ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 211 กลายเป็นเจ้าของตัวจริงสำนักพิมพ์เสินฮว่า?
ที่บ้านหลินซีฉลองด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ยินดีด้วยค่ะแม่ที่ได้เป็นมือซ้ายฝ่ายโทรทัศน์เสินฮว่าเอนเตอร์เทนเมนต์
พ่อเชี่ยวชาญการอุปถัมภ์คนกันเองจริงๆ!”
แม่พูด “เขาใช้กฎลับเล่นเส้นสายนะ”
หลินตง “…”
ใช้กฎลับเล่นเส้นสาย? มาพูดอะไรต่อหน้าลูกเนี่ย!
หลินเชิงเทียนหัวเราะลั่น
หลินจือไป๋ก็ยิ้มกว้างพลางบ่นอย่างเสียดาย
“เสียดายไม่ได้ถอดมือขวานั่นออกไปพร้อมกัน”
ที่จริงทั้งมือขวาและมือซ้ายต่างก็สมควรถูกรับโทษ เพราะหลินตงก็มีหลักฐานเอาผิดทั้งสองคนได้อยู่แล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะสองคนนี้แอบข้ามหัวเขาในฐานะหัวหน้าฝ่าย แล้วทำอะไรตามใจชอบ ฝ่ายโทรทัศน์เสินฮว่าก็คงไม่พ่ายแพ้นาเซินยับเยินขนาดนี้
แต่เพื่อจะให้ภรรยาได้ขึ้นตำแหน่งมือซ้าย หลินตงกับมือขวาต้องยอมประนีประนอมกันสักหน่อย
พูดง่ายๆ คือเขาจงใจไม่เอาผิดมือขวา แต่มีข้อแม้ว่ามือขวาต้องช่วยเขาสนับสนุนให้เวินอวี๋ขึ้นตำแหน่งเพื่อลดเสียงคัดค้านในฝ่ายลง
แม้ตัดสินใจแบบนี้ หลินตงก็ยังต้องทนแรงกดดันจากหลายฝ่าย หากฝ่ายโทรทัศน์ทำผลงานไม่ได้ ต้องมีเสียงนินทาตามมาแน่นอน
แต่ที่เสินฮว่าผลงานสำคัญที่สุด ผู้บริหารทำผลงานได้ ต่อให้เอาคนกันเองขึ้นก็ไม่มีใครกล้าว่าอะไร
ดังนั้นตอนนี้หลินตงคิดแต่ว่าจะทำให้ผลงานดีได้อย่างไร กู้คืนความเสียหายในครั้งนี้ของฝ่ายโทรทัศน์เสินฮว่าอย่างไร
ขณะเดียวกันที่คฤหาสน์ซีเฉิง เลขาจินกำลังรายงานความปั่นป่วนล่าสุดในวงการทีวีให้ประธานบริษัทฟัง
“บ้านเจ้ารองพ่ายยับเลยนะ”
หลินเจามูฟังจบก็ยิ้ม ดูเหมือนไม่โกรธเลยสักนิด
เลขาจินเสริม “หัวหน้าฝ่ายหลินตงไม่ได้ทำอะไร ก็จัดการปลดมือซ้ายของฝ่ายโทรทัศน์ออก แล้วให้ภรรยาขึ้นแทนไปเรียบร้อยแล้วครับ”
“บ้านเก้าสิบสองปีมานี้มีเซอร์ไพรส์ให้ฉันไม่น้อยเลย”
หลินเจามูถามต่อ “แล้วสำนักพิมพ์เสินฮว่าเป็นยังไงบ้าง”
เลขาจินกล่าว “ตอนนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร คุณชายไป๋เข้าออฟฟิศไม่บ่อยเท่าไหร่ครับ”
“แล้วคนอื่นล่ะ?”
