ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 265 ตํานานศึกเทพอินทรีวางจำหน่าย
ที่บ้านลุงรอง หลินเชี่ย ช่วงนี้อารมณ์ย่ำแย่มาก เพราะสถานีโทรทัศน์เสินฮวาทิ้ง ‘มังกรหยก’ ที่บริษัทตัวเองเป็นผู้ถ่ายทำ ทำให้สุดท้ายละครเรื่องนี้ไปออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์เทียนกวง
ตอนนี้ หลินเชี่ย กลายเป็นตัวตลกในวงการไปแล้ว ที่หนักหนากว่านั้นคือคนไม่น้อยที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทเอาเรื่องนี้มาเล่นงานเขา คอยรายงานความผิดใส่ร้ายต่อท่านประธานอยู่ตลอด
ท่านประธานเริ่มลังเลใจแล้ว หลินเชี่ย สงสัยว่าท่านประธานที่ใจแข็งคนนั้น อาจกำลังชั่งใจอย่างจริงจังว่าจะยังให้ลูกชายคนรองอย่างตนรับผิดชอบกิจการสถานีโทรทัศน์ต่อไปหรือไม่?
เพราะครั้งนี้ สิ่งที่ หลินเชี่ย ปล่อยหลุดมือไปไม่ใช่แค่ ‘มังกรหยก’ เพียงเรื่องเดียว!
แต่ยังรวมถึงอีกสองภาคถัดไปของไตรภาคมังกรหยกที่ถูกเทียนกวงเอ็นเตอร์เทนเมนต์คว้าไปทั้งหมด!
ตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้ว่าคุณเผิงยอมให้ ‘มังกรหยก’ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เทียนกวงอย่างราบรื่น จึงให้คำมั่นว่าจะร่วมงานกับเทียนกวงในละครกำลังภายในชุดเดียวกันอีกสองภาค…
สำหรับเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์แล้ว ความเสียหายครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินไป!
“วันนี้สำนักพิมพ์เสินฮว่าปล่อยข่าวออกมาว่า ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ภาคสองของไตรภาคมังกรหยกได้เตรียมการตีพิมพ์แล้ว”
ข้างๆ กันนั้นลูกสาวหลินเพิ่งพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ได้แรงเสริมจากกระแสมังกรหยก ยอดขายนิยาย ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ต้องไม่ต่ำแน่ๆ นั่นก็หมายความว่าถึงตอนนั้นทำเป็นละครทีวีเมื่อไหร่เรตติ้งก็น่าจะไม่ต่ำเหมือนกัน”
“ไอ้ปู่เยโหวนี่ทำไมถึงได้เขียนหนังสือไวขนาดนี้เนี่ย!”
หลินเชี่ย หงุดหงิด “ก็เพราะไอ้ปู่เยโหวเฮงซวยนี่แหละฉันถึงถูกจับย่างอยู่บนกองไฟ ตอนนี้คนที่เพิ่งเข้าวงการมาได้แค่สองปี ทำไมถึงเก่งกาจมากฝีมือขนาดนี้…”
คนพูดอาจไม่ตั้งใจแต่คนฟังกลับฉุกคิด สีหน้าของหลินเพิ่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบหยิบโทรศัพท์ออกมาค้นข้อมูลแล้วพูดอย่างความแคลงใจว่า “หนูลองเช็กดูแล้ว ปู่เยโหวคนนี้ยังเข้าวงการไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำ ถ้านับให้เป๊ะก็ประมาณหนึ่งปีกับสิบเดือนเอง?”
“แล้วยังไง? ต้องการจะสื่ออะไร?”
หลินเชี่ย กำลังอารมณ์เสีย จ้องลูกสาวหลินเพิ่งตาขวาง “จะบอกว่าไอ้หมอนี่มันเก่งมากนักหรือไง?”
“ไม่ใช่ค่ะ”
หลินเพิ่งหรี่ตาพูดว่า “พ่อไม่เคยคิดเหรอว่าทำไมปู่เยโหวถึงปิดบังตัวตนไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง?”
