ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 277-3 Reset ลูปย้อนชะตาออนแอร์ หักมุมขั้นเทพ! (3)
นี่แหละคือพลังของอำนาจทรงอิทธิพล
แต่ก็ไม่ใช่ว่าชาวเน็ตทุกคนจะเชื่อถืออำนาจทรงอิทธิพลแบบหลับหูหลับตา
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘Canon’ มันเพราะจริงๆ ถึงจะเป็นเพลงบรรเลง แต่ก็ไม่ได้ฟังยากหรือสูงส่งจนเข้าถึงยากแบบดนตรีคลาสสิกแท้ๆ
หรือพูดอีกอย่างคือเพลงนี้ไม่ใช่แนวพื้นๆ แต่ก็ไม่ได้ ‘สูงส่ง’ จนเกินไป
เพราะความเรียบง่าย ทำนองจำง่าย ทำให้เข้าถึงผู้คนได้กว้างขวาง นี่อาจเป็นเหตุผลที่บทเพลงนี้ยังคงถูกสืบทอดและได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายตลอดหลายศตวรรษในโลกก่อน
คิดดูแล้วก็ใช่
‘Canon in D major’ ของหลินจือไป๋ในโลกก่อนนั้นคลาสสิกขนาดที่ทำให้หลายคนเข้าใจว่า Canon คือชื่อของเพลงนี้เพลงเดียว ไม่ใช่ประเภทเพลง แค่จุดนี้ก็น่าทึ่งแล้ว!
…
หลินจือไป๋ไม่คิดเลยว่า ‘Canon’ จะดังขึ้นมาได้ด้วยวิธีแบบนี้
ชาวเน็ตทั่วไปยังไม่ทันได้คุ้นกับเพลงนี้ บรรดาปรมาจารย์ในวงการดนตรีก็ออกมายืนยันให้เสียแล้ว
ประทับตรารับรองจากผู้ทรงอิทธิพลโดยตรง!
เพราะหลินจือไป๋ไม่ได้รู้จักลู่อวิ๋นฉี่มาก่อนเลย
อีกฝ่ายออกมายืนยันแบบนี้ ก็น่าจะชื่นชมเพลงนี้ด้วยใจจริง
ไม่ว่าอย่างไร อย่างน้อยก็ถึงเป้าหมายแล้ว หลินจือไป๋เลยถือโอกาสนี้ใช้บัญชีฉู่ฉือโปรโมต ‘Reset ลูปย้อนชะตา’ ไปด้วย โดยบอกว่าเพลงนี้จะได้ยินในละครด้วย
ในเวลาเดียวกัน
การปล่อย ‘Canon’ ครั้งนี้ ก็ทำให้หลินจือไป๋ได้ลองหยั่งกระแสเล็กๆ
เห็นได้ชัดว่าคนทั่วไปยอมรับเพลงบรรเลงได้น้อยกว่าเพลงป๊อปอยู่มาก
ถ้าอนาคตตนจะปล่อยเพลงบรรเลง ก็ควรพยายามเลือกจากงานดนตรีบรรเลงที่ออกแนวใกล้เคียงกับเพลงป๊อปก่อนเป็นอันดับแรก
เช่นผลงานบางชิ้นของริชาร์ด เคลย์เดอร์มอง
อย่างเช่น ‘Mariage d’Amour’ ก็เป็นตัวอย่างชัดเจน
แม้จะเป็นเพลงเปียโนบรรเลง แต่ผู้คนทั่วไปกลับสามารถเข้าถึงความงดงามของทำนองได้อย่างง่ายดาย
แต่ถ้าเป็นเพลงคลาสสิก อย่างเช่นผลงานของบาค แม้จะได้คำชมเชิงวิชาการสูงลิ่ว แต่คนทั่วไปอาจไม่ค่อยมีใครชอบจริงๆ สักเท่าไหร่
อย่างไรฐานหลักของหลินจือไป๋ยังคงอยู่ที่งานเพลงมีเนื้อร้องเป็นหลัก
รอจนตัวเองมีสถานะในวงการเพลงสูงกว่านี้ ค่อยเดินสายเพลงบรรเลงแล้วกัน
ตอนนี้แค่ลองลิ้มชิมรสก็พอ หากไม่ใช่เพราะ ‘Reset ลูปย้อนชะตา’ หลินจือไป๋ก็คงยังไม่รีบปล่อย ‘Canon’ ออกมา
ทางฝั่งคุนเผิง
เจียงเฉิงเองก็ตะลึงเช่นกัน
ไม่คิดเลยว่า ‘Canon’ ที่ตนฟังดูธรรมดาเรียบง่าย จะทรงอานุภาพขนาดนี้
ถึงขั้นมีศาสตราจารย์ดนตรีมหาวิทยาลัยออกมาชมว่าผลงานชิ้นนี้อยู่ในระดับ ‘ข้ามศตวรรษ’ เลยทีเดียว แบบนี้มันเว่อร์เกินไปแล้วมั้ง!
