ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 276 Canon ใกล้มา ลูปย้อนชะตาใกล้ถึง!
‘ตามที่ช่องข่าวได้รับทราบ หลานชายคนเล็กของประธานเสินฮว่ากรุ๊ปหลินเจามูนามว่า หลินจือไป๋ หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งประธานสำนักพิมพ์เสินฮวาก็ได้พาบริษัทเติบโตจนผลงานพุ่งสูง และวันนี้ได้สืบทอดกิจการสำนักพิมพ์เสินฮว่าภายใต้เสินฮว่ากรุ๊ปได้สำเร็จ กลายเป็นผู้ถือหุ้นเพียงผู้เดียวโดยสมบูรณ์’
— ‘ข่าวเที่ยงวัน’
‘นี่เป็นครั้งแรกในบรรดาทายาทรุ่นที่สองและสามสายตรงของประธานหลินเจามู ได้สืบทอดกิจการภายใต้เสินฮว่ากรุ๊ป วงการธุรกิจต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา มีผู้คาดการณ์ว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่าประธานหลินเจามูกำลังเลือก หลินจือไป๋ ให้เป็นทายาทลำดับแรกของตระกูล’
— ‘ฉินโจวไฟแนนซ์’
‘หลินจือไปใช้ชื่อไปตี้ในวงการ รับสมญานามพ่อเพลงน้อยแห่งวงการเพลง ล่าสุดยังคว้าแชมป์การแข่งขันโคลงคู่ แต่สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่านั้นคือเขาคือทายาทรุ่นที่สามสายตรงของเสินฮว่ากรุ๊ป วันนี้เขาได้รับมอบสำนักพิมพ์เสินฮว่าจากประธานหลินเจามูโดยตรง กระแสข่าวลือแพร่สะพัดว่า หลินจือไป๋ คือหลานที่หลินเจามูรักมากที่สุด!’
— ‘เรื่องใหญ่วงการบันเทิง’
‘ผู้สื่อข่าวของเราได้รับรายงานว่าไปตี้ หลินจือไป๋ กลายเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เสินฮว่าอย่างเป็นทางการและควบคุมกิจการอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันนักเศรษฐศาสตร์แห่งฉินโจวชี้ว่ามูลค่าสำนักพิมพ์เสินฮว่าคาดว่าจะทะลุหกหมื่นล้านหยวนภายในสิ้นปีนี้ หลินจือไป๋ ซึ่งอายุเพียงสิบเก้าและกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่สามได้ครอบครองทรัพย์สินเกือบหกหมื่นล้านหยวนแล้ว นับว่าเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดของจินโจว’
— ‘ฉินโจวเดลี่’
ข่าวที่ว่า หลินจือไป๋ ได้เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เสินฮว่าอย่างเป็นทางการแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในทันที!
บนโลกออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ ถกเถียงกันอย่างร้อนแรง!
‘แม่เจ้า! ไปตี้โคตรรวยเลย!’
‘เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เสินฮว่าถือหุ้นทั้งหมดเลยเหรอ?’
‘หลินจือไป๋ นี่แหละผู้ชนะในชีวิตตัวจริง!’
‘สำนักพิมพ์เสินฮวานี่สำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดของฉินโจวเลยนะ ตอนนี้กลายเป็นของ หลินจือไป๋ คนเดียวแล้ว!’
‘ดูท่าไปตี้จะเป็นที่โปรดปรานของประธานเสินฮว่ากรุ๊ปมากเลยนะ’
‘ยังไงก็เป็นหลานแท้ๆ นี่นา’
‘เธอยังไม่เข้าใจ ประธานหลินเจามูแห่งเสินฮว่ากรุ๊ปน่ะมีหลานเยอะมาก ไปตี้ที่ได้รับความโปรดปรานก็เพราะเขามีความสามารถสูง พรสวรรค์ของเขาเรายังไม่ต้องพูดถึง เอาแค่สำนักพิมพ์เสินฮว่าที่ตกไปอยู่ในมือเขา ก็ดันผลงานให้รุ่งเรือง ทั้งเว็บนิยายและโปรเจกต์ฟังหนังสือเสียงก็ประสบความสำเร็จต่อเนื่อง อย่าว่าแต่คนระดับหลินเจามูเลย ต่อให้เป็นใครถ้ามีหลานเก่งขนาดนี้ก็คงเอ็นดูสุดจิตสุดใจเหมือนกัน!’
