ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 248 สตรีดังบุปผา บุปผาดุจความฝัน
ในที่สุด ‘แดนสุขาวดี’ ก็จบลง มิชิฮาชิ ไมอิ ที่เพิ่งแสดงเสร็จเดินกลับมายังโถงใหญ่ พบกับพี่สาวคนอื่นๆ อีกยี่สิบเก้าคน
“สุดยอดเลยไมอิ!”
“ท่าเต้นนี้เต้นยังไงเนี่ย?”
“ฉันอยากเรียน!”
“เพลงนี้ล้างสมองสุดๆ เลย!”
“นี่เป็นเพลงอูโจวของพวกเธอเหรอ?”
“สไตล์แปลกใหม่ดีนะ แอบคล้ายกับเพลงเทพที่อาจารย์ไป๋ตี้แห่งฉินโจวเป็นคนริเริ่มไว้เลย”
มิชิฮาชิ ไมอิ กะพริบตาปริบๆ
“เพลงนี้ชื่อว่า ‘แดนสุขาวดี’ เป็นผลงานที่อาจารย์ไป๋ตี้แต่งนี่แหละค่ะ”
“ทั้งชุดกับลุคของฉันรวมถึงเวทีวันนี้และท่าเต้นทั้งหมดก็ล้วนเป็นผลงานการออกแบบของอาจารย์ไป๋ตี้…”
อะไรนะ?
พี่สาวทุกคนถึงกับผงะ พี่สาวบางคนถึงกับโวยออกมาทั้งทีเล่นทีจริงปนขุ่นเคืองว่า
“ไม่ยุติธรรมเลยๆ ทำไมอาจารย์ไป๋ตี้ไม่แต่งเพลงให้พวกเราบ้างละ?”
ขณะเดียวกัน ผู้ชมมากมายนับไม่ถ้วนที่นั่งรอหน้าจอเองก็ยังรู้สึกไม่จุใจ ถกเถียงกันอย่างบ้าคลั่งบนโลกออนไลน์
เพลงนี้มอบความสะท้านใจให้กับทุกคนมากเกินไปแล้ว!
‘เป็นไป๋ตี้จริงๆ ด้วย!’
‘ไป๋ตี้นี่เก่งรอบด้านเกินไปแล้วมั้ง!?’
‘ทำไมเขารู้ภาษาอูด้วยละ?’
‘รู้ภาษาอูยังไม่เท่าไหร่ เขายังรู้เรื่องเต้นอีก!’
‘ท่าเต้น ‘แดนสุขาวดี’ เมื่อกี้ออกแบบได้สวยสุดๆ ไปเลย บอกได้คำเดียวสมกับเป็นผู้บุกเบิกเพลงเทพจริงๆ!’
‘เพลงนี้รู้สึกล้างสมองยิ่งกว่า ‘เพลงควงต้นหอม’ ก่อนหน้านั้นซะอีก!’
‘ฮ่าๆ คงมีแค่เพลงเทพของฉูฉือเท่านั้นที่พอจะชนกับไป๋ตี้ได้ละนะ’
‘ฉันชอบมิชิฮาชิ ไมอิ มากเลย!’
‘เวทีนี้สร้างชื่อให้กับมิชิฮาชิ ไมอิ เต็มๆ เลย!’
มิชิฮาชิ ไมอิ เป็นดาราจากอูโจวซึ่งผู้ชมในฉินโจวไม่ค่อยคุ้นเคยนัก จึงแทบไม่มีฐานความนิยมเท่าไร
แต่หลังจากการแสดงบนเวทีเพลง ‘แดนสุขาวดี’ จบ ผู้คนมากมายก็เริ่มชื่นชอบพี่สาวคนนี้ขึ้นมาแล้ว
หน้าน่ารัก!
น้ำเสียงทุ้มหนา!
ทั้งมุ้งมิ้งทั้งทรงพลัง!
ดังนั้นในเวลาไม่นาน หัวข้อเกี่ยวกับ ‘แดนสุขาวดี’ ก็พุ่งทะยานเข้าสู่สิบอันดับแรกของกระแสร้อนแรงบนโลกออนไลน์
เป็นเวทีที่ทำให้ผู้ชมหลงใหลอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง ต่อจากจ้าวหลานอิงและหลินชิ่วจิง!
