ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 212 หนังสือใหม่ของปู่เย่จวินจี๋ใกล้จะออกแล้ว
ข้อเสนอของหลินจือไป๋ผ่านการอนุมัติแล้ว
แม้จะไม่มีใครรู้ว่า ‘แอปฟังหนังสือเสียง’ ที่ประธานคนใหม่พูดถึงคืออะไรกันแน่ แต่ประธานมีอำนาจผลักดันโปรเจกต์นี้ได้เต็มที่
หลัวต๋า เปยลี่ เริ่นเจียชุน ต่างก็เลือกปัดความรับผิดชอบ
พูดอีกอย่างคือซอฟต์แวร์เจ้าปัญหานี้จะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขาแล้ว หากเกิดปัญหาขึ้นมาก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของประธานเอง!
ส่วนเรื่องที่หลินจือไป๋ปลดหวังจื่อจากบรรณาธิการแผนกสืบสวนทุกคนต่างก็ยอมรับ เพราะประธานสามารถดึงตัวปู่เย่จวินจี๋มาให้ได้!
โลกการทำงานมันง่ายแบบนี้แหละ ประธานช่วยบริษัทดึงตัวปู่เย่จวินจี๋มาได้ จึงมีสิทธิ์ชี้ขาดอนาคตของบรรณาธิการอย่างหวังจื่อ
สำนักงานใหญ่ก็ไม่อาจขัดเพราะปู่เย่จวินจี๋คือผลงานชิ้นโต!
เมื่อมีผลงานนี้ค้ำประกัน ต่อให้หลินจือไป๋จะจัดการกับหวังจื่อจนมีคนไม่พอใจ ทางสำนักงานใหญ่ก็คงอดทนยอมรับได้
หลังจบประชุม หลินจือไป๋เรียกหวังจื่อมาคุย
ต่างจากตอนเดือดดาลในที่ประชุม เวลานี้หลินจือไป๋ยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วบอกกับหวังจื่อว่า
“หลัวต๋าช่วยคุณไม่ได้หรอก”
“ท่านประธาน โปรดไว้ชีวิตผมด้วยเถอะครับ…”
หวังจื่อสิ้นหวังต่อชะตากรรมของตนเอง เพราะเขาไม่คิดว่าโปรเจกต์ซอฟต์แวร์ที่หลินจือไป๋พูดถึงจะเป็นเรื่องจริงจังอะไร
หรือจะบอกว่าผู้บริหารระดับสูงทุกคนของสำนักพิมพ์เสินฮว่าไม่มีใครจริงจังกับโปรเจกต์นี้เลย
แต่หลัวต๋าได้ละทิ้งตนไปแล้ว ตอนนี้จะถูกบีบให้แบนจะปั้นให้กลมอย่างไรเขาก็ได้แต่ยอมรับ ไม่มีสิทธิ์ขัดขืน
“คุณคิดว่าผมกำลังกลั่นแกล้งคุณเหรอ?”
หลินจือไป๋ส่ายหน้า “โครงการซอฟต์แวร์นี้ผมเตรียมลงทุนเบื้องต้นห้าร้อยล้าน คุณลองคิดดูสิว่ามันหมายความว่ายังไง”
หวังจื่อถือเป็นคนของหลัวต๋า แต่หลินจือไป๋ได้ตรวจสอบแล้ว ความเกี่ยวพันกับหลัวต๋าไม่ได้ลึกซึ้งมาก สามารถดึงมาเป็นพวกตนได้
แน่นอนถ้าหวังจื่อไม่มีความสามารถ หรือทำตัวน่าคลางแคลงใจ หลินจือไป๋ก็จะเตะเขาออกจากสำนักพิมพ์เสินฮว่าโดยไม่ลังเล
สำหรับซอฟต์แวร์นี้ หลินจือไป๋ตั้งใจจะทำ ‘แอปฟังหนังสือเสียง’
ชาวบลูสตาร์ชอบอ่านนิยายแต่ในตลาดยังไม่มีแอปฟังหนังสือแบบนี้เลย
หรือพูดอีกอย่างคือชาวบลูสตาร์ยังไม่รู้ว่านิยายไม่ได้มีไว้แค่อ่านเท่านั้น อันที่จริงมันยังฟังได้ด้วยเหมือนการเล่านิยายในสมัยก่อน
สำนักพิมพ์เสินฮว่ามีคลังลิขสิทธิ์มหาศาล มีเงื่อนไขพร้อมทุกอย่างที่จะสร้างแอปพลิเคชันรูปแบบนี้
ส่วนเรื่องหลังจากที่แอปนี้ถูกสร้างขึ้นมาแล้วจะสำเร็จไหม?