‘อาจจะเกี่ยวกับที่ไปตี้เป็นหลานชายคนเล็กสุดก็ได้’
‘อย่างที่เรารู้กันแหละ ส่วนใหญ่ในครอบครัวหลานคนเล็กมักจะได้รับความเอ็นดูมากที่สุด ตระกูลร่ำรวยอย่างตระกูลหลินก็คงไม่ต่างกันหรอก’
วงการก็ถกกันร้อนแรงเช่นกัน! แต่ประเด็นหลักอยู่ที่ใครจะเป็นผู้สืบทอดเสินฮว่ากรุ๊ป
“ไปตี้เป็นคนแรกที่ได้สืบทอดกิจการมรดก!”
“แต่สำนักพิมพ์เสินฮว่าอาจไม่ใช่กิจการเดียวที่ไปตี้ได้สืบทอดก็ได้ อนาคตอาจมีที่สองที่สามตามมาอีก?”
“เขาคงไม่ใช่ว่าจะเป็นประธานรุ่นต่อไปของเสินฮว่ากรุ๊ปหรอกนะ?”
“ปัญหาคือไปตี้เป็นรุ่นที่สามนะสิ!”
“ลูกชายของหลินเจามูยังไม่มีใครได้สิทธิ์นี้เลย!”
“หรือว่าหลินเจามูจะยกตำแหน่งให้ไปตี้ข้ามรุ่นเลย?”
“ความเป็นไปได้ไม่มากหรอกมั้ง หลินเจามูน่าจะเลือกจากรุ่นที่สอง ชุน เชีย ชิว ตง คนใดคนหนึ่งขึ้นมาเป็นประธานรุ่นต่อไปมากกว่า?”
“ถ้าไปตี้อยู่รุ่นที่สองละก็คงได้สืบทอดชัวร์ๆ เลย”
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้แล้ว คนที่สั่นสะเทือนหนักที่สุดก็ยังคงเป็นพวกคนในตระกูลหลินเอง!
ญาติสายรองของตระกูลหลินหลายคนถึงกับตะลึง ไม่คิดเลยว่าคนที่นำหน้าไปก่อนในศึกการสืบทอดจะกลายเป็น หลินจือไป๋
“ทำไมต้องเป็น หลินจือไป๋ ด้วยเนี่ย?”
“หมอนั่นไม่ได้สนิทกับพวกเราเลย!”
“แถมฉันยังเคยทำให้เขาโกรธอีก!”
“ไม่เป็นไรหรอก ก็แค่สำนักพิมพ์เอง”
“เขาเป็นรุ่นที่สามไม่น่าถึงขั้นได้เป็นประธานรุ่นต่อไปหรอก ตำแหน่งประธานก็คือหัวหน้าตระกูลของเรานี่ อย่างน้อยก็ควรให้คนรุ่นที่สองสิ หลินชุนไม่ได้เหรอ?”
“หลินชิวก็ยังมีโอกาส”
“จะว่าไปหลินเซี่ยก็ยังพอมีโอกาสนะ แต่พ่อของ หลินจือไป๋ นะคงยากแล้ว”
“ไม่ว่ายังไงต่อไปก็อย่าทำให้ความสัมพันธ์กับครอบครัว หลินจือไป๋ ตึงเครียดเกินไปก็แล้วกัน”
ถ้าญาติสายรองยังสะเทือน ญาติสายตรงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลุงใหญ่ ลุงรอง และลุงสาม ต่างก็ร้อนอกร้อนใจ ถึงขั้นยอมมารวมตัวกันเพราะเรื่องนี้ เรียกได้ว่าแทบถ่ายรูปรวมครอบครัวได้เลย
“ยังไม่ถึงสิ้นปีเลยนะ!”
