ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 131 การระดมสมองของซูฉาน
ตอนที่ 131 การระดมสมองของซูฉาน
“เดี๋ยวก่อน…”
หยิ่นตงหน่วนเห็นหลินจือไปทำท่าไม่ยี่หระก็อดร้อนใจ หมอนี่คงไม่ได้คิดว่าเคยเจอหน้ากันก็จะถือว่ารู้จักกันหรอกใช่ไหม? งานวันนี้ต่อให้พี่ชายนายอย่างหลินเซิ่งเทียนมาเองก็ต้องหลบให้! อย่าให้ถึงตอนนั้นโดนเขาปฏิเสธมาจนหน้าแตกแล้วกัน เพราะอย่างไรหยิ่นตงหน่วนก็รู้จักหลินจือไปดี ในกระดูกของเขาแฝงความหยิ่งทะนงอยู่ไม่น้อย
แต่เธอเรียกหลินจือไปไว้ไม่ทัน ทว่าตอนที่หลินจือไปกำลังเข้าใกล้เจียงเฉิง กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างๆ
“เสี่ยวไป๋เหรอ?”
หลินจือไปหันไปตามเสียง เห็นว่าคนที่เรียกตนคือหลินกงซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาตรงข้ามซูฉาน ตอนนี้กำลังมองตนด้วยสีหน้าแปลกใจ บนใบหน้าคล้ายมีแววดีใจอยู่เล็กน้อย แต่ในแววตากลับซ่อนความเย็นชาไว้ แน่นอนว่าเขาปิดบังมันได้แนบเนียนทีเดียว
“หลินกง” หลินจือไปยิ้มตอบ
สีหน้าหลินกงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่อยากเสแสร้งยิ้มอีกต่อไป เอ่ยด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า
“หลินกงเป็นชื่อที่แกเรียกได้เหรอ? ฉันเป็นพี่แกนะ”
หลินจือไปยิ้มอีกครั้ง เขาไม่คิดจะเล่นละครร่วมกับหลินกงให้ดูเหมือนพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว เพราะเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนที่เกิดขึ้นที่คฤหาสน์ซีเฉิงก็เกี่ยวพันกับอีกฝ่ายโดยตรง เรียกว่าพี่ จะเปลี่ยนอะไรได้? ไม่เรียกว่าพี่ แล้วอีกฝ่ายจะทำอะไรได้?
ความจริงพิสูจน์แล้วว่าหลินกงทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำหน้าอับจนหนทางก่อนจะหันไปบอกซูฉานที่มองมาด้วยความสงสัย
“นี่คือลูกชายคนเล็กของคุณอาสี่ของผม ชื่อหลินจือไป หัวแข็งมาตั้งแต่เด็ก ไม่ค่อยรู้กาลเทศะ หัวหน้าแผนกซูอย่าถือสานะครับ”
“หลินจือไป?”
ซูฉานหันมองหลินจือไป ก่อนจะผุดลุกขึ้น เผยรอยยิ้ม ยื่นมือออกไปพร้อมกล่าวว่า
“ซูฉานจากเทียนกวงค่ะ”
“หลินจือไป คนหัวแข็งครับ”
หลินจือไปหยิบเอาคำประเมินของหลินกงมาใช้แนะนำตัว จับมือกับซูฉานด้วยรอยยิ้ม สัมผัสมือของอีกฝ่ายอ่อนนุ่มมากจนแทบไร้กระดูก
“ฉันเคยได้ยินเรื่องของคุณมาก่อน” ซูฉานกะพริบตาเล็กน้อย คล้ายมีเลศนัย
หลินกงที่อยู่ด้านข้างพลันมีสีหน้าไม่สู้ดี ลูกชายคนสุดท้องของตระกูลหลินถูกพี่ลูกพี่ลูกน้องกลั่นแกล้งจนศีรษะได้รับบาดเจ็บ เรื่องนี้คนในวงการต่างก็รู้กันดี
“ผมก็เคยได้ยินเรื่องของคุณเหมือนกันครับ” หลินจือไปพูดพลางผละมือออกจากอีกฝ่าย รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้จับมือนานไปหน่อย
“เรื่องของฉัน?” ซูฉานถามด้วยความสงสัย “ได้ยินว่ายังไงคะ?”
