ปลุกอาชีพผู้อัญเชิญ: ฉันมีสูตรโกงซื้อทุกอย่างได้ในราคา 1 เหรียญทองแดง - บทที่ 54: บุกดันเจี้ยนถ้ำยักษ์ระดับนรก!
- Home
- ปลุกอาชีพผู้อัญเชิญ: ฉันมีสูตรโกงซื้อทุกอย่างได้ในราคา 1 เหรียญทองแดง
- บทที่ 54: บุกดันเจี้ยนถ้ำยักษ์ระดับนรก!
ระหว่างทาง อาจารย์ทั้งสี่ก็แนะนำตัวกัน
อัศวินและนักธนูมาจากมหาวิทยาลัยต้าเซีย
ชื่อของพวกเขาคือ ‘เย่หลงอิน’ และ ‘เย่เฟิงอู่’ ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน
ส่วนจอมเวทจากมหาวิทยาลัยชิงหัว มีชื่อว่า ‘มู่หนี่ชาง’
มือสังหารจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นที่ไม่ค่อยพูด มีชื่อว่า ‘จางเจ๋อ’
จางเจ๋อไม่ได้สนใจทั้งสามคนมากนัก
แต่ไม่ใช่เพราะพรสวรรค์หรือความสามารถไม่ดีแต่อย่างใด
ซูเฉินมองออกด้วยดวงตาแห่งการมองทะลุ
อีกฝ่ายรับศิษย์เฉพาะอาชีพสายมือสังหารเท่านั้น
ในทางกลับกัน พี่น้องตระกูลเย่กลับกระตือรือร้นมาก
พวกเขาคอยถามคำถามซูเฉินกับลั่วเสี่ยวหยูไม่หยุด
ขณะเดียวกัน มู่หนี่ชางก็เดินอยู่ข้างๆ เซี่ยหลิงหยุน ทั้งสองคุยกันอย่างออกรส
เมื่อมีทั้งสี่เข้าร่วม บรรยากาศของทีมก็ค่อนข้างดีขึ้นมาก
การเดินทางที่น่าเบื่อ ก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
ระหว่างทาง พวกเขาก็ต้องเจอมอนสเตอร์จำนวนไม่น้อย
ซูเฉินสามารถใช้สกิลระเบิดตัวเองกวาดล้างได้ทั้งหมด
แต่เขาไม่ได้ทำแบบนั้นเพราะอาจารย์ทั้งสี่อยู่ตรงนี้ด้วย
ถ้าทำผลงานดี ก็จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษทันทีที่เข้ามหาวิทยาลัย
ซูเฉินจึงอยากให้เซี่ยหลิงหยุนและลั่วเสี่ยวหยูโดดเด่น
เขาจึงเปิดโอกาสให้พวกเธอแสดงความสามารถอย่างเต็มที่
และทั้งสองก็ไม่ได้ทำให้เขาหรืออาจารย์ผิดหวัง
เนื่องจากค่าพลังที่ต่างกัน ความเสียหายของเซี่ยหลิงหยุนจึงไม่สูงมาก แต่การควบคุมและการตัดสินใจของเธอยอดเยี่ยม
เธออาจพลาดเล็กน้อยเพราะขาดประสบการณ์ แต่ด้านอื่นไม่มีปัญหาเลย
มู่หนี่ชางดูใส่ใจเธอเป็นพิเศษ ถึงขั้นลืมว่าตัวเองกำลังปิดบังตัวตน และให้คำแนะนำหลายครั้ง
เซี่ยหลิงหยุนก็เรียนรู้ได้เร็ว ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนผลงานของลั่วเสี่ยวหยูสมบูรณ์แบบจนทำให้ซูเฉินและอาจารย์อีกสามคนตกตะลึง
เธอมีอาชีพสายนักบวช หน้าที่หลักคือรักษาและบัฟเสริมพลัง
แต่การเป็นนักบวชไม่ใช่แค่โยนสกิลใส่เพื่อนไปเรื่อยๆ
เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีพรสวรรค์ฟื้นฟูมานา ระดับ SSS
มานาของคนทั่วไปมีจำกัด
แล้วภายใต้มานาที่จำกัดจะต้องทำยังไง?
