ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 264 ตำนานศึกเทพอินทรี
วันที่สามสิบเอ็ดเดือนกรกฎาคม
หลังมังกรหยกออกอากาศจบไปเพียงวันเดียว บนอินเทอร์เน็ตยังคงมีการถกเถียงถึงละครเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก
แต่เมื่อเทียบกับตัวละครแล้ว ดูเหมือนว่า ‘มังกรหยก’ ฉบับนิยายต้นฉบับจะถูกหยิบมาพูดถึงมากกว่า
ถึงขั้นมีผู้เชี่ยวชาญในแวดวงวิชาการบางส่วนเริ่มศึกษาวิเคราะห์กันแล้ว
สื่อชื่อดังของฉินโจว ‘ฉินโจวเดลี่’ ได้ลงบทความชิ้นหนึ่งพาดหัวชวนสะดุดตาใช้ชื่อว่า
‘คุณอาจยังเข้าใจ ‘The Legend of the Condor Heroes’ ไม่ทะลุปรุโปร่ง’
‘หลายคนเมื่อดูละครจบก็มักพูดถึงห้ายอดฝีมือแห่งจงหยวน ซึ่งฟังดูทรงพลังยิ่งกว่าห้าเซียนยุทธภพเสียอีก’
‘แต่ทุกคนอาจยังไม่ได้พินิจชื่อเรียกของทั้งห้าอย่างถี่ถ้วน’
‘มารบูรพา พิษประจิม ราชันย์ทักษิณ ยาจกอุดร กลางอิทธิฤทธิ์’
‘ไม่ใช่การเรียงตามอำเภอใจของปู่เยโหว หากแต่ซ่อนแนวคิดธาตุทั้งห้าเอาไว้’
‘ได้แก่ โลหะ ไม้ น้ำ ไฟ และดิน’
‘ธาตุทั้งห้าตรงกับสสารและทิศทางอย่างละหนึ่ง’
‘กล่าวคือ ทิศตะวันออกไม้ ทิศตะวันตกโลหะ ทิศใต้ไฟ ทิศเหนือน้ำ และกึ่งกลางดิน…’
‘ทิศตะวันออกเป็นธาตุไม้จึงเป็นมารบูรพาอึ้งเอี๊ยะซือ ผู้มักสวมอาภรณ์สีเขียว’
‘แถมแซ่อึ้งยังสัมพันธ์กับหมวดหญ้าซึ่งเป็นไม้’
‘ทิศตะวันตกเป็นธาตุโลหะจึงเป็นพิษประจิมอาวเอี้ยงฮง โดยพยางค์ฮงในชื่อมีองค์ประกอบหมวดโลหะและมักสวมชุดขาว’
‘ทิศเหนือเป็นธาตุน้ำจึงเป็นยาจกอุดรอั้งฉิกกง โดยพยางค์อั้งเกี่ยวกับหมวดน้ำ’
‘ส่วนกึ่งกลางคือธาตุดินจึงสอดรับกับเฮงเต็งเอี้ยง เพราะพยางค์เต็งผูกกับหมวดดิน’
‘และในเนื้อเรื่องเฮงเต็งเอี้ยงก็มอดม้วยคืนสู่ดินไปนานแล้ว’
‘ทิศใต้เป็นธาตุไฟจึงเป็นราชันย์ทักษิณอิดเต็งไต้ซือ โดยพยางค์เต็งอยู่หมวดไฟ’
‘เรื่องนี้หนึ่งหรือสองคนอาจยังพอว่าเป็นเรื่องบังเอิญ’
‘แต่หากสอดคล้องกันครบทุกคน ย่อมชี้ชัดว่าเป็นการออกแบบที่แยบยล…’
เพื่อขยายความแนวคิดนี้ ผู้เชี่ยวชาญผู้เขียนบทความจึงหยิบเหตุการณ์ในเรื่องมาอธิบายอย่างละเอียด
เช่น หลักธาตุทั้งห้ามีวงจรเกื้อหนุนและหักล้างกัน
ธาตุไฟทางทิศใต้ย่อมหักล้างธาตุโลหะทางทิศตะวันตก
จึงเห็นว่ากระบวนท่าดัชนีเอกสุริยันของอิดเต็งไต้ซือสามารถสยบลมปราณคางคกของอาวเอี้ยงฮงได้
แล้วก็เพราะโลหะชนะไม้ จึงเกิดภาพอาวเอี้ยงฮงไล่ต้อนอึ้งยงกลั่นแกล้งนางอย่างไม่ปรานีเพื่อหลานชายเป็นต้น
หลังจากนั้นบทความยังกล่าวถึง “สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’
‘ต่างจากวิชานี้ของนิยายกำลังภายในทั่วไปที่ตั้งชื่อให้สะใจไว้ก่อน’
‘วิชานี้แม้ชื่อจะทรงพลังแต่ชื่อท่าล้วนมีหลักเกณฑ์รองรับ’