หลินจือไปเหลือบมองหลินกง “เรื่องราวดูเหมือนจะยังไม่เริ่มต้นครับ”
ซูฉานหัวเราะเบาๆ “อายุยังน้อย อยากรู้อยากเห็นไม่เบาเลยนะคะ”
“พอๆ กันละครับ” หลินจือไปกล่าว “ผมยังมีธุระ เชิญพวกคุณคุยกันตามสบายครับ”
พูดจบ หลินจือไปก็เดินตรงไปหาเจียงเฉิง หลินกงมองตามแผ่นหลังของหลินจือไป แววตาเย็นชาดุดันเล็กน้อย แต่เพียงชั่วพริบตาก็เปลี่ยนเป็นใบหน้ายิ้มแย้ม แสดงท่าทางเหมือนคนกำลังกลุ้มใจ
“เด็กคนนี้…”
“น่าสนใจดีไม่ใช่เหรอ?” ซูฉานนั่งลงอีกครั้ง พลางมองตามแผ่นหลังของหลินจือไป เขาจะไปทักทายเจียงเฉิงอย่างนั้นเหรอ? ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะคนที่มาวันนี้ต่างก็อยากเข้าไปทักทายเจียงเฉิงกันทั้งนั้น แม้แต่หลินกงเอง เห็นดังนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
ขณะเดียวกันจากจุดที่ไกลออกไป หยิ่นตงหน่วนกำลังมองดูด้วยความกระวนกระวาย ตอนที่เห็นหลินจือไปคุยกับหลินกง ในใจหยิ่นตงหน่วนก็ถึงกับเหงื่อตก โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนในกลุ่มผู้คน เจียงเฉิงกำลังทักทายพูดคุยกับคนรอบข้างดั่งดาวล้อมเดือน หลินจือไปส่งเสียงเรียกจากนอกวง
“พี่เฉิงครับ”
เสียงเรียกนี้ดังชัดจนทุกคนได้ยินถนัด ต่างก็หันไปมองหลินจือไปด้วยความประหลาดใจ เด็กหนุ่มคนนี้เป็นใครกันถึงได้เรียกตัวแทนคุนเผิงว่า “พี่เฉิง” ตรงๆ แบบนี้? หลินจือไปยังเด็ก คนในวงการยังไม่รู้จักลูกชายคนเล็กรุ่นที่สามของตระกูลหลินคนนี้ มีบางคนถึงขั้นสงสัยว่าเด็กหนุ่มคนนี้อาจจะเป็นดาราน้องใหม่หรือเปล่า?
แต่แล้ว สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เจียงเฉิงที่ปกติรักษามารยาทสุภาพกับคนอื่น กลับเผยรอยยิ้ม ‘ยินดีอย่างประหลาดใจ’ เมื่อเห็นหลินจือไป
“หลินจือไป?”
จากนั้นเขาก็ยกมือคารวะให้กับผู้คนรอบตัวเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า
“ท่านนี้เป็นหลานคนเล็กของประธานหลินแห่งเสินฮวากรุ๊ป พวกเราไม่ได้เจอกันนานแล้ว ถ้าอย่างนั้นทุกท่าน ขอตัวสักครู่นะครับ”
“เชิญพวกคุณคุยกันเถอะครับ!”
ทุกคนรู้กาลเทศะดี จึงหลีกทางให้ทั้งสองได้มีพื้นที่สนทนากัน เพียงแต่สายตาทุกคู่กลับจับจ้องไปที่ใบหน้าของหลินจือไป ทายาทรุ่นที่สามของเสินฮวากรุ๊ป? เป็นหลานคนเล็ก? ดูเหมือนเจียงเฉิงจะให้ความสำคัญกับเด็กหนุ่มคนนี้เป็นพิเศษ? เป็นทายาทรุ่นที่สามของเสินฮวากรุ๊ปเหมือนกัน หลินกงที่มีสถานะสูงกว่ายังดูเหมือนไม่ได้รับความใส่ใจจากเจียงเฉิงแบบนี้เลย…
สองคนนั้นถึงกับไปหามุมโซฟาที่ไม่มีคนนั่งคุยกัน?
