ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 271 รอบคัดเลือกเริ่มต้น
สองวันต่อมาที่หอประชุมใหญ่ของวิทยาลัยศิลปะจินโจว งานแข่งขันกลอนคู่ของวิทยาลัยศิลปะจินโจวกำลังจะเปิดฉาก
เดิมทีวิทยาลัยตั้งใจจะตั้งเวทีที่สนามเพื่อให้รองรับนักศึกษาได้มากขึ้น แต่เพราะเดือนกันยายนอากาศร้อนเกินไปจึงย้ายมาใช้หอประชุมใหญ่แทน ซึ่งรองรับผู้ชมได้ราวสองพันคน
บริเวณทางเข้าคึกคักแน่นขนัด ผู้สื่อข่ายืนประจำด้านหน้าเวทีพร้อมอุปกรณ์กล้องเลนส์ยาวสั้นครบมือ
แม้การแข่งขันยังไม่เริ่ม ห้องถ่ายทอดสดของเสินฮว่าวิดีโอก็เปิดแล้ว ผู้ชมจำนวนไม่น้อยนั่งเฝ้าหน้าจอกันตั้งแต่เนิ่นๆ
‘ยังไม่เริ่มเหรอ?’
‘ฉันอยากดูไปตี้!’
‘พวกเธอว่าไปตี้แต่งกลอนคู่เก่งไหม?’
‘ตอบยากนะ’
‘ไปตี้มีพรสวรรค์ทางวรรณศิลป์พอใช้ แต่การเล่นโคลงคู่ไม่ได้ดูแค่พรสวรรค์ ยังดูที่ความแยบยลและความเร็วในการตอบสนองด้วย ยิ่งกว่านั้นพรสวรรค์ทางวรรณศิลป์ของไปตี้ก็ยังไม่ได้ถึงขั้นน่าทึ่งขนาดนั้น’
‘ประมาณเดียวกับแร็ปแบบฟรีสไตล์นั่นละ’
‘เก่งแต่งเพลงไม่ได้แปลว่าจะด้นสดได้ตลอดนะ กลับกันถ้าเป็นอูฉือมาแข่ง ฉันว่าน่าจะได้เปรียบกว่า เพราะสกิลแต่งเพลงสดของอูฉือโคตรสูง ต่อให้ด้นสดออกมาตรงนั้นคุณภาพก็ยังสูงอยู่ ซึ่งการแข่งขันโคลงคู่ก็ต้องอาศัยความเร็วในการตอบสนองแบบนี้แหละ’
‘แฟนคลับอูฉือสินะ?’
‘เป็นอูฉือแล้วโอเคแต่ไปตี้ไม่โอเค?’
‘ฉันแค่พูดตามเนื้อผ้า อูฉือแต่งเพลงเร็ว เนื้อร้องได้ทั้งเร็วทั้งดี หรือว่านี่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงละ?’
‘เหอะๆ เนื้อร้องของไปตี้ก็วิจิตรไม่แพ้อูฉือหรอกนะ’
‘แข่งกลอนคู่ไม่ใช่แต่งเนื้อเพลงนะ พวกเธอเข้าใจผิดประเด็นหรือเปล่า?’
จากคอมเมนต์สดเห็นได้ชัดว่าคนที่ติดตามดูงานนี้จำนวนไม่น้อยมาเพราะไปตี้ และก็มีแฟนคลับของอูฉืออยู่ไม่น้อยเช่นกัน อาจเพราะไปตี้กับอูฉือถูกเปรียบเทียบกันมานานเกินไปละมั้ง พอฝั่งแฟนคลับไปตี้เคลื่อนไหว แฟนคลับของอูฉือก็จะได้กลิ่นคาวแล้วรีบตามมาดูความคึกคักทันที
ถ้าไปตี้ฟอร์มไม่ดีจะได้มีประเด็นให้เอาไปเม้าท์ต่อไงละ เหมือนเวลาที่อูฉือไลฟ์ทีไรก็จะมีกลุ่มแฟนคลับของไปตี้แห่กันไปดู ความสัมพันธ์ของสองคนนี้เลยชวนลุ้นแปลกๆ
ท่ามกลางคอมเมนต์สดที่ไหลรัว บริเวณหน้างานถ่ายทอดสด พิธีกรขึ้นเวทีแล้ว
“ขอต้อนรับผู้ชมในฮอลล์และทางไลฟ์ ขอบคุณที่ให้ความสนใจกับการแข่งขันกลอนคู่ของวิทยาลัยศิลปะฉินโจวนะครับ วันนี้เราเชิญผู้บริหารหลายท่านมาร่วมเป็นสักขีพยาน”
หลังจากแนะนำรายชื่อกันชุดใหญ่ พิธีกรก็เริ่มเข้าประเด็น