แต่แน่นอนว่านี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
ยิ่งฉู่ฉือโปรโมตว่าเพลงนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ‘Reset ลูปย้อนชะตา’
ความคาดหวังของผู้คนบนโลกออนไลน์ที่มีต่อละครเรื่องนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เป็นเช่นนี้
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องจากทุกฝ่าย เวลาค่อยๆ เดินไปทีละนิด
ยี่สิบเจ็ดกันยายน
ยี่สิบแปดกันยายน
สามสิบกันยายน
และแล้วเดือนตุลาคมก็มาถึงในที่สุด!
วันนั้นเอง ละครที่คุนเผิงสร้างเป็นเรื่องแรกได้ออนแอร์อย่างเป็นทางการ!
…
จ้าวอวี้กับต้านีเป็นคู่รักชายหญิง ทั้งคู่เตรียมจะหมั้นปลายปีนี้ ตอนนี้ย้ายมาอยู่ด้วยกันอย่างเป็นทางการได้สักพักแล้ว
อยู่ด้วยกันนานเข้า ทั้งคู่ก็แทบไม่ต่างอะไรกับคู่แต่งงานแล้ว กลายเป็นหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิตร่วมกัน
เพียงแต่ฐานะครอบครัวของทั้งสองคนธรรมดาๆ เลยใช้ชีวิตกันอย่างตึงมือ
คืนต้นเดือนตุลาคม
คู่รักที่ทำงานบริษัทเดียวกันนี้ก็เลิกงานพร้อมกัน ทำอาหารกินด้วยกันเหมือนทุกครั้ง…
แล้วสุดท้ายก็นอนเบียดกันบนเตียง เตรียมเปิดดู ‘Reset ลูปย้อนชะตา’
จ้าวอวี้ว่า “พวกเราไม่ได้สมัครสมาชิกเว็บไซต์วิดีโอคุนเผิงนี่นา”
ต้านียิ้มกล่าว “โปรโมตบอกว่าละครเรื่องนี้ดูฟรีเจ็ดตอนแรก เราก็ดูฟรีไปสิ”
จ้าวอวี้เลยยิ้มตาม
ทั้งคู่รู้สึกสนใจละคร ‘Reset ลูปย้อนชะตา’ อยู่ไม่น้อย หลักๆ เพราะต้านีชื่นชอบปู๋เย่โหว
สองทุ่มตรง
ละครเรื่องนี้อัปขึ้นออนไลน์อย่างเป็นทางการ หน้าแรกของเว็บไซต์ก็มีลิงก์ให้ จ้าวอวี้อุ้มแท็บเล็ตเก่าๆ กดเข้าไปทันที
ตอนที่หนึ่ง
ช็อตแรกเป็นภาพมุมสูงไกลสุดสายตา
จากนั้นค่อยๆ ซูมเข้ามาที่รถโดยสารคันหนึ่ง
ถัดมาเสียงผู้หญิงก็ดังขึ้นมา “ฉันจะแจ้งตำรวจ…บนรถเมล์สาย 45 มีระเบิด!”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตึงเครียด หวาดกลัว และร้อนรน
ในสายโทรศัพท์แจ้งเหตุนั้น รถเมล์ยังคงแล่นไปอย่างปกติ
ตู้ม!
แล้วอยู่ๆ รถบางคันก็เกิดระเบิดขึ้น
เสียงระเบิดดังสนั่น ทำเอาต้านีกับจ้าวอวี้สะดุ้งโหยง แต่ในขณะเดียวกันความตื่นเต้นก็ถูกดึงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว!
เร้าใจสุดๆ!