“ทำไมล่ะ?”
หลินเชี่ย สังเกตว่าลูกสาวเหมือนมีข้อสันนิษฐานบางอย่าง หลินเพิ่งยิ้มเย็นชา “เพราะหนูสงสัยว่าปู่เยโหวคนนี้อาจจะไม่มีตัวตนจริงๆ อยู่ตั้งแต่แรกน่ะสิ!”
พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงกัน?
หลินเชี่ย เกิดความสงสัย “เพราะเขาอัจฉริยะเกินไปเหรอ?”
หลินเพิ่งส่ายหน้า “อัจฉริยะก็ต้องมีขอบเขตสิ หนูเพิ่งค้นประวัติของปู่เยโหวมา เขาเข้าวงการยังไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำ
ถ้ารวม ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ที่กำลังจะตีพิมพ์ เท่ากับว่าเขาเขียนนิยายไปแล้วเจ็ดเรื่อง นอกจากนั้นเขายังมีบทละครโทรทัศน์อีกสี่เรื่อง…”
หลินเพิ่งลองคำนวณจำนวนคำของงานทั้งหมดเหล่านี้ สุดท้ายก็สรุปได้ว่า “งั้นก็หมายความว่าปู่เยโหวใช้เวลาไม่ถึงสองปี เขียนเนื้อหาได้ถึงหกล้านคำเลยนะสิ!”
“หกล้านคำเหรอ?”
หลินเชี่ย เองก็ไม่เคยนับจริงๆ ว่ารวมงานเขียนทั้งหมดของปู่เยโหวแล้วได้กี่คำ แม้ตัวเลขจะเวอร์ไปบ้างแต่ก็ยังพออยู่ในกรอบที่คนทั่วไปพอจะรับได้
“ถ้าเขียนวันละสักหนึ่งหมื่นคำก็น่าจะทำได้ไม่ใช่เหรอ?”
“ต่อให้เขาเขียนได้วันละหนึ่งหมื่นคำก็เถอะ แต่พ่อไม่รู้สึกเหรอว่างานของคนคนนี้สไตล์ไม่เป็นเนื้อเดียวกันเลย ละครก็ไล่ตั้งแต่แนวตำรวจอาชญากรรมไปจนถึงดรามาน้ำเน่า แล้วก็วกกลับมาที่กำลังภายใน แถมยังมีมินิซีรีส์ล้อเลียนที่ออกในเว็บไซต์วิดีโอคุณเผิงอีก แค่นี้ยังพอว่า ที่สำคัญกว่านั้นคือนิยายของปู่เยโหวยิ่งสไตล์ไม่เป็นเนื้อเดียวกันเข้าไปใหญ่ ดูแวบเดียวก็เหมือนไม่น่าใช่งานของคนคนเดียวเลย…”
“ลูกหมายความว่ายังไง?”
หลินเชี่ย ใจเต้นกระตุก “หรือนามปากกาปู่เยโหวที่จริงแล้วเป็นกลุ่มนักเขียนบทและนักเขียนฝีมือฉกาจใช้ร่วมกัน?”
“ใกล้เคียงมาก!”
หลินเพิ่งยิ่งพูดยิ่งมั่นใจว่าตนค้นพบความจริงแล้ว “ไม่อย่างนั้นจะอธิบายยังไงว่าทำไมสำนวนและแนวงานของเขาถึงเปลี่ยนไปได้สารพัดล่ะ? ถ้าไม่ใช่คุณเผิงอยากสร้างเทพ ยกให้ชื่อปู่เยโหวศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาพวกเขาจะได้โกยเงินได้มากขึ้น!”
