ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 174 กร่าง
แม้สามยักษ์ใหญ่กับทุนบางเจ้าแห่กันลงสนามไลฟ์สตรีม
แต่หลินจือไปรู้ดีว่าตลาดไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น
ทุกคนกระโดดเข้ามาเพราะอยากชิงส่วนแบ่งและโอกาส หวังขึ้นนั่งเก้าอี้หัวแถวของวงการสตรีม
เค้กก้อนนี้ลำพังแค่หลี่อวี่ไลฟ์เจ้าเดียว กินไม่หมด
ถ้าไปไม่ถึงจุดสูงสุด ทุนพวกนี้ก็พร้อมขายหุ้นเผ่นหนีทุกเมื่อ
ชาติที่แล้วตอนที่ไลฟ์สตรีมบูมสุดๆ ประธานหวังก็เปิดแพลตฟอร์ม ‘แพนด้า’ ของตัวเอง
เคยกวาดชั่วโมงสตรีมไปไม่น้อย แต่สุดท้ายตอนที่ถอนตัวออกดูไม่ราบรื่นนัก
ไม่รู้กำไรหรือขาดทุน สารพัดเสียงลือ
หลินจือไปไม่หวังผูกขาดตลาด นั่นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
แต่เบื้องหลังสตรีมยังมีเส้นทางอีกมากมาย อย่างแนวคิดให้สตรีมเมอร์ไลฟ์ขายของที่หลินจือไปคิดจะดึงมาใช้ในอนาคต
ต่อให้จะเป็นการรีดน้ำจากต้นหอม[1] หรือไม่ก็ช่าง
เพราะถ้าเขาไม่ทำ เดี๋ยวก็มีคนอื่นทำอยู่ดี เขาแค่ไม่ดูโลภจนเกินงาม
ระหว่างที่คุนเผิงในฐานะทุนใหม่กำลังเติบโตก็พอ
ตอนนี้คุนเผิงมีชื่อเสียงด้านภาพลักษณ์และเครดิตทางธุรกิจที่ดีมาก
ด้วยชื่อเสียงนี้ หากอนาคตคุนเผิงจะลงทุนในธุรกิจอื่น ก็จะถูกยอมรับได้ง่ายขึ้น
ความคิดของเขาตอนนี้เรียบง่ายมาก พยายามเขี่ยเสินฮว่าออกจากตลาดนี้ให้ได้
ลดคะแนนนิยมของหลินหูในกลุ่มบริษัทลง
หลินจือไปมั่นใจว่าคุณปู่ย่อมจับตามองผลงานของรุ่นสองรุ่นสามของตระกูลอยู่ตลอด
พร้อมกันนั้นหลินจือไปก็มั่นใจด้วยว่า คะแนนของครอบครัวเขาในใจคุณปู่ต้องพุ่งขึ้นไม่น้อย
ส่วนหลินกง หลินหลิว และหลินเป้า ตอนนี้น่าจะถูกหักคะแนนไปแล้ว
เมื่อคุนเผิงจ้องเล่นงาน ไม่ช้าก็เร็วคะแนนพวกนั้นก็จะถูกหักเกลี้ยง
เป็นเช่นนี้ตลอดสองสามวันถัดมา กระแสหลี่อวี่ไลฟ์เติบโตต่อเนื่อง
หมวดเต้นคึกคักกันที่สุด คนมากมายเลียนแบบสไตล์ของ mimi
ก็แค่ยั่วคนดูไม่ใช่เหรอ? ใครจะทำไม่ได้กันล่ะ
มีสองคนเลียนแบบได้เหมือนที่สุด คนหนึ่งชื่อซูซู อีกคนมีชาวเน็ตเรียกสามคนนี้ตรงๆ ว่า “สามสาวยั่วแห่งหลี่”
สามคนนี้เล่นล่อแหลมได้เก่งเป็นพิเศษ คนที่ดูไลฟ์ของพวกเธอน่ะ แทบไม่มีใครดูด้วยเจตนาดีสักคนเลย
และเพราะสไตล์ของทั้งสามคล้ายกัน การแข่งขันจึงดุเดือดมาก
จากที่ตอนแรกแค่แอบล่อแหลม หลังๆ แทบจะเปิดเผยกันโต้งๆ แล้ว
อย่างซูซูคนนั้น บอกว่าตัวเองไม่ใช่แค่เต้นได้ ยังเล่นเปียโนได้
จะโชว์ให้ทุกคนดู แล้วหล่อนก็ใส่บิกินีเล่นเปียโนซะงั้น?