แม้ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แค่ฉากระเบิดก็กระตุ้นอารมณ์ผู้ชมได้ไม่ยาก นี่แหละคือเหตุผลที่ละครหรือหนังจำนวนมากชอบใช้ฉากใหญ่อลังการเข้ามา
ทั้งคู่ยังเปิดดูพร้อมกับคอมเมนต์วิ่ง
ข้อความพรั่งพรูออกมาไม่น้อย
‘สมกับเป็นบทของปู๋เย่โหว เปิดมาก็ระเบิดตูมใหญ่เลย!’
‘มีกลิ่นอายสืบสวนนิดๆ นะ’
‘หรือว่านี่จะเป็นละครตำรวจอาชญากรรม?’
‘ในที่สุดปู๋เย่โหวก็กลับมาเขียนบทแนวนี้อีกแล้ว!’
‘สายดูฟรีมาแล้วจ้า’
‘สายดูฟรีบวกหนึ่ง’
‘ลงทีเดียวเจ็ดตอนเลยนะ!’
‘แจ๋วเลยๆ ดังนั้นฉันจะดูแค่เจ็ดตอนฟรีนี่แหละ!’
‘ฮ่าๆๆๆ สรุปคือดูฟรีครบแล้วก็จะเผ่นกันใช่ไหม?’
พอเห็นคอมเมนต์วิ่ง
จ้าวอวี้บ่นว่า “สายดูฟรีนี่เยอะจริงๆ”
ต้านีเสริมขึ้นว่า “พฤติกรรมแบบนี้ ฉันอยากบอกคำเดียวเลย!”
ทั้งสองพูดพร้อมกันว่า “ขอไปด้วยคนสิ!”
พูดจบทั้งคู่ก็หัวเราะออกมา นี่แหละคือความรู้ใจของคู่รัก เสียดายที่ไม่มีคนที่สามอยู่ด้วย ไม่งั้นคงได้เทอาหารหมาให้แล้ว
หืม?
แต่อาหารหมาก็ยังส่งออกไปจนได้
เอาเป็นว่าจ้าวอวี้กับต้านีก็ตั้งใจจะดูฟรีแค่ไม่กี่ตอนแรกเหมือนกัน
รายได้ของคู่หนุ่มสาวก็ไม่ได้มากมาย ไหนจะค่าเช่าบ้านค่าอาหาร ต้องประหยัดทุกทาง จะให้เสียเงินสมัครสมาชิกเพื่อดูละครเรื่องเดียวได้ยังไง
มองฉากระเบิดตรงหน้า
จ้าวอวี้ลองวิเคราะห์
“ดูท่าละครเรื่องนี้น่าจะเป็นแนวตำรวจผู้ร้าย ตอนต่อไปคงเป็นการตามหามือที่อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดบนรถเมล์ ไม่แน่เบื้องหลังอาจจะเป็นพวกแบบหลิวหวาเฉียง หรือเกาฉี่เฉียงก็ได้”
การวิเคราะห์ดูมีเหตุผล
เพราะก่อนหน้านี้ละครแนวตำรวจผู้ร้ายของปู๋เย่โหวก็มักใช้พล็อตแนวนี้ที่ค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จ
แต่คราวนี้การตัดต่อกลับไม่ได้เดินตามสูตร
ในฉากถัดไป เนื้อเรื่องกลับมาตัดที่บนรถเมล์อีกครั้ง
เห็นพระเอก เซียวเฮ่ออวิ๋น นั่งพิงหน้าต่างงีบหลับอยู่
ข้างๆ กัน นางเอกหลี่ซือฉิงพลันสะดุ้งตื่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
นี่เล่าย้อนเหรอ?
สมัยนี้ผู้ชมดูละครกันเยอะ เลยคุ้นเคยกับเทคนิคการตัดต่อเหล่านี้กันแล้ว
แม้ว่าในคอมเมนต์วิ่งยังมีบางคนถามโง่ๆ ว่า ‘รถเมล์ไม่ระเบิดไปแล้วเหรอ’ ก็ตาม
แต่เนื้อเรื่องก็ยังดำเนินต่อไป
เซียวเฮ่ออวิ๋นบังเอิญไปโดนกระติกน้ำของหลี่ซือฉิงเข้า
กระติกน้ำสีขาวโคลงเคลง ทำเอาเซียวเฮ่ออวิ๋นหน้าซีด รีบพูดจาตะกุกตะกักอธิบายว่าตนไม่ได้ตั้งใจ
“พระเอกคนนี้ดูไม่ค่อยฉลาดเลยแฮะ”
จ้าวอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขายังชอบพระเอกที่ฉลาดสุขุมใจเย็นมากกว่า
นางเอกชะงักไป มองเซียวเฮ่ออวิ๋นด้วยแววตาล้ำลึก พลันคว้าแขนเขาไว้แล้วตะโกนว่า “ไอ้โรคจิต!”
