ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 130 สถานะของเจียงเฉิงในวงการ
ตอนที่ 130 สถานะของเจียงเฉิงในวงการ
เป็นไปตามคาด เที่ยงของอีกห้าวันต่อมา ‘ใต้หล้า’ ก็พุ่งเข้าสู่สิบอันดับแรก!
คืนวันเดียวกันนั้น ‘โฉมงาม’ ก็พุ่งเข้าสู่สิบอันดับแรกในชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล!
สื่อพากันรายงานว่า
‘ไป่ตี้และฉูฉือแข่งขันช่วงชิงฉายามือหนึ่งเพลงโบราณ’
‘ไป่ตี้ฉูฉือ ยากจะตัดสินแพ้ชนะ!’
‘เพลงโบราณสองเพลงของไป่ตี้ทะลุสู่สิบอันดับแรกในชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลแล้ว’
‘วงการเพลงโบราณ : ไป่ตี้และฉูฉือต่างมีเอกลักษณ์ของตน!’
‘เผชิญหน้าไป่ตี้และฉูฉือ วงการเพลงโบราณเริ่มวางตัวเป็นกลาง!’
‘ไป่ตี้และฉูฉือ : สองดวงดาวคู่แห่งวงการเพลง?’
ชาวเน็ตถกเถียงกันสนั่น! ในวงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด!
ขณะที่เป็นศูนย์กลางของประเด็นร้อน หลินจือไปกลับเดินทางไปที่บริษัท
เซ็นสัญญานักแต่งเพลงมือทองอย่างสบายอารมณ์ เป้าหมายของเขาบรรลุเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนข้างนอกจะตีความยังไงก็ช่าง
“จากนี้นายจะแบ่งรายได้จากการดาวน์โหลดคนละครึ่งกับบริษัท”
เมื่อเห็นน้องชายเซ็นสัญญา หลินซีก็ดีใจไม่น้อย
หลินจือไปยิ้มโดยไม่พูดอะไร ก็แค่แบ่งรายได้จากยอดดาวน์โหลดกับทางบริษัทคนละครึ่งเท่านั้นเอง
รายได้หลักของนักแต่งเพลงมาจากส่วนแบ่งดาวน์โหลด ในขณะที่บริษัทไม่ได้พึ่งรายได้ตรงนี้เป็นหลัก
สำหรับบริษัทแล้ว สิ่งล้ำค่าที่สุดคือผลประโยชน์ที่เพลงเหล่านี้มอบให้กับตัวนักร้องต่างหาก
อย่างเช่นหลังจากที่หลินโสวจัวโด่งดังขึ้นมา เขาก็ไปออกอีเวนต์เชิงพาณิชย์ ออกรายการ กระทั่งรับเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์ต่างๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้มีรายได้ทั้งนั้น รายได้ส่วนนี้บริษัทจะได้ส่วนแบ่งก้อนใหญ่ ขณะที่นักแต่งเพลงจะไม่ได้มีส่วนร่วมในรายได้ตรงนี้เลย
การลงทุนในภาพยนตร์หรือละครก็เป็นแบบเดียวกัน
บางโปรเจกต์ถึงจะขาดทุน แต่ถ้ามีศิลปินของบริษัทที่แจ้งเกิดได้เพราะโปรเจกต์นี้ละ?
ศิลปินคนนั้นก็สามารถสร้างรายได้กลับเข้าสู่บริษัทได้จากการทำงานเชิงพาณิชย์
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางโปรเจกต์ถึงขาดทุน แต่ทุกคนกลับยังยินดีที่จะลงทุน
ก็เหมือนกับแอนิเมชันของดิสนีย์ในโลกก่อนไม่ใช่เหรอ?
ถ้าดิสนีย์หวังจะคืนทุนจากรายได้ตั๋วหนังของแอนิเมชันอย่างเดียวแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แต่เป้าหมายหลักของพวกเขาไม่ใช่แค่รายได้ตั๋วหนัง พวกเขาหวังจะขายสินค้าต่อยอดต่างหาก
แต่ตอนนี้หลินจือไปยังไม่มีเวลาสนใจเรื่องพวกนั้น
เขาทำได้แค่พยายามรีดผลประโยชน์จากเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
จากสัญญาเดิมทีมือใหม่จะได้แค่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ก็กลายเป็นห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในฐานะนักแต่งเพลงมือทอง
ความแตกต่างของรายได้ไม่น้อยๆ เลย
“นายอาจจะยังไม่รู้”
หลินซีเอ่ยด้วยความรู้สึกทึ่งว่า
“นายคือนักแต่งเพลงคนแรกของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่เดบิวต์แค่ปีเดียวก็ได้เซ็นสัญญาตัวท็อป”
นี่คือสถิติใหม่ของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์!