ความจริงไม่ใช่แค่ผู้ชมทั่วไป ผู้คนในวงการนับไม่ถ้วนก็กำลังดู ‘Sisters Who Make Waves’ อยู่เช่นกัน
และกลับยิ่งดูก็ยิ่งตกตะลึง!
‘รายการนี้สนุกกว่าที่ฉันคิดนะเนี่ย’
‘ขึ้นฮอตเสิร์ชติดๆ กันแบบนี้ส่อเค้าดังระเบิดเลยนะ!’
‘เพลงของไป๋ตี้เพลงนี้เหมาะกับเวทีนี้สุดๆ เลย!’
‘ทำไมหมอนี่ถึงรู้ทั้งภาษาอูทั้งเรื่องเต้นเลยละ?’
‘นี่มันอัจฉริยะรอบด้านเกินไปแล้ว!’
‘แถมยังมีหลายคนที่แจ้งเกิดขึ้นมาด้วย!’
‘จ้าวหลานอิง หลินชิ่วจิง แล้วก็มิชิฮาชิ ไมอิ!’
‘ปกติรายการแบบนี้ถ้ามีพี่สาวสักคนชื่อเสียงโดดเด่นขึ้นมาก็พยุงเรตติ้งได้แล้ว’
‘แต่นี่โผล่มาตั้งสามคน ยังไม่นับพี่สาวคนอื่นๆ ที่การแสดงก็สนุกน่าสนใจไม่น้อยเลยด้วย’
เดิมทีก็มีคนคาดหวังกับรายการนี้อยู่แล้ว แต่จนถึงตอนนี้ผลลัพธ์ที่ออกมากลับเหนือความคาดหมายของทุกคนไปเสียอีก!
ผู้ชมจำนวนมากแรกเริ่มก็แค่เปิดดูเล่นๆ ว่ารายการนี้จะเป็นยังไง
แต่พอดูไปเรื่อยๆ กลับติดหนึบอยู่กับรายการจนแทบไม่อยากลุกหนีไปไหนเลย
รายการเพิ่งเดินทางมาถึงครึ่งทางเท่านั้น ถัดไปยังมีพี่สาวชุดใหม่ทยอยขึ้นเวที
บางคนแสดงจบก็ยิ้มแย้มปลื้มปริ่ม บางคนแสดงจบก็เหม่อลอยไร้เรี่ยวแรง
ไม่มีการแสดงของใครที่สามารถไปถึงระดับแบบจ้าวหลานอิง หลินชิ่วจิง และมิชิฮาชิ ไมอิ ได้อีก
แพลตฟอร์มจี๋กวง ชาวเน็ตดูไปดูมาก็พากันทอดถอนใจ
‘สุดท้ายแล้วคนที่เอาชนะอายุได้ก็มีไม่กี่คนเอง’
‘พี่สาวหลายคนไม่เหมือนเมื่อก่อนในตอนนั้นแล้ว’
‘ใช่เลย’
‘พี่สาววัยสามสิบกว่าๆ ส่วนใหญ่ยังแสดงได้ดี’
‘ส่วนวัยสี่สิบกว่าก็เริ่มลำบากแล้ว’
‘ยิ่งอายุมากก็ยิ่งตามยุคสมัยไม่ทัน’
‘ไม่ยอมแก่ก็คงไม่ได้หรอก’
‘ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเหมือนจ้าวหลานอิง ที่อายุขนาดนั้นแล้วก็ยังร้องเพลงได้ดีแบบนั้น’
‘ไฮไลต์ของรายการนี้คงมีแค่สามคนคือหลินชิวจิง มิชิฮาชิ ไมอิ และจ้าวหลานอิงแล้วละ’
นี่ไม่ใช่แค่ความเห็นของผู้ชมเท่านั้น แม้แต่พี่สาวผู้เข้าแข่งขันหลายคนเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
“แก่แล้ว”
“อิจฉาพวกซิวจิงจริงๆ เลย”
“ผู้ชมคงไม่อยากดูพวกเราแล้วมั้ง”
“ใครๆ ก็ว่าผู้หญิงเปรียบดังดอกไม้ แต่ผู้หญิงที่อายุมากอย่างพวกเราจะมีสักกี่คนที่ยังเบ่งบานได้เหมือนดอกไม้อีก?”