“ก็ไม่ค่อยมีอะไรเคลื่อนไหวเหมือนกันครับ”
หลินเจามูครุ่นคิด “ไปบอกพวกเขาทีว่าฉันจะดูผลประกอบการสิ้นปี ใครทำผลงานดีคนนั้นก็จะได้หุ้นไป ส่วนรายละเอียดนายร่างมาให้ฉันดูก่อนชุดนึง”
“ครับ”
เลขาจินพยักหน้า
คนรุ่นสองรุ่นสามของตระกูลต่างก็ได้รับโจทย์กันหมดแล้ว แต่ดูเหมือนทุกคนจะเล่นแบบปลอดภัย
ขอแค่ให้คะแนนตนผ่านเกณฑ์แบบไม่พลาดก็พอ แต่ปู่ไม่ได้อยากเห็นภาพแบบนี้
เขาต้องการให้ทุกคนขยับตัวกันอย่างจริงจัง
ในสำนักพิมพ์เสินฮวาวันนี้ หลินจือไป๋ไม่มีเรียนจึงเลือกมาออฟฟิศ แล้วก็พบว่าเลขาจินมาหาตนและนำสัญญาหุ้นมาด้วยชุดหนึ่ง
หลังจากอ่านสัญญาเสร็จ ภายในใจหลินจือไป๋ก็พลุ่งพล่านขึ้นทันที!
“ถ้าผลกำไรประจำปีของสำนักพิมพ์เสินฮว่าเติบโตเป็นหนึ่งจุดห้าเท่าของปีก่อน คุณจะได้หุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของสำนักพิมพ์เสินฮว่า
ถ้าเติบโตเป็นสองเท่าของปีก่อน คุณจะได้หุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของสำนักพิมพ์เสินฮว่า และเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนไปเรื่อยๆ…”
หลินจือไป๋สูดลมหายใจลึก
“ถ้าเป็นไปตามสัดส่วน สมมติผลกำไรปีนี้ของสำนักพิมพ์เติบโตเป็นหกเท่าจากปีก่อน ผมก็จะได้ถือหุ้นสำนักพิมพ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์”
โห!
ปู่เอาหุ้นมาล่อบีบให้ตนต้องเร่งเพิ่มผลกำไรประจำปีของสำนักพิมพ์เสินฮว่าสินะ
ดูเหมือนว่าคราวนี้ท่านจะเอาจริงแล้ว แน่นอนว่าเงื่อนไขแบบนี้คนแซ่หลินเท่านั้นถึงจะได้
ปกติแล้วต่อให้ผู้จัดการเก่งแค่ไหนก็อย่าฝันจะได้หุ้นในเครือเสินฮว่าเลย เพราะพวกเขาไม่ใช่คนสกุลหลิน
มูลค่าสำนักพิมพ์เสินฮว่าเกินหมื่นล้านไปแล้ว ถ้าปีนี้หลินจือไป๋ทำให้สำนักพิมพ์เสินฮว่าได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เขาก็จะได้เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เสินฮว่าตัวจริง
นี่คือสินทรัพย์ระดับหลายหมื่นล้านเชียวนะ!
เลขาจินยิ้ม “พูดแบบนี้ก็ไม่ผิดครับ แต่คุณชายไป๋พูดเหมือนจะได้หุ้นพวกนี้มาง่ายๆ เลยนะครับ”
“ยังไม่ต้องสนใจว่าผมจะทำได้หรือเปล่า”
หลินจือไป๋จ้องหน้าเลขาจิน “นอกจากผม คนอื่นก็คงได้เงื่อนไขคล้ายๆ กันใช่ไหมครับ?”
เลขาจินพยักหน้าเบาๆ
หลินจือไป๋หรี่ตา
ดูท่าต่อไปตนคงต้องลุยงานหัวหมุนแล้ว
หลินจือไป๋เซ็นสัญญานี้ทันที
ตามเงื่อนไขแล้ว ถ้าผลกำไรของสำนักพิมพ์เสินฮว่าโตถึงหกเท่าของปีก่อน เขาก็จะได้ครอบครองบริษัทนี้เต็มตัว
หกเท่า?
แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก!