“นางเอกก็ดูไม่ค่อยฉลาดเหมือนกัน”
ต้านีเสริมขึ้นมาทันที คิดว่าปฏิกิริยาของนางเอกมันเว่อร์เกินไป
แต่จ้าวอวี้กลับเห็นต่าง “นางเอกน่าจะมีปมอะไรสักอย่าง ปฏิกิริยาของเธอดูตั้งใจเกินไป”
“จริงเหรอ?”
ต้านียังไม่ค่อยเชื่อ
แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปทำให้เธอต้องเชื่อจนได้
นางเอกขอให้คนขับรถพาไปที่สถานีตำรวจ แต่ผู้โดยสารทั้งคันไม่มีใครยอม
สุดท้ายไม่มีทางเลือก นางเอกจึงลงจากรถ แล้วลากพระเอกลงไปด้วย ตะโกนว่าจะพาเขาไปหาตำรวจ
แต่แล้ว
ทันทีที่นางเอกก้าวลงจากรถกลับไม่โวยวายอีก แถมยังถอนหายใจโล่งอก
นี่แสดงว่าการวิเคราะห์ของจ้าวอวี้ถูกต้องจริงๆ ตอนอยู่บนรถนางเอกแกล้งทำ แต่เหตุผลคืออะไรล่ะ?
ส่วนพระเอกที่ไม่รู้เรื่องก็ยังคงโมโหอยู่
“ไปสิ ไปสถานีตำรวจไง!”
“ไม่ต้องไปแล้ว”
“ไม่ต้องไป? ฉันไม่ใช่ไอ้โรคจิตลวนลามแล้วเหรอ?”
“ฉันรู้ว่านายไม่ใช่ แต่ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง เอาเป็นว่า…เอ่อ ขอโทษนะ…แล้วก็ขอบคุณด้วย”
เซียวเฮ่ออวิ๋นถึงกับอึ้ง
แต่พริบตาเดียวก็ถึงคิวผู้ชมที่ต้องอึ้งสนิท
เพราะเนื้อเรื่องที่ตามมามันเร้าใจเกินไป
หลังจากหลี่ซือฉิงลงรถไปได้ไม่นาน เซียวเฮ่ออวิ๋นก็เรียกแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อ
ด้านหน้า ก็คือรถเมล์คันที่เพิ่งนั่งมาเมื่อครู่
อีกฝั่งหนึ่ง
หลี่ซือฉิงโทรศัพท์เสร็จก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น!
รถเมล์ระเบิดอีกแล้ว!
กล้องจับภาพระยะใกล้ ใบหน้านางเอกเต็มไปด้วยความหวาดกลัวปนงุนงง
ทันใดนั้นก็มีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าวิ่งมาชนหลี่ซือฉิง เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งเธอก็อยู่ในโรงพยาบาลแล้ว
อีกด้านหนึ่ง
ที่โรงพยาบาลมีรถพยาบาลคันหนึ่ง
ชายคนหนึ่งถูกหามออกมา ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลไฟไหม้เละเทะไปทั้งตัว คนคนนั้นก็คือพระเอก เซียวเฮ่ออวิ๋น!
“นี่มันพลิกเรื่องยังไงกันเนี่ย?”
ต้านีหันไปมองจ้าวอวี้ “คนนี้เซียวเฮ่ออวิ๋นคือพระเอกใช่ไหม?”
จ้าวอวี้พยักหน้าแต่ก็งงเหมือนกัน พระเอกเพิ่งโผล่มาก็โดนระเบิดเละขนาดนี้ แล้วต่อไปจะเป็นยังไง?
พูดได้เลยว่าผู้ชมทุกคนที่ดูมาถึงตรงนี้ต่างก็งงเป็นไก่ตาแตก
…
ในโรงพยาบาล
ตำรวจเข้ามาหาหลี่ซือฉิงที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา
หลี่ซือฉิงเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนรถเมล์
แต่สิ่งที่หลี่ซือฉิงเล่ากลับไม่เหมือนกับที่ผู้ชมเห็นเลยสักนิด!