“ผู้เข้าแข่งขันวันนี้มีทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าคน เป็นนักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉินโจวห้าสิบคน นักศึกษาจากสถาบันมิตรสหายวิทยาลัยศิลปะอวี้โจวอีกห้าสิบคน และยังมีปรมาจารย์กลอนคู่อีกห้าท่าน…”
ปรมาจารย์ทั้งห้าไม่ต้องลงแข่งรอบคัดเลือก ได้สิทธิ์ผ่านเข้าสู่รอบชิงโดยอัตโนมัติ ก็ในเมื่อทั้งห้าท่านเป็นระดับปรมาจารย์นี่นา จะบอกว่ามาแข่งก็ใช่แต่จริงๆ แล้วเหมือนมาเป็นแขกรับเชิญมากกว่า ระดับฝีมือถึงขั้นเป็นกรรมการให้นักศึกษาได้สบายๆ เลย
ส่วนนักศึกษาจำนวนหนึ่งร้อยคนจากสองสถาบันต้องรีบหาคู่โคลงที่ตัวเองสามารถตอบได้จากโคลงต้นห้าสิบชุด เขียนโคลงรองของตนออกมาภายในสิบนาที หากสะสมได้เกินห้าสิบคะแนนก็สามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้ทันที
อธิบายกติกาเสร็จพิธีกรกำชับว่า
“เพราะโคลงต้นห้าสิบชุดในรอบคัดเลือกแต่ละชุดมีระดับความยากต่างกัน ดังนั้นคะแนนที่ได้ก็จะไม่เท่ากัน อย่างเช่นข้อแรกง่ายมากถ้าแต่งโคลงรองได้ก็จะได้แค่หนึ่งคะแนนเท่านั้น แต่ถ้าเป็นข้อที่สองถ้ามีใครแต่งได้ก็จะได้คะแนนไปเลยสองคะแนน พูดอีกอย่างก็คือยิ่งไปข้างหน้าความยากของโคลงต้นก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ…”
เมื่อชี้แจงกติกาครบถ้วน พิธีกรประกาศเสียงดังว่า “ต่อไปขอเชิญผู้เข้าแข่งขันขึ้นเวที!”
สิ้นเสียงประกาศ หลินจือไป๋ ก้าวขึ้นเวทีปะปนอยู่ในกลุ่มผู้เข้าแข่งขันร้อยคน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลินจือไป๋ คือผู้เข้าแข่งขันคนดังในร้อยคนนี้ พอเขาขึ้นเวทีปุ๊บเสียงเรียกขานจากด้านล่างก็ดังกึกก้องทันที!
“ไปตี้!”
ผู้ชมทางไลฟ์ก็พิมพ์คอมเมนต์ ‘ไปตี้’ รัวๆ เช่นกัน
ผู้ควบคุมรายการก็รู้ใจตัดเข้าภาพโคลสอัป หลินจือไป๋ ที่แม้จะสวมชุดนักศึกษาวิทยาลัยศิลปะจินโจวก็ยังไม่อาจปกปิดความหล่อเหลาโดดเด่น สีหน้า หลินจือไป๋ ยังคงนิ่งเฉย
กลับเป็นนักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉีโจวที่ยืนบนเวทีกับเขาหลายคนทำสีหน้าตกใจ
“ไปตี้คือใคร?”
“ไปตี้? ‘ตี้’ จักรพรรดิเหรอ?”
“ชื่ออหังการน่าดูเลยนะ”
“เหมือนจะเป็นคนดังของวิทยาลัยฉินโจว?”
“ดูท่าจะฮอตมากในหมู่นักศึกษา”
มีนักศึกษาฉินโจวอธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “ไปตี้ไม่ใช่แค่คนดังของสถาบันเราเท่านั้นนะ แต่ยังดังไปทั้งจินโจวเลยละ อีกอย่างไปตี้เป็นชื่อในวงการ ชื่อจริงเขาคือ หลินจือไป๋”
“ดาราของฉินโจวเหรอ?”