แต่หลินจือไป๋ก็อยากลองดู
ก่อนกลับเลขาจินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “คุณชายไป๋ต้องสู้ๆ นะครับ ได้หุ้นเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณแล้ว”
“ผมจะพยายามครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มตอบ
หลังจากส่งเลขาจินกลับไป หลินจือไป๋ก็โทรหาเจียงเฉิง
พอเจียงเฉิงได้รู้เรื่องสัญญาวันนี้ของหลินจือไป๋ก็ตกใจจนพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่
นานพอควรเจียงเฉิงถึงพึมพำออกมาว่า
“นี่แหละจุดที่พวกทายาทตระกูลเศรษฐีอย่างพวกคุณทำให้คนอิจฉามากที่สุด
ไม่แปลกเลยที่สังคมเดี๋ยวนี้จะยิ่งต่อต้านคนรวยมากขึ้น
ถ้าคุณไม่ใช่เจ้านายผม ผมก็คงอดรู้สึกอิจฉาริษยาหมั่นไส้ไม่ได้เลยครับ”
ลองสมมติสมมติว่าปีที่แล้วสำนักพิมพ์เสินฮว่าได้กำไรหนึ่งพันล้าน ปีนี้แค่ทำกำไรได้พันห้าร้อยล้าน หลินจือไป๋ก็ได้ถือหุ้นสำนักพิมพ์เสินฮว่าสิบเปอร์เซ็นต์ทันที
แน่นอนว่านี่เป็นแค่การเปรียบเทียบคร่าวๆ ในสัญญาจริงยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก
เช่น เงินเหล่านี้ได้มาด้วยวิธีใด ใช้การรีดผลประโยชน์แบบไม่เหลืออะไรไว้ในอนาคตหรือเปล่า
มีหลักเกณฑ์ตรวจสอบเฉพาะ ไม่เปิดช่องให้หลินจือไป๋เลี่ยงกฎได้มากนัก ปู่ไม่ใช่คนที่หลอกง่ายๆ เลย
หลินจือไป๋หัวเราะเบาๆ
หากเทียบกับทั้งเสินฮว่ากรุ๊ป สำนักพิมพ์เสินฮว่าก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น
“แม้ว่าเงื่อนไขในการครอบครองสำนักพิมพ์เสินฮว่าแบบเต็มตัวจะน่าดึงดูดมาก แต่การทำกำไรให้ได้ถึงหกเท่านั้นยากเกินไปแล้ว
เจ้านายก็พยายามให้เต็มที่เท่าที่ไหวแล้วกันครับ ยังดีที่เรามีปู่เย่จวินจี๋จะช่วยให้สำนักพิมพ์เสินฮว่าทำเงินได้ไม่น้อยเลยครับ…”
หลังจากสงบลงได้แล้ว เจียงเฉิงก็รู้สึกว่าเป้าหมายนี้ยากมากจริงๆ
อย่างไรตอนนี้ก็เดือนเมษายนแล้ว เหลืออีกแค่แปดเดือนก็จะถึงสิ้นปี
หลินจือไป๋เองก็เช็กบัญชีของสำนักพิมพ์เสินฮว่าแล้ว
กำไรสี่เดือนแรกไม่ดีเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่าไม่ได้ขี้เหร่เกินไป
ถ้าหลินจือไป๋ในฐานะประธานยังนิ่งเฉย รายได้ปีนี้คงไม่ต่างจากปีที่แล้ว หรือกระทั่งอาจลดลงเลยด้วยซ้ำ
“อื้ม”
หลินจือไป๋ไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก
อันที่จริงหลินจือไป๋มีไอเดียหลายอย่างที่จะเพิ่มรายได้ให้สำนักพิมพ์
เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขายังลังเลว่าจะลงมือดีไหม เพราะอนาคตสำนักพิมพ์เสินฮว่าก็อาจไม่ได้ตกเป็นของตน
