ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 270 การแข่งขันกลอนคู่แห่งวิทยาลัยศิลปะฉินโจว!
เมื่อกระแสเรื่องตำนานศึกเทพอินทรีสงบลง ชีวิตของ หลินจือไป๋ ก็กลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง แต่ชีวิตสบายๆ แบบนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะปิดเทอมฤดูร้อนสิ้นสุดลง ปลายเดือนสิงหาคม พอเข้าเดือนกันยายน วิทยาลัยศิลปะฉินโจวก็ถึงวันเปิดภาคเรียน และ หลินจือไป๋ ก็ขึ้นปีสามอย่างเป็นทางการ
วิทยาลัยนี้เรียนสี่ปี หลินจือไป๋ จะเรียนจบเมื่อสิ้นปีสี่ แต่โดยมากปีสี่แทบจะไม่มีเรียนอะไร ทางสถาบันจะส่งนักศึกษาไปฝึกประสบการณ์นอกห้องเรียน ดังนั้นปีสามนี้อาจเป็นปีการศึกษาอย่างเป็นทางการปีสุดท้ายของ หลินจือไป๋ ในมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อคิดเช่นนี้ หลินจือไป๋ ก็ย้อนมองกลับไปยังช่วงปีหนึ่งและปีสอง ถึงได้รู้ว่านอกจากเข้าเรียนแล้วตนก็ไม่เคยมีส่วนร่วมกับชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างจริงจังเลย แล้วชีวิตนักศึกษาทั่วไปเป็นยังไงกันแน่?
หลินจือไป๋ ไม่รู้เลย เพราะตั้งแต่ปีหนึ่งเขาก็อาศัยระบบลุยทำงานมาตลอด แทบไม่เคยร่วมกิจกรรมอะไรในมหาวิทยาลัย ทุกปีทางสถาบันจะมีกิจกรรมต้อนรับเปิดเทอม ปีนี้ก็เช่นกัน ใช้ชื่อว่า ‘การแข่งขันกลอนคู่ของวิทยาลัยศิลปะฉินโจว’ ตั้งใจให้เป็นงานต้อนรับน้องใหม่ปีหนึ่ง อย่างน้อยในทางชื่อก็ว่าอย่างนั้น
สถานที่จัดคือหอประชุมใหญ่ของสถาบัน เพื่อนๆ ในชั้นต่างคุยกันคึกคัก
“ปีนี้แปลกดีนะ เปิดเทอมของวิทยาลัยศิลปะแท้ๆ แทนที่จะจัดการแสดงศิลปะ ดันมาจัดแข่งกลอนคู่ซะงั้น”
“งั้นเธอก็คงยังไม่รู้ล่ะสิ จริงๆ งานนี้ไม่ใช่วิทยาลัยเราคิดเองนะ หลักๆ คือปีนี้วิทยาลัยศิลปะฉีโจวพาคณะอาจารย์กับนักศึกษามาแลกเปลี่ยนที่นี่ หลังจากนั้นก็ว่าจะจัดการแสดงร่วมกัน แต่ตัวแทนจากฝั่งนั้นดันเสนอให้จัดแข่งขันกลอนคู่แทน แล้วให้นักศึกษาที่เขาพามา ร่วมแข่งกับนักศึกษาวิทยาลัยของพวกเราด้วย”
“เป็นแบบนี้นี่เอง”
“ทำไมฉันรู้สึกว่าวิทยาลัยศิลปะฉีโจวเหมือนเตรียมพร้อมมาเลยนะ คิดจะโชว์ของด้านกลอนคู่ให้วิทยาลัยเราเสียหน้าเหรอ?”
“ไม่ต้องกังวล สาขาประวัติศาสตร์และทฤษฎีศิลป์ของวิทยาลัยเรามีคนเก่งๆ ด้านนี้ไม่น้อย แถมยังมีภาควิชาวรรณกรรมข้างๆ คอยหนุนอีก นักกลอนฝีมือดีเพียบ”
“ถึงตอนนั้นใครจะลงแข่ง?”
“พวกเธอก็รู้กันอยู่แล้วว่าฉันเป็นสมาชิกสภานักศึกษา พวกเธอมาสมัครกับฉันได้เลยถ้าสนใจก็ลองดู งานจัดที่หอประชุมใหญ่ของวิทยาลัย วิทยาลัยเราตั้งใจจัดงานยิ่งใหญ่ ถึงตอนนั้นจะมีตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ สหพันธ์วรรณศิลป์และศิลปกรรม ตลอดจนสมาคมนักเขียนมาร่วมเป็นสักขีพยาน แถมยังเชิญปรมาจารย์ในวงการกลอนคู่มาร่วมเป็นแขกรับเชิญพิเศษด้วย บางท่านถึงกับลงแข่งเองเลยนะ…”
“เล่นใหญ่ขนาดนั้นเลย?”
