองหลินเหม่ยเสวี่ยมาก่อน ฉะนั้น การได้ยินเสียงของสาวงามแต่เช้าเช่นนี้ ก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งสำหรับเขา
แต่หลังจากได้ฟังหัวข้อที่หลินเหม่ยเสวี่ยพูดถึง ความรู้สึกเบื่อหน่ายก็เกิดขึ้นในใจของเฝิงเว๋ย
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตะโกนใส่ทันที
“จะดำเนินการทางกฎหมายก็ดำเนินการมาสิ ฉันไม่กลัวหรอก!”
“ฉันจะบอกให้รู้เอาไว้นะ ถึงเธอจะฟ้องได้สำเร็จ ฉันก็ไม่ใช่คนที่จะติดคุก!”
หลังจากพูดจบ เฝิงเว๋ยก็หัวเราะเยาะด้วยความดูถูก แล้วเตรียมที่จะโยนโทรศัพท์ในมือทิ้ง
แต่ในเวลานั้นเอง ก็มีเสียงอันทรงพลังดังขึ้นจากในห้องนอนของเฝิงเว๋ย
“เกิดอะไรขึ้น?”