นี่เธอกำลังเล่นเปียโนจริงๆ เหรอ! พี่ใหญ่เบอร์หนึ่งรู้สึกโมโหมาก
ถึงกับแจกซูเปอร์ร็อคเก็ตไปหลายสิบชิ้นทันที คอมเมนต์ลอยยิ่งเลยเถิดไปใหญ่
อย่างเช่น ‘เปียโนตัวนี้ขาวจริงๆ’ หรือไม่ก็ ‘เปียโนตัวนี้ใหญ่มากเลยนะ’
แล้วในวันเดียวกันนั้นเอง ผู้ดูแลระดับสูงก็ร่อนลงมาจากฟ้า ปฏิบัติการแห่งความยุติธรรมเริ่มต้นขึ้น!
ผู้ชมของเว็บไซต์ไลฟ์สตรีมถึงเพิ่งรู้กันวันนี้เองว่า หลี่อวี่ก็มีผู้ดูแลระดับสูงที่น่ารำคาญแบบนี้อยู่ด้วย
หลังจากห้องไลฟ์ของสามสาวยั่วแห่งหลี่ถูกปิดไปหลายรอบ พวกเธอก็เริ่มสงบเสงี่ยมลงในที่สุด
แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเธอดังจริงๆ กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์
ซึ่งอดีตแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าแค่ตั้งกล้องไลฟ์อยู่ในบ้านก็แจ้งเกิดได้?
นอกจากดาราแล้ว คนธรรมดาที่ไหนจะถูกพูดถึงเยอะขนาดนี้?
การไลฟ์สดนี่แหละที่จะเปิดเส้นทางใหม่ให้เหล่าคนธรรมดาทั่วไปได้กลายเป็นคนดัง!
เอาเถอะ อีกด้านหนึ่งมันก็กลายเป็นเรือลำเล็กที่ช่วยให้บางคนที่ต้องลงน้ำเพราะไร้ทางเลือก
ได้มีโอกาสกลับขึ้นฝั่งอีกครั้ง ในช่วงที่วงการไลฟ์สดยังเติบโตแบบไร้ระเบียบ
หลินจือไปก็ไม่ได้กังวลอะไรมากนัก เพราะหลี่อวี่ตัวนี้ได้เข้าที่เข้าทางอย่างมั่นคงแล้ว
คู่แข่งรายอื่นจะตามทันก็ไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มเริ่มมีสตรีมเมอร์ที่เติบโตจนกลายเป็นตัวท็อป
วันนี้ขณะที่หลินจือไปกำลังเลื่อนดูฟีดของเพื่อน จู่ๆ ก็ได้รับข้อความเฟยชิ่นจากพี่สาว
‘เพลงของจางซีหยางในงานเทศกาลตรุษจีนอาจจะถูกยึดไป’
‘หมายความว่าไง?’
หลินจือไปขมวดคิ้วแน่น นี่เป็นเรื่องป่วนจากหลินหลิวอีกแล้วเหรอ?
ในสายตาของหลินจือไป เรื่องแบบนี้ดูยังไงก็เป็นฝีมือของหลินหลิว
เธอชอบใช้ชื่อเสียงและอิทธิพลของตัวเองเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเป็นที่สุด
หลินซีจนใจ ‘รองผู้กำกับคนหนึ่งของงานตรุษจีนสนิทกับหลินกงมาก’
ไม่ใชหลินหลิว?