ไม่แน่คุนเผิงอินเวสต์เมนต์อาจบุกวงการสิ่งพิมพ์ก็ได้
ตอนนี้ถ้าทำให้สำนักพิมพ์เสินฮว่าเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ต่อไปมันอาจกลายเป็นของคนอื่นไปฟรีๆ ก็ได้
กระทั่งอาจกลายเป็นว่าหลินจือไป๋ได้สร้างคู่แข่งที่แข็งแกร่งขึ้นมาเองกับมือ ในตอนที่คุนเผิงอินเวสต์เมนต์เข้ามาในวงการสิ่งพิมพ์ก็เป็นได้
แต่เมื่อมีสัญญาแบ่งหุ้นของท่านประธาน หลินจือไป๋ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้อีก
ถ้าเขาครองสำนักพิมพ์เสินฮว่าได้ ต่อไปคุนเผิงอินเวสต์เมนต์ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาในวงการนี้อีก ประหยัดแรงไปได้เยอะ
คิดได้ดังนั้นหลินจือไป๋จึงกล่าวว่า “เดี๋ยวคงต้องให้คุณช่วยเล่นละครกับผมหน่อยนะครับ”
หลังจากวางสายอีกครั้ง หลินจือไป๋ก็เรียกประชุมเหล่าผู้บริหารสำนักพิมพ์ในฐานะประธานสำนักพิมพ์
“ผมได้ดูงบการเงินของสำนักพิมพ์ปีนี้แล้ว”
หลินจือไป๋นั่งเก้าอี้ประธาน สีหน้าท่าทางจริงจังอย่างคนเป็นเจ้านาย
“ผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ต่ำกว่าปีที่แล้วเยอะ ผมผิดหวังจริงๆ
โดยเฉพาะแผนกนิยายสืบสวน ตอนนี้นิยายสืบสวนที่ขายดีในตลาดมาจากสำนักพิมพ์เทียนกวงและสำนักพิมพ์นาเซินแทบทั้งหมด
เรื่องนี้ใครต้องรับผิดชอบครับ”
หลินจือไป๋เดือดดาลชี้นิ้วตำหนิไปทั่ว ห้องประชุมเงียบสงัด ทุกคนนั่งฟังหัวหน้าคนใหม่พร่ำบ่น
หลินจือไป๋ตบโต๊ะดังปัง
“หวังจื่อ! งานที่ผมสั่งไปทำสำเร็จหรือยัง?”
“ท่านประธาน…”
หวังจื่อทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “คุณให้ผมไปดึงตัวปู่เย่จวินจี๋ ผมดึงเขาไม่ขยับเลยครับ!”
หลินจือไป๋กล่าวเสียงเย็นชา “ผมไม่อยากฟังข้อแก้ตัว ทำไม่ได้ก็ไสหัวออกไป ให้คนที่ทำได้มาเป็นบรรณาธิการแผนกสืบสวนแทน!”
หวังจื่อเผลอหันไปมองรองประธานหลัวต๋า
หลัวต๋ารู้ว่าตนต้องปกป้องลูกน้องแล้ว “ผมเข้าใจความรู้สึกของท่านประธานครับ แต่เรื่องนี้ไม่อาจบังคับหวังจื่อให้ทำได้จริงๆ
ในวงการสำนักพิมพ์ไม่มีใครดึงตัวปู่เย่จวินจี๋ได้เลย ผมเองก็เคยลองแล้วแต่ไม่สำเร็จ แม้แต่สำนักพิมพ์เทียนกวงที่พยายามอยู่เหมือนกันก็ยังไม่ได้ผลเลยครับ”
“คุณทำไม่ได้ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะทำไม่ได้”
หลินจือไป๋เหลือบมองหลัวต๋าแล้วพูดอย่างแข็งกร้าวว่า
“หวังจื่อถูกลดตำแหน่งเป็นรองบรรณาธิการแผนกนิยายสืบสวน ใครที่สามารถดึงตัวปู่เย่จวินจี๋มาได้ ผมจะให้คนคนนั้นขึ้นเป็นบรรณาธิการแผนกนี้ทันที”
“ท่านประธาน แบบนี้ไม่บังคับเกินไปหน่อยหรือครับ?”
