ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 128 สองเพลงโบราณของไป่ตี้!
ตอนที่ 128 สองเพลงโบราณของไป่ตี้!
สัญญาของนักแต่งเพลงในบริษัทต้องต่อภายในสิ้นเดือน
การเป็นนักแต่งเพลงมือทองของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และคว้าสัญญาส่วนแบ่งห้าสิบเปอร์เซ็นต์จึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน
หลินจือไปจำเป็นต้องเร่งมือและให้ระบบช่วยสร้างเพลงใหม่สองเพลง
เพราะตอนนี้เวลาล่วงเลยไปหนึ่งในสามของเดือนนี้แล้ว เขาจำเป็นต้องมีเวลาในการโปรโมตมากพอ
แล้วจะเลือกปล่อยสองเพลงไหนดีละ?
หลินจือไปกลับมาที่ห้องแล้วเปิดชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล
กวาดตาดูสิบอันดับแรกโดยคร่าวก่อนจะหยุดสายตาที่ ‘หมอกทรายครึ่งเมือง’
ได้แล้ว!
ในเมื่อเพลงโบราณของฉูฉือกำลังครองอันดับหนึ่งชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลเดือนนี้
เช่นนั้นตนก็จะเขียนเพลงโบราณเพิ่มอีกสองเพลงในนามไป่ตี้เลยแล้วกัน!
แน่นอน
สองเพลงโบราณนี้ต้องมีคุณภาพพอจะทะลุเข้าสิบอันดับแรกของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลได้
และต้องไม่ไปคุกคามอันดับหนึ่งของ ‘หมอกทรายครึ่งเมือง’ ด้วย
แม้ว่าจะเร่งรีบแค่ไหน แต่ก็ใช่ว่าจะทำลายเวทีของตัวเองได้
เมื่อนึกได้ดังนั้น หลินจือไปก็เรียกระบบขึ้นมาสร้างเพลงโบราณสองเพลงทันที
ติ๊งต่อง
ระบบแจ้งเตือน
“ขอแสดงความยินดี โฮสต์ได้รับเพลงโบราณ ‘โฉมงาม’”
“ขอแสดงความยินดี โฮสต์ได้รับเพลงโบราณ ‘ใต้หล้า’”
หลินจือไปรับข้อมูลของสองเพลงนี้อย่างรวดเร็ว ค่อยๆ เข้าใจทุกอย่าง
เพลง ‘โฉมงาม’ นี้เป็นผลงานในช่วงแรกๆ ของหูเยี่ยนปิน กระทั่งเรียกได้ว่าเป็นเพลงสร้างชื่อของเขา
ในฐานะเพลงโบราณที่ยอดเยี่ยมมากเพลงหนึ่ง ท่วงทำนองของเพลงนี้มีจังหวะที่พลิ้วไหวขึ้นลงอย่างมีชีวิตชีวา
การเรียบเรียงดนตรีก็ทั้งไพเราะและทรงพลัง
ผสานเข้ากับการร้องที่เต็มไปด้วยลูกเล่นการเปลี่ยนเสียง ทำให้เพลงนี้มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและโดดเด่นมาก
ส่วน ‘ใต้หล้า’ เป็นผลงานในช่วงแรกของจางเจี้ย
จริงๆ แล้วก็เป็นหนึ่งในเพลงสร้างชื่อของอาเจี้ยเช่นกัน คุณภาพก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน
ยิ่งใหญ่ทรงพลังแต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนในจิตวิญญาณแห่งผู้กล้า
สองเพลงนี้มีน้ำหนักเพียงพอแล้ว หากเป้าหมายแค่จะทะลุเข้าสู่สิบอันดับแรกของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลก็น่าจะไม่ใช่ปัญหา
ขณะเดียวกันการปล่อยสองเพลงนี้ในเดือนนี้ก็ไม่ถึงขั้นคุกคามเพลง ‘หมอกทรายครึ่งเมือง’ ที่กำลังครองอันดับหนึ่ง
เพราะเพลง ‘หมอกทรายครึ่งเมือง’ ถูกปล่อยตั้งแต่ต้นเดือน บวกกับแรงสนับสนุนจากภาพยนตร์ของเกาซิงเยว่
ทำให้มียอดดาวน์โหลดสะสมในตอนนี้สูงมากแล้ว
เมื่อเทียบกันถึงแม้เพลงทั้งสองของไป่ตี้จะมีคุณภาพน่าประทับใจใกล้เคียงกัน
แต่ต้องรอถึงประมาณวันที่สิบกว่าจะได้วิ่งลงสนาม ย่อมไม่อาจไล่ตามอันดับหนึ่งของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลทันแน่นอน
ในกรณีที่คุณภาพของผลงานและทรัพยากรด้านการโปรโมตไม่ได้ต่างกันมากนัก
เพลงไหนปล่อยก่อน เพลงนั้นก็มักจะได้เปรียบกว่าในการไต่ชาร์ตเสมอ
แล้วสองเพลงนี้ให้ใครร้องดีละ?
หลินจือไปครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจยก ‘ใต้หล้า’ ให้หลินโสวจัว
หลินโสวจัวน่าจะร้องได้ไม่ยาก เพราะความยากของเพลงนี้แค่ระดับปานกลาง
ส่วนที่ยากที่สุดจริงๆ ก็คือท่อนแร็ปตรงกลาง ถ้าถึงที่สุดแล้วทำไม่ได้ก็ค่อยหาคนอื่น
ส่วน ‘โฉมงาม’ คงได้แต่ต้องยกให้ซุนกู่
เพลงนี้มีลูกเล่นการเปลี่ยนเสียงเยอะมาก ซึ่งนักร้องทั่วไปยากจะรับมือได้
จุดเด่นที่สุดของหูเยี่ยนปินก็คือสไตล์การร้องที่ใส่ลูกเอื้อนอย่างบ้าคลั่งแบบนั้นแหละ
ลงมือกันเลย!
หลินจือไปจัดการเขียนโน้ตเพลงเสร็จอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแยกส่งให้หลินโสวจัวและซุนกู่แต่ละคน
จากนั้น หลินจือไปก็เริ่มทำดนตรีประกอบและเรียบเรียงเพลงทั้งสอง
เขาต้องเร่งปล่อยให้ทันวันที่สิบของเดือนนี้
ถ้าช้ากว่านั้นแล้วเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาคงยุ่งยาก
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีทางถอยคือให้จางซีหยางมาช่วยอุดรูรั่วเป็นกรณีฉุกเฉิน
ขณะที่หลินโสวจัวกำลังนั่งคุยกับแม่อยู่ที่บ้าน จู่ๆ ก็ได้รับข่าวจากหลินจือไป เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“คุณอาแต่งเพลงให้ผม!”
แม่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มพร้อมกล่าวว่า
“เขาให้ความสำคัญกับลูกจริงๆ นะ ตอนนี้เขาเขียนเพลงให้ลูกตั้งสี่เพลงแล้วใช่ไหม?
ต่อไปลูกห้ามทำให้เขาผิดหวังละ!”
มีสี่เพลงแล้วจริงๆ
เพลงแรกคือ ‘ดับทุกข์’
เพลงที่สองคือ ‘คนแบบฉัน’
เพลงที่สามคือ ‘เป็นดั่งฝัน’
ส่วนเพลงที่สี่ก็คือ ‘ใต้หล้า’ ที่อยู่ตรงหน้านี้เอง
หลินโสวจัวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“แม่วางใจได้เลยครับ ต่อให้คุณอาบอกให้ผมออกจากเสินฮว่า ผมก็จะไม่แม้แต่ขมวดคิ้วสักนิดเลยละครับ!”