หลินซีตอบ ‘ไม่ใช่หลินหลิว แต่ก็ไม่พ้นเกี่ยวพันกับหลินหลิว’
‘น่าจะเป็นหลินกงกับหลินหลิวร่วมมือกัน นายก็รู้นี่ว่าในกลุ่มรุ่นสามของตระกูลหลิน’
‘ยกเว้นบ้านเรา พวกเขายังพอมีความสัมพันธ์ที่เข้ากันได้บ้าง ชอบร่วมมือกันก่อเรื่องเสมอ’
‘แต่เหตุผลหลักที่ทั้งสองคนนี้จับมือกันคราวนี้น่าจะเป็นเพราะอยากเล่นงานคุนเผิงอินเวสต์เมนต์’
‘ดูเหมือนว่าทั้งคู่เคยเสียท่าให้กับคุนเผิงมาก่อน จางซีหยางเลยซวยไป’
‘ส่วนหลินกงก็น่าจะอยากใช้แผนนี้เพื่อแสดงความจริงใจในการร่วมมือกับหลินหลิว’
หลินจือไปหรี่ตา รุ่นที่สามร่วมมือกันมาสู้กับฉันงั้นเหรอ?
เขาพิมพ์ตอบ ‘ผู้กำกับหลักของงานตรุษจีนก็เห็นด้วยแล้วเหรอ?’
หลินซีตอบ ‘ก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะ เรื่องนี้ฉันโทรไปหาผู้กำกับหลักของงานตรุษจีนแล้ว’
‘บอกว่าหลินหลิวดันราชาเพลงในสังกัดเธออย่างจางอวิ๋นซั่งเข้ามา’
‘ตอนนั้นทีมงานน่าจะต้องเลือกระหว่างจางอวิ๋นซั่งกับจางซีหยางแค่คนเดียว’
หลินจือไปถาม “เหล่าจางไม่มีโอกาสชนะมากพอเหรอ?”
หลินซีตอบ “ปกติแล้วจางซีหยางมีโอกาสชนะไม่น้อยเลยนะ”
“แต่มีรองผู้กำกับคนนั้นคอยขัดแข้งขัดขา ต่อให้ผลการซ้อมของทั้งสองคนออกมาสูสีกัน สุดท้ายจางซีหยางก็ต้องแพ้อยู่ดี”
“ผู้กำกับหลักบอกฉันว่าเขาเองก็จนใจ ทำอะไรไม่ได้มาก ต้องไว้หน้ารองผู้กำกับคนนั้นหน่อย เพราะเบื้องหลังเขามีคนหนุนอยู่ เว้นแต่…”
หลินจือไปว่า “เว้นแต่การแสดงของจางซีหยางจะกดจางอวิ๋นซั่งจนมิด”
‘เฮ้อ’ หลินซีถอนหายใจแผ่ว
‘แม้จางซีหยางจะแข็งแกร่ง แต่คู่แข่งคือราชาเพลง ต่อให้เขากดจางอวิ๋นซั่งได้ ก็ใช่ว่าจะเห็นความต่างมากนัก’
‘ในบริษัทไม่มีใครออกความเห็นค้านเหรอครับ?’ หลินจือไปไม่พอใจ
‘จางซีหยางกำลังลุ้นตำแหน่งราชาเพลง จางอวิ๋นซั่งเป็นราชาเพลงของเสินฮว่าแล้ว ไม่ควรหลีกทางให้เหรอครับ?’
‘นายคงไม่คิดว่าจางอวิ๋นซั่งถูกหลินหลิวดันขึ้นมาแบบยัดเยียดหรอกนะ?’ หลินซียิ้มขื่น
‘หมอนี่น่ะอยากให้จางซีหยางไม่มีวันได้เป็นราชาเพลงจะตายไป ถ้าเสินฮว่ามีราชาเพลงเพิ่มอีกคน ทรัพยากรของเขาก็จะถูกลดลง’
นี่คือความขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยตรง หลินจือไปเข้าใจทันที
‘ดังนั้นหัวหน้าแผนกเพลงถึงไม่พูดอะไรเลยใช่ไหม?’