จากความทรงจำในชาติที่แล้ว หลินจือไป๋มั่นใจว่าแอปฟังหนังสือเสียงนี้จะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่แน่นอน!
นี่คือโอกาสที่เขายื่นให้ หวังจื่อจะคว้าไว้ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับอีกฝ่ายแล้ว
หลินจือไป๋รู้ดีว่าแค่ปู่เย่จวินจี๋คนเดียวไม่สามารถทำให้กำไรประจำปีของสำนักพิมพ์เพิ่มขึ้นเป็นหกเท่าได้ในระยะเวลาสั้นๆ
แต่ถ้าแอปฟังหนังสือนี้สำเร็จ กลับมีหวังจะทำให้มูลค่าของสำนักพิมพ์เสินฮว่าพุ่งกระฉูด!
ตลาดนี้กว้างใหญ่ยิ่งนัก!
เวลาคนออกไปทำงานต้องขับรถกันไม่ใช่เหรอ
ปกติก็จะฟังวิทยุ มีตัวเลือกไม่มากนัก แต่พอมีแอปนี้ทุกคนก็จะมีตัวเลือกหลากหลายมากขึ้น
แล้วทั้งหมดนี้เพื่อใช้จุดแข็งที่ใหญ่ที่สุดของสำนักพิมพ์เสินฮว่า คลังลิขสิทธิ์นิยาย!
เรื่องพวกนี้หลินจือไป๋ยังไม่ได้บอกหวังจื่อโดยละเอียดเพราะยังไม่ไว้ใจอีกฝ่าย
แต่อย่างน้อยตอนที่หวังจื่อได้ยินคำว่า ‘ลงทุนห้าร้อยล้าน’ แววตาก็กลับเปลี่ยนไปทันที
ถ้าประธานไม่ได้หลอกตนเองและมอบโปรเจกต์ใหญ่ขนาดนี้ให้ตนรับผิดชอบจริงๆ งั้นตนก็ไม่ได้ถูกลดตำแหน่ง…
แต่กลับเป็นเลื่อนตำแหน่งทางอ้อมน่ะสิ!?
อีกอย่างดูเหมือนท่านประธานก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาหลอกลวงตน อย่างไรอนาคตของเขาก็อยู่ในกำมือของอีกฝ่ายหมดแล้ว!
“ท่านประธาน ผมจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ครับ!”