บรรณาธิการใหญ่เปยลี่พูดขึ้นว่า “นี่เป็นภารกิจที่ไม่มีทางทำสำเร็จเลยครับ”
รองบรรณาธิการใหญ่เริ่นเจียชุนขมวดคิ้วกล่าว “คำสั่งนี้เกรงว่าจะยากต่อการยอมรับครับท่านประธาน”
ทั้งสามคนลอบบ่นในใจว่าประธานคนใหม่ดูหุนหันพลันแล่นเกินไป
การเมืองออฟฟิศต้องใช้กลยุทธ์ชั้นเชิง การสั่งแบบเผด็จการเช่นนี้ใช้ไม่ได้ในสำนักพิมพ์เสินฮว่า
ต่อให้เป็นประธานก็ทำแบบนี้ไม่ได้!
เพราะข้างบนเหนือขึ้นไปยังมีเสินฮว่ากรุ๊ปอยู่ เรื่องนี้ต่อให้ถึงสำนักงานใหญ่ประธานก็ไร้เหตุผลอยู่ดี
หลินจือไป๋สูดลมหายใจลึกดูราวกับคนอารมณ์ขาด จ้องหน้าเริ่นเจียชุนแล้วพูดว่า
“ยากจะยอมรับ? ใครหน้าไหนกล้าคัดค้านครับ?”
เริ่นเจียชุนไม่ตอบ แต่สีหน้ากลับเขียนไว้ชัดเจนว่า ‘ไม่ยอมรับ’
หลินจือไป๋กล่าวอย่างไม่พอใจ “เริ่นเจียชุน ท่าทีของคุณผมไม่ปลื้มเอาซะเลย”
เริ่นเจียชุนเริ่มรู้สึกว่าวันนี้หลินจือไป๋จ้องจะเล่นงานตนแล้ว
คงเพราะตนเป็นแค่รองบรรณาธิการ แต่หลัวต๋าเป็นรองประธาน ส่วนเปยลี่เป็นบรรณาธิการใหญ่ ตำแหน่งทุกคนสูงกว่าตน?
เลือกบีบลูกพลับที่นิ่มที่สุดสินะ?
เริ่นเจียชุนไม่อยากเป็นเป้าแต่ก็กลั้นไม่อยู่ จึงตอบก้ำกึ่งว่า
“ทั่วทั้งสำนักพิมพ์เสินฮว่าของเราไม่มีใครดึงตัวปู่เย่จวินจี๋มาได้เลย ถ้าท่านประธานจะใช้เหตุผลนี้ลงโทษหวังจื่อ ผมก็เคารพการตัดสินใจของคุณครับ”
“งั้นคุณเห็นด้วยแล้ว?”
“ผมไม่คัดค้าน” เริ่นเจียชุนกล่าว “แต่ก็ไม่สนับสนุน”
“พวกคุณล่ะ?”
หลินจือไป๋หันมองคนอื่น
หลัวต๋ากล่าว “ผมไม่เห็นด้วย!”
“ใครอีก?”
หลินจือไป๋กวาดตามองคนอื่นๆ เงียบกริบ
หลินจือไป๋พยักหน้า จากนั้นก็หยิบมือถือออกมาโทรต่อหน้าทุกคน
“ฮัลโหล?”
“คุณเจียงครับ”
“ผมเองหลินจือไป๋”
“สำนักพิมพ์เสินฮว่าของเราอยากร่วมงานกับอาจารย์ปู่เย่จวินจี๋…”
“ใช่ครับ”
“ช่วยเห็นแก่หน้าผมหน่อยนะครับ”
“งั้นเรื่องนี้ตกลงตามนี้นะครับ”
หลังวางสาย หลินจือไป๋สังเกตเห็นสีหน้าทุกคนในห้องประชุมเปลี่ยนไปหมด
หลัวต๋าตะลึงงัน เปยลี่มองเขาอย่างนิ่งอึ้ง เริ่นเจียชุนก็แตกตื่นตกใจ หวังจื่อถึงกับอ้าปากค้าง
มีคนกลั้นไม่ไหวกระซิบถามเบาๆ “อาจารย์ปู่เย่จวินจี๋…ยอมมาเหรอครับ?”