“เจ้าลูกคนนี้นี่”
แม่บ่นอย่างไม่พอใจว่า
“อยู่ดีๆ เขาจะให้ลูกออกจากเสินฮว่าทำไมกัน เสินฮว่านะปู่เขาเป็นคนก่อตั้งนะ”
หลินโสวจัวยิ้มเล็กน้อย จากนั้นมองดูเพลงและลองร้องออกมา
ตอนแรกก็ยังติดขัดเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ คุ้นชินกับทำนอง การร้องจึงราบรื่นขึ้น
แม่ฟังอย่างสนใจใคร่รู้
“ควันสงครามปะทุยังไขว่คว้าExternalรักดุจคลื่นซัดทราย ยามพบนวลนางดังธาราวสันต์สะท้อนดอกหลี
โบกกระบี่ตัดขอบฟ้า วางความถวิลหาลงแผ่วเบา ในฝันยังคงเฝ้าห่วงหาเจ้าไม่เสื่อมคลาย
จะใส่ใจไปใยว่าผู้ใดขุนนางฤาราชัน จะสนใจไปใยว่าโลกจารึกชื่อใครไว้ชั่วกาล
ขอเพียงรักลบล้างความวุ่นวายไร้สิ้นสุดใต้ฟ้าพสุธานี้
จักขอรักยืนยงดุจพาดินมั่นคงชั่วนิรันดร์ ปรารถนาอ่อนละไมดังวารีใสไร้คลื่นลม
ใครเล่าจะใส่ใจว่าผู้ใดคือเจ้าฤดูกาล…”
ตอนแรกหลินโสวจัวก็เขินอยู่บ้าง แต่พอเห็นว่าแม่ตั้งใจฟัง เขาก็ตั้งใจร้องอย่างเต็มที่
ท่อนฮุคของเพลง ‘ใต้หล้า’ จึงดังกังวานไปทั่วห้อง
“ลมทรายกระหน่ำไซร้หวั่นเกรงสิ่งใดชีวิตมีรัก ผมหงอกขาวเศร้าตรมมิอาจรั้งคงตะวันวัยเยาว
สละปฐพีดุจภาพวาดแลกยิ้มงามบุปผชาติโฉมตรู หนึ่งชีวีเฝ้าหวนหากลับคืนมาเพียงเปล่าดาย
หากใจไร้โทษทัณฑ์รักหรือชังตามแต่นาง ใต้หล้ากว้างใหญ่หนทางรักไร้สิ้นสุด
วางมือทิ้งใต้หล้าเพื่อแก้วตานงคราญ…”
ฟังจบ แม่พยักหน้ากล่าวว่า
“เพลงนี้เพราะจัง!”
หลินโสวจัวยิ้ม
“เพลงที่คุณอาเขียนย่อมไร้ที่ติอยู่แล้ว นี่ก็เป็นเพลงโบราณ แต่กลับผสมผสานการแร็ปเข้าไป
ถือเป็นวิธีการนำเสนอที่ไม่ค่อยได้เห็นในเพลงโบราณสักเท่าไร”
“เพลงโบราณ…”
จู่ๆ แม่ก็เอ่ยว่า
“แม่เห็นในอินเทอร์เน็ตบอกว่ามีคนคนหนึ่ง เป็นมือหนึ่งของเพลงโบราณอะไรทำนองนั้น
คนคนนั้นเก่งเทียบไป่ตี้ได้ไหม?”
“คนคนนั้น…”
สีหน้าหลินโสวจัวดูแปลกใจเล็กน้อย เขาเองก็สงสัยมาตลอดว่าฉูฉืออาจมีความเกี่ยวข้องกับคุณอาของเขา
“น่าจะพอๆ กันมั้งครับ…”
เขากล่าวเช่นนั้น ในตอนนั้นเอง ซุนกู่ก็โทรเข้ามาอย่างกะทันหัน
หลินโสวจัวรับสาย ก็ได้ยินเสียงซุนกู่ที่ตื่นเต้นสุดๆ
“โสวจัวๆ อาจารย์ไป่ตี้เขียนเพลงใหม่ให้ฉันละ นี่เป็นเพลงใหม่ที่โคตรสุดยอดเลย
สไตล์เพลงคล้ายกับ ‘แสงจันทรา’ คุณภาพแทบไม่ต่างกันเลย!”
“เขาเขียนให้นายด้วยเหรอ?”
“ด้วย?”
“ฉันก็ได้เพลงชื่อว่า ‘ใต้หล้า’ เป็นเพลงโบราณเหมือนกัน”
“นายก็ได้เหรอ?”
ซุนกู่ชะงักไปเล็กน้อย แต่จู่ๆ กลับได้ยินเสียงหลินโสวจัวที่จริงจังขึ้น
“งานของพวกเรา น่าจะเป็นการทะลุเข้าไปถึงสิบอันดับแรกในชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล”
“หมายความว่ายังไง?”
