ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 175 หลินเจามู
“ก็ปิดเทอมฤดูหนาวแล้ว ทำไมยังไม่กลับบ้านล่ะ”
วันที่ยี่สิบเดือนพฤศจิกายน หลินจือไปได้รับโทรศัพท์จากแม่
แม่ดูไม่ค่อยพอใจเพราะหลินจือไปปิดเทอมแล้ว แต่ยังพักอยู่ที่บ้านเมฆวารี
“เดี๋ยวจะกลับแล้วครับ”
หลินจือไปไม่กล้าขัดใจแม่เด็ดขาด การพักที่บ้านเมฆวารีก็เพื่อความสะดวกในการไลฟ์เป็นหลัก
แต่อูฉือยังไม่ต้องไลฟ์ตอนนี้ อย่างไรเสียหลินจือไปก็ไม่เหมือนสตรีมเมอร์ตัวจริง
เขาไม่ได้หาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์ ทางหลี่อวี่ไลฟ์ก็ไม่มีวันกำหนดให้เขาสตรีมกี่ชั่วโมงต่อเดือน
เรื่องนี้เจียงเฉิงได้คุยกับเหล่าหลี่ไว้ตั้งนานแล้ว มากสุดก็แค่ให้อูฉือกลับมาไลฟ์เมื่อจำเป็นเท่านั้น
“รีบหน่อยนะ เพราะปลายเดือนนี้…”
เสียงคุณแม่เบาลง “ปลายเดือนยังต้องไปคฤหาสน์ซีเฉิงกัน”
“คุณปู่จะฉลองวันเกิด ตอนนั้นทั้งครอบครัวเราต้องไปกันหมด”
คุณปู่จะฉลองวันเกิด? หลินจือไปนิ่งเงียบ
ทุกครั้งที่ได้ยิน ‘คฤหาสน์ซีเฉิง’ ก็มักกระตุ้นให้ความทรงจำอันเลวร้ายของเขากลับคืนมา
“เสี่ยวเฮย…” เสียงแม่แผ่วลงเล็กน้อย
หลินจือไปไม่อยากให้แม่เป็นห่วง จึงถามว่า “วันที่สามสิบปลายเดือนใช่ไหมครับ?”
แม่รีบตอบ “ใช่ๆๆ งานเลี้ยงวันเกิดเริ่มเก้าโมงเช้า จบบ่ายสาม ตอนเย็นยังมีงานเลี้ยงครอบครัวอีก…”
แม่พูดอย่างระมัดระวัง
“งั้นก็ไปสิครับ” หลินจือไปยิ้มเล็กน้อย
“ยังไงแม่ก็พูดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วนี่ครับ”
แม่หัวเราะแห้งๆ สองครั้ง
คืนนั้นหลินจือไปกลับถึงคฤหาสน์ตงหู ไม่คาดคิดว่าในคืนเดียวกันจู่ๆ เจียงเฉิงจะโทรมา
“เจ้านายครับ ผมได้รับจดหมายเชิญจากเสินฮวากรุ๊ป”
หลินจือไปถาม “เชิญรวมงานวันเกิดประธานเสินฮวากรุ๊ปหรือเปล่าครับ?”
“ใช่ครับ”
“งั้นพี่ก็ไปเถอะ ผมเองก็จะไปเหมือนกัน”
หลินจือไปไม่แปลกใจนัก ตอนนี้คุนเผิงนับว่ากำลังรุ่งโรจน์สุดๆ
ทั้งรับช่วงเว็บไซต์วิดีโอจนต่ออายุได้สำเร็จ ล่าสุดก็ยังลงทุนในวงการไลฟ์สตรีมจนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง
ในฐานะตัวแทนของคุนเผิง เจียงเฉิงมีคุณสมบัติเข้างานวันเกิดระดับสูงสุดของวงการบันเทิงฉินโจว
“ได้ครับ งั้นถึงตอนนั้นต้องให้ผมทำอะไรไหมครับ?”