‘เช่น ท่าที่ก๊วยเจ๋งใช้บ่อยอย่างมังกรผยองได้สำนึก สอดคล้องกับเฉียนกวาภาพบนเก้าของ “คัมภีร์อี้จิง”’
‘มังกรบินอยู่สวรรค์ก็ยังอยู่เฉียนกวาภาพเก้าห้า’
‘นอกจากนี้มังกรผงาดกลางทุ่งก็ยังอยู่เฉียนกวาภาพเกาสอง ส่วนหงส์ร่อนพสุธาเป็นเจียนกวาภาพเก้าสาม…’
สุดท้ายบทความยังสรุปว่า “ห้ายอดฝีมือแห่งจงหยวนยังแฝงแนวคิดปราชญ์ร้อยสำนักอยู่ด้วย’
‘เช่นมารบูรพาอึ้งเอี๊ยะซือ ผู้สันโดษอยู่เกาะดอกท้อ สืบทอดอุดมคติแบบเต๋าของจวงจื่อ’
‘ที่เห็นลาภยศเป็นเพียงเมฆหมอก’
‘อาวเอี้ยงฮงหลงใหลอุบายไม่เลือกวิธี มีเค้าลางแนวภูมิปัญญายุทธศาสตร์ยุทธวิธี’
‘อิดเต็งไต้ซือแทนฝ่ายพุทธทางโลกขัดเกลากิเลส’
‘ส่วนอั้งฉิกกงสะท้อนแนวคิดสำนักหมื่อซื่อ เน้นอุ้มชูผู้ยากไร้ช่วยเหลือยามคับขัน!’
ว่ากันตามตรงผู้อ่านหรือนักดูส่วนใหญ่คงไม่ได้นึกถึงรายละเอียดลึกซึ้งขนาดนี้
ดังนั้นเมื่อได้อ่านบทความชิ้นนี้จึงพากันอึ้งทึ่งไปตามๆ กัน!
‘โหเฮ้ย!’
‘เปิดหูเปิดตาเลย!’
‘ที่แท้ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปู่เยโหวเมคขึ้นมาเองลอยๆ สินะ?’
‘ท่านโหวเก่งสมคำร่ำลือจริงๆ!’
‘มิน่าละถึงได้รู้สึกว่าบางประโยคใน ‘คัมภีร์นพเก้า’ ฟังดูคุ้นๆ’
‘พอไปค้นข้อมูลถึงพบว่านี่เป็นถ้อยคำบางส่วนจาก ‘คัมภีร์เต๋า’ ไม่ใช่เหรอ?’
‘ฉันว่าอั้งฉิกกงดูจะใกล้กับลัทธิขงจื้อมากกว่านะ’
‘โบราณว่ามี [เก้าขงจื้อสิบยาจก] แนวคิดสายขงจื้อผสมกับเมิ่งจื่อแทรกหลักอี้เข้าไป’
‘“คัมภีร์นพเก้า” ที่ช่วยให้ยาจกอุดรฟื้นตัวยามบาดเจ็บ ก็คล้ายกับที่บ้านเมืองยุคต้นราชวงศ์ใช้แนวทางผ่อนพักของฮวงเหลาปรับเลี้ยงกำลัง’
‘แนวคิดที่ว่าห้ายอดฝีมือสอดรับกับธาตุทั้งห้าไม่มีปัญหาแต่โยงไปถึงปราชญ์ร้อยสำนักผมว่าฝืนเกินไป’
‘นั่นเพราะคุณศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงปราชญ์ร้อยสำนักยังไม่ลึกพอ’
‘เอาอย่างง่ายที่สุดยกตัวอย่างพิษประจิมอาวเอี้ยงฮงแล้วกัน’
‘เราต่างก็รู้ว่าฉินทางตะวันตกยึดหลักสำนักนิติธรรม’
‘ตอนท้ายเรื่องอาวเอี้ยงฮงฝึก ‘คัมภีร์นพเก้า’ แบบกลับทิศ’
‘ก่อนหน้านั้นก็มีการเอ่ยถึง ‘คัมภีร์เต๋า’ ซึ่งชวนให้นึกถึงหานเฟยที่ตีความ ‘คัมภีร์เต๋า’ กลับด้าน จนกลายเป็นสายธารสำนักนิติธรรมที่สืบทอดยาวนานหลายพันปี’
‘มังกรหยกไม่ใชแค่หนิยายกำลังภายในธรรมดา’
‘นิยายเล่มนี้ก้าวขึ้นสู่ระดับงานวรรณกรรมไปแล้ว แค่ประเด็นนี้ก็ทำให้นิยายกำลังภายในเรื่องอื่นๆ เทียบไม่ติด’
‘ฉันว่าปู่เยโหวถ่ายทอดความเป็นยอดนักกล้าเพื่อคุณธรรมของก๊วยเจ๋งได้อย่างแท้จริงเลย’
‘กำลังภายในของคนอื่นมักเน้นแต่กำลัง มีแค่ปู่เยโหวที่ทุ่มเทกับคำว่าผู้กล้าเพื่อคุณธรรมอย่างถึงแก่น’
‘จึงหล่อหลอมให้ก๊วยเจ๋งมีบุคลิกสมบูรณ์ไร้ที่ติ!’