“เจ้านายครับ ผมแสดงเวอร์ไปหน่อยหรือเปล่า?” เจียงเฉิงถามเบาๆ
หลินจือไปเตือนด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ผมเป็นรุ่นน้องที่พี่ชื่นชมมากๆ”
“ไม่มีปัญหาครับ” เจียงเฉิงกระซิบว่า “แล้วเจ้านายกับหลินกง…”
หลินจือไปตอบตามตรง “ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับญาติๆ ในตระกูลแย่มาก”
“เข้าใจแล้วครับ”
“คุยกันพอประมาณแล้ว เดี๋ยวผมจะให้หยิ่นตงหน่วนเข้ามานะครับ”
ว่าแล้ว หลินจือไปก็โบกมือเรียกหยิ่นตงหน่วน หยิ่นตงหน่วนในเวลานี้กำลังเบิกตาค้างมองตนด้วยความเหลือเชื่อสุดๆ เธอไม่คาดคิดว่าหลินจือไปจะดึงเจียงเฉิงไปคุยส่วนตัว! แต่พอเห็นหลินจือไปโบกมือเรียกตนเอง ก็ไม่ได้ยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นต่อ รีบเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
“หยิ่นตงหน่วน เพื่อนผมเอง ทั้งสองคนคุยกันไปนะ” หลินจือไปกดไหล่หยิ่นตงหน่วนให้นั่งลง จากนั้นเขาจึงลุกขึ้นเดินจากไป ทำเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
แต่หลินจือไปไม่ทันได้สังเกตว่า หลินกงกับซูฉานจ้องมองเขากับเจียงเฉิงที่กำลังคุยกันอยู่ตลอดเวลา
“ดูเหมือนตัวแทนเจียงจะให้ความสำคัญกับหลินจือไปเป็นพิเศษนะคะ” ซูฉานพูดเบาๆ
หลินกงกล่าว “เพราะพี่ชายของเขา หลินเซิ่งเทียน ร่วมมือกับเจียงเฉิงสำเร็จในรายการ ‘I Am a Singer’ ซึ่งเป็นโปรเจกต์แรกของคุนเผิงนะครับ”
แม้จะพูดแบบนั้น แต่ตอนนี้หลินกงก็รู้สึกอึดอัดใจ เพราะท่าทีของเจียงเฉิงที่มีต่อเขานั้นห่างไกลจากความกระตือรือร้นที่อีกฝ่ายแสดงต่อหลินจือไป เป็นเพราะหลินเซิ่งเทียนเหรอ? หลินเซิ่งเทียนกับเจียงเฉิงสนิทกันมากเลยเหรอ? เลยทำให้ตัวแทนคุนเผิงให้ความสำคัญกับน้องชายของหลินเซิ่งเทียนอย่างหลินจือไปเป็นพิเศษ?
“ฉันยังมีธุระต้องไปทำ” ซูฉานไม่อยากเสียเวลากับหลินกงต่อ
หลินกงสุภาพนุ่มนวล กล่าวอย่างเปี่ยมด้วยมารยาทแบบสุภาพบุรุษว่า “เชิญหัวหน้าแผนกซูตามสบายครับ”
ซูฉานพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้นเดินจากไป สถานที่จัดงานเลี้ยงอยู่ชั้นแปด ทางเดินยาวด้านนอกมีระเบียงใหญ่ หลินจือไปกำลังยืนรับลมที่ระเบียง จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“อาจารย์ไปตี้มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ?”
หลินจือไปหันกลับมา พบว่าคนที่มาคือซูฉาน เขาเพียงยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้แสดงอาการตกใจมากนัก
“หลินกงบอกคุณเหรอครับ?”