หลินจือไปพยักหน้า
“งั้นต่อไปถ้ามีใครจ้างแต่งเพลงก็ตั้งราคาไว้ไม่ต่ำกว่าเจ็ดล้านแล้วกันนะ น้อยกว่านั้นไม่ต้องคุย”
“ใจกล้าใช้ได้เลยนะ”
หลินซียิ้ม
“แต่ราคามากกว่าเจ็ดล้านน่ะ ด้วยอิทธิพลของนายตอนนี้ก็คงมีคนจ้างได้อยู่ หลังจากนี้ฉันจะลองดูให้แล้วกัน”
“โอเคครับ”
หลินจือไปโบกมือลาพี่สาว สัญญาได้เซ็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาเตรียมตัวจะกลับบ้าน
ตอนที่กำลังจะออกจากบริษัท หลินจือไปเหลือบมองตารางผลงานของแผนกเพลงเสินฮว่า
เห็นแผนกเพลงที่สิบของพี่สาวที่คราวก่อนยังอยู่ที่อันดับเก้า คราวนี้ไต่ขึ้นมาอยู่ที่อันดับแปดแล้ว ถือว่าก้าวหน้าไม่น้อย
“ถ้าพุ่งไปถึงอันดับหนึ่ง พี่จะได้เลื่อนตำแหน่งไหมนะ?”
หลินจือไปครุ่นคิด ตำแหน่งของหลินซียังถือว่าค่อนข้างต่ำ จึงไม่สามารถขยับทรัพยากรของบริษัทได้มากนัก
ระหว่างทางกลับบ้าน จู่ๆ หลินจือไปก็ได้รับสายจากหยิ่นตงหน่วน
“มีอะไรเหรอ?”
หลินจือไปประหลาดใจเล็กน้อย
หยิ่นตงหน่วนบอกว่า
“ก่อนหน้านี้ที่คุยกัน ว่าฉันอยากเจรจาร่วมงานกับคนของคุนเผิงนะ คืนนี้มีงานสังสรรค์ของคนในวงการพอดี
ฉันได้ยินมาว่าตัวแทนของคุนเผิงจะไปด้วย แต่ฉันต้องการคนช่วยเป็นสะพานให้ ไม่รู้ว่าพี่ชายนายพอจะช่วยได้ไหม…”
หยิ่นตงหน่วนรู้สึกเกรงใจอยู่เหมือนกัน เพราะอย่างไรเสินฮว่ากับน่าเซินก็เป็นคู่แข่งกันอยู่
แต่เธอกลับต้องให้คนของเสินฮว่าช่วยแนะนำให้
ราวกับกลัวว่าหลินจือไปจะรู้สึกลำบากใจ หยิ่นตงหน่วนรีบเสริมต่อทันที
“ถ้าพี่ชายนายไม่ว่าง ฉันก็พอจะหาทางอื่นได้อยู่ ยังไง….”
“ไม่ต้องใช้พี่ชายฉันหรอก”
หลินจือไปกระตุกในใจเล็กน้อย กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“คืนนี้ฉันจะไปงานสังสรรค์กับเธอแล้วกัน ฉันช่วยแนะนำให้เอง”
“นายจะช่วยแนะนำเหรอ?”
หยิ่นตงหน่วนอุทานอย่างตื่นเต้น
“นายรู้จักเจียงเฉิง ตัวแทนของคุนเผิงเหรอ!?”
“เคยเจอกันครั้งหนึ่งน่ะ”
หลินจือไปไม่ได้อธิบายเหตุผล เพราะหยิ่นตงหน่วนจะจินตนาการเหตุผลเอง
หยิ่นตงหน่วนก็ไม่ได้ถามอะไรจริงๆ เธอคิดเอาเองว่าหลินจือไปรู้จักตัวแทนของคุนเผิงได้ก็เพราะพี่ชายของเขา
“งั้นคืนนี้ไปด้วยกัน เดี๋ยวฉันส่งที่อยู่ให้!”
“ได้”
หลินจือไปได้รับที่อยู่ที่หยิ่นตงหน่วนส่งมาแล้วจึงโทรหาเจียงเฉิง
“คืนนี้มีอีเวนต์อะไรเหรอครับ?”
