ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 273 เทพการเรียนกะคะแนนได้ดังใจ! โคลงคู่สมบูรณ์เหนือกาล! (1)
- Home
- ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์
- ตอนที่ 273 เทพการเรียนกะคะแนนได้ดังใจ! โคลงคู่สมบูรณ์เหนือกาล! (1)
สิ่งที่หลินจือไป๋ทำนั้นถือเป็นทางสายแข็ง
เขาไม่อาจพิสูจน์ได้ว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้เผยโจทย์ล่วงหน้า
เช่นเดียวกับฝ่ายตั้งข้อสงสัยก็พิสูจน์ไม่ได้ว่ามหาวิทยาลัยเปิดเผยโจทย์
งั้นก็เปิดโหมดดุดันไปเลย แต่งโคลงรองสิบบทรวดเพื่อโชว์ฝีมือทางวรรณศิลป์ให้เป็นที่ประจักษ์
วิธีแก้เกมเรียบง่ายแต่รุนแรงยิ่ง
เพราะเมื่อหลินจือไป๋เผชิญข้อกังขาสิ่งที่ต้องการไม่ใช่หลักฐาน
อย่างไรของแบบนี้ก็เอามายืนยันไม่ได้อยู่แล้ว
เขาแค่ใช้วิธีนี้ทำให้ผู้ชมเชื่อตัวเองก็พอ
ในตอนนี้ความเงียบกลับดังกว่าเสียง หลินจือไป๋ถามคนตั้งข้อสงสัยเพียงประโยคเดียวว่า
“ยังเอาอีกไหม?”
ผู้ชมกลับเข้าใจได้เองว่าไปตี้กำลังสื่อว่าฉันมีพรสวรรค์ขนาดนี้ ยังต้องให้มหาวิทยาลัยช่วยเผยโจทย์ล่วงหน้าอีกเหรอ?
โคลงต้นแบบนี้ฉันแต่งโคลงรองได้ทีเดียวไม่ใช่แค่สิบบท!
ความจริงพิสูจน์แล้วว่าหลินจือไป๋ทำสำเร็จ
ผู้ชมได้ตัดสินด้วยใจจากการกระทำจริงของหลินจือไป๋เรียบร้อยแล้ว
ด้านล่างเวทีฮือฮาแตก!
ในไลฟ์ก็เดือดพล่าน!
‘ขอถามหน่อยวิทยาลัยศิลปะฉีโจวยอมรับหรือยัง!’
‘สะใจ!’
‘ฉันชาไปทั้งตัวแล้ว!’
‘โคตรเทพ!’
‘พรสวรรค์ของไปตี้สูงแค่ไหนกันแน่เนี่ย!’
ฝีมือระดับนี้ของไปตี้ยังต้องให้มหาวิทยาลัยเผยโจทย์ล่วงหน้าอีกเหรอ?
‘ก็เหมือนบอกว่ามีคนไปขโมยของในซูเปอร์ทั้งที่เขาเป็นมหาเศรษฐีแสนล้าน ต้องขโมยด้วยเหรอ?’
‘ตรรกะยังไม่แน่นพอมหาเศรษฐีแสนล้านอาจจะมีนิสัยประหลาดๆ ก็ได้นะ แต่ความหมายโดยรวมก็ไม่ผิดหรอก!’
‘โธ่เอ๊ยทั้งอินเทอร์เน็ตคิดโคลงรองไม่ออก แต่เขาโผลมาทีเดียวสิบบท!’
‘ที่สำคัญไปตี้ยังถูกบีบให้ทำด้วย เดิมทีเขาวางตัวเรียบง่ายมาก ตอบแค่บทเดียวไม่ได้ตั้งใจแย่งซีนเลยด้วยซ้ำ!’
‘โชว์เหนือ!’