“ยังไม่หมดนะ ถึงตอนนั้นจะมีนักข่าวมาถ่ายทำด้วย ถ่ายทอดสดโดยสถานีโทรทัศน์เสินฮวาทั้งหมด ยังไงวิทยาลัยศิลปะฉินโจวของเราก็มีระดับขนาดนี้ สถาบันอันดับหนึ่งด้านภาพรวมของฉินโจวจะมาล้อเล่นกับเธอเหรอ?”
“งั้นเดี๋ยวฉันไปลงชื่อไว้เลยละกัน”
เพื่อนหลายคนในชั้นเริ่มสนใจขึ้นมาทันที แพ้ชนะไม่เป็นไรขอแค่ได้มีส่วนร่วมก็พอ สำหรับสาขาประวัติศาสตร์และทฤษฎีศิลป์ที่ หลินจือไป๋ เรียนอยู่ การมีคนเก่งด้านกลอนคู่หลายคนไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่เรียกว่าการแต่งกลอนคู่ก็คือ การแต่งคำสองบรรทัดให้รับสัมผัสกัน กลอนคู่มีชั้นเชิงมากมายเป็นขนบวิชาการจีนที่สืบทอดกันมาหลายพันปี ในโลกก่อนมีหลักเกณฑ์ละเอียดอ่อน และเช่นเดียวกับบทกวี กลอนคู่จัดอยู่ในสุนทรียะแบบนักเลงวรรณศิลป์ แต่ศิลปะแบบนี้ในโลกเดิมของสังคมเมืองสมัยใหม่กลับค่อยๆ เงียบเหงาเสื่อมความนิยม เหลือเพียงการหวนระลึกถึงความละเมียดละไมของบรรพชนเป็นครั้งคราว แต่บนบลูสตาร์กลับตรงกันข้าม การแข่งขันกลอนคู่มีจัดกันไม่ขาด ผู้คนสมัยใหม่ของโลกนี้ยังคงสนใจรสนิยมทางวรรณศิลป์ที่สืบทอดจากโบราณมาจนถึงปัจจุบันอย่างแรงกล้า
หลินจือไป๋ พอเดาเจตนาของอธิการบดีออกแล้ว ตามคาดอธิการบดีถามขึ้นทันทีว่า “เธอสนใจเข้าร่วมไหม?”
หลินจือไป๋ ส่ายหัวทันควัน “ผมไม่ค่อยถนัดต่อกลอนคู่ครับ”
อธิการบดียิ้มอีกครั้ง “ชั้นเชิงภาษาของไปตี้อย่างเธอ จะไม่ถนัดกลอนคู่ได้ยังไงกัน?”
ผู้บริหารสถาบันต่างเคยฟังบทเพลงของไปตี้กันมาแล้ว พอรู้อยู่ว่าฝีมือด้านเนื้อเพลงของไปตี้นับว่าไม่ธรรมดา ทุกคนแทบจะมั่นใจเลยว่า หลินจือไป๋ มีของ
“ผมไม่ถนัดจริงๆ ครับ”
หลินจือไป๋ รู้ดีว่า ‘ชั้นเชิงภาษา’ ของตัวเองอยู่ระดับไหน ยังไม่ถึงกับหลอกตัวเอง
“งั้นขอพูดตรงๆ เลยนะ” อธิการบดีเอ่ยอย่างจริงใจ “การแข่งขันกลอนคู่นี้ฉันอยากขอให้เธอมาร่วมด้วย ไม่ต้องกังวลเรื่องอันดับ ผู้เข้าแข่งล้วนฝีมือสูงกันทั้งนั้น แถมยังมีเซียนสายกลอนคู่อยู่ด้วย จะแพ้ก็เป็นเรื่องปกติ แต่สถาบันเราอยากให้เธอมาช่วยเป็นหน้าเป็นตา เรียกกระแสให้เวที…”
หลินจือไป๋ เข้าใจทันที สถาบันอยากอาศัยชื่อเสียงของ ‘ไปตี้’ เพื่อดึงความสนใจจากภายนอกมาที่การแข่งขันกลอนคู่ของวิทยาลัยศิลปะฉินโจว สำหรับ หลินจือไป๋ แล้ว ถึงแพ้ก็ไม่ได้เสียหน้า เพราะเขาเป็นคนในวงการเพลง เพียงแต่คนทั่วไปมองว่าเขาเขียนเนื้อเพลงได้ดีก็เท่านั้น
“ก็ได้ครับ”
ท้ายที่สุด หลินจือไป๋ ก็ยังเห็นแก่หน้าอธิการบดี มากสุดก็แค่ต่อกลอนไม่ออก ใครจะไปคาดหวังว่าคนทำเพลงต้องเก่งกลอนคู่ขนาดไหนกันล่ะ? ยังไงก็ไม่ได้หาเลี้ยงปากท้องด้วยเรื่องนี้สักหน่อย อีกอย่างมีระบบอยู่แล้ว หลินจือไป๋ ก็ยังจำกลอนคู่มากมายจากชาติก่อนได้ ไม่แน่ตนอาจต่อกลอนออกมาดีเป็นเรื่องเป็นราวก็ได้นะ?