“ซิลเวอร์วิงคลับครับ ซูฉานเป็นเจ้าของคลับนั้น”
เจียงเฉิงพูดจบก็เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยเล็กน้อย
“ถ้าเจ้านายมีงาน ผมปฏิเสธคำเชิญของคลับก็ได้ครับ”
“พี่ต้องไปครับ คืนนี้หยิ่นตงหน่วนจะไปพบพี่”
“ได้ครับ”
“ผมก็จะไปด้วย”
“ได้…เอ่อ…อะไรนะครับ?”
เจียงเฉิงผงะ “คืนนี้คุณจะมาด้วยเหรอครับ?”
หลินจือไปตอบอืมเบาๆ
“ถึงตอนนั้นแยกคนรอบข้างออกไป ผมมีเรื่องจะคุยกับพี่ครับ”
“ที่คลับคนเยอะ สายตาก็วุ่นวาย…”
“พี่ อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด คนยิ่งเยอะ การเจอกันของเราสองคนก็ยิ่งดูเป็นทางการมากขึ้น
จะยิ่งไม่มีใครคาดคิดว่าผมคือเจ้าของที่อยู่เบื้องหลังคุนเผิง
เพราะพี่รู้จักพี่ชายผม พ่อผมก็เคยถ่ายละครกับคุนเผิงมาก่อน
สำหรับคนนอกแล้ว การที่เราสองคนรู้จักกันทั้งสมเหตุสมผลและเข้ากันได้กับตรรกะทุกอย่างครับ”
หลินจือไปจงใจตอบตกลงหยิ่นตงหน่วน
เขาตั้งใจเลือกสถานที่เปิดเผยเพื่อพบกับเจียงเฉิง จะได้ไม่ดูแปลกเวลามีปฏิสัมพันธ์กันหลังจากนี้
เจียงเฉิงเข้าใจความคิดของหลินจือไปอย่างรวดเร็ว เขาเป็นคนฉลาด แค่บอกนิดเดียวก็รู้เรื่อง
“งั้นไว้พบกันคืนนี้ครับ ตอนนั้นซูฉานก็น่าจะอยู่ด้วย เธอเป็นทั้งเจ้าของคลับและผู้จัดงานสังสรรค์ครั้งนี้ครับ”
“ได้ครับ”
ได้เจอ ‘ว่าที่พี่สะใภ้’ ซะด้วย
แม้ว่าหลินจือไปไม่ได้คิดจะให้ซูฉานเป็นพี่สะใภ้รุ่นที่สามของตระกูลหลินจริงๆ ก็ตาม
เว้นเสียแต่ว่าผู้หญิงคนนี้จะไม่คิดรับความช่วยเหลือจากคุนเผิง
เป็นเช่นนี้ คืนนั้น หยิ่นตงหน่วนกับหลินจือไปมาถึงหน้าประตูคลับ
งานสังสรรค์แบบนี้มีระดับเข้าร่วมที่สูงมาก แต่หยิ่นตงหน่วนมีวิธีเข้าไปได้แน่นอน
หลังจากเข้าประตูไป หยิ่นตงหน่วนกวาดตามองรอบๆ ไม่เห็นเจียงเฉิง จึงบ่นพึมพำเบาๆ ว่า
“เขายังไม่มา คงไม่ได้จะไม่มาแล้วหรอกนะ?”
“มาแล้วก็อย่าคิดมากเลย”
หลินจือไปหาที่นั่งบนโซฟา
งานสังสรรค์แบบนี้บรรยากาศค่อนข้างสบายๆ แค่กลุ่มคนในวงการมานั่งคุยกัน พอเจอคนรู้จักก็พยักหน้าทักทายกัน
หลินจือไปกับหยิ่นตงหน่วนเดินเข้ามาก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจอะไรมากนัก
“อยากกินอะไรรึเปล่า? ของหวานไหม? นายรอแป๊บหนึ่งนะ”
หยิ่นตงหน่วนเดินไปหยิบอาหารโซนบุฟเฟต์มาวางบนโต๊ะน้ำชาหน้าโซฟา
จากนั้นก็ถือโอกาสรับแชมเปญสองแก้วมาจากถาดของพนักงานเสิร์ฟ
คืนนี้หลินจือไปมาช่วยธุระเธอ เธอจึงยินดีอย่างยิ่งที่จะให้บริการเล็กๆ น้อยๆ กับหลินจือไป
ทั้งสองนั่งดื่มแชมเปญ กินอาหารไปพลาง จู่ๆ ก็ได้ยินความเคลื่อนไหวดังมาจากทางประตู
“มาแล้ว!”