“ไม่ต้องครับ พี่ทำตัวตามสบายเลย ตอนนั้นน่าจะคึกคักทีเดียว”
ตอนนี้เจียงเฉิงค่อนข้างเข้าใจเจ้านายดี
เขาฟังออกชัดเจนว่าเจ้านายอารมณ์ไม่ดีสักเท่าไหร่ บางทีอาจไม่ใช่แค่อารมณ์ไม่ดี
ในเสียงของเจ้านายคล้ายมีแววเย้ยหยันปะปนกับอารมณ์บางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
สถานการณ์แบบนี้หาได้ยากมากในความทรงจำของเจียงเฉิง
เจ้านายไม่เคยแสดงอารมณ์แบบนี้มาก่อน ดูเหมือนข่าวลือจะไม่เกินจริง
ว่ากันว่าหลายปีก่อน เจ้านายถูกพี่ชายลูกพี่ลูกน้องกลุ่มหนึ่งรังแกจนศีรษะได้รับบาดเจ็บสาหัส
เรื่องนี้เจียงเฉิงเผอิญได้ยินการซุบซิบในวงการไม่นานมานี้
ประกอบกับการที่เจ้านายจ้องจะเล่นงานหลินกงหลินหลิวอยู่ตลอด…
เขาสูดหายใจลึกครั้งหนึ่ง เจียงเฉิงเอ่ย “เจ้านายครับ ผมได้ยินข่าวลือบางอย่างเกี่ยวกับคุณ”
“คงไม่ต่างจากความจริงเท่าไหร่หรอก”
หลินจือไปดูเหมือนรู้ว่าเจียงเฉิงอยากพูดอะไร อีกฝ่ายคลุกคลีกับคนในวงการมาก ได้ยินข่าวลือนี้ก็ไม่แปลก
“ผมเข้าใจแล้วครับ”
ยามกษัตริย์ทุกข์ขุนนางย่อมทุ่มเทแรงกาย ยามกษัตริย์อับอายขุนนางย่อมพร้อมตายแทน
เจียงเฉิงรู้ดีว่าสิ่งที่ตนมีทั้งหมดได้มาจากใคร แววตาของเขาวูบไหวเล็กน้อย
คุนเผิงจะทำให้คนเหล่านั้นต้องชดใช้แน่
ข่าวที่ว่าหลินเจามู ประธานเสินฮว่ากรุ๊ปจะจัดงานเลี้ยงวันเกิดนั้นแพร่กระจายอยู่แค่ในวงการ
คนภายนอกไม่ค่อยมีใครทราบ
ทั้งวงการบันเทิงฉินโจว ผู้ที่มีคุณสมบัติเข้ารวมงานเลี้ยงนี้ได้ ย่อมต้องเป็นกลุ่มบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงทุนฉินโจว
ขณะเดียวกันที่คฤหาสน์ซีเฉิง ในห้องหนังสือที่เปี่ยมกลิ่นอายโบราณ
ชายชราผู้หนึ่งกำลังตวัดพู่กันหว่านหมึก
ไม่นานบนกระดาษขาวบนโต๊ะก็ปรากฏตัวอักษรที่คดโค้งทรงพลังว่า
‘ผู้มีกำลังประจำตำแหน่ง ผู้ไร้สามารถจงถอยเสีย’
ชายชราสงบนิ่งน่าเกรงขาม รูปร่างแม้ไม่สูงใหญ่แต่ผงาดดังภูผา
สายตาหลังกรอบแว่นชราภาพลุ่มลึก รอยริ้วลึกพาดบนใบหน้า
“เลขาจิน” เมื่อเขียนจบชายชรากล่าวด้วยเสียงทุ้มทรงพลังว่า
“นำลายมือนี้ไปใส่กรอบแขวนหน้าห้องจัดเลี้ยงตระกูล”
“ทราบแล้วครับ”
เลขาจินวัยห้าสิบทํางานเคียงข้างชายชรามากว่ายี่สิบปีแล้ว
ชายชราผู้มีอำนาจสั่งงานเลขาจินได้ย่อมเป็นเจ้าของคฤหาสน์ซีเฉิงและทั้งเสินฮวากรุ๊ปอย่างไม่ต้องสงสัย หลินเจามู
ไม่นานก็มีคนรับใช้เข้ามายกกระดาษอักษรแผ่นนั้นออกไป
เลขาจินมองอักษรเหล่านั้นพลางจับความคิดของท่านประธานได้คร่าวๆ
หลินเจามูถอดแว่นวางอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะ
แม้ผ้าเช็ดแว่นยังพับอย่างพิถีพิถัน ก่อนเอ่ยอีกครั้งว่า
“ว่ามาช่วงนี้มีเรื่องอะไรใหม่ๆ บ้าง”
“แบรนด์เครื่องดื่มผลไม้ที่หลินกงดูแลเกิดปัญหานิดหน่อยแต่ไม่ส่งผลกระทบมากครับ”
“กลับเป็นฝั่งหลินหลิวที่สถานการณ์หนักกว่า”
เลขาจินรายงานสถานการณ์ของหลินหลิวอย่างคล่องแคล่ว
หลินเจามูฟังรายงานของเลขาจินด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออกว่าโกรธหรือพอใจ
ส่วนใหญ่แล้วชายชราผู้นี้ก็มักมีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา
“สองสามวันก่อนเธอให้ราชาเพลงของทีมไปแย่งเวทีตรุษจีนกับจางซีหยาง…”
“จางซีหยางฉันจำได้ หลานชายคนเล็กของฉันแต่งเพลงให้เขาหลายเพลงเลยใช่ไหม?”