ไม่ใช่แค่ผู้ชมที่รู้สึกว่าโดนโชว์เหนือ
แม้แต่กรรมการทั้งสามคนในเวลานี้ก็ยังอารมณ์พลุ่งพล่าน
ชายชราสวมแว่นเอ่ยด้วยความทึ่ง
“โคลงรองสิบบทนี้มีทั้งดีและไม่ดี แต่ไหวพริบฉับไวขนาดนี้ก็น่าเลื่อมใสจริงๆ โดยเฉพาะ ‘หมองกังวลหวั่นพรั่นกลัวรำลึกถึงรัก’ บทนี้ไม่ด้อยไปกว่าบทก่อนของเขาเลย ส่วนตัวฉันชอบมันมากกว่า”
“วีรบุรุษปรากฏในวัยเยาว์จริงๆ”
ชายชราสวมหมวกหัวเราะเหอะๆ พลางกล่าวว่า
“ก็ต้องขอบใจคำทักท้วงของสาวน้อยคนนั้นนี่แหละ เราถึงได้รู้ขีดสุดของเจ้าหนุ่มคนนี้”
คุณยายจ้าวมองหลินจือไป๋ด้วยแววตาลึกซึ้ง
“บางทีนี่อาจยังไม่ใช่ขีดสุดของเขาด้วยซ้ำ ฉันถึงกับสงสัยว่าเขายังต่อโคลงไปได้อีก”
ไม่ออกอย่างนั้นเขาจะถามว่า ‘ยังเอาอีกไหม’ เหรอ?
ความมั่นใจและรัศมีเหนือชั้นนั้นไม่เหมือนการข่มขู่เปล่าๆ เลย!
ฝั่งที่นั่งผู้บริหารของสถาบัน
ผู้บริหารของวิทยาลัยศิลปะฉินโจวยิ้มไม่หุบ
โดยเฉพาะอธิการบดีของวิทยาลัยศิลปะฉินโจวยิ่งรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ
เดิมทีที่เชิญไปตี้มาร่วมแข่งโคลงคู่นี้ก็เพียงหวังให้รายการได้รับความสนใจมากขึ้น
ส่วนอีกฝ่ายจะไปได้ไกลแค่ไหนในสนามแข่งเขาก็ไม่ได้คาดหวังมากนัก
แต่แล้วผลลัพธ์กลับทำให้เขาประหลาดใจมาก!
อธิการบดีอดไม่ได้ที่จะหันไปมองตัวแทนของวิทยาลัยศิลปะฉีโจวแล้วยิ้มพลางเอ่ยว่า
“ยอมหน่อยแล้วกันนะครับ”
“การแข่งขันยังไม่จบ”
ผู้บริหารของฉีโจวสีหน้าไม่สู้ดีแต่ปากก็ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้
พิธีกรไม่ปล่อยให้สถานการณ์ชะงักต่อไป
หันไปพูดกับนักศึกษาฉีโจวผู้ตั้งข้อสงสัยว่า
“นักศึกษาท่านนี้พอใจหรือยังคะ?”
หญิงสาวไม่เอื้อนเอ่ยเพียงพยักหน้าแล้วถอยกลับไปด้วยความละอาย
ถ้ายังดื้อดึงต่อไปก็คงน่าเกลียด
ตัวเองก็เพิ่งทำขายหน้าไปพอแล้ว
พอกลับเข้ากลุ่มอยากจะได้คำปลอบจากเทพบุตรในดวงใจ กลับพบว่าเจียงเทาหลบสายตาตนเสียอย่างนั้น
ดูเหมือนกำลังแกล้งทำเป็นไม่รู้จักตน?
เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวรู้สึกว่าเทพบุตรคนนี้ชวนให้หมดเสน่ห์ลงไปไม่น้อย
การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป
ผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบแรกได้ลงจากเวทีไปแล้ว
ตอนนี้บนเวทีเหลือผู้เข้าแข่งขันห้าสิบสองคน
และยังมียอดฝีมือโคลงคู่ห้าคนที่ได้สิทธิ์เข้ารอบชิงชนะเลิศทันที
ต่อไปคือรอบคัดเลือกเข้าสู่รอบถัดไป
การแข่งขันโคลงคู่นี้แบ่งออกเป็นสามรอบ
รอบที่สองคือรอบคัดเลือก และรอบที่สามคือรอบชิงชนะเลิศ
ตอนนี้พิธีกรก็เริ่มอธิบายกติกาของรอบคัดเลือกแล้ว
“วิธีเล่นก็ยังคงง่ายเหมือนเดิมค่ะ”
พิธีกรพูดว่า
“รอบคัดเลือกครั้งนี้มีโคลงต้นทั้งหมดสิบบท ใครแต่งโคลงรองได้เกินห้าบทขึ้นไปจะได้ผ่านเข้ารอบ”
“ทุกคนยังคงมีเวลาพิจารณาโจทย์ห้านาที และเวลาตอบสิบนาที รวมทั้งหมดสิบห้านาที”
“แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าความยากของโคลงต้นรอบนี้สูงกว่ารอบแรกมากพอสมควรนะคะ…”
“เดี๋ยวก่อนครับ”
ก่อนที่พิธีกรจะเปิดเผยโคลงต้นสิบบทของรอบสอง จู่ๆ ตัวแทนจากวิทยาลัยศิลปะฉีโจวก็เอ่ยขึ้นมา
“ผมมีเรื่องอยากพูดครับ”
“เชิญเลยค่ะ”
พิธีกรใจหายวาบ กลัวว่าจะมีปัญหาอะไรโผล่มาอีก
ตัวแทนคนนั้นกล่าวว่า
“ในรอบแรกมีนักเรียนของสถาบันเราตั้งข้อสงสัยต่อคุณหลินจือไป๋ ในนามครูของวิทยาลัยศิลปะฉีโจวผมต้องขอแสดงความขอโทษอย่างสูงครับ”
พูดจบเขาหันไปมองกรรมการทั้งสามท่าน
“โจทย์รอบที่สองนี้น่าจะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเหมือนกันใช่ไหมครับ?”
กรรมการทั้งสามพยักหน้า
หลินจือไป๋เลิกคิ้วเล็กน้อย
ตัวแทนคนนั้นพูดต่อ
“พูดอีกอย่างก็คือโจทย์รอบสองก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าจะถูกเปิดเผยล่วงหน้า”
“ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อสงสัยซ้ำขึ้นอีก จนทำให้นักเรียนของวิทยาลัยศิลปะฉินโจวต้องถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม”
“ผมจึงขอเสนอว่าโจทย์รอบสองควรถูกเปลี่ยน”
“หลินจือไป๋ก็จะได้อาศัยผลงานรอบสองนี้ลบล้างข้อครหาของตัวเองได้อย่างสิ้นเชิงครับ…”
คำพูดนี้ดังขึ้นบรรยากาศในงานก็พลันอื้ออึงทันที
“เรื่องเยอะจริงๆ!”
“นี่มันยังจะสงสัยวาวิทยาลัยฉินโจวเปิดเผยโจทย์ให้เด็กตัวเองอีกเหรอ?”
“ปากพูดดูดีมีเหตุผลแต่จริงๆ ก็คือยังไม่วางใจในศักดิ์ศรีของฉินโจวนั่นแหละ”
“จะเปลี่ยนโจทย์กะทันหัน?”
“เหอะๆ”
“เปลี่ยนก็เปลี่ยนสิ”
“ฉันเชื่อไปตี้!”
“ประเด็นคือมันไม่ได้สงสัยแค่ไปตี้แต่เหมือนสงสัยทั้งวิทยาลัยศิลปะฉินโจวของเราด้วย!”
“เอ่อ…”
พิธีกรมองไปทางกรรมการทั้งสาม
“เรื่องนี้ต้องให้กรรมการทั้งสามท่านเป็นคนตัดสินค่ะ”
“งั้นเอาอย่างนี้”
คุณยายจ้าวยิ้มแล้วพูดว่า
“รอบสองมีโจทย์สิบข้อ ห้าข้อหลังเราคงไว้ ส่วนห้าข้อแรกไม่ต้องให้พวกเราสามคนเป็นคนออก”
“ขอเชิญพวกคุณ (ห้ายอดฝีมือโคลงคู่) ทั้งห้าคนช่วยออกคนละข้อแทนก็แล้วกัน ยังไงพวกเราสามคนก็เป็นคนฉินโจว”
อย่าเห็นว่าหญิงชราพูดจานุ่มนวล เพราะคำพูดนี้แท้จริงแล้วเป็นการเหน็บตัวแทนฉีโจวเต็มๆ
คิดว่าคนฉินโจวเราจะช่วยกันเองสินะ งั้นก็ให้ห้ายอดฝีมือโคลงคู่เป็นคนออกโจทย์เลย!