“เฮ้อ”
พี่สาวบางคนถอนหายใจ
บางคนเจ็บปวดอยู่ในใจแต่ปากไม่เอ่ยอะไร เวลาค่อยๆ ผ่านไป
พี่สาวทั้งยี่สิบเก้าคนก็แสดงจบหมดแล้ว เหลือเพียงคนสุดท้ายคือ ฮั่วเหมย
ที่ปีนี้อายุใกล้ ย่างเข้าห้าสิบแล้ว ฮั่วเหมยเป็นนักแสดง ผู้ชมทั่วไปจึงไม่ได้ตั้งความหวังมากนัก
กลับเป็นบรรดาแฟนคลับที่เธอสั่งสมมาหลายปีที่ตื่นเต้นดีใจกันสุดๆ
“นั่นฮั่วเหมยนี่!”
“ชอบเธอมากเลย!”
“ฉันเคยดูละครโทรทัศน์ของเธอตั้งหลายเรื่อง!”
“ฉันก็ชอบนิสัยเธอนะ ปากกล้าไม่กลัวว่าจะไปขัดใจใคร”
“แต่ดูจากสภาพแล้ว มีริ้วรอยแล้วนะ”
“ก็อายุจะห้าสิบแล้วนี่นา”
“มีริ้วรอยก็เป็นเรื่องปกติแหละ”
บนโลกออนไลน์ก็กำลังถกเถียงกัน
‘เหลือพี่สาวคนสุดท้ายแล้ว’
‘ปิดท้ายเวที! อย่าเถียงเลยฉันรู้ว่าตามเดิมคำนี้ไม่ได้หมายถึงปิดท้าย แต่พูดกันติดปากแบบนี้เอง ยังไงความหมายพวกเธอก็เข้าใจกันนี่เนอะ’
‘เอ๋?’
‘สังเกตไหมว่าฮั่วเหมยใส่ชุดสีสดมาก?’
‘ดาราหญิงวัยนี้คนนักที่จะกล้าใส่เสื้อผ้าสีสดขนาดนี้’
‘ไม่เข้ากับอายุเธอเลยสักนิด’
‘นี่คงไม่ยอมแก่ละสิ’
‘เธอจะร้องเพลงอะไรนะ?’
‘เดาว่าคงเหมือนพี่สาววัยใกล้ๆ กันคนอื่นๆ แหละ ร้องเพลงรักแนวเดิมๆ ที่เชยๆ หน่อย’
‘ฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดีนะ แต่พวกเธอตามยุคสมัยไม่ค่อยทันจริงๆ ยิ่งเธอเป็นนักแสดงด้วย’
ก้าวขึ้นเวที มือที่ฮั่วเหมยใช้จับไมโครโฟนออกแรงบีบแน่นเล็กน้อย ไม่มีใครรู้ว่าในใจเธอกำลังคิดอะไรอยู่
แล้วฮั่วเหมยกำลังนึกย้อนถึงบทสนทนาของพี่สาววัยใกล้เคียงกันหลายคน
ครู่ถัดมา ฮั่วเหมยยกไมค์ขึ้นร้องอย่างแผ่วเบาว่า
“ฉันมีดอกไม้หนึ่งดอก เติบโตอยู่ในใจฉัน กลีบยังตูมรอวันแย้มอย่างเงียบงาม เช้าและค่ำรอคอยอย่างแน่วแน่… ขอคนมีใจเข้ามาในฝัน”
เสียงเพลงดังขึ้นเพียงไม่กี่ท่อน ก็ทำให้ผู้ชมที่อยู่หน้าจอนับไม่ถ้วนถึงกับตะลึงนิ่งอึ้ง!