“ใช่ครับ คุณชายไปดูจะชื่นชมศิลปินคนนี้มาก”
“ฝ่ายประเมินของบริษัทก็เห็นว่าจางซีหยางมีโอกาสได้เป็นราชาเพลงในปีหน้า”
“เด็กคนนั้น… ยังเกลียดฉันอยู่ไหม?”
หลินเจามูพูดขึ้นเป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงของเขาแสดงอารมณ์แปลกไปจากเดิม
เลขาจินแอบถอนหายใจแล้วยิ้มกล่าวว่า
“คุณชายไปจะเกลียดท่านได้ยังไงล่ะครับ เขาฉลาดมาตั้งแต่เล็กย่อมเข้าใจความลำบากใจของท่าน”
หลินเจามูกล่าว “เขามีความขุ่นเคืองอยู่ในใจ ไม่อย่างนั้นคงไม่หายหน้าไปหลายปีไม่มาพบฉัน”
“ตระกูลหลินตั้งแต่รุ่นสองถึงรุ่นสาม ทุกคนต่างประจบเอาใจฉันกันทั้งนั้น”
“มีแต่พอลูกคู่นั้นที่ไม่เคยก้าวเข้าคฤหาสน์หลังนี้อีกตั้งแต่เกิดเรื่อง”
“คุณชายไปได้รับบาดเจ็บ…”
“หายดีแล้วไม่ใช่เหรอ? หายแล้วก็ยังไม่มาเยี่ยมฉัน เหมือนพ่อเขาดื้อแพ่งแต่ก็เก่งกว่าพ่อเขามาก…”
เลขาจินนิ่งเงียบ หลินเจามูก้าวช้าๆ ไปที่หน้าต่าง
แล้วหยิบกรรไกรข้างๆ ขึ้นมาตัดแต่งกิ่งใบอย่างตั้งใจ
“บอนไซกระถางนี้งามดี แต่กิ่งที่เกินมาก็ต้องตัดออก ไม่อย่างนั้นจะเสียความงดงามโดยรวมไป”
เลขาจินเหมือนจะจับได้ถึงนัยยะในคำพูดนั้น
“ในกลุ่มยังมีตำแหน่งว่างที่ไม่สำคัญอยู่สองสามตำแหน่ง ท่านว่า…”
“ให้โอกาสเธออีกครั้งนึง” พอตัดถึงกิ่งหนึ่งหลินเจามูชะงักเล็กน้อย
“ถ้าแค่เวทีตรุษจีนยังเอาไม่อยู่ ก็ปลดตำแหน่งหัวหน้างานของเธอซะ”
“รับทราบครับ” เลขาจินพยักหน้าอย่างเคารพ
ก่อนจะยิ้มกล่าวว่า “แต่มีเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้เรียนท่านครับ จางซีหยางเพิ่งได้เพลงใหม่จากคุณชายไปอีกหนึ่งเพลงครับ”
หลินเจามูถึงกับยิ้มแม้เพียงยกมุมปากน้อยๆ
“หลานชายตัวน้อยของฉันนี่ผลงานเยอะจริงๆ นะ”
“คุณชายไปเป็นอัจฉริยะครับ” เลขาจินกล่าวชม
เมื่อครั้งเลขาจินเพิ่งเข้าคฤหาสน์ซีเฉิง เขาเห็นหลานๆ ของท่านประธานเติบโตทีละน้อย
ในบรรดารุ่นที่สามของตระกูลหลิน เด็กซนแต่รู้ความคนนั้นอาจเป็นเพียงคนเดียวที่มองเขาเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่คนรับใช้
“เด็กคนนี้ตอนนั้นสมองซีกซ้ายบาดเจ็บใช่ไหม”
“ใช่ครับ”
“ตอนเขาเด็กๆ พรสวรรค์ด้านดนตรีเขาก็ใช้ได้ แต่ก็แค่ระดับอัจฉริยะทั่วไป”
หลินเจามูครุ่นคิดกล่าว “ฉันเคยได้ยินเพื่อนในวงการแพทย์พูดถึงทฤษฎีหนึ่ง”
“ว่าความสามารถด้านความจำอันยอดเยี่ยม จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงแรงบันดาลใจและสัญชาตญาณของอัจฉริยะนั้น”
“ส่วนใหญ่มาจากสมองซีกขวา ดังนั้นสมองขวาจึงถูกเรียกว่าสมองของอัจฉริยะ”
“และก็มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันว่า การบาดเจ็บที่สมองซีกซ้ายอาจกระตุ้นให้สมองขวาเติบโตมากขึ้น…”
เลขาจินนิ่งไปครู่ “ท่านประธานหมายความว่า?”