“ก็ต้องใช่สิครับ”
หลินจือไป๋วางโทรศัพท์ลง กล่าวอย่างทอดถอนใจ “มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เขามองทุกคนอย่างผิดหวัง “เรื่องแค่นี้มันยากเย็นขนาดไหนกันเชียว ต้องให้ประธานอย่างผมออกหน้าเอง?”
ห้องประชุมเงียบกริบกระทั่งเสียงเข็มตกยังได้ยิน
ไม่มีใครรู้ว่าหลินจือไป๋ทำได้ยังไง ในห้องนี้ทุกคนเคยพยายามทาบทามปู่เย่จวินจี๋มาแล้วทั้งนั้น แต่ก็ไม่มีใครทำสำเร็จสักคน
ฝั่งคุนเผิงไม่แม้แต่จะยอมเจรจาเงื่อนไขเลยด้วยซ้ำ!
แต่หลินจือไป๋โทรศัพท์แค่ครั้งเดียวเรื่องก็เป็นอันจบ!
ประธานคนนี้ดูหัวแข็งหยิ่งผยอง แต่พลังเบื้องหลังกลับชวนให้ตกตะลึง!
“หวังจื่อ…”
หลินจือไป๋เอ่ยเสียงขุ่น
หวังจื่อลุกขึ้นยืนตัวสั่นเล็กน้อย เขารู้สึกว่าตัวเองต้องซวยแน่แล้ว
รองประธานหลัวต๋าห่างชั้นเกินไปแล้ว บอกว่าไม่มีใครที่สามารถดึงตัวปู่เย่จวินจี๋ไปได้
อะไรกัน ประธานยกหูทีเดียวก็ทำสำเร็จแล้ว!
“ท่านประธาน เรื่องนี้ยังไม่ยืนยันแน่ชัดใช่ไหมครับ?”
หลัวต๋าเริ่มร้อนใจเล็กน้อย กลัวว่าหลินจือไป๋แค่ทำทีเล่นละคร เขาจึงรีบโทรศัพท์ไป
“ครับ อาจารย์ปู่เย่จวินจี๋ตัดสินใจร่วมงานกับสำนักพิมพ์เสินฮว่าของพวกคุณแล้ว”
เสียงยืนยันดังมาจากปลายสาย สีหน้าหลัวต๋าพลันเปลี่ยนไปจนดูไม่ได้
หลินจือไป๋เลิกคิ้วถาม “ตอนนี้คุณเชื่อหรือยังครับ?”
หลัวต๋ากัดฟันพยักหน้าเบาๆ
หลินจือไป๋กล่าว “หวังจื่อ คุณเป็นคนเก่าแก่ของบริษัท แม้หลายปีมานี้ไม่มีผลงานแต่ก็ทุ่มเทมานาน ผมจะให้โอกาสคุณชดเชย
โปรเจกต์ใหม่ต่อจากนี้ของสำนักพิมพ์จะให้คุณรับผิดชอบ”
“โปรเจกต์อะไรครับ?”
หลัวต๋า เปยลี่ และเริ่นเจียชุนถามขึ้นแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน
หลินจือไป๋ยิ้ม “ตอนนี้เป็นยุคออนไลน์ พึ่งแต่รายได้จากการพิมพ์หนังสือ สำนักพิมพ์เสินฮว่าก็เติบโตไปกว่านี้ได้ยากแล้ว
ดังนั้นผมจะหาคนมาพัฒนาซอฟต์แวร์ตัวนึง…”
หลินจือไป๋จะสร้างแอปพลิเคชันฟังหนังสือเสียง!
นี่คือแผนขยายธุรกิจขั้นแรกของสำนักพิมพ์เสินฮว่าที่เขาวางไว้ สร้างแอปคล้ายกับ Ximalaya ในชาติที่แล้ว
“ซอฟต์แวร์ตัวนี้ผมจะวางแผนเบื้องต้นให้”
หลินจือไป๋กล่าว “ผมจะดูแลด้วยตัวเอง หวังจื่อทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนตำแหน่งบรรณาธิการนิยายสืบสวนให้รองบรรณาธิการรับหน้าที่แทนไปก่อนแล้วกัน…”