“ทำไมพ่อถึงรีบร้อนยกสำนักพิมพ์ให้เจ้าเด็กนั่นนัก!”
“บ้านเจ้าสี่นี่ช่างเจริญก้าวหน้าซะจริง!”
“ต่อไปเราต้องระวังบ้านนั้นไว้หน่อยแล้ว สองปีมานี้บ้านนั้นทำให้พ่อพอใจได้ไม่น้อยเลย”
“โดยเฉพาะต้องระวังเจ้า หลินจือไป๋ นั่นเอาไว้ให้ดี! เจ้าเด็กนี่มันร้ายเกินไปแล้ว!”
“มันเจ้าเล่ห์ตั้งแต่เด็กแล้ว โตมายิ่งน่ากลัวกว่าเดิมอีก!”
“ถ้าเมื่อไหร่จำเป็น เห็นว่าต้องร่วมมือกันจัดการบ้านนั้นเถอะ!”
สำหรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้าน หลินจือไป๋ กลับไม่ได้ใส่ใจนัก
เมื่อเทียบกับเสียงต่างๆ จากภายนอก สิ่งที่ทำให้ หลินจือไป๋ ดีใจที่สุดตอนนี้ก็คือการได้แต้มทักษะเพิ่มมาอีกสามสิบแต้ม
เพราะแต้มทักษะของเขาเพิ่งใช้หมดไปหยกๆ คราวนี้ได้มาอีกสามสิบแต้มเปรียบดั่งถ่านไฟในหน้าหนาว
หลินจือไป๋ แทบอดใจไม่ไหวอยากทุ่มให้ด้านการร้องเพลงทั้งหมดทีเดียว แต่สุดท้ายก็ยังยับยั้งไว้ได้
หลินจือไป๋ อยากเดินอย่างมั่นคง จึงตัดสินใจเก็บแต้มส่วนนี้ไว้ก่อนแล้วค่อยใช้เมื่อจำเป็น
ยังไงแต้มทักษะก็ไม่หนีไปไหนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ปู่จะคิดให้เขาเป็นผู้สืบทอดเสินฮว่ากรุ๊ปจริงหรือเปล่า หลินจือไป๋ ไม่ได้ใส่ใจนัก เขามีจังหวะก้าวเดินของตัวเอง เขาสนใจเพียงการพัฒนาคุนเผิงให้ก้าวหน้า
แน่นอนว่าถ้าสามารถสืบทอดเสินฮว่ากรุ๊ปได้อย่างราบรื่นก็ยิ่งดี ตอนนี้จู่ๆ เจียงเฉิงก็โทรเข้ามา
“เจ้านายครับ! ข่าวดีครับ ‘Reset ลูปย้อนชะตา’ เราถ่ายทำเสร็จแล้วครับ!”
น้ำเสียงของเจียงเฉิงตื่นเต้นสุดๆ จน หลินจือไป๋ ยังเผลอคิดว่าอีกฝ่ายไปเก็บเงินได้เสียอีก
แต่ไม่นานนัก หลินจือไป๋ ก็เข้าใจว่าทำไมเจียงเฉิงถึงได้ตื่นเต้นนัก เพราะ ‘Reset ลูปย้อนชะตา’ คือละครเรื่องแรกที่คุนเผิงฟิล์มผลิตเองทั้งหมด!
บางคนอาจจะบอกว่า ‘Unexpectedness’ ก็มีอยู่แล้ว แต่เรื่องนั้นเป็นแค่มินิซีรีส์แนวล้อเลียนเท่านั้น แนวคิดและคอนเซปต์ต่างกันโดยสิ้นเชิง!
ส่วนละคร ‘Reset ลูปย้อนชะตา’ ตั้งแต่นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเขียนบท จนถึงทีมผลิตทั้งชุด ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของคุนเผิง สำหรับเจียงเฉิงแล้วเหมือนลูกแท้ๆ ของเขาเลยก็ว่าได้!