เขากลับมาฮึดสู้อีกครั้ง
“ความภักดีวัดกันที่การกระทำไม่ใช่ลมปากครับ”
หลินจือไป๋มองเขาด้วยแววตาลึกซึ้ง
ฝ่ายนั้นต้องตัดขาดจากหลัวต๋า ถ้าทำไม่ได้หวังจื่อก็ต้องไสหัวออกไป
ส่วนเหตุผลที่ไม่เตะหวังจื่อออกไปตรงๆ นั้นง่ายมาก บรรดาหัวหน้าบรรณาธิการของสำนักพิมพ์เสินฮว่าล้วนมีความเกี่ยวพันกับหลัวต๋า เปยลี่ และเริ่นเจียชุน บ้างไม่มากก็น้อย
อย่างไรในบริษัทก็ต้องแบ่งพรรคแบ่งพวก หลินจือไป๋ไม่สามารถไล่ออกทีเดียวหมดทุกคนได้ ไม่งั้นคงทำให้บริษัทสั่นคลอน
อย่างไรเหล่าบรรณาธิการก็เป็นหัวหน้าระดับกลางที่อยู่กับบริษัทมานานหลายปี เพียงแต่สนิทสนมกับผู้บริหารระดับสูงหน่อยเท่านั้น
อันที่จริงก็เป็นเรื่องปกติมากในโลกของการทำงาน ไม่มีใครจะอยู่คนเดียวได้โดยไร้ฝ่าย
แต่เพื่อกันเหตุไม่คาดฝัน หลินจือไป๋จึงวางแผนให้สำนักพิมพ์เสินฮว่ารับคนนอกเข้ามา
เขาต้องค่อยๆ ปลูกฝังคนของตัวเองและควบคุมบริษัทนี้โดยสมบูรณ์
ไม่ใช่แค่ทำซอฟต์แวร์ ‘ฟังหนังสือเสียง’ หลินจือไป๋ยังมีไม้เด็ดเล็กๆ อีกหลายดอก
เขาโทรหาพี่สาวแล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “เห็นเค้กก้อนโตที่ปู่วาดไว้หรือยังครับ?”
หลินซี “เห็นแล้ว แต่เค้กก้อนนี้ไม่ได้กินง่ายๆ หรอกนะ”
หลินจือไป๋ “พี่ได้เงื่อนไขอะไร?”
หลินซีว่า “ปลายปีถ้าธุรกิจเอเจนซี่ศิลปินโตขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ พี่ก็ได้หุ้นเพิ่มตามเปอร์เซ็นต์นั้น”
หลินจือไป๋ครุ่นคิด “เงื่อนไขคล้ายกันเลย”
หลินซี “นายก็ได้เหรอ?”
หลินจือไป๋ “ใช่แล้ว ฝั่งพ่อกับพี่ชายล่ะ?”
หลินซีตอบ “เหมือนกัน แต่ของนายดูจะยากกว่าใช่ไหม ยังไงรายได้สำนักพิมพ์เสินฮว่าก็ค่อนข้างคงที่มาตลอดทุกปีอยู่แล้ว แต่ละปีไม่ได้แตกต่างกันมาก พี่ก็คงช่วยอะไรไม่ค่อยได้”
หลินจือไป๋ยิ้ม “นั่นไม่แน่หรอกครับ”
หลินซีชะงัก “พี่ช่วยอะไรนายได้เหรอ?”
หลินจือไป๋ว่า “ตอนนี้พี่ดูแลนักร้องของบริษัทอยู่ ลองติดต่อพวกเขาถามว่ามีใครอยากออกอัตชีวประวัติบ้างไหม”
“อัตชีวประวัติ?”
หลินซีงง “ไม่ใช่ว่าปกติมีแต่พวกนักธุรกิจเหรอที่ทำอะไรแบบนั้น?”