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลเพลงก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
เนื้อร้อง: ไป๋ตี้
ทำนอง: ไป๋ตี้
ขับร้อง: ฮั่วเหมย
เพลง: บุปผาสตรี
เพลงนี้คือผลงานตัวแทนของอาจารย์เหมยเยี่ยนฟางในชาติที่แล้ว เคยซาบซึ้งกินใจผู้คนทั้งยุคมาแล้ว
การร้องของฮั่วเหมยอาจพูดไม่ได้ว่าถึงขั้นยอดเยี่ยม แต่โชคดีที่เพลงนี้เองก็ไม่ได้มีความยากสูงนัก
เธอจึงสามารถควบคุมและถ่ายทอดออกมาได้ อีกทั้งน้ำเสียงที่แหบพร่าปนทุ้มก้องของเธอ
มีร่องรอยแห่งกาลเวลาผสมอยู่ เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยเรื่องราว จึงเข้ากับรสชาติที่เพลงนี้ต้องการถ่ายทอดได้อย่างลงตัว
ส่วนในห้องโถงใหญ่ พี่สาวอีกยี่สิบเก้าคนที่เหลือต่างเงยหน้าขึ้นมองไปยังจอภาพบนผนังเกือบจะพร้อมกัน
แววตากลับค่อยๆ แดงก่ำขึ้นทีละน้อย
เสียงของฮั่วเหมยลึกทุ้มมาก ไม่มีความใสซุกซนแบบคนหนุ่มสาว ไม่มีการออดอ้อนพร่ำเพ้อแบบวัยเยาว์
แต่ก็เพราะเสียงของเธอถูกกาลเวลาขัดเกลา และเพราะเธอผ่านประสบการณ์ที่คนหนุ่มสาวไม่เคยเผชิญมา
จึงสามารถสะกดเข้าถึงทุกคน ดอกไม้ที่ยังตูมรอวันบานงั้นเหรอ?
มีคำคำหนึ่งที่เรียกว่า ‘สาวน้อยวัยดอกไม้’
ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าดอกไม้มักใช้เปรียบเปรยกับหญิงสาวที่อ่อนเยาว์และงดงาม
แต่เพลงที่ฮั่วเหมยร้องกลับเปรียบตนเองเป็นดอกไม้ ทั้งที่เธออายุเกือบห้าสิบแล้ว!
ทำไม? เพราะอะไร?
เพราะผู้หญิงไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ยังเป็นดอกไม้เสมอ
จ้าวหลานอิงเองก็เผลอซาบซึ้งไปด้วย อารมณ์พลันพลุ่งพล่านปั่นป่วนขึ้นมาเล็กน้อย
แม้เวทีของเธอจะประสบความสำเร็จก็จริง แต่อายุมากขนาดนี้แล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ใช่ว่าจะง่ายเลยสักนิด
บนเวที ฮั่วเหมยเงยหน้าขึ้น เสียงร้องไม่เร่งไม่ช้า
“บุปผาสตรีพลิ้วไหวท่ามกลางโลกีย์ บุปผาสตรีไกวไหวไปตามสายลม เพียงหวังจะมีสองมืออ่อนโยนมาปลอบประโลมความเดียวดายในใจฉัน”
ไม่จำเป็นต้องมีทำนองที่เร้าใจ ไม่จำเป็นต้องมีจังหวะที่รื่นเริง ไม่จำเป็นต้องอวดลีลาการร้องอันซับซ้อน ก็สามารถพิชิตเวทีนี้ได้!
ในโถงรายการ ข้างกายจ้าวหลานอิงมีพี่สาววัยสี่สิบกว่าคนหนึ่งจับมือเธอไว้
สายตาของทั้งสองสบกันราวกับมองเห็นแววสีสันในดวงตาของอีกฝ่าย
มืออีกข้างของจ้าวหลานอิงจึงเอื้อมไปกุมมือของพี่สาวอีกคนหนึ่งไว้ด้วย
อีกด้านหนึ่ง ได้ยินเสียงเผาะๆ เมื่อได้ยินเสียงร้องของฮั่วเหมย
ไม่รู้ว่าไปนึกถึงสิ่งใดเข้า น้ำตาของหลินชิ่วจิงก็หลั่งรินลงมา
“ฉันมีดอกไม้หนึ่งดอก กลิ่นหอมอบอวลพุ่งทั่วกิ่งก้าน ผู้ใดมาเสาะหาด้วยใจจริง ดอกไม้บานไม่เนิ่นนาน ครั้นถึงเวลาควรก็จงเด็ด สตรีดังบุปผา บุปผาดุจความฝัน”
ในดวงตาของมิชิฮาชิ ไมอิ ก็เอ่อคลอด้วยม่านน้ำตา
ผู้ที่มาร่วมรายการนี้ต่างก็อายุเกินสามสิบแล้ว
ในวงการบันเทิงที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวถือว่าเป็นดาราหญิงรุ่นใหญ่ จะไม่เข้าใจสิ่งที่เพลงนี้สื่อได้อย่างไร?