“เพราะคุณอามีเพลงที่เข้าถึงสิบอันดับแรกในชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลรวมแปดเพลงแล้ว
ถ้าสองเพลงนี้ติดสิบอันดับแรกอีก เขาจะได้เซ็นสัญญาเป็นนักแต่งเพลงมือทองไงละ
อย่าลืมสิว่าปลายเดือนนี้เป็นช่วงที่บริษัทจะปรับเปลี่ยนสัญญานักแต่งเพลงนะ”
“โอ้!”
ซุนกู่ถึงกับอุทานด้วยความตกใจ
“นายกำลังบอกว่าอาจารย์ไป่ตี้ต้องการทำสัญญานักแต่งเพลงมือทองใช่ไหม?”
“ใช่!”
หลินโสวจัวอุทานด้วยความทึ่ง
“นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์เลยที่มีนักแต่งเพลงใช้เวลาแค่ปีเดียว
ก็เปลี่ยนจากหน้าใหม่กลายเป็นนักแต่งเพลงมือทอง”
คุณอาช่างเก่งสุดยอดไปเลย!
ซุนกู่เงียบไปนานก่อนจะพูดอีกครั้งว่า
“งั้นเราสองคนจะทำพลาดไม่ได้ เพลงนี้ปล่อยเมื่อไหร่เราจะออกไปโปรโมตทันที
ต้องทำให้มั่นใจว่าติดสิบอันดับแรกของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล
ถึงฉันจะรู้สึกว่าต่อให้ไม่ไปโปรโมต เพลงใหม่ของอาจารย์ไป่ตี้ที่จะปล่อยวันที่สิบก็คงติดสิบอันดับแรกอยู่ดี”
“ต้องโปรโมต”
หลินโสวจัวกล่าวอย่างจริงจัง
“ต้องทำให้แน่ใจว่าจะไม่พลาดเด็ดขาด!”
ตามแผนที่หลินจือไปวางไว้ วันที่สิบเขาก็ทำดนตรีประกอบของสองเพลงเสร็จเรียบร้อย
แล้วก็พาหลินโสวจัวกับซุนกู่ไปอัดเสียงทันที
ไม่รู้ทำไม หลินจือไปรู้สึกว่าหลินโสวจัวกับซุนกู่มีความฮึกเหิมผิดปกติ
ประสิทธิภาพการทำงานก็ยอดเยี่ยมมาก ใช้เวลาคนละครึ่งวันก็เสร็จสิ้นการบันทึกเสียง
“ลำบากแล้วนะ”
หลินจือไปทักทายทั้งสองเล็กน้อย แล้วถือสองเพลงที่อัดเสร็จเรียบร้อยเดินไปยังห้องทำงานของหลินซี
เวลานี้หลินซีใกล้เลิกงานแล้ว พอเห็นหลินจือไปเดินเข้ามา
เธอก็ไม่ได้ต่อว่าเรื่องที่เขาเคยบอกปัดตนก่อนหน้านี้ว่าไม่มีเพลงใหม่แล้ว แต่เอ่ยปากขอฟังผลงานทันที
เพลงแรกที่ฟังคือ ‘โฉมงาม’ โดยเปิดผ่านลำโพง
“กระบี่ต้มสุราไร้รส ดื่มหนึ่งจอกเพื่อใคร เจ้าส่งข้าอำลา เจ้าส่งข้าอำลา
กลิ่นอายเครื่องหอม รักได้ทว่าไม่อาจมอบ ท้องฟ้ากว้างเพียงใด ปฐพีไกลเพียงไหน
หากเจ้าคือวีรบุรุษ ลิขิตให้ไร้น้ำตาไร้ความเสียใจ รอยยิ้มนั้นอันตรายเพียงใดเป็นยาพิษกัดลึก
หยาดน้ำตานั้นงดงามเพียงไหน มีเพียงเจ้ารู้ ดวงใจนี้หากขาดเจ้าชีวิตช่างน่าขัน…”
เสียงของซุนกู่มีเอกลักษณ์อย่างมาก โดยเฉพาะช่วงท่อนฮุค
ยิ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะตัวของเขา ทำให้ผู้ฟังอดไม่ได้ที่จะเงี่ยหูฟังแล้วปล่อยใจล่องลอยไป
“ชื่อเสียงเกียรติยศนี้ไม่ต้องการ หวังแลกเพียงรอยยิ้มโฉมงาม
จากกันครานี้หากยังมีวัฏสงสาร ข้ายอมเกิดเป็นวัวเป็นม้า สุดขอบฟ้าขอร่วมทางเคียงเจ้า…”
ประโยคสุดท้าย ‘สุดขอบฟ้าขอร่วมทางเคียงเจ้า’ เสียงถูกลากให้สูงและยาว
แม้จะแหลมแต่กลับไม่บาดหู สร้างความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกขึ้นมา
ไม่มีคำพูดใด จากนั้นหลินซีก็ฟัง ‘ใต้หล้า’ อีกรอบหนึ่ง
ฟังจบ หลินซีมองน้องชายของตนแล้วพูดออกมาสี่คำว่า
“สมกับเป็นนาย”
หลินจือไปยิ้ม “ติดสิบอันดับแรกได้อยู่เนอะ?”