หลินจือไป๋ตอบ “ลองคิดให้กว้างสิครับ นักธุรกิจยังออกอัตชีวประวัติได้ ดาราก็ออกหนังสือได้ แต่ต้องเป็นตัวท็อปแถวหน้าหรือระดับเหนือแถวหน้า ไม่งั้นหนังสือก็คงขายไม่ดี”
“งั้นพี่จะลองดูแล้วกัน”
หลินซีไม่แน่ใจว่าหนังสือจากนักร้องเหล่านี้จะมีคนซื้อไหม เพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อน ที่เห็นจะมีก็แต่พวกนักธุรกิจตัวท็อปที่ออกอัตชีวประวัติแล้วขายดีอยู่บ้าง
“แต่ดาราไม่ได้มีเวลามานั่งเขียนหนังสือขนาดนั้นนะ สำนวนภาษาไม่เข้าขั้นก็เป็นปัญหา ยังไงการเขียนหนังสือก็ต้องเป็นนักเขียนมืออาชีพอยู่ดี…”
“คิดให้กว้างอีกครับ”
หลินจือไป๋ว่า “ผมจะหานักเขียนมืออาชีพมาทำงานร่วมกับดารา ให้ดาราเล่าเรื่องด้วยปากเปล่า แล้วให้นักเขียนมืออาชีพเรียบเรียงสำนวน”
“กลเม็ดนายนี่เยอะทีเดียว แต่ไม่รู้จะได้ผลไหมนี่สิ”
“ได้ผลสิ ได้ผลแน่นอน”
แม้จะสู้แอปนั้นไม่ได้ แต่ในชาติก่อนเวลาที่ดาราออกหนังสือก็ทำตลาดได้ดีเสมอ
ดาราในโลกนี้ยังไม่ด้านพอจะแฉเรื่องเด็ดของตัวเองในหนังสือ แบบนั้นไม่สนุกยิ่งกว่าข่าวซุบซิบในเน็ตเหรอ?
อีกอย่างดาราเองก็ต้องออกหนังสือเพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้ตัวเอง วินวินทั้งสองฝ่าย
หลินจือไป๋คิดว่าดันเรื่องนี้ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะให้พี่สาวออกหน้า อย่างไรตอนนี้เธอก็ดูแลดาราอยู่หลายคน
“อีกอย่าง พ่อก็รู้จักนักแสดงทีวีระดับท็อป นักแสดงหนัง หรือแม้แต่พ่อเพลงอะไรพวกนั้นที่สนิทกัน ลองออกหน้าไปถามดูหน่อยสิว่าพวกเขาสนใจออกหนังสือไหม สำนักพิมพ์เสินฮว่าจะออกทุนพิมพ์ให้เอง”
ตอนนี้หลินจือไป๋แค่อยากทำผลงานของสำนักพิมพ์เสินฮว่าให้สูงขึ้น ยุงถึงตัวจะเล็กก็ยังเป็นเนื้อ
ยิ่งกว่านั้นตลาดนี้ยังว่างเกินไป รายได้จากหนังสือของดาราน่าจะเยอะกว่าเนื้อยุงมากเลย?
แอปฟังหนังสือเสียงกับแผนให้ดาราออกหนังสือล้วนแต่ต้องใช้เวลา
ตอนนี้สิ่งที่หลินจือไป๋ขาดที่สุดก็คือเวลา เพราะฉะนั้นก่อนที่โปรเจกต์เหล่านี้จะเสร็จ เขาต้องเตรียมตัวหลายอย่างไว้ล่วงหน้า
วันที่สิบเดือนเมษายน สำนักพิมพ์เสินฮว่าประกาศต่อสาธารณะว่าได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับปู่เย่จวินจี๋แล้ว!
ข่าวที่แพร่ออกมาก็เขย่าวงการให้สั่นสะเทือน
“ปู่เย่จวินจี๋ไปสำนักพิมพ์เสินฮว่าเหรอ?”
“ก่อนหน้านี้ไม่อยู่อยู่ที่สำนักพิมพ์นาเซินเหรอ?”
“สำนักพิมพ์ตั้งเยอะแยะพยายามดึงตัวปู่เย่จวินจี๋แต่ก็ล้มเหลว ทำไมเสินฮว่าถึงทำได้ล่ะ?”
“ได้ยินว่าเสินฮว่าเปลี่ยนประธานแล้ว”
“เกี่ยวกับประธานคนใหม่เหรอ?”
“ว่ากันว่าประธานคนใหม่ของสำนักพิมพ์เสินฮว่าโทรหาตัวแทนคุนเผิงด้วยตัวเองเลย แล้วจากนั้นเรื่องก็เรียบร้อย”
“จริงดิ?”
“ประธานคนใหม่ของสำนักพิมพ์เสินฮว่าเป็นใครกันนะ มีบารมีถึงขนาดนี้เลย?”