“เปล่าหรอก” ซูฉานหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ข้างบนเป็นข่าวที่มีพาดหัวว่า ‘จางซีหยางฉลองชัยชนะยามดึกกับเพื่อน’ ใต้พาดหัวมีรูปภาพอยู่ เป็นภาพที่หลินจือไปกับจางซีหยางและพวกถูกนักข่าวถ่ายได้ตอนออกจากร้านอาหารในวันนั้น
“คนในรูปนี่คือคุณใช่ไหมคะ?” ซูฉานกล่าว “เมื่อกี้ตอนที่ฉันเห็นคุณก็นึกถึงข่าวนี้ขึ้นมาเลย ตอนนี้ดูท่าฉันจะเดาถูกแล้ว ไม่คิดเลยว่าอาจารย์ไปตี้ที่โด่งดังในวงการเพลงจะอายุยังน้อยขนาดนี้”
หลินจือไปยิ้มตอบ “หัวหน้าแผนกซูตาแหลมจริงๆ นะครับ”
ซูฉานจ้องมองหลินจือไป “ยังมีที่แหลมกว่านี้อีกนะคะ เมื่อกี้คุณกับตัวแทนเจียงดูคุยกันสนุกเชียว”
“เพราะงั้น?”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่อยากรู้นิดหน่อยว่าอาจารย์ไปตี้กับตัวแทนเจียงมีความสัมพันธ์กันยังไง?”
“น่าจะเป็นเพื่อนกัน?”
“เพื่อนเหรอ…”
“ผมต้องกลับบ้านแล้วครับ” หลินจือไปไม่อยากยุ่งกับซูฉานมากเกินไป ผู้หญิงคนนี้ฉลาดเฉียบแหลมมาก ไม่แน่ว่าเธออาจจะจับพิรุธอะไรได้
“ให้ฉันไปส่งไหมคะ?” ซูฉานเอ่ยขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น ขัดกับท่าทีปกติของเธอ
“ไม่ต้องหรอกครับ” หลินจือไปโบกมือแล้วเดินออกไป เพียงแค่ตอนเดินจากไปได้ส่งข้อความถึงหยิ่นตงหน่วน
และหลังจากที่หลินจือไปจากไปแล้ว ซูฉานก็มองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเป็นประกายวูบไหว ในหัวเธอพยายามย้อนนึกถึงรายละเอียดตอนที่หลินจือไปคุยกับเจียงเฉิง
หลินจือไปยิ้มไม่กี่ครั้ง เจียงเฉิงก็ยิ้มตามทุกครั้ง แล้วหลังจากหลินจือไปจากไป สาวน้อยหยิ่นตงหน่วนจากน่าเซินก็เข้ามาคุยกับเจียงเฉิงต่อ เจียงเฉิงยิ้มไม่กี่ครั้ง หยิ่นตงหน่วนก็ยิ้มตามทุกครั้ง
“ลำดับความสำคัญมันแปลกๆ นะ” ซูฉานขมวดคิ้ว พลางนึกถึงรายละเอียดอีกอย่าง
ตอนเจียงเฉิงคุยกับหลินจือไป ท่าทางการนั่งดูผ่อนคลายมาก ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่พอคุยกับหยิ่นตงหน่วน ตัวแทนคุนเผิงกลับนั่งไขว่ห้าง… บังเอิญหรือเปล่านะ? ตอนคุยกับหลินจือไป ทำไมเขาไม่ยกขาขึ้นมาไขว่ห้างล่ะ?
ปู่เยโหว… ทีมวางแผนคุนเผิง… แล้วก็ยังมีฉูฉือ… คนของคุนเผิงล้วนเต็มไปด้วยความลึกลับ ซึ่งบางทีพวกเขาอาจมีเหตุผลที่จำเป็นต้องปกปิดตัวตน เช่น ฉูฉือคนนี้ก็อาจจะเป็น… หลินจือไป?