“งั้นตกลงตามนี้นะ เดี๋ยวสถาบันจะใช้ชื่อไปตี้ของเธอเป็นจุดขายหลักในการประชาสัมพันธ์เลย!”
อธิการบดีตื่นเต้นยกใหญ่ จับมือ หลินจือไป๋ แน่น หลินจือไป๋ พยักหน้า คิดเสียว่าได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมในมหาวิทยาลัยแบบจริงจังสักครั้งก็แล้วกัน
จากนั้นอธิการบดีก็แจ้งต่อว่า การแข่งขันกลอนคู่จะจัดขึ้นในอีกสองวัน พร้อมสรุปข้อควรระวังต่างๆ หลินจือไป๋ พยักหน้าอีกครั้ง คิดในใจว่านี่นับว่าฉันช่วยเหลือจุนเจือสถาบันแล้วกัน ถ้าเกิดปีนี้มีวิชาไหนหลุด หวังว่าอธิการบดีคงพอจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้นะ จากนั้นอธิการบดีก็ขอตัวกลับ
อธิการบดีเดินจากไปได้ไม่กี่ก้าว เพื่อนๆ ก็กรูกันเข้ามาล้อม มอง หลินจือไป๋ ด้วยความสงสัยใคร่รู้กันถ้วนหน้า
“อธิการบดีมาหาคุณเรื่องอะไรเหรอ?”
หัวหน้าห้องเดา “หรือว่าอยากได้ลายเซ็นส่วนตัวอีกแล้ว?”
หลินจือไป๋ ไม่รู้ว่าการที่เพื่อนๆ เรียกตนว่า ‘คุณ’ มันแปลกไปไหม แต่เขาก็คร้านจะแก้ไข เลยตอบไปสั้นๆ ว่า “ชวนฉันไปเข้าร่วมการแข่งกลอนคู่น่ะ”
“แล้วคุณตกลงหรือยัง?”
ดวงตาเพื่อนๆ พลันเปล่งประกาย ท่าทางดูคล้ายกำลังคาดหวัง หลินจือไป๋ พยักหน้า แต่พอเห็นสีหน้ารอคอยของทุกคน จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตนตอบรับอย่างหุนหันไปหน่อย ถ้าดูเหมือนทุกคนจะตั้งความหวังไว้แล้ว ตัวเองทำออกมาได้ไม่ดีจะไปกระทบภาพลักษณ์ไปตี้ในใจแฟนคลับไหมนะ?
ช่างเถอะ มาก็มาแล้ว ยังไงก็ต้องโชว์สักหน่อย คราวนี้ หลินจือไป๋ ไม่เสียดายแต้มชื่อเสียงแล้ว รีบเรียกใช้ฟังก์ชันติวโค้งสุดท้ายของระบบทันที
“เฟยหง ช่วยฉันสักแรงเถอะ!”
อธิการบดีเป็นคนลงมือไว พอ หลินจือไป๋ ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันกลอนคู่ของวิทยาลัยศิลปะฉินโจว ข่าวโปรโมตก็โผล่ขึ้นออนไลน์ทันที ราวกับกลัวว่าใครบางคนจะเปลี่ยนใจ
“วิทยาลัยศิลปะฉินโจวจัดแข่งกลอนคู่ ไปตี้นำทีมเข้าร่วม!”
นำทีมเข้าร่วมก็ได้เหรอ? หลินจือไป๋ รู้สึกว่าพาดหัวแบบนี้ยกตนเกินไปหน่อย สำหรับการแข่งขันกลอนคู่ครั้งนี้ เขาก็เป็นแค่ผู้เข้าแข่งขันเหมือนนักศึกษาคนอื่นๆ ไม่ได้แตกต่างกัน แต่ก็พอเข้าใจได้ในเมื่อชื่อ ‘ไปตี้’ ดึงกระแสได้จริง พอพาดหัวแบบนี้ก็เรียกความสนใจได้มากมายมหาศาลตามคาด
บนแพลตฟอร์มจี๋กวง หัวข้อที่เกี่ยวข้องติดเทรนด์ค้นหา
‘ดูข่าวยัง? ไปตี้จะลงแข่งกลอนคู่ของวิทยาลัยศิลปะฉินโจวแล้ว!’