ส่วนผลงานก่อนหน้านี้ของปู่เยโหว? ก็ต้องยอมรับว่าเป็นลูกของคุนเผิงเช่นกัน แต่เป็นลูกที่ถูกเสินฮว่า น่าเซิน และเทียนกวง ช่วยเลี้ยงดูจนเติบโต อย่างเช่น ‘The Knockout’
แม้ละครเรื่องนี้จะมีคุนเผิงเป็นผู้ผลิต แต่ถ้าวัดตามความหมายอย่างเข้มงวดแล้ว คุนเผิงให้เพียงบทละครเท่านั้นเอง!
อย่างอื่นละ? ส่วนใหญ่เป็นผลงานที่เสินฮว่าเป็นผู้ลงทุนผลิต จะบอกว่าเรื่องนี้เป็นของคุนเผิงหรือของเสินฮว่า อันที่จริงก็ยังถกเถียงกันได้อยู่ที่มุมมองว่าจะนับอย่างไร
แต่ ‘Reset ลูปย้อนชะตา’ ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่เป็นลูกแท้ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นลูกที่เลี้ยงดูด้วยมือตัวเองตั้งแต่ต้น จนไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทอื่นเลยแม้แต่นิดเดียว! ดังนั้นเจียงเฉิงถึงได้ตื่นเต้น!
ละครเรื่องนี้มีความหมายพิเศษสำหรับคุนเผิง! พิเศษตรงไหน?
พิเศษตรงที่ถ้าละครเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ เจียงเฉิงก็จะประกาศอย่างเป็นทางการได้ว่า คุนเผิงฟิล์มของเราได้มีศักยภาพสามารถวิจัยและพัฒนา ‘ระเบิดนิวเคลียร์’ ด้วยตัวเองได้แล้ว!
ใครบอกว่าคนภายนอกต่างก็เชื่อว่าบทของคุนเผิงถ้าไม่พึ่งสามค่ายใหญ่ก็ไม่อาจเดินหน้าต่อได้? เจียงเฉิงหวังใช้ ‘Reset ลูปย้อนชะตา’ ทำให้คนในวงการได้เห็นความสามารถในการถ่ายทำละครด้วยตัวเองของคุนเผิงอยู่เลย!
ถ้าประสบความสำเร็จขึ้นมา ต่อไปคุนเผิงก็จะได้เปรียบมากขึ้นในการร่วมมือกับสามค่ายใหญ่! เพราะบทของคุนเผิงเราสามารถถ่ายทำเองได้ทั้งหมด ถ้าพวกคุณอยากร่วมงานกับคุนเผิง ก็ต้องยอมจ่ายราคาแพงกว่าเดิม! พูดง่ายๆ ก็คือต้องเพิ่มเงิน!
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ‘Reset ลูปย้อนชะตา’ จะต้องประสบความสำเร็จ!
“รุ่นพี่ก็เตรียมประชาสัมพันธ์เลยแล้วกันครับ” หลินจือไป๋ กล่าวอย่างครุ่นคิด “รอให้ละครเรื่องนี้ออกอากาศแล้วก็โปรโมต ‘Canon’ ให้ดีด้วยนะครับ”
เสียงเรียกเข้ามือถือในเรื่องนี้คือเพลง ‘Canon’
แต่ในโลกนี้ไม่มีบทเพลงที่ชื่อ ‘Canon’ หลินจือไป๋ จึงแต่งมันขึ้นมาใช้เป็นเสียงเรียกเข้ามือถือในละคร…
“ช่างเถอะ” หลินจือไป๋ พูดว่า “ให้อูฉือปล่อยก่อนแล้วกัน!”
เพราะความสำคัญของบทเพลงนี้สูงเกินกว่าจะใช้การเปิดตัวผ่านละคร หลินจือไป๋ จึงตัดสินใจปล่อย ‘Canon’ แยกออกมาก่อน!