“จะเข้าใจแบบนั้นก็ได้” นักศึกษาฉินโจวคนนั้นพยักหน้าแล้วชี้ไปที่ด้านหลังของ หลินจือไป๋ “คนนั้นแหละหล่อที่สุดในกลุ่มเขาดังมากในฉินโจว ที่การแข่งกลอนคู่ของเรามีคนสนใจเยอะขนาดนี้ก็เพราะได้อานิสงส์จากเขาเลย”
“งั้นเหรอ” มีนักศึกษาฉีโจวพูดด้วยรอยยิ้ม “เป็นดาราแล้วไง นี่มันแข่งกลอนคู่วัดกันที่ฝีมือการแต่งกลอนเข้าคู่ต่างหาก”
ทุกคนต่างก็อายุไล่เลี่ยกัน นักศึกษาฉีโจวล้วนมีศักดิ์ศรีในใจ ไม่ได้ยอมศิโรราบเพียงเพราะ ‘ไปตี้’ เป็นคนดังในฉินโจว ยิ่งไปกว่านั้น…
นักศึกษาของวิทยาลัยศิลปะชั้นนำเจอดารามาเยอะแล้ว รุ่นพี่รุ่นน้องหรือแม้แต่เพื่อนร่วมชั้นก็มีคนที่เป็นดารา กระทั่งหลายคนในหมู่พวกเขาอนาคตก็จะเข้าวงการบันเทิงไปเป็นดาราเหมือนกัน จึงไม่ได้รู้สึกว่าน่าประหลาดใจอะไร
นักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉีโจวบางส่วนยังถูกกระตุ้นจนเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยา คิดว่าเดี๋ยวเริ่มการแข่งขันจะต้องบดขยี้รัศมีดาราดังแห่งฉินโจวคนนี้ให้หนัก เรื่องนี้ปกติมากคนหนุ่มสาวก็ต้องอยากเอาชนะกันเป็นธรรมดา
ขณะที่ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในใจ ผู้เข้าแข่งขันจากฉีโจวจำนวนไม่น้อยก็หันไปมองเงาร่างสูงสง่าหล่อเหลาที่อยู่ข้างๆ
“พูดถึงดารา เจียงเทาก็เป็นดาราเหมือนกันนะ…”
ใช่แล้ว ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันห้าสิบคนจากวิทยาลัยศิลปะฉีโจวก็มีดาราอยู่ด้วยคนหนึ่ง ชื่อเจียงเทา โด่งดังมากในฉีโจว แถมฝีมือภาษาก็โดดเด่น น่าจะจัดอยู่สายเดียวกับคนที่ชื่อว่า ‘ไปตี้’ นั่นละมั้ง?
แต่ ‘ไปตี้’ นั่นนะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจียงเทาแน่!
ท่ามกลางความคิดต่างๆ นานา ผู้เข้าแข่งขันทั้งหนึ่งร้อยคนถูกจัดให้นั่งประจำโต๊ะของตน ระหว่างโต๊ะมีฉากกั้นแยกไว้
บนจอใหญ่ของเวทีปรากฏกลอนคู่ห้าสิบบท มีทั้งแบบสี่ตัว หกตัว เจ็ดตัว และอื่นๆ ทั้งหมดเป็นวรรคบน
หลินจือไป๋ กวาดตามองแล้วพบว่ายิ่งลำดับหลังความยากก็ยิ่งสูงขึ้นจริงๆ
เวลานี้พิธีกรประกาศเตือนว่า “ทุกท่านมีเวลาอ่านโจทย์ห้านาที”
ห้านาทีนี้ไม่นับเป็นเวลาแข่งขันแต่สำหรับผู้เข้าแข่งขันมีค่ามากสามารถใช้คิดล่วงหน้าได้ ในเวลาเดียวกันผู้ชมในฮอลล์และหน้าจอก็จ้องดูห้าสิบบทนั้นอย่างตั้งใจ ทุกคนต่างร่วมลุ้นกันอย่างเต็มที่
“โธ่เว้ย!”
“การแข่งนี้ถ้าไม่มีฝีมือจริงๆ ก็คงเข้าร่วมไม่ได้ โคลงต้นอันแรกฉันยังแต่งไม่ออกเลย ทั้งๆ ที่เป็นโคลงต้นที่ง่ายที่สุดแล้วนะ!”
“ฉันพอมีแนวคิดอยู่บ้าง น่าจะพอเข้าคู่ได้สักสองสามข้อ”
“สามข้อแรกฉันทำได้หมด!”
“แต่สามข้อแรกคะแนนน้อย เป็นข้อแจกแต้มเฉยๆ”
“ข้อที่ห้าเริ่มยากแล้ว ถ้าทำได้ก็ได้สี่คะแนน!”
“อ๊ะ? พวกเธอดูข้อสุดท้ายสิ!”
“ข้อที่ห้าสิบสุดท้ายนี้เป็นข้อพิเศษ ถ้าทำได้เข้ารอบทันที ไม่ต้องทำข้ออื่นเลย!”
“สิบตัว”
“มองเผินๆ ก็ไม่ยากนะ”
“เหงาเปลี่ยวหน้าต่างหนาวเฝ้าเดียวดายไร้คู่”
“แนวคิดเหมือนจะไม่ยากเท่าไหร่ ‘เรือนร้างวังวายยังซื่อสัตย์ไม่แปรผัน’ ใช้ได้ไหม?”
“เหอะๆ ไม่พูดถึงวาระดับเสียงไม่ตรงกัน การจับคู่ก็ยังฝืนๆ เธอไม่สังเกตเหรอว่าตัวอักษรทุกคำในโคลงต้นนี้มีส่วนประกอบเป็นหลังคาอยู่ด้วย (宀)!”