‘กิจกรรมที่วิทยาลัยศิลปะฉินโจวจัดใช่ไหม?’
‘ใช่แล้ว จะถ่ายทอดสดบนแพลตฟอร์มวิดีโอเสินฮว่าด้วยนะ’
‘ชั้นเชิงทางภาษาของไปตี้ไม่ธรรมดาเลยนะ’
‘จำได้ว่าไปตี้เคยโพสต์กลอนว่า “คนปัจจุบันไม่อาจเห็นจันทร์ในอดีต จันทร์ปัจจุบันเคยส่องแสงคนในอดีต” คนที่เขียนประโยคนี้ได้ ฝีมือทางวรรณศิลป์ต้องดีอยู่แล้ว ลงแข่งกลอนคู่ก็คงไม่ใช่ปัญหา’
‘รอดูฟอร์มของเขาเลย’
‘ไม่รู้ว่าจะติดอันดับสูงๆ ได้ไหม’
‘ฉันเห็นประกาศบอกว่าไม่ได้มีแค่นักศึกษานะ ยังมีเจ้าพ่อมือฉมังด้านกลอนคู่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอกจากนี้กงซุนจี้กับคิ้วโชยเชียะก็เป็นรูปแบบความรักที่บิดเบี้ยวเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?’
‘กรรมการเป็นผู้บริหารสมาคมนักเขียนกับสหพันธ์วรรณศิลป์และศิลปะเลยนะ’
‘ดูจากกติกาบอกว่ารอบนี้หลักๆ เป็นเวทีแข่งขันของนักศึกษา มีแค่นักศึกษากลุ่มที่เด่นที่สุดเท่านั้นถึงจะได้ประลองฝีมือกับบรรดาเซียนกลอนคู่ตัวท็อปสักสองสามประโยค สำหรับเซียนพวกนั้นมาแข่งกับนักศึกษาก็เหมือนอาจารย์ลงมาเล่นกับเด็กประถมนั่นแหละ’
‘ใช่ๆ ประมาณนั้น’
‘มีไปตี้เข้าร่วม งั้นถึงเวลาฉันต้องไปดูซะหน่อยแล้ว หวังว่าฝ่ายจัดงานจะรู้หน้าที่ให้ซีนอาจารย์ไปตี้เยอะๆ หน่อยนะ’
ชาวเน็ตพูดคุยกันทำนองนี้ หลินจือไป๋ ลองไล่ดูความคิดเห็นอยู่พักหนึ่งก็พบว่าผู้คนคาดหวังในตัวเขาอยู่จริงๆ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังสูงเกินไป ความกดดันเลยลดลงไปมาก
กลับเป็นคนในบ้านเสียอีกที่แปลกใจ หลินซียิ้มกล่าว “นานๆ ทีนะนายจะยอมไปร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยน่ะเนี่ย”
หลินเซิ่งเทียนเห็นว่า หลินจือไป๋ ออกงานในมหาวิทยาลัยให้มากหน่อยก็เป็นเรื่องดี ยังไงช่วงเวลามหาวิทยาลัยที่เหลืออยู่ก็มีไม่มากแล้ว ถือว่าเก็บเกี่ยวความทรงจำไว้บ้างแล้วกัน
“พูดถูกเลยล่ะ” แม่อมยิ้มกล่าว “ตอนแม่เรียนมหาลัยไม่ได้ประกวดร้องเพลงเลยสักครั้ง เสียดายมาจนทุกวันนี้ สมัยเรียนน่าจะออกไปเข้าร่วมกิจกรรมกับการประกวดแบบนี้ให้มากๆ หน่อย”
“เรื่องดีเลย” พอก็พยักหน้า เขามักรู้สึกว่าลูกชายคนเล็กคนนี้โตเกินวัย ไม่ค่อยเหมือนนักศึกษาเท่าไหร่
“ถ้าคว้าสักอันดับติดไม้ติดมือมาด้วยก็ยิ่งดี” พ่อเสริมอีกประโยค “ยังไงฝีมือภาษาของลูกก็ดีอยู่แล้ว เรื่องนี้พวกเราต่างก็รู้”
“งั้นผมจะลองดูครับ”
เพื่อดึงความทรงจำเกี่ยวกับกลอนคู่จากชาติก่อน หลินจือไป๋ ต้องเสียคะแนนชื่อเสียงให้กับระบบไปไม่น้อย รอบนี้อย่างน้อยก็ต้องเอาทุนคืนจากเวทีแข่งขันกลอนคู่ให้ได้ละนะ?