หลินซีกล่าวว่า ‘แน่นอน หัวหน้าแผนกเพลงโกรธมาก แต่หลินหลิวตอนนี้เล่นใหญ่ถึงขั้นให้พ่อเธอออกหน้าช่วยพูดให้ สุดท้ายหัวหน้าเลยไม่กล้าปริปาก’
เชอะ หลินจือไปเป่าปาก ‘ช่างเป็นหัวหน้าแผนกเพลงที่น่าอึดอัดจริงๆ’
ลูกน้องทะเลาะกันถึงขนาดนี้ ในฐานะหัวหน้ากลับไม่กล้าแทรกแซงตัดสินใจ
หัวหน้าที่ชอบประคองน้ำสองมือไม่เลือกข้างแบบนี้ ช้าเร็วก็ต้องพังสักวันแน่
หลินซียิ้ม ‘ตอนนี้หลินหลิวอยู่ในสภาพจนตรอก ทั้งแผนกเพลงพากันแอนตี้เธอ’
‘ตำแหน่งหัวหน้าของเธอคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว เลยพยายามเล่นงานฉันสุดตัวไม่แคร์อะไรอีกแล้ว’
‘งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน’ หลินจือไปว่า
‘ผมมีเพลงใหม่อยู่หนึ่งเพลง ถึงตอนนั้นไว้ให้เหล่าจางร้อง ไม่แน่เพลงนี้อาจจะชนะก็ได้’
หลินซีชะงัก ‘เพลงอะไร?’
หลินจือไปยิ้ม “บรรยากาศปีใหม่แบบนี้ ก็ต้องเพลงครึกครื้นหน่อยสิครับ”
ช่วงนี้มีคนให้ความสนใจกับงานฉลองคืนตรุษจีนจำนวนมาก
ข่าวลือที่ว่าจางอวิ๋นซั่งอาจจะมาแทนจางซีหยางขึ้นแสดงบนเวทีงานฉลองตรุษจีนไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อย
แต่ทันทีที่แพร่ออกไป ก็สร้างกระแสฮือฮาอย่างรุนแรง!
แฟนคลับของจางซีหยางโกรธกันสุดๆ! นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่!
ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ประกาศอย่างเป็นทางการไปแล้วเหรอว่าจางซีหยางจะร่วมงานตรุษจีน
แล้วจางอวิ๋นซั่งโผล่มาได้ยังไง? จางอวิ๋นซั่งก็คนของเสินฮว่าเหมือนกันไม่ใช่เหรอ!
‘บริษัทเดียวกันจะทะเลาะกันทำไม? จางอวิ๋นซั่งเป็นราชาเพลงอยู่แล้วนี่จงใจแย่งโควตาของจางซีหยางเหรอ?’
‘ต้องดำมืดขนาดนี้เลยเหรอ!’
‘แม่ง’
‘ถ้าในงานตรุษจีนไม่มีจางซีหยางฉันไม่ดู’
‘ถ้าไม่ได้ประกาศก่อนฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ แต่ตอนแรกบอกว่าจะให้จางซีหยางขึ้นเวที’
‘แล้วตอนนี้มาเปลี่ยนเป็นจางอวิ๋นซั่งแบบนี้ บอกไม่มีลับลมคมในใครจะเชื่อ!’
‘จางอวิ๋นซั่งกดจางซีหยาง!’
‘จางอวิ๋นซั่งก็แค่กลัวจางซีหยางจะได้เป็นราชาเพลงแย่งทรัพยากรของเขาไป’
‘ยังไงพวกเขาสองคนก็แซ่จางเหมือนกัน แถมแนวเพลงยังคล้ายกันอีก’
จากนั้นแฟนๆ ของจางอวิ๋นซั่งก็โผล่มา
‘จะโวยวายอะไรกัน ใครใช้ให้จางอวิ๋นซั่งของเราดังกว่าล่ะ จางซีหยางก็แค่ศิลปินแถวหน้าเท่านั้น’
‘กลับมาดังได้เพราะโชคช่วยแค่นั้นแหละ’
‘ถ้าไม่มี I Am a Singer ใครจะจำได้ว่าจางซีหยางเป็นใคร’
‘จางอวิ๋นซั่งได้ขึ้นเวทีงานตรุษจีนด้วยฝีมือล้วนๆ พวกเธอจะพูดอะไรทีก็เอาแต่โทษว่าเบื้องหลังมืดมนอยู่นั่นแหละ’
‘ไม่ดูแล้วก็เรื่องของพวกเธอสิ’
‘แฟนคลับจางอวิ่นซั่งอย่างพวกเราน้อยกว่าแฟนคลับจางซีหยางอย่างพวกเธอเหรอ?’