ซูฉานสูดหายใจเฮือกด้วยความตกใจ นี่คือข้อสรุปที่เธอวิเคราะห์ขึ้นมาจากเบาะแสมากมาย แม้กระทั่งตัวเธอเองก็ยังไม่อยากเชื่อข้อสรุปนี้
“ก่อนอื่นเลย ปู่เยโหวเป็นนักเขียน ไม่มีทางเป็นหลินจือไปได้ นักวางแผนลึกลับของคุนเผิงก็คงไม่ใช่หลินจือไปเหมือนกัน แต่สำหรับฉูฉือกับไปตี้ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคนคนเดียวกัน แม้แต่ชาวเน็ตหลายคนก็ยังรู้สึกว่าเหมือนพวกเขาได้บทเดียวกันยังไงยังงั้น เพราะงั้นเหตุผลที่เจียงเฉิงปฏิบัติต่อหลินจือไปต่างจากคนอื่น ก็เพราะบุคคลตรงหน้าเขาในตอนนั้นคือหลินจือไป แถมยังเป็นไปตี้แห่งเสินฮว่า และยังเป็นฉูฉือด้วย?”
น่าสนใจ ถ้าการอนุมานของตนเองไม่ผิดพลาด… เช่นนั้นการลงมือของหลินจือไปก็นับว่าแรงใช้ได้เลย ภายนอกดูเหมือนว่าเขาได้รับความสำคัญจากเจียงเฉิงเพราะความสัมพันธ์ของพี่ชาย แต่เชื่อว่าหลังจากการแสดงฉากนี้ในคืนนี้ เขาก็คงทำให้ทุกคนเชื่อแบบนั้นได้สำเร็จ แต่ความจริงแล้วมันเป็นเพราะเขากับคุนเผิงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกว่านั้นต่างหาก
แน่นอน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดา หากมีจุดไหนผิดไป ข้อสรุปก็จะไม่เป็นแบบนั้น ฉะนั้นตอนนี้ซูฉานก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“หาโอกาสลองหยั่งเชิงหน่อยดีไหมนะ?”
สมมติว่าการคาดเดาของตนถูกต้อง และรู้แล้วว่าหลินจือไปคือไปตี้ และไปตี้ก็คือฉูฉือ แล้วถ้าหลินจือไปคือฉูฉือจริงๆ เช่นนั้นคุนเผิงก็กำลังวางแผนหนุนหลานชายคนเล็กของตระกูลหลินคนนี้ขึ้นสู่อำนาจ? ถ้าเป็นอย่างนั้น… ในใจซูฉานอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
ไม่รู้เลยว่าเจ้านายที่แท้จริงของคุนเผิงคือใครกันแน่? หากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากนายทุนลึกลับที่อยู่เบื้องหลังคุนเผิง เธอเองก็น่านะมีโอกาสสืบทอดเทียนกวงเหมือนกับหลินจือไปสินะ? น่าเสียดายที่เจียงเฉิงน่าจะเป็นแค่ตัวแทนเท่านั้น ซูฉานเคยสืบมาแล้วว่าก่อนที่คุนเผิงจะก่อตั้งขึ้น เจียงเฉิงก็ไม่มีภูมิหลังพิเศษอะไร เป็นแค่คนธรรมดาที่ฉลาดคนหนึ่งเท่านั้น
ถ้าเจียงเฉิงเป็นเจ้าของตัวจริงของคุนเผิง ต่อให้หลินจือไปจะเป็นฉูฉือ เธอเองคงไม่สังเกตเห็นพิรุธเล็กๆ แบบนี้… เดี๋ยวก่อนนะ
“หรือคุนเผิงกำลังทดสอบฉันอยู่?” สีหน้าของซูฉานเริ่มปรากฏสีแดงจางๆ
สิ่งที่เธอเห็นในคืนนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่คุนเผิงจงใจให้เธอเห็นก็ได้? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เจ้านายเบื้องหลังของคุนเผิงก็น่ากลัวเกินไปแล้ว! แต่ทว่า… ถ้าไม่ต้องกลายเป็นเครื่องมือในการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของตระกูล ต่อให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคุนเผิงแล้วยังไง? อย่างน้อยคุนเผิงก็ไม่บังคับให้เธอเป็นเครื่องมือแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์อะไรนั่น กลับกันมีแต่จะช่วยเหลือเธอ… เพื่ออนาคตจะได้กุมอำนาจการบริหารเทียนกวงเอ็นเตอร์เทนเมนต์ไว้ในมืออย่างแท้จริง!