ที่น่ากล่าวถึงคือ Canon ไม่ใช่ชื่อเพลง แต่เป็นรูปแบบเพลงชนิดหนึ่ง ความหมายตรงตัวคือ ‘ร้องตามลำดับ’ เดิมหมายถึง ‘แบบแผน’ หมายถึงเทคนิคการประพันธ์เพลงโพลีโฟนีชนิดหนึ่ง
ทำนองของเสียงหนึ่งจะเล่นตามเสียงอีกเสียงตั้งแต่ต้นจนจบ หลายๆ เสียงจะบรรเลงทำนองเดียวกันทีละลำดับสลับไปมา เลียนแบบกัน ไล่กัน พันกันไปมา โดยที่แต่ละเสียงเหมือนกับการเล่นซ้ำแบบเดียวกันเกือบทั้งหมด จนถึงท่อนสุดท้าย คอร์ดสุดท้ายทั้งหมดจึงหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
เพลงที่ประพันธ์ด้วยวิธีการแบบ Canon จะถูกเรียกว่า ‘เพลง Canon’
แต่ในโลกก่อน คำว่า Canon ในใจของผู้คนได้กลายเป็นตัวแทนของเพลงรองประสานตามลำดับที่ทุกคนคุ้นเคย
แม้เพลงนี้จะไม่เหมือนผลงานในยุคโรแมนติกที่มีจังหวะเร้าใจขึ้นลงสะเทือนอารมณ์ แต่ท่ามกลางทำนองที่ดูเหมือนซ้ำๆ ธรรมดากลับสอดประสานก้องกังวานจนเกิดโทนเสียงหลากหลาย จังหวะธรรมดาก็ยังเต้นเร้าไปด้วยพลังชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือก็คือยิ่งฟังยิ่งเพราะ! แถมยังไม่เบื่อง่ายอีกด้วย!
ถ้าเป็นเพลงที่ฟังแล้วเบื่อง่าย ‘Canon’ ก็คงไม่ถูกสืบทอดมาหลายศตวรรษ
“ได้ครับ” เจียงเฉิงเคยฟัง ‘Canon’ มาแล้ว แต่กลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรพิเศษ “เหมือนเจ้านายจะให้ความสำคัญกับเพลงนี้มากเลยนะครับ?”
“อื้ม”
“แต่ถึงผมจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเครื่องดนตรีเท่าไหร่ ก็ยังฟังออกว่าทำนองเรียบง่ายมาก…”
“งั้นคราวหน้าพี่ก็ลองฟังเวอร์ชันเต็มให้มากหน่อยนะครับ” หลินจือไป๋ ยิ้มไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก
มีคำพูดกล่าวว่า ‘ดนตรีที่ยิ่งใหญ่ย่อมเรียบง่าย พิธีที่ยิ่งใหญ่ย่อมกระชับ’
ดนตรีที่ดีที่สุดย่อมต้องเรียบง่าย เช่นเดียวกับมารยาทอันสูงส่งที่ย่อมต้องกระชับเรียบง่าย ความคลาสสิกไม่มีวันสูญเสียเสน่ห์เพียงเพราะความเรียบง่าย
“โอเคครับ” ตอนนี้เจียงเฉิงจดจ่ออยู่กับละคร ‘Reset ลูปย้อนชะตา’
พอคุยกับ หลินจือไป๋ เสร็จก็รีบปล่อยข่าวประชาสัมพันธ์ทันที! จัดงานใหญ่เอาเรื่องทีเดียว
เพราะละครเรื่องนี้วางตัวเป็นละครออนไลน์ เจียงเฉิงจึงตั้งใจจะไม่ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ใด แต่จะลงฉายบนเว็บไซต์วิดีโอคุนเผิงโดยตรง ทำแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่แท้จริงของคุนเผิงเหมือนกับ ‘Unexpectedness’ ใครอยากดูก็ต้องเข้าเว็บไซต์วิดีโอคุนเผิงเท่านั้น!
และการโปรโมตละครเรื่องนี้ก็เรียกสายตานับไม่ถ้วนได้ในพริบตาจริงๆ แม้แต่สามค่ายใหญ่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันมาสนใจ
ในฐานะละครเรื่องแรกที่คุนเผิงถ่ายทำเอง ความสำเร็จหรือล้มเหลวของ ‘Reset ลูปย้อนชะตา’ ย่อมส่งผลกระทบมหาศาล!