ก็ต้องใช้สกิลให้ถูกจังหวะและให้กับคนที่ต้องการ
นี่คือหัวใจสำคัญของนักบวช
และลั่วเสี่ยวหยูที่ยังไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ก็ควบคุมได้ดีขนาดนี้แล้ว ทำให้เย่เฟิงอู่ตามตื๊อเธอไม่หยุด
คำถามยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนอยากรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเธอให้หมด
ส่วนซูเฉิน เขาไม่จำเป็นต้องแสดงอะไรเป็นพิเศษ
สำหรับผู้อัญเชิญในช่วงต้น สิ่งที่ต้องประเมินคือการควบคุมสิ่งมีชีวิตอัญเชิญ และการใช้สกิลสนับสนุน
ซูเฉินไม่ได้ควบคุมอะไรมากมาย แค่กำหนดเป้าหมาย แล้วปล่อยให้พวกมันจัดการเอง
ดังนั้น อาจารย์ทั้งสี่จึงเริ่มสงสัยในความสามารถของเขาเล็กน้อย
จนกระทั่ง…
ตอนที่เผชิญหน้ากับฝูงมอนสเตอร์จำนวนมาก
ซูเฉินแสดงให้เห็นถึงการอัญเชิญแบบต่อเนื่องจนสิ่งมีชีวิตอัญเชิญกระจายเต็มสนาม
อาจารย์ทั้งสี่ถึงกับตกตะลึง
พวกเขาเพิ่งเข้าใจ…
ไม่ใช่ว่าเขาไม่พยายามควบคุม แต่มันไม่จำเป็น!
และเขาก็ควบคุมทั้งหมดไม่ไหวอยู่แล้ว!
ความเร็วในการเดินทางของทีมค่อนข้างเร็ว
ประมาณห้าชั่วโมงต่อมา…
ประตูแสงที่อยู่ในถ้ำลับแห่งหนึ่งก็ปรากฏต่อสายตาของซูเฉิน
ในขณะที่ผู้เข้าสอบคนอื่นยังเถียงกันเรื่องจัดทีม ทีมของซูเฉินกลับหาดันเจี้ยนเจอแล้ว
และยังได้รับความสนใจจากอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
พูดง่ายๆ ก็คือพวกเขานำหน้าไปไกล!
[ฝากติดตามเพจด้วยนะคะ Facebook Page: Rubybibi นิยายแปล]
…
“ถึงแล้ว ที่นี่คือทางเข้าดันเจี้ยนถ้ำยักษ์”
เย่หลงอินยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ
“แค่หาทางเข้าดันเจี้ยนเจอ ก็ถือว่าพวกคุณนำหน้าคนอื่นมากแล้ว”
“เวลาที่เหลือพอให้พวกคุณลงดันเจี้ยนได้อีกหลายรอบเพื่อเก็บคะแนน”
“บางที อันดับหนึ่งของประเทศปีนี้อาจเป็นคนใดคนหนึ่งในพวกคุณก็ได้”
“แต่ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งเข้าไปตอนนี้”
“ไปหาพวกมอนสเตอร์ด้านนอกฝึกก่อน จะได้คุ้นเคยกับความสามารถของพวกมัน”
“เตรียมตัวให้ดี แล้วจะชนะทุกการต่อสู้!”
อีกฝ่ายพูดยาวมาก แต่ซูเฉินไม่ได้ฟังเลย
“ไม่เห็นต้องยุ่งยากเลย” ซูเฉินพูดอย่างไม่ใส่ แล้วพาสองสาวเดินเข้าประตูแสง
เย่เฟิงอู่กลั้นขำ เดินไปตบไหล่เย่หลงอิน “พี่ยังไม่รู้สึกอีกเหรอ? เด็กคนนั้นทั้งหยิ่งยโสและมั่นใจในตัวเองมาก”
“ถ้าไม่เจ็บตัว เขาก็ไม่ฟังใครหรอก”
เย่หลงอินถอนหายใจ “ฉันก็รู้ แต่ด้วยนิสัยแบบนั้น ถ้าพลาดครั้งเดียว อาจไม่มีโอกาสอีกเลย”
“แต่โชคดีที่พื้นฐานของทั้งสามคนดี…”
“ถ้าลงระดับง่าย อาจจะลำบากสักหน่อย แต่ก็ยังมีโอกาสผ่าน”
ในตอนนั้นเอง จางเจ๋อที่เงียบมาตลอดก็เปิดแผงข้อมูลดันเจี้ยน ซึ่งสามารถดูข้อมูลทีมที่กำลังท้าทายอยู่ได้
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป แล้วพูดขึ้น “พวกเขาไม่ได้ลงระดับง่าย!”
เย่หลงอินตกใจและพูดออกมาด้วยความตื่นตระหนก “ครั้งแรกก็ลงระดับปกติเลยเหรอ?”