หลินซีดวงตาเป็นประกาย
“ถึงจะผ่านไปหนึ่งในสามของเดือนนี้แล้ว แต่ด้วยอิทธิพลของไป่ตี้ในตอนนี้ บวกกับคุณภาพของสองเพลงนี้ การเข้าไปติดสิบอันดับแรกไม่ใช่ปัญหา
ถึงปากนายจะบอกว่าไม่สนใจ แต่จริงๆ ในใจก็คงอยากลองปะทะกับฉูฉืออยู่เหมือนกันใช่ไหมละ”
“หือ?”
หลินจือไปงุนงง
หลินซีหัวเราะคิก
“ยังมาทำเป็นไขสืออีก ถ้านายไม่สนใจฉูฉือจริงๆ จะจงใจแต่งเพลงโบราณสองเพลงทำไม?”
จู่ๆ ก่อนหน้านี้ตัวเธอเองเคยให้หลินจือไปแต่งเพลงโบราณ เขายังไม่เต็มใจเลย
แต่ตอนนี้กลับยอมแต่งออกมาได้
เกรงว่าจะเป็นเพราะฉูฉือคนนั้นรุ่งพุ่งแรงเกินไป ทำให้น้องชายคนนี้รู้สึกกดดันจนเกิดความมุ่งมั่นอยากเอาชนะขึ้นมานิดหน่อยละมั้ง?
หลินจือไป “…”
ที่จริงแล้วหลินจือไปไม่ได้คิดแบบนั้นเลย แค่มองดูชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลของเดือนนี้
เห็นว่าอันดับหนึ่งคือ ‘หมอกทรายครึ่งเมือง’ ของตัวเอง ก็แปลว่าในเดือนนี้เพลงโบราณกำลังมาแรง
เลยถือโอกาสเกาะกระแสสักหน่อย เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับการติดสิบอันดับแรก
เลยสั่งให้ระบบจัดทำเพลงโบราณขึ้นมาสองเพลง
แต่สิ่งที่ทำไปกลับถูกพี่สาวเข้าใจว่าตนอยากประลองกับฉูฉือ?
ถ้าพี่สาวยังคิดแบบนี้ โลกภายนอกก็คงจะคิดแบบเดียวกันใช่หรือเปล่า?
หลินจือไปได้แต่ยิ้มขื่นๆ แต่ตอนนี้จะเปลี่ยนเพลงก็ไม่มีเหตุผลจำเป็นอะไร
ไม่เพียงแต่จะวุ่นวายเกินไป ยังจะเผยความจริงว่าเขามีเพลงอีกมากอยู่ในมือด้วย
คนอื่นจะคิดอย่างไรก็ช่างเขาเถอะ
มองในอีกแงหนึ่ง ปล่อยให้ไป่ตี้กับฉูฉือมีการแข่งขันกันบ้างก็คงช่วยสร้างกระแส
ทำให้ทุกคนหันมาสนใจผลงานที่ทั้งสองตัวตนปล่อยออกมามากขึ้น…
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลินจือไปก็เอ่ยว่า
“ถ้าอย่างนั้น เพลงโบราณสองเพลงนี้ปล่อยคืนนี้เลยได้ไหม?”
“ไม่มีปัญหา”
หลินซีมองน้องชายด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“คืนนี้เราจะทำให้ฉูฉือได้เห็นกันว่า เพลงโบราณก็เป็นอีกแนวที่ไป่ตี้ถนัดที่สุดเหมือนกัน!”