ถ้อยคำในทำนองนี้ค่อยๆ กลายเป็นความเห็นรวม
และหลังจากเกิดบทความนี้ก็จุดกระแสการตีความ ‘มังกรหยก’ บนโลกออนไลน์ให้คึกคัก
ก่อนหน้านี้ผลงานนิยายหลายเล่มของปู่เยโหว ยังไม่เคยถูกชาวเน็ตหรือกระทั่งผู้เชี่ยวชาญหยิบมาวิเคราะห์อย่างจริงจังขนาดนี้มาก่อน
เสน่ห์ของกำลังภายในแบบกิมย้งฉายให้เห็นอย่างเด่นชัด
ที่จริงหลักๆ เป็นเพราะชั้นเชิงสูงล้ำโดดเด่นกว่านิยายกำลังภายในเรื่องอื่นบนบลูสตาร์ไปอีกระดับ
และที่ชั้นเชิงสูงที่สุดก็คือวลี ‘ผู้กล้าผู้ยิ่งใหญ่อุทิศตนเพื่อชาติและประชา’
เพียงแต่ตอนนี้หลินจือไป๋ยังไม่คิดจะเผยแพร่วลีนี้ออกไป
เพราะต้องรอถึง ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ประกอบกับการอุทิศตนของก๊วยเจ๋ง อึ้งย้ง ที่ยืนหยัดป้องกันเซียงหยางด้วยชีวิต
จึงจะสามารถเผยพลังของวลีนี้ได้
ด้วยเหตุนี้เองหลินจือไป๋จึงเตรียมปล่อยนิยาย ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’
นิยายเล่มนี้ยาวไม่ถึงหนึ่งล้านสองแสนคำ
เขาใช้ยาเพิ่มความเร็วมือที่ระบบมอบให้เขียนจนจบ ระหว่างที่มังกรหยกออกอากาศ
คราวนี้เขาจะเขียนนิยายก่อนแล้วค่อยเขียนบทละคร ทำไมนะเหรอ?
เพราะหลินจือไป๋กลัวว่าถ้าปล่อยเป็นละครโทรทัศน์เลย
พอผู้ชมเห็นตอนที่เซียวเหล่งนึ่งพลาดพลั้งเสียความบริสุทธิ์ จะช็อกจนรับไม่ไหวแล้วกระทบกับเรตติ้ง
ปล่อยนิยายต้นฉบับก่อนจะดีกว่า แบบนี้ผู้ชมจะได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าก่อนดูละคร
ก่อนหน้านี้ตอนเขียนฉากการตายของปี้เหยา ผู้อ่านยังลุกฮือ
หลินจือไป๋เลยคิดว่าเรื่องของเซียวเหล่งนึ่งคงทำให้เกิดกระแสแรงยิ่งกว่า ซึ่งเขาก็เตรียมใจไว้แล้ว
ทำอะไรไม่ได้ต้นฉบับก็เขียนไว้แบบนี้ ฉบับที่ระบบส่งมาก็ไม่มีการแก้ไข
เท่ากับว่าระบบมองว่าฉากนี้ไม่มีปัญหาโดยปริยายแล้วกัน
หลินจือไป๋ยอมรับว่าไม่มีฝีมือพอจะแก้เอง และก็ไม่อยากแก้ด้วย
เพราะในชาติก่อนกิมย้งก็ปรับแก้ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ มาหลายครั้ง แต่ไม่เคยตัดตอนนี้ออกเลย
ด้วยความเคารพต่อปรมาจารย์กำลังภายในท่านนี้จึงไม่อาจแก้ไขได้
ตีพิมพ์ก่อนค่อยว่ากัน ก่อนวางแผงนิยายย่อมต้องโปรโมตก่อนฉวยจังหวะกำลังร้อนแรง
พอถึงวันที่หนึ่งเดือนสิงหาคม หลินจือไป๋จึงประกาศว่า
ต้นฉบับนิยายภาคที่สองในไตรภาคมังกรหยกเสร็จสมบูรณ์แล้ว
กำลังเตรียมตีพิมพ์และวางจำหน่าย พร้อมประกาศชื่อ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ อย่างเป็นทางการ
เวลานี้กระแสมังกรหยกยังไม่แผ่วจางไป
และเพราะทุกคนต่างก็รู้ว่าปู่เยโหวจะเขียนไตรภาคมังกรหยก จึงเฝ้ารอภาคสองกันอยู่
นึกไม่ถึงว่าปู่เยโหวจะจัดเต็มขนาดนี้!