หลินเจามูกล่าว “นั่นคงเป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผล”
“เด็กที่ยังเรียนปีสอง วิชาดนตรียังเรียนไม่มาก กลับมีแววเป็นพ่อเพลงได้”
“อาจจะใช่?”
ตอนเลขาจินทราบความสำเร็จในวงการเพลงของคุณชายไปก็ประหลาดใจมาก
แต่ก็แค่ประหลาดใจเท่านั้น แต่ท่านประธานกลับพยายามหาเหตุผลและความเชื่อมโยง
“หรืออาจจะไม่ใช่”
หลินเจามู่วางกรรไกรนั่งลงบนเก้าอี้ เขาเริ่มแก่แล้วยืนนานเข้าก็เมื่อยขา
“ยังไงซะเด็กคนนี้ก็เหนือกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมาตั้งแต่เล็ก เหมือนแม่หนูที่ชื่อซูฉานแห่งเทียนกวงนั่น”
เมื่อพูดถึงซูฉาน หลินเจามูเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้
“เธอดูไม่ปลื้มหลินกง ปฏิเสธการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์แล้วใช่ไหม?”
เลขาจินว่า “ครับ แต่ถ้าท่านประธานยืนกราน การแต่งงานนี้ก็ยังเป็นไปได้…”
“เลขาจิน” หลินเจามูโบกมือเสียงฟังแผ่วอ่อน
“กดหัวเด็กให้แต่งกับใคร พ่อของฉันเคยทำกับฉันมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉันทำกับหลินตงมาแล้วครั้งหนึ่ง ผลออกมาก็ไม่ค่อยดีนัก”
“ปล่อยไปตามธรรมชาติดีกว่า”
“ครับ” เลขาจินรู้กาลเทศะจึงไม่พูดอะไรอีก
บางทีอาจเป็นเพราะอายุมากขึ้นจริงๆ นิสัยจึงไม่แข็งกร้าวเหมือนก่อน
ครั้งก่อนที่ลูกชายคนเล็กหลินตงขัดคำสั่ง ท่านประธานถึงกับเดือดดาลเป็นไฟในปีนั้น
เมื่อหลินตงถึงวัยแต่งงาน คุณชายตระกูลใหญ่กลับคบหาอยู่กับดาราสาวจากละครไอดอล
เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ลูกชายเศรษฐีตระกูลใหญ่วัยหนุ่มย่อมเจ้าสำราญกัน
คบดาราสาวเล่นๆ ก็ไม่ผิดอะไร แต่ใครจะคิดเมื่อหลินเจามูสั่งให้หลินตงแต่งกับคุณหนูที่เหมาะสม
หลินตงกลับปฏิเสธยืนกรานจะแต่งกับดาราสาวคนนั้น
คุณหนูตระกูลดีไม่เอา กลับจะเอานางละคร?
หลินเจามูโกรธจัด ปลดตำแหน่งของหลินตงในบริษัททันที
หลินตงไม่สนใจ ดึงดันชนกับหลินเจามู ท้ายที่สุดหลินตงก็สมหวังแต่งงานกับดาราสาวคนนั้น
และดาราสาวคนนั้นก็คือแม่ของหลินจือไป
เพียงแต่การเผชิญหน้าหนนั้น ทำให้หลินเจามูผิดหวังในตัวหลินตงอย่างสิ้นเชิงและไม่สนใจเขาอีก
จนดาราสาวคนนั้นให้กำเนิดลูกชายสองคน ความสัมพันธ์พ่อลูกจึงค่อยๆ ดีขึ้นเล็กน้อย
แต่ต่อมาหลินจือไปได้รับบาดเจ็บ หลินตงคลุ้มคลั่งที่คฤหาสน์ซีเฉิง
ความสัมพันธ์พ่อลูกจึงกลับไปเย็นชาถึงจุดเยือกแข็ง
แม้แต่หลานชายคนโปรดของหลินเจามูก็ยังมีท่าทีไม่พอใจเขา
และคราวนี้ประธานจัดงานเลี้ยงวันเกิด ในเมื่อครอบครัวหลินตงยอมมาร่วมงาน
ท่านประธานก็ดูเหมือนวางใจเรื่องในอดีตแล้ว บางทีนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์บางอย่าง?
เลขาจินอดคิดไม่ได้