“แต่เรายังไม่มีหลักฐานนะ” หลินเชี่ย ขมวดคิ้ว
หลินเพิ่งเอ่ยเสียงเรียบ “เรื่องบางเรื่องไม่ต้องใช้หลักฐาน เราแค่หาโอกาสปั่นกระแสชี้นำให้คนสงสัยก็พอ”
หลินเชี่ย กล่าว “งั้นเขาก็ออกมาอธิบายได้สิ…”
หลินเพิ่งส่ายหน้า “เรื่องพวกนี้ต่อให้เขาอธิบายยังไงก็ไร้ผล ยังไงก็เป็นแค่ความสงสัยของหนู… ไม่แน่ว่าเขาอาจเป็นอัจฉริยะจริงๆ ก็ได้? แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นตัวจริงหรือไม่ การพิสูจน์แบบนี้แทบพิสูจน์ตัวเองไม่ได้เลย”
“ฟังดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นเลย”
หลินเชี่ย หัวเราะ “สมองลูกนี่ดีกว่าเจ้าหลินหูกับหลินเป้าเยอะเลยจริงๆ นี่เป็นไพ่เด็ดเราต้องถือไว้ให้มั่น!
ปล่อยไพ่ใบนี้ออกไปในช่วงเวลาสำคัญ รับรองว่าทำให้ชื่อเสียงของปู่เยโหวเหม็นหึ่งได้แน่ ส่วนความจริงจะเป็นยังไงไม่สำคัญ ขอแค่ทำให้ผู้คนคลางแคลงใจในตัวปู่เยโหวก็พอ อย่างไรระดับความอัจฉริยะของเขาก็น่าชวนให้สงสัยอยู่แล้ว มันเกินจริงไปมาก!
เขียนบทหนึ่งเรื่องก็ดังระเบิดหนึ่งเรื่อง!
ในความเป็นจริงจะมีอัจฉริยะที่น่ากลัวขนาดนี้ได้ยังไงกัน”
ขณะเดียวกัน หลินจือไป๋ ย่อมไม่รู้เลยว่าลุงรองเริ่มสงสัยแล้วว่าข้างหลังปู่เยโหวมีทีมเขียนเงาคอยช่วยเหลืออยู่หรือเปล่า แต่ถึงจะรู้ก็ไม่หวั่น เขามีหนทางพิสูจน์ตัวเอง
ที่จริงความสงสัยแบบนี้ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ที่หลินหูเคยแคลงใจว่า ‘การแต่งเพลงสด’ ของฉูฉือมีเงื่อนงำหรือไม่
ในอีกแง่หนึ่ง ครั้งนั้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าหลินหูสติปัญญาต่ำ ความสงสัยของเขาใกล้เคียงความจริงมาก ฉูฉือไม่ได้มีความสามารถในการสร้างสรรค์เพลงสดอะไร แต่เพราะ หลินจือไป๋ มีระบบจึงสามารถพิสูจน์ตัวเองซ้ำๆ จนสลายข้อกังขาได้ทุกครั้ง หลินจือไป๋ เองก็เผื่อใจกับคำครหาประเภทนี้ไว้อยู่แล้ว ต่อให้เกิดกระแสน้ำขึ้นมาจริงๆ ก็มีแผนรับมือไว้พร้อมสรรพแล้ว
ทางสำนักพิมพ์เสินฮว่าดำเนินการรวดเร็ว พอถึงวันที่แปดเดือนสิงหาคม ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ก็วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ กระจายสู่ร้านหนังสือทั่วจินโจว ปรากฏว่าวันแรกที่วางแผงยอดขายก็พุ่งกระฉูดทันที!
แม้ยังไม่ได้รับรายงานเป็นตัวเลขละเอียด แต่ยืนยันได้คร่าวๆ ว่ายอดขายวันแรกทะลุสิบล้านเล่มแน่นอน!
นี่แหละคืออิทธิพลของนักเขียนระดับสูง
แค่ปู่เยโหวเพียงคนเดียว ถึงกับเลี้ยงสำนักพิมพ์ขนาดกลางได้ทั้งบริษัท ต่อให้เป็นสำนักพิมพ์เสินฮว่า ปู่เยโหวก็ยังเป็นเครื่องการันตียอดขายรายใหญ่ที่สุดอยู่ดี
มีสถานีโทรทัศน์ที่ถึงกับไปปักหลักหน้าร้านหนังสือขนาดใหญ่เพื่อทำข่าวสัมภาษณ์ ในคลิปสัมภาษณ์จะเห็นว่าหน้าร้านมีผู้คนต่อคิวยาวเหยียดเป็นงูเลื้อย คนที่ไม่รู้คงนึกว่ามีนักเขียนมาจัดงานแจกลายเซ็นแล้ว แต่ปู่เยโหวไม่เคยจัดกิจกรรมแบบนี้ ผู้สื่อข่าวยังสุ่มสัมภาษณ์ลูกค้าที่กำลังยืนต่อคิวอยู่หลายคน
“พวกคุณมาซื้อหนังสือกันหรือเปล่าครับ?”