ละครมังกรหยกเพิ่งอวสานได้ไม่กี่วัน ภาคที่สองก็จะตามมาติดๆ
แถมครั้งนี้เริ่มจากนิยายก่อน ทำให้เกิดกระแสถกเถียงไปทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต!
‘ภาคสองมาไวขนาดนี้เลยเหรอ? ปู่เยโหวคือคนเขียนที่พลังสร้างสรรค์ล้นที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นเลย!’
‘ภาคสองชื่อ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ เหรอ?’
‘ทำไมชื่อมีคำว่า ‘อินทรี’ อีกละ? หมายถึงอินทรีสองตัวของก๊วยเจ๋งหรือเปล่า?’
‘งั้นเล่มใหม่ก็ยังเป็นเรื่องของก๊วยเจ๋งกับอึ้งย้งเหรอ?’
‘คราวนี้ปล่อยฉบับนิยายก่อน หรือเพราะต้นฉบับ ‘The Legend of the Condor Heroes’ ฮิตถล่มทลายมาก?’
‘ฉันดูทั้งคู่เลยนิยายกับละคร ถึงพล็อตเรื่องจะใกล้กันแต่พอดูแล้วให้ความรู้สึกคนละแบบเลย’
‘อ่านนิยายก่อนแล้วยิ่งอยากดูละครมากขึ้นเป็นเรื่องจริง’
‘เพราะอ่านนิยายแล้วก็จะจินตนาการ แล้วหลังจากนั้นก็รอลุ้นว่าละครจะถ่ายทอดภาพที่เราจินตนาการไว้มาออกมา’
‘ตอนนี้เราก็กำลังจินตนาการจากชื่อหนังสือกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ’
เพราะหลายคนพอเห็นชื่อ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ก็นึกถึงก๊วยเจ๋งกับอึ้งย้งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
อย่างไรทุกคนก็รู้ว่าก๊วยเจ๋งเลี้ยงอินทรีไว้สองตัว ตัวผู้กับตัวเมีย จะมีจินตนาการแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่จริงต้นเหตุเพราะตอนที่ ‘มังกรหยก’ ออกสู่สายตาผู้อ่านในโลกก่อนนั้นดังถล่มทลาย
ตอนนั้นมีคำวิจารณ์เล่าลือกันว่า ‘มังกรหยกออกผีสางสะดุ้ง’ ซึ่งจะเห็นได้ถึงอิทธิพลของมัน
ฝั่งเกาะไต้หวันถึงขั้นเคยสั่งแบน เพราะคำว่า ‘มังกรหยก’ พ้องกับวรรคกวีที่ว่า ‘รู้เพียงโก่งคันธนูยิงนกอินทรียักษ์’
บอกตรงๆ ว่าพูดไม่ออกเลยจริงๆ อีกอย่างตอนที่นิยายออกสู่สาธารณะครั้งแรกนั้นลงเป็นตอนต่อเนื่องใน ‘หมิงเป้า’
เวลานั้นกิมย้งเขียนทั้งบรรณาธิการและเขียนนิยายกำลังภายในด้วยตนเองเพื่อให้ทันลงตอนต่อเนื่อง
หลายคนซื้อ ‘หมิงเป้า’ ก็เพื่ออ่านนิยายตอนใหม่ๆ
และเพราะ ‘มังกรหยก’ ทรงอิทธิพลอย่างมหาศาลจนถึงกับถูกยกให้เป็นชิ้นเอกของวงการกำลังภายใน
เจ้าตัวจึงเกิดความกดดันอยู่ไม่น้อย
เพื่อสานต่อและอาศัยชื่อเสียงของ ‘มังกรหยก’ จึงจงใจตั้งชื่อผลงานใหม่ให้มีคำว่า ‘อินทรี’ อยู่ด้วย
สรุปสั้นๆ ก็เกาะกระแสผลงานเก่าของตัวเองนั่นแหละ
เพราะในยุคนั้นกิมย้งก็ถูกคนอื่นเกาะกระแสอยู่บ่อยๆ
บางสำนักพิมพ์ไร้จรรยาบรรณถึงกับพิมพ์นิยายกำลังภายในแล้วใส่นามผู้เขียนว่า ‘กิมย้งซิน (ใหม่)’
ดังนั้นเวลาเปิดดูนิยายกำลังภายในบางเล่มก็จะเห็นในช่องผู้เขียนเขียนว่า ‘ผลงานใหม่ของกิมย้ง’
อ่านแล้วไม่รู้สึกขัดเลยใช่ไหมล่ะ?