เวลาค่อยๆ ผ่านไป เหล่าพี่สาวเริ่มมีแววตาแดงก่ำ น้ำตาไหลรินอาบแก้มมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนบนเวที บนจอภาพขนาดมหึมาที่พื้นเวที เห็นเพียงดอกไม้สดสีสันงดงามค่อยๆ แย้มบาน
เผยบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิที่ชวนรื่นรมย์ ฮั่วเหมยเผยรอยยิ้ม อายุมากแล้วจะเป็นไรไป?
เลยสามสิบ สี่สิบ หรือแม้กระทั่งห้าสิบแล้วจะเป็นไรไป?
ผู้หญิงขอเพียงใช้ชีวิตเจิดจรัส ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ยังบานสะพรั่งได้ดังดอกไม้
บนตัวเธอไม่เห็นเค้าความโรยราแม้สักนิด ท่ามกลางเสียงดนตรี ร่างกายของเธอโยกไหว
ก้าวเท้าเต้นท่าที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ท่ามกลางดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่ง เธอบิดกายได้อย่างมั่นคงเปี่ยมเสน่ห์!
“บุปผาสตรีพลิ้วไหวอยู่กลางโลกีย์ บุปผาสตรีไกวไหวไปตามสายลม หากเธอได้ดอมดมกลิ่นหอมตราตรึงของบุปผา อย่าถามฉันว่าดอกไม้บานเพื่อใคร เคยรักจึงรู้ว่าความรู้สึกหนักแน่น เคยเมามายจึงรู้จักสุรารสเข้ม ดอกไม้บานร่วงโรยล้วนว่างเปล่า วาสนาไม่เคยหยุดนิ่ง ดุจลมใบไม้ผลิมาแล้วก็จากไป…”
ในโถงรายการ โดยไม่ได้นัดหมาย มือของพี่สาวทั้งยี่สิบเก้าคนไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร
ต่างก็ได้กุมเกี่ยวกันแน่นไว้ราวกับกำลังบอกแก่ผู้ชมทุกคนด้วยวิธีนี้ว่า… พวกเรายังไม่แก่!
พวกเรายังสามารถเบ่งบานได้ดังดอกไม้!
ใครกำหนดว่ามีแต่คนหนุ่มสาวเท่านั้นที่ร้องได้เต้นได้?
ผู้ซึ่งผ่านพ้นคลื่นลมนับพัน ใบเรือผ่านครึ่งชีวิตมาแล้ว ต่างหากที่เข้าใจแจ่มชัดยิ่งนักว่า
การทวนกระแสล่องลมโต้คลื่นนั้นหมายถึงอะไร
ขณะนี้ ดวงตาของพี่สาวทั้งหลายพราวระยับด้วยหยาดน้ำตา
โลกทั้งใบคล้ายเหลือเพียงเสียงเพลง ‘บุปผาสตรี’ ที่ดังก้อง
ไม่จำเป็นต้องให้ทีมงานรายการชี้นำสร้างบรรยากาศซาบซึ้ง
เพราะแค่เพลงที่ฮั่วเหมยร้อง ผู้ชมทุกคนก็ถูกความรู้สึกนั้นสะเทือนใจไปหมดแล้ว
โดยเฉพาะผู้ชมหญิง กระทั่งไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้น แม้แต่ผู้ชมผู้ชายเองก็ยังพลันเกิดความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ขึ้นมาอย่างประหลาด
ในขณะเดียวกัน บนจอเวทีปรากฏดอกไม้เบ่งบานสะพรั่งไปทั่วทั้งภูเขาและทุ่งกว้าง
ในที่สุด ฮั่วเหมยก็ร้องท่อนสุดท้ายของเพลงออกมา
“สตรีดังบุปผา บุปผาดุจความฝัน…”