สองฝ่ายทะเลาะกันยกใหญ่ นี่ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก
ข่าวแบบนี้ออกมาแฟนคลับสองฝ่ายต้องตีกันอยู่แล้ว
ทีมงานเทศกาลตรุษจีนไม่คาดคิดว่าเรื่องจะบานปลายขนาดนี้ กลัวว่ากระแสสังคมจะส่งผลเสียเกินไป
จึงรีบออกแถลงการณ์ทันทีว่า จางอวิ๋นซั่งไม่ได้มาแทนที่จางซีหยาง
ทีมงานจะเปรียบเทียบผลการซ้อมของทั้งสองคนแล้วเลือกหนึ่งในนั้นขึ้นร้องเดี่ยวบนเวที
ส่วนคนที่ไมถูกเลือกก็จะไม่ถูกถอดออก งานฉลองตรุษจีนจะจัดให้คนคนนั้นเข้าร่วมการร้องเพลงรวมกับศิลปินคนอื่นแทน
จะเห็นได้ว่าทีมงานพยายามรักษาสมดุลให้ดีที่สุด
แฟนคลับทั้งสองฝ่ายจึงค่อยสงบลงบ้าง แต่ในบางครั้งแม้ต้นไม้อยากสงบนิ่งแต่สายลมก็ยังไม่หยุดพัด
วันถัดมา เสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จางซีหยางเพิ่งมาถึงบริษัทได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากด้านนอก
ครู่ต่อมาชายคนหนึ่งในชุดหรูหราเดินเข้ามาหาจางซีหยาง โดยมีคนล้อมหน้าล้อมหลังราวเจ็ดแปดคน กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข่าวนั้นนายเป็นคนปล่อยสินะ ว่าฉันกดนายแย่งโอกาสนาย?”
“ต่อให้ฉันบอกว่าไม่ใช่ นายก็คงไม่เชื่ออยู่ดี งั้นนายก็คิดซะว่าฉันเป็นคนทำแล้วกัน”
จางซีหยางยักไหล่ เขารู้จักอีกฝ่ายดี ราชาเพลงของเสินฮว่า จางอวิ๋นซั่ง
มีแต่ราชาเพลงเท่านั้นแหละที่ทำตัวกร่างในแผนกเพลงได้ขนาดนี้ เดินมาระเบิดอารมณ์ใส่ตนได้ตรงๆ
“อวิ๋นซั่ง…”
ผู้จัดการของจางอวิ๋นซั่งกลัวจะเกิดเรื่อง รีบดึงจางอวิ๋นซั่งออกไป
ผู้จัดการกับผู้ช่วยของจางซีหยางก็ยืนประชิดสองข้าง จ้องจางอวิ๋นซั่งเขม็ง
“แกมันก็แค่ขยะ”
จางอวิ๋นซั่งเตะเก้าอี้ข้างๆ ทีหนึ่งแล้วหมุนตัวจากไป
จางซีหยางจัดเก้าอี้ให้ตรงแล้วถามผู้จัดการว่า “ข่าวนั้นนายปล่อยหรือเปล่า?”
ผู้จัดการส่ายหัว “ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากนายฉันจะกล้าเหรอ”
จางซีหยางเอ่ยเสียงเรียบ “งั้นต่อไปฉันก็จัดการเขาได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดแล้ว”
ผู้จัดการเบ้ปาก “ได้ยินว่าหมอนี่กร่างมานานไม่คิดว่าจะกร่างขนาดนี้”
“เบื้องหลังเขาคือหลินหลิว ได้ยินว่าความสัมพันธ์กับหลินหลิวเป็นแบบนั้น…”
ขณะนั้นเองจางซีหยางได้รับข้อความหนึ่ง
ไปตี้: แต่งให้คุณเพลงหนึ่ง เก็บไว้ร้องคืนตรุษจีนนะครับ
จางซีหยาง: ขอบคุณครับ
แล้วจางซีหยางก็ยิ้มพลางพูดว่า “ฉันก็มีผู้มีพระคุณของฉันเหมือนกัน”
[1] รีดน้ำจากต้นหอม เป็นแสลงจีนหมายถึงรีดเงินจากผู้บริโภคหรือคนธรรมดา