คนที่ไม่รู้ก็พานนึกว่าเป็นหนังสือเล่มใหม่ของกิมย้งจริงๆ
ดังนั้นกิมย้งจะเกาะกระแสของตัวเองก็คงไม่ใช่เรื่องให้น่าติเตียนอะไร
แถมชื่อ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ก็เหมาะเจาะอยู่แล้ว เพราะเอี้ยก๊วยมีสมญาในยุทธภพว่าจอมยุทธ์เทพอินทรี
เรื่องนี้หลินจือไป๋ไม่ได้ออกมาอธิบายอะไร ส่งนิยายให้สำนักพิมพ์เสินฮวาตีพิมพ์แล้วก็วางมือ
กลับมีข่าวออนไลน์ข่าวหนึ่งที่สะดุดตาหลินจือไป๋
‘เพลง ‘Bubble’ ที่คำร้องและทำนองแต่งโดยฉูฉือ ขับร้องโดยหานเยว่ชวง ปล่อยแล้ว! ปัจจุบันรั้งอันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล!’
เอาเรื่องเพลงนี้หลินจือไป๋ส่งให้หานเยว่ชวงตั้งแต่ปีที่แล้ว คิดไม่ถึงว่าเธอจะกลั้นไว้เกือบปีกว่าจะปล่อยออกมา
แต่จังหวะที่เลือกถือว่าเป๊ะมากเกาะกระแสได้สวยเลย
ช่วงนี้ใครๆ ก็เกาะกระแสทั้งอาศัยกระแสของคนอื่นและต่อยอดกระแสของตัวเอง
เพราะเพลงของฉูฉือเมื่อเดือนก่อนก็ขึ้นครองอันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล
ใช่แล้วนั่นคือเพลงประกอบของมังกรหยก “หัวใจเหล็กเลือด”
เพลงนั้นหานเยว่ชวงร้องคู่กับจางซีหยาง มีผลงานชนะเลิศเมื่อเดือนก่อน
คราวนี้พอปล่อย ‘Bubble’ ออกมา แถมมีชื่อฉูฉือแต่งทั้งคำร้องและทำนองอีก
หานเยว่ชวงจะคว้าอันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลก็ไม่แปลก
และเพราะ ‘Bubble’ คว้าอันดับหนึ่ง เพลงของฉูฉือดูเหมือนจะปลดล็อกสถิติแชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลสองสมัยซ้อนแล้วสินะ?
ทีนี้ละดีเลยแฟนคลับของฉูฉือก็มีของมาอวดต่อหน้าแฟนคลับของไป๋ตี้เพิ่มอีกอย่างแล้ว
เพราะเพลงของไป๋ตี้ยังไม่เคยได้แชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลสองสมัยติด
หลินจือไป๋เลยกำลังคิดอยู่ว่าจะให้ไป๋ตี้ได้สักครั้งดีไหม?
กระทั่งสามสมัยซ้อนหรือสี่สมัยซ้อนก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
อย่างไรเสียตอนนี้การคว้าอันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลสำหรับหลินจือไป๋แล้วไม่ใช่เรื่องยากเลย
กระทั่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอามาโหมประชาสัมพันธ์แล้วด้วยซ้ำ
เพียงแต่สถิติแชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลแบบต่อเนื่องก่อนหน้านี้ หลินจือไป๋ยังไม่เคยตั้งใจจะปลดล็อกความสำเร็จนี้มาก่อน