“ก็พูดไปตั้งหลายครั้งแล้วว่า ดันเจี้ยนที่นี่ไม่เหมือนที่ดาวสีน้ำเงิน ทำไมยัง…”
จางเจ๋อหลีกทางให้พวกเขาดู
เย่หลงอินมองไปที่หน้าจอ
[ทีมที่กำลังท้าทาย: ทีมซูเฉิน สมาชิก: ซูเฉิน, เซี่ยหลิงหยุน, ลั่วเสี่ยวหยู ระดับความยาก: นรก]
เมื่อเห็นคำว่า “นรก” ชัดๆ
สีหน้าของทั้งสามคนแข็งทื่อในทันที
ความตกใจ ความไม่เข้าใจ ความสงสัย… ปะปนกันในสายตา
เย่หลงอินขยี้ตา แล้วก้มไปดูใกล้ๆ มองซ้ำอยู่สามสี่รอบ
หลังจากผ่านไปนาน…
เขาพูด “แย่จริงๆ นึกว่าเขาแค่หยิ่งยโส แบบนั้นยังพอช่วยได้”
“ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นคนบ้าบิ่นขนาดนี้”
“เข้าดันเจี้ยนเหวลึกครั้งแรกก็เลือกระดับนรก? รนหาที่ตายชัดๆ!”
มู่หนี่ชางพูดด้วยความกังวล “แล้วจะทำยังไงดี มีวิธีแก้มั้ย?”
เย่เฟิงอู่ยิ้มอย่างขมขื่น “เราจะทำอะไรได้ล่ะ? ต้องรอให้พวกเขาออกมาเอง คนข้างนอกแทรกแซงไม่ได้”
“แต่ไม่ต้องกังวลมากหรอก เด็กคนนั้นดูเหมือนมีไพ่ตายซ่อนอยู่”
เย่หลงอินนั่งยองๆ กุมหัว “ไพ่ตายแบบไหนถึงจะช่วยเคลียร์ดันเจี้ยนระดับนรกได้?”
“แค่มอนสเตอร์ระดับทั่วไปก็น่าจะฆ่าพวกเขาได้แล้ว”
“ทางที่ดีที่สุดคือสู้รอบแรกไม่ไหว แล้วรีบออกมา”
“แต่ถ้าผ่านไปเจอบอส แล้วออกไม่ทัน… ก็จบเลย!”
อาจารย์ทั้งสี่สีหน้าตึงเครียด บรรยากาศหนักอึ้ง
แต่ทั้งสามคนที่เข้าดันเจี้ยนไปแล้วกลับผ่อนคลายมาก
ซูเฉินผ่อนคลาย เพราะเขารู้ว่าตัวเองแข็งแกร่งแค่ไหน
และสองสาวก็ผ่อนคลาย เพราะพวกเธอเชื่อในตัวซูเฉิน
ทั้งสามลืมตาขึ้น
ตรงหน้าคือปากถ้ำขนาดใหญ่ พื้นดินเต็มไปด้วยรอยเท้ามากมาย บางรอยยาวถึงสองเมตร
สองข้างทางเต็มไปด้วยกองกระดูกสัตว์และมนุษย์กองอยู่คล้ายภูเขาเล็กๆ
กระดูกถูกแทะจนเกลี้ยง ไม่เหลือร่องรอยของเนื้อหรือเลือดเลย
กระดูกบางชิ้นแสดงให้เห็นร่องรอยของการแตกหักอย่างรุนแรง
กลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาจากถ้ำ ทำให้รู้สึกคลื่นไส้
ครั้งนี้ซูเฉินยังไม่ทันพูด ลั่วเสี่ยวหยูก็รีบใช้สกิลทันที
แสงสีทองปกคลุมทั้งสาม ช่วยขับไล่กลิ่นเหม็นออกไป
“ดันเจี้ยนอะไรเนี่ย น่าขยะแขยงชะมัด!” ลั่วเสี่ยวหยูพูดอย่างรังเกียจ
“โชคดีที่มีเธอมาด้วย” ซูเฉินลูบหัวเธอเบาๆ
ถึงแม้เขาจะทนได้ แต่เขาก็ไม่อยากทนกับกลิ่นเหม็นนั้น
ลั่วเสี่ยวหยูพูดด้วยความไม่พอใจ “บอกแล้วไงว่าอย่าแตะหัวฉัน!”
ซูเฉินไม่ใส่ใจ สายตามองไปที่ปากถ้ำ แล้วพูดด้วยความมั่นใจ
“ไปกันเถอะ ฉันอยากรู้แล้วว่ามอนสเตอร์ในดันเจี้ยนถ้ำยักษ์ระดับนรกจะแข็งแกร่งแค่ไหน!”
……………