“ใช่ค่ะ มาซื้อ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’”
“ทุกคนมาต่อคิวซื้อ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ กันหมดเลยเหรอครับ?”
“ถูกต้องค่ะ”
“อะไรคือจุดที่ทำให้พวกคุณรู้สึกสนใจหนังสือเล่มนี้ครับ?”
“เพราะนี่คือภาคสองของไตรภาคมังกรหยกที่เขียนโดยปู่เยโหวไงคะ ฉันเป็นแฟนคลับมังกรหยกค่ะ ฉันได้ออกทีวีแล้วใช่ไหมคะเนี่ย? ปู่เยโหวฉันรักคุณ!”
“พวกคุณไม่กลัวหรือครับว่าภาคต่ออาจจะไม่ได้ดีขนาดนั้น ยังไงเราก็ได้ยินเรื่องคำสาปภาคต่อกันมานักต่อนัก…”
“ในฐานะแฟนคลับของปู่เยโหว พายุอะไรจะโหมแรงแค่ไหนพวกเราเจอมาหมดแล้วละค่ะ”
ลูกค้าทุกคนใจเย็นมาก มีคนหัวเราะแล้วพูดว่า “หนังสือของปู่เยโหวไม่มีทางพังง่ายๆ หรอก เรื่องที่คนรับไม่ได้ที่สุดก็มีแล้วอย่าง ‘กระบี่เทพสังหาร’ ที่เขาเขียนให้ปี้เหยาตาย ถ้าพล็อตแบบนั้นยังรับได้จะมีอะไรที่รับไม่ได้อีกล่ะ?”
“ใช่แล้ว”
“ก็แค่ดรามาไม่ใช่เหรอ?”
“เดี๋ยวนี้เวลาฉันอ่านนิยายของปู่เยโหว ฉันเตรียมใจล่วงหน้าไว้เลย ไม่กลัวที่อยู่ๆ เขาจะกลายเป็นโหวราตรีมีด”
ผู้สื่อข่าวสรุปว่า “ภายใต้แรงกระแทกจากวรรณกรรมออนไลน์ ยอดขายนิยายรูปเล่มลดลงจริง แต่ดูเหมือนนิยายรูปเล่มของปู่เยโหวจะไม่ได้รับผลกระทบ…”
หน้าจอโทรทัศน์ หลินเซิ่งเทียนที่กำลังดูทีวีกล่าวอย่างทึ่งว่า “ปู่เยโหวดังมากจริงๆ”
พ่อที่นั่งข้างๆ พูดเสียงขรึมว่า “ต่อให้หนังสือเล่มนี้ดังแค่ไหน เราก็คงไม่ได้สิทธิ์ทำแล้ว เรื่องที่ หลินเชี่ย ก่อขึ้นแผนกโทรทัศน์ของเราก็โดนหางเลขไปด้วย ไม่รู้ต่อไปปู่เยโหวยังอยากร่วมงานกับเสินฮว่าหรือเปล่า ตอนนี้เสินฮว่าถือว่าไปทำให้เขาไม่พอใจหนักเลย”
“ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก” หลินซีอมยิ้มกล่าว “ปู่เยโหวเป็นนักเขียนที่เซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์เสินฮว่า เสี่ยวเฮยก็เป็นประธานสำนักพิมพ์เขาอาจจะไปพูดคุยกับอาจารย์ปู่เยโหวราบรื่นก็ได้”
ว่าพลางหลินซีก็หันไปมอง หลินจือไป๋ “พอไหวไหม?”