หยิ่นตงหน่วนดวงตาเป็นประกายวาบ หันมองไปทางประตู จู่ๆ สีหน้าก็ไม่สู้ดีนัก
“ไหงหมอนี่มาด้วยละเนี่ย?”
คนสามคนปรากฏตัวที่ประตู
หนึ่งในนั้นก็คือเจียงเฉิง
ส่วนอีกสองคนเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง
ผู้ชายแต่งตัวสุภาพเรียบร้อย ดูหล่อเหลา สวมแว่นกรอบทอง ดูแล้วอายุประมาณสามสิบกว่าๆ
ไว้ผมสั้น มีผิวสีแทนเล็กน้อย มุมปากมีรอยยิ้มจางๆ
คนไม่น้อยเข้ามาทักเขาก่อนด้วยตัวเอง แฝงความประจบเอาใจอยู่ในที
หลินจือไปหรี่ตาลงเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอลูกชายคนโตของลุงใหญ่ในงานคืนนี้
หลินกง!
ตอนนี้หลินกงยังไม่ทันได้เห็นหลินจือไป กำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกับผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ
ผู้หญิงคนนั้นมีบุคลิกสงางาม ผิวขาวละเอียด ดวงตากลมโต
ขนตางอนยาวภายใต้เรียวคิ้วเข้มยกขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากอมชมพูราวกลีบกุหลาบ ความสวยไม่แพ้ดาราหญิงในวงการเลย
การวางตัวทั้งไม่หยิ่งยโสและสนิทสนมเกินไป รักษาระยะห่างได้เหมาะสม
เมื่อหลินกงเข้ามาชวนคุยก่อนก็ไม่ได้ตอบรับอย่างเย็นชาและไม่ได้อบอุ่นเป็นพิเศษ
คิดดูแล้ว เธอคงเป็นซูฉาน
หยิ่นตงหน่วนรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างหลินจือไปกับหลินกงไม่ค่อยดีนัก
พอเห็นหลินกงปุ๊บจึงเผลอหลุดปากว่า ‘ไหงหมอนี่มาด้วยละเนี่ย’
แต่พอแอบมองสีหน้าของหลินจือไปกลับไม่เห็นความผิดปกติใดๆ จึงโล่งใจขึ้นมาหน่อย และอธิบายว่า
“ฉันไม่รู้ว่าหลินกงจะมา”
“เรามาได้ เขาก็ย่อมมาได้”
หลินจือไปยกแก้วจิบแชมเปญอย่างใจเย็น
หยิ่นตงหน่วนบุ้ยปากกล่าว
“คนที่อยู่ข้างๆ หลินกงนั่นแหละซูฉาน ส่วนคนที่มากับซูฉานก็น่าจะเป็นตัวแทนคุนเผิง เจียงเฉิงใช่ไหม?”
“เป็นเขาละ”
หลินจือไปมองดูฉากตรงหน้าอย่างสนอกสนใจ
ตั้งแต่พวกเจียงเฉิงทั้งสามคนเดินเข้ามาในงาน ทุกคนที่มาร่วมงานค่ำคืนนี้ต่างก็พากันเข้าหา เริ่มต้นพูดคุยด้วยรอยยิ้ม
เป้าหมายของพวกเขาคือเจียงเฉิง!
ทันทีที่เจียงเฉิงปรากฏตัวก็กลายเป็นศูนย์กลางที่ทุกคนต่างมุ่งล้อม
และเมื่อเห็นคนในวงการเหล่านี้ที่มีฐานะไม่ธรรมดาต่างพากันหาทางเอาใจเจียงเฉิง
หลินจือไปก็ได้สัมผัสถึงอิทธิพลของ คุนเผิงอินเวสต์เมนต์เป็นครั้งแรกในโลกความจริง
“ตัวแทนคุนเผิงคนนี้ช่างเนื้อหอมเสียจริง…”
หยิ่นตงหน่วนยิ้มขื่น เธอยังประเมินอิทธิพลของคุนเผิงในตอนนี้ต่ำเกินไป
คนที่มาร่วมงานสังสรรค์ครั้งนี้ ล้วนถือว่าเป็นบุคคลใหญ่โตในสายตาคนทั่วไปในวงการ
แต่ในตอนนี้กลับพากันหมุนรอบเจียงเฉิงอย่างพร้อมเพรียง
เห็นได้ชัดว่าทุกคนคุ้นเคยกับตัวแทนของคุนเผิงคนนี้เป็นอย่างดี
หลินจือไปบอกว่าเขารู้จักกับเจียงเฉิงก็ไม่ผิด
แต่ดูเหมือนว่าวันนี้คนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดก็จะรู้จักเจียงเฉิงกันทั้งนั้น
เป้าหมายของทุกคนอาจไม่ต่างจากตน ในสถานการณ์แบบนี้
หลินจือไปจะยังมีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับเจียงเฉิงสักประโยค แล้วแนะนำตนให้อีกฝ่ายรู้จักได้ไหมนะ?