ยอดฝีมือโคลงคู่ห้าคนนี้มีสามคนจากฉีโจว สองคนจากจ้าวโจว ไม่มีใครเป็นคนจินโจวสักคน!
“ได้!”
ตัวแทนวิทยาลัยฉีโจวหน้าแดงแต่สุดท้ายก็ยอมรับการตัดสินใจนี้
บรรดายอดฝีมือโคลงคู่ทั้งห้าถึงกับยิ้มทั้งน้ำตา
ไม่คาดคิดเลยว่าพวกเขาห้าคนที่ได้สิทธิ์เข้ารอบชิงชนะเลิศจะต้องมารับหน้าที่เป็นผู้ออกโจทย์รอบสองอย่างกะทันหันเสียอย่างนั้น
แต่ทั้งห้าก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ในเวลาไม่นานทั้งห้าก็ออกโคลงต้นของตนออกมาคนละบท
“โอเคค่ะ!”
พิธีกรยิ้มแล้วกล่าวว่า
“โจทย์โคลงคู่รอบสองห้าข้อแรกได้เปลี่ยนใหม่เรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ขออวยพรให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนโชคดีค่ะ”
“รอบคัดเลือกเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ!”
ชวับ!
บนจอยักษ์ปรากฏโคลงต้นทั้งสิบบทขึ้นมา!
ทันทีที่โคลงต้นสิบบทเผยออกมา ผู้ชมในงานก็เริ่มเกาหูเกาหัวกันแล้ว!
ว่าแล้ว!
เมื่อเทียบกับรอบแรกแล้วความยากของรอบที่สองสูงขึ้นอย่างชัดเจนเลย!
“คุณพระ!”
“ฉันกวาดตามองไปโคลงคู่สิบบทไม่มีบทไหนแต่งออกเลย!”
“นี่มันยากเกินไปแล้วมั้ง?”
“รอบแรกก็ตกรอบไปครึ่งหนึ่งแล้ว รอบสองคงตกรอบไปอีกสองในสามสินะ?”
“อาจไม่ใช่แค่นั้นด้วยซ้ำ!”
“โคลงต้นสิบบทแต่งได้แค่ห้าบทก็เข้ารอบแล้วนะ!”
“ประเด็นคือเวลาบีบมากเกินไปน่ะสิ รวมเวลาพิจารณาโจทย์แล้วก็แค่สิบห้านาที”
“เท่ากับว่าอย่างน้อยทุกสามนาทีก็ต้องเขียนโคลงรองออกมาได้หนึ่งบทเลยนะ!”
“ฉันแต่งได้สองสามบท…”
“งั้นเธอก็เก่งแหละจ้ะ!”
“รอบสองยังขนาดนี้ รอบชิงจะขนาดไหน?”
ส่วนในไลฟ์สดก็ไม่ต่างกันนัก
ชาวเน็ตก็กำลังขบคิด มีคนลองแต่งโคลงรองบทสองบท แถมมีบางคนแต่งออกมาได้จริงๆ ด้วย
หลักๆ ก็เพราะคนดูไลฟ์มีจำนวนมาก ในนั้นย่อมมียอดฝีมือปะปนอยู่ พอระดมสมองกันก็พอจะแต่งครบทั้งสิบบทได้ในที่สุด
เรื่องนี้ถือว่าเป็นธรรมดามาก บนอินเทอร์เน็ตมีผู้ชมมากมายนับไม่ถ้วนช่วยกันระดมความคิด
กุนซือสามคนยังเกินขงเบ้ง แต่ผู้เข้าแข่งขันในงานกลับต้องทำให้ได้เกินห้าบทด้วยตัวคนเดียว ความยากระดับนี้สูงเกินไป!