“หลานชายคนเล็กสุดของประธานเสินฮว่ากรุ๊ป หลินจือไป๋”
“หลินจือไป๋?”
“หลานชายคนสุดท้องของเสินฮว่ากรุ๊ป?”
นี่เป็นครั้งแรกที่หลินจือไป๋โด่งดังในวงกว้าง ทั้งวงการสิ่งพิมพ์ต่างก็รู้จักชื่อคนคนนี้กันหมด
และรัศมีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหลินจือไป๋ก็คือการเป็นหลานชายคนเล็กของหลินเจามู ประธานเสินฮว่ากรุ๊ป
ในเวลาเดียวกัน สำนักพิมพ์เสินฮว่ายังปล่อยข่าวอีกว่า นิยายเล่มใหม่ของปู่เย่จวินจี๋ [เจตนาเลือด] กำลังจะวางแผง
นิยายเรื่องนี้หลินจือไป๋เขียนเสร็จนานแล้วแต่ยังไม่ได้เผยแพร่ ทว่าตลาดต่างเฝ้ารอกันอย่างมาก!
เพราะตอนนี้ปู่เย่จวินจี๋เลื่องชื่อเกินไปแล้ว ละครสามเรื่องติดของเขาล้วนเรตติ้งถล่มทลาย
แม้จะบูมในจอแก้ว แต่ความร้อนแรงสามารถอ้อมมาสะท้อนถึงวงการนิยายได้เลยทีเดียว
และในเมื่อสำนักพิมพ์เสินฮวามีหลินจือไป๋เป็นประธาน บางคนเลยเล่นใหญ่จัดเต็ม จัดสรรทรัพยากรโปรโมตขั้นสูงสุดให้ตนทันที
สำนักพิมพ์เสินฮว่ามีช่องทางโปรโมตของตัวเองพอดี ดังนั้นข่าวที่เกี่ยวข้องจึงเริ่มถล่มเข้าใส่วงการนักอ่าน
‘นี่คือนิยายแนวสืบสวน… หลังจากอ่านนิยายเล่มนี้จบ… ทั่วทั้งสำนักพิมพ์เสินฮว่าก็ถึงกับตะลึง…’
พาดหัวข่าวเชิญชวนให้กดเข้าไปสุดฤทธิ์
หลินจือไป๋เอาสไตล์ ‘การพาดหัวข่าวช็อกโลก’ จากชาติก่อนมาใช้ แน่นอนว่าผลลัพธ์ดีเยี่ยม แฟนๆ ตั้งตารออย่างล้นหลาม
‘ในที่สุดก็จะได้อ่านนิยายเล่มใหม่ของปู่เย่จวินจี๋ซะที!’
‘นั่นสิ อย่าเอาแต่เขียนบทละครอย่างเดียว สนใจความรู้สึกของแฟนนิยายอย่างพวกเราบ้าง ดูปู่เย่จวินจี๋ตอนนี้สิ สลับบทบาทนักเขียนกับคนเขียนบทได้เนียนกริบ ฉันว่ามันเท่สุดๆ ไปเลย!’
‘รอบนี้เป็นโหวราตรีขาวหรือโหวราตรีมืดล่ะ?’
‘เจตนาเลือด…’
‘ดูชื่อเรื่องน่าจะโหวราตรีมืด?’
‘โหวราตรีมืด? น่ากลัวอะ!’
‘นิยายเล่มก่อนของปู่เย่จวินจี๋จิตเกินไปแล้ว ทำเอาฉันหลอนเลย!’
‘ฉันว่าระดับโหวราตรีเทากำลังดีนะ’
‘เคยได้ยินแต่โหวราตรีขาวกับโหวราตรีดำ เพิ่งเคยได้ยินโหวราตรีเทา’
‘ก็ทางสายกลางไง’
‘สไตล์งานเขียนของปู่เย่จวินจี๋เปลี่ยนแปลงหลากหลาย มีหลายอาภรณ์ก็ปกติสมเหตุสมผลมาก’