นี่มันโกหกชัดๆ!
แล้วทำไมหลี่ซือฉิงถึงต้องโกหกด้วย?
หรือว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีระเบิดรถเมล์นี้?
จนเมื่อสารวัตรจางซักไซ้กดดันซ้ำๆ ในที่สุดหลี่ซือฉิงก็เผยความลับชวนช็อกออกมา…
“ฝันซ้อนฝัน!”
แท้จริงแล้วเหตุการณ์ระเบิดเดียวกันนี้ หลี่ซือฉิงเคยเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความฝัน!
เพราะแบบนี้เอง
ความทรงจำของหลี่ซือฉิงเลยสับสน เล่าออกมาก็เต็มไปด้วยความผิดเพี้ยน เพราะแต่ละครั้งที่เธอเจอมันไม่เหมือนกันเลย!
“เชี่ย!”
จ้าวอวี้ตาค้าง!
ต้านีก็เผลออุทานหยาบออกมาทันที!
ในคอมเมนต์วิ่งยิ่งไปกันใหญ่ เต็มไปด้วยข้อความ ‘เชี่ยคำเดียวก็ครอบจักรวาล’!
การพลิกเรื่องครั้งนี้เหนือความคาดหมายเกินไปแล้ว!
จู่ๆ ก็ไม่ใช่ละครตำรวจผู้ร้ายอีก
แต่เป็น…
ไซไฟเมือง?
ตามที่หลี่ซือฉิงเล่า เธอตกอยู่ในวังวนที่ตายเพราะระเบิดบนรถเมล์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วก็ตื่นขึ้นมาใหม่บนรถเมล์ทุกครั้ง
ก็คือเหตุการณ์ที่ทุกคนเพิ่งเห็นเมื่อครู่
หลี่ซือฉิงอาศัยจังหวะ อ้างเหตุผลลากพระเอกไปสถานีตำรวจ จึงรอดตายออกมาจากวังวนแห่งความตายได้หนึ่งครั้ง
“น่าสนใจแล้วสิ!”
ละครแนวนี้ ต้านีกับจ้าวอวี้เพิ่งเคยดูเป็นครั้งแรก น่าตื่นเต้นเกินไปแล้ว!
เนื้อเรื่องยังไม่จบ
แต่ตอนแรกใกล้จะจบแล้ว
พระเอกยังถูกยื้อชีวิตอยู่ แต่น่าเสียดายที่การช่วยชีวิตล้มเหลว หมอประกาศการเสียชีวิต
‘ตายแล้วเหรอ?’
‘พระเอกไม่อยู่แล้ว?’
‘สมแล้วที่เป็นปู๋เย่โหว!’
‘เวลาท่านโหวเชือดตัวละครนี่ฉันนับถือจริงๆ’
‘สุดยอด ถึงกับเชือดพระเอกเลย!’
‘ฉันขอประกาศเลย นี่คือละครเรื่องแรกที่พระเอกตายตั้งแต่ตอนที่หนึ่ง!’
‘งั้นตอนต่อไปจะทำยังไง?’
‘จะมีใครอีกคนที่หน้าตาเหมือนพระเอกออกมาแทนหรือไง?’
‘นั่นก็เลอะเทอะเกินไปแล้วมั้ง?’
ขณะที่ข้อความลอยกำลังถกเถียงกันอยู่ ฉากถัดมาก็กลับมาที่รถเมล์อีกครั้ง!
“เฮือก!”
พระเอกที่เพิ่งถูกหมอประกาศเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ลืมตาขึ้นมาบนรถเมล์ด้วยอาการตกใจสุดขีด!
วินาทีนี้
ต้านีขนลุกซู่ไปทั้งตัว!
จ้าวอวี้ถึงกับร้องลั่นอย่างเหลือเชื่อว่า “พระเอกก็เริ่มติดลูปแล้วงั้นเหรอ!?”
ในตอนนี้เอง
พระเอก เซียวเฮ่ออวิ๋นลืมตาตื่นขึ้นมาบนรถเมล์ ทั้งเครียดหวาดกลัวและมึนงงเหมือนตอนที่นางเอกหลี่ซือฉิงตื่นขึ้นมาก่อนหน้านี้ไม่มีผิด!
………………………………………………