ข้อเท็จจริงก็เป็นแบบนั้น
ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้ารอบสองเมื่อเห็นโจทย์บนจอยักษ์ หลายคนก็ถึงกับเผยสีหน้าลำบากใจ หน้ามืดตาลายเลยทีเดียว
มีเพียงไม่กี่คนที่ยังคงสงบใจได้ และเจียงเทาก็เป็นหนึ่งในนั้น
บทที่หนึ่ง บทที่สาม บทที่ห้า บทที่เจ็ด บทที่แปด บทที่สิบ… บทเหล่านี้เจียงเทามีแนวคิดอยู่ในใจแล้ว
การเข้ารอบชิงชนะเลิศย่อมไม่น่าใช่ปัญหา
แต่เจียงเทายังอยากแต่งให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อกดดันไปตี้คนนั้นให้สุดแรง!
รอบแรกไปตี้ชิงความโดดเด่นไปจนหมด เจียงเทาย่อมอยากแย่งความโดดเด่นคืนกลับมา
เขาเคยถูกเพื่อนรุ่นเดียวกันกดจนเสียท่าขนาดนี้เมื่อไหร่?
ใช่แล้วไปตี้แข็งแกร่งมาก!
แต่สไตล์โคลงคู่ที่แต่ละคนถนัดนั้นไม่เหมือนกัน
เหตุผลที่ไปตี้ทำได้ดีขนาดนั้นเมื่อครู่นี้ เป็นไปได้มากว่าเพราะเขาถนัดโคลงกลประเภทนั้นที่สุด
แต่รอบนี้มีประเภทโคลงคู่ที่หลากหลายมากขึ้น ความได้เปรียบของไปตี้จึงไม่ได้มีมากขนาดนั้นอีกแล้ว
ตนเองย่อมมีโอกาสเหนือกว่าอีกฝ่าย!
“บทที่หกก็เหมือนจะมีแนวทางแล้ว!”
แววตาเจียงเทาเป็นประกายวาววับ
ตนจะสร้างชื่อกระหึ่มให้สะท้านในรอบสองนี้ เอาทุกอย่างที่เสียไปในรอบแรกกลับคืนมาให้หมด!
เวลาพิจารณาโจทย์สิ้นสุดลง พิธีกรเอ่ยว่า
“ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันทุกท่านเริ่มตอบได้ค่ะ การนับถอยหลังสิบนาทีเริ่มต้นแล้ว!”
ทันทีที่เสียงจบลงทุกคนก็เริ่มลงมือเขียนพู่กัน
ผู้ที่ฝ่าเข้ามาถึงรอบสองล้วนมีของด้วยกันทั้งนั้น
แม้บางคนจะทำได้ไม่ถึงห้าบท แต่อย่างน้อยบทสองบทหรือกระทั่งสองบทสามบทก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร
หลินจือไป๋ก็เริ่มจรดพู่กันเช่นกัน ฉวัดเฉวียน หนึ่งบท สองบท สามบท…
ครบห้าบท!
เมื่อเขียนโคลงรองครบห้าบท หลินจือไป๋ก็วางพู่กันลง
แค่นี้ก็เพียงพอที่จะเข้ารอบแล้ว
ผู้ชมในงานรู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย คนไม่น้อยจับจ้องไปที่หลินจือไป๋
“ไปตี้เริ่มเขียนแล้ว!”
“เขียนไปกี่บทแล้ว?”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
“เหมือนจะไม่ได้เขียนเยอะเท่าไหร่นะ?”
“ฉันลองนับดูแล้วประมาณห้าบทได้มั้ง?”
“งั้นก็คงเข้ารอบได้ล่ะนะ แต่รอบสองนี่โหดจริงๆ ขนาดไปตี้ยังเขียนได้ไม่เยอะเลย”
“หือ?”
“เจียงเทาคนนั้นดูเหมือนจะเขียนไปไม่น้อยเลยนะ?”
ผู้ชมมองไม่เห็นว่าแต่ละคนเขียนไปเท่าไร จึงได้แต่กะจากภาพรวมคร่าวๆ เท่านั้น
อย่างพวกที่ก้มหน้าก้มตาเขียนไม่หยุด ส่วนมากก็น่าจะความคิดไหลลื่นตอบได้หลายบท