“เหมือนหนุ่มสังคม”
หลินจือไปมองเจียงเฉิงที่รับมือกับทุกคนได้อย่างสบายๆ พลางวิจารณ์ด้วยรอยยิ้ม
ที่แท้นี่ก็คือสถานะของเจียงเฉิงในวงการสินะ ดูท่าแล้วก็สมกับที่ว่ากันจริงๆ
ตัวแทนของคุนเผิงคนนี้ที่เขาเลือกมากับมือตัวเอง ดูเหมือนจะมีความสามารถในการเข้าสังคมมากกว่าที่คาดไว้เสียอีก
“ดูจากสภาพแล้ว เราคงเบียดเข้าไปยากมากเลย”
หยิ่นตงหน่วนขมวดคิ้ว ในใจเริ่มละทิ้งความคิดที่จะสานสัมพันธ์กับเจียงเฉิงในคืนนี้ ถ้าไม่สำเร็จค่อยหาโอกาสทีหลังแล้วกัน
เธอไม่อยากให้หลินจือไป ทายาทรุ่นที่สามของเสินฮว่าผู้หยิ่งทะนงต้องก้มหน้าเข้าหาอีกฝ่าย
ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะจบลงด้วยการเอาหน้าร้อนๆ ไปแปะกับก้นเย็นๆ ของเขา
เวลานี้เอง หลินจือไปก็ลุกขึ้นยืน
“นายจะไปทำอะไรนะ?” หยิ่นตงหน่วนถามออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ก็ไปทักทายเจียงเฉิงไง” หลินจือไปยิ้มกล่าว “เธออยากคุยเรื่องร่วมงานกับเขาไม่ใช่เหรอ?”
“แต่นั่น…”
หยิ่นตงหน่วนทำท่าทางกลืนไม่เข้าคายไมออก แล้วทำปากพยักพเยิดไปทางฝูงชน
“คนเยอะแยะขนาดนั้นรุมล้อมเขา นายคิดว่าคืนนี้เขาจะมีเวลามาสนใจนายเหรอ?”
เจียงเฉิงต่างหากที่เป็นพระเอกของงานวันนี้!
สถานะทายาทรุ่นที่สามของเสินฮว่าไม่ค่อยมีความหมายในที่แบบนี้มากนัก
หยิ่นตงหน่วนเองก็เป็นทายาทรุ่นที่สามของน่าเซิน แต่พอมาอยู่ที่นี่ก็ไม่เห็นใครเข้ามาทักทายมากมาย
แม้แต่หลินกงกับซูฉานในค่ำคืนนี้ก็เปล่งประกายน้อยกว่าเจียงเฉิงเลย
หยิ่นตงหน่วนก็สังเกตอยู่ข้างหลินจือไปเช่นกัน
เธอเห็นชัดเจนว่าเมื่อครู่หลินกงพยายามจะคุยอะไรกับเจียงเฉิงมากกว่านี้
แต่เจียงเฉิงไม่ได้ต้อนรับมากนัก เพียงแค่คุยตามมารยาทจากนั้นก็หันไปทักทายคนอื่นๆ
ถ้าขนาดแกนนำรุ่นที่สามของเสินฮวากรุ๊ปยังไม่ได้รับความสำคัญจากอีกฝ่าย แล้วหลินจือไปจะทำอะไรได้ละ?
“ลองดูก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ?”
หลินจือไปหยิบมะเขือเทศเชอร์รี่ใส่ปาก ปล่อยให้รสหวานอมเปรี้ยวแตกกระจายไปทั่วปาก
จากนั้นก็เดินตรงไปหาเจียงเฉิงเหมือนกับทุกคนที่มางานในวันนี้