“หือ!”
“จริงด้วย!”
“แบบนี้ใครจะต่อได้ละ!”
ผู้ชมในฮอลล์และหน้าจอเพิ่งตระหนักถึงความยากของข้อพิเศษ โคลงต้นประกอบด้วยตัวอักษรที่มีส่วนหลังคาทั้งหมด! มิน่าละ! ข้อนี้ใครเข้าคู่ได้ก็เข้ารอบตรงทันที!
ในตอนนี้ หลินจือไป๋ ก็สังเกตเห็นโคลงต้น ‘เหงาเปลี่ยวหน้าต่างหนาวเฝ้าเดียวดายไร้คู่’ แล้ว
วินาทีที่เห็นก็อดไม่ได้ที่ใจเต้นไหว โอโฮ วรรคบนนี้ฉันคุ้นดีเลย ใช่ไหมอีอันจวีซื่อ?
สิ้นสุดเวลาพิจารณาโจทย์ห้านาที พิธีกรประกาศว่า “ต่อไปขอให้ทุกท่านเริ่มทำโจทย์ได้ เราจะเริ่มนับถอยหลังสิบนาที…”
หลินจือไป๋ ก็จับพู่กันลงมือทันที บนโต๊ะมีแท่นฝนหมึกกับพู่กัน ไหนๆ ก็เป็นการแข่งขันกลอนคู่ย่อมไม่ใช่ปากกาหมึกซึมหรือปากกาลูกลื่น ทุกคนต้องเขียนด้วยพู่กัน
หลินจือไป๋ เคยเรียนอักษรพู่กันตั้งแต่เด็กแม้ไม่ถึงขั้นเก่งกาจแต่ก็ไม่น่าอับอายขายหน้า เขาจับพู่กันด้วยท่าทางมาตรฐาน
หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที หลินจือไป๋ วางพู่กันไว้ลงข้างๆ หลับตาพักสมาธิรอให้เวลาสิบนาทีหมดลง
ใช่แล้ว หลินจือไป๋ ตอบเพียงข้อเดียว เพราะแค่ข้อนี้ก็เพียงพอสำหรับการเข้ารอบแล้ว
ทางฝั่งตัวแทนนักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉีโจว เจียงเทาก็กำลังทำโจทย์เช่นกัน หลังจากต่อกลอนได้ติดกันหลายข้อ เจียงเทาก็สะสมคะแนนพอที่จะเข้ารอบแล้ว จึงหันไปมองข้อพิเศษข้อสุดท้าย
“เหงาเปลี่ยวหน้าต่างหนาวเฝ้าเดียวดายไร้คู่”
แน่นอนว่าเจียงเทาอยากทำข้อพิเศษให้ได้ เพราะสำหรับเขานอกจากข้อนี้แล้วข้ออื่นแทบไม่มีความท้าทายใดๆ เลย แต่ความยากของโจทย์ข้อนี้เขาชำเลืองมองปราดเดียวก็ดูออก
“ถ้าให้เวลาหน่อยน่าจะคิดออก…” เจียงเทาขมวดคิ้ว
ภายในสิบนาทีสั้นๆ เขายังหาทางเข้าคู่วรรคล่างที่แม่นเป๊ะไม่ได้ เขานั่งขบคิดอย่างหนัก ไม่นานนักเวลาสิบนาทีสำหรับรอบคัดเลือกก็สิ้นสุดลง
พิธีกรกล่าวว่า “ครบสิบนาทีแล้ว ขอให้ทุกท่านวางมือ ต่อไปจะเชิญคณะกรรมการสามท่านตรวจว่ากลอนวรรคล่างของแต่ละคนผ่านเกณฑ์หรือไม่”
กรรมการทั้งสามล้วนมีอายุมาก ชายชราสองคนและคุณยายใส่แว่นอีกคนหนึ่ง ดูก็รู้เลยว่าเชี่ยวชาญระดับสูง กระทั่งแฝงกลิ่นอายน่าเคารพนับถือ
บรรดานักศึกษาทยอยวางพู่กันลง บางคนยิ้มอย่างมั่นใจ บางคนส่ายหัวอย่างจนใจ
เจียงเทามองข้อสุดท้ายแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ผ่านไปสิบนาทีเขาก็ยังหาทางแก้โจทย์ไม่เจอ หมดสิทธิ์ฉายแสง…
ถ้าทำโจทย์ข้อนี้ได้เขาต้องโดดเด่นที่สุดในฮอลล์นี้แน่นอน! เพราะเจียงเทามั่นใจอย่างยิ่งว่านอกจากตัวเขาเองที่ยังพอมีหวังตอบข้อสุดท้ายได้แล้ว คนอื่นๆ ไม่มีทางเลย!