หลินจือไป๋ ยังไม่ทันตอบ แม่ก็ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “นักเขียนระดับอย่างปู่เยโหว ความสัมพันธ์กับสำนักพิมพ์น่าจะเป็นแบบเท่าเทียมกันนะ ถึงเสี่ยวเฮยจะเป็นประธานสำนักพิมพ์แต่เรื่องแบบนี้ก็ยากมาก…”
“ผมจะลองดูแล้วกัน”
หลินจือไป๋ ยิ้มพลางกล่าว เขาตั้งใจจะสั่งสอน หลินเชี่ย แต่ไม่ถึงขั้นให้พ่อของตนต้องเดือดร้อนไปด้วย ต่อไปถึงเวลาร่วมมือก็ยังร่วมมือ เก็บเงินมากหน่อยก็พอ เป้าหมายหลักคือกดดันลุงรองอย่าง หลินเชี่ย
พ่อเห็น หลินจือไป๋ เหมือนจะมั่นใจไม่น้อยก็อดทึ่ง “ลูกนี่ใหญ่ไม่ใช่เล่นเลยนะ ฝั่งซูฉานก็จัดการได้ ฝั่งปู่เยโหวก็ยังจัดการได้อีกเหรอ?”
“ยังไม่แน่หรอกครับ”
หลินจือไป๋ ยิ้มบางๆ ยังไม่อยากเปิดเผยกับคนในบ้านตอนนี้ ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจ แต่กลัวว่าพวกเขาจะเผลอหลุดปากไปข้างนอก
เวลานี้กริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น หลินเซิ่งเทียนเดินไปที่ประตูไม่นานก็กลับมาพร้อมกับกองหนังสือ
“นี่คือ?”
“ผมให้คนไปซื้อ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ มา”
หลินเซิ่งเทียนบอกว่าเขาซื้อมาอย่างละหกเล่ม ทั้งครอบครัวคนละเล่มพอดี แม้แต่แม่บ้านก็ยังมี หลินจือไป๋ จึงได้มาด้วยหนึ่งเล่ม
“พ่อขอดูหน่อย!”
พ่อสนใจขึ้นมาทันที หยิบหนังสือนั่งลงที่โซฟาเตรียมเปิดอ่าน พี่ชายพี่สาวกับแม่ก็พากันนั่งลงอ่านตาม หลินจือไป๋ ยืนสังเกตอยู่ข้างๆ อยากรู้ว่าคนในบ้านอ่านแล้วจะรู้สึกอย่างไร
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง พ่อเอ่ยขึ้นมาทันทีว่า “ทำไมบุคลิกของอึ้งยงเปลี่ยนไป?”
“ฉันก็กำลังจะพูดเลย!”
หลินซีที่กำลังอ่านอยู่บ่นอย่างขัดใจว่า “อึ้งยงที่ฉลาดแสบซนในมังกรหยก ทำไมมาภาคสองกลายเป็นผู้หญิงเจ้าเล่ห์ไปล่ะ?”
หลินเซิ่งเทียนก็ขมวดคิ้ว “อึ้งยงก็มีเชิงอยู่แล้ว เป็นแบบซุกซนแพรวพราวเดิมแต่ความเจ้าเล่ห์ตอนนี้กลับชวนให้รู้สึก…”
หลินเซิ่งเทียนไม่ได้พูดต่อแต่ความไม่พอใจก็ฉายชัดบนใบหน้า
หลินจือไป๋ เห็นท่าทีแบบนี้ก็เหงื่อตก คนในครอบครัวเห็นความเปลี่ยนไปของอึ้งยงยังรับกันไม่ได้เลย แล้วถ้าไปถึงตอนของอีจี้เพ้งกับเซียวเหล่งนึ่งจะไม่ยิ่งไปกว่านี้เหรอ?
“ผมขอตัวไปพักก่อนนะ”
หลินจือไป๋ รีบอ้างเหตุผลแล้วกลับเข้าห้อง แม้เขาจะรู้ว่าสิ่งที่ต้องมา ถึงเวลาก็จะมาอยู่ดี