ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 279 ตอนจบ Reset ลูปย้อนชะตา
ตลอดหลายวันต่อมา ‘Reset ลูปย้อนชะตา’ อัปเดตอย่างต่อเนื่อง ติดเทรนด์ร้อนอันแล้วอันเล่า แถมชาวเน็ตยังสร้างมุกใหม่ให้กับละครเรื่องนี้ด้วย
“ฉันรู้แล้วว่าทำไมละครเรื่องนี้ถึงชื่อ Reset ลูปย้อนชะตา!”
“ทำไมเหรอ?”
“ก็เพราะคู่สามีภรรยามือระเบิด คนหนึ่งขับรถ อีกคนหนึ่งยกหม้อ นี่ก็ = ขับ (ธิ) ยก เลยไม่ใช่เหรอ?”
“อุ๊บ! ที่แท้ตัวตนของมือระเบิด ชื่อเรื่องมันเฉลยไว้แล้ว ก็คือคนขับกับคนยกหม้อ!”
ไม่มีปัญหาเลย! พอคำอธิบายแบบนี้ออกมาก็ดังไปทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต
ถึงแม้ว่าคำอธิบายนี้จะตื้นเขินสักหน่อย แต่ชาวเน็ตก็ยังรู้สึกว่ามันโคตรตรงเลย! บางทีนี่อาจเป็น ‘รสนิยมประหลาด’ ของปูเยโหวก็ได้?
และในสองสามตอนนี้ เรื่องราวก็เดินมาถึงตอนของหวังซิงเต๋อกับเถาอิ้งหงในที่สุด แต่ชาวเน็ตก็ยังชอบเรียกตัวละครเถาอิ้งหงว่าป้าหม้อ เหมือนกับที่ทุกคนชินกับการเรียกหวังซิงเต๋อว่าคนขับรถ รวมเรียกว่า ‘คู่สามีภรรยาขับยก’
และเรื่องราวของคู่สามีภรรยาขับยกก็ยังเรียกคะแนนความเห็นใจไปได้ไม่น้อย เพราะแท้จริงแล้วสิ่งที่พวกเขาทำทั้งหมดก็เพื่อลูกสาว นี่ไม่ใช่การฟอกขาว แต่เพียงเพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าทำไมคู่สามีภรรยาขับยกถึงต้องวางระเบิดรถโดยสาร เป็นเช่นนี้เอง
ละครก็เดินเรื่องมาถึงตอนที่สิบสี่แล้ว พรุ่งนี้ก็จะถึงตอนจบอย่างเป็นทางการ
ในชาติก่อน บทสรุปของ Reset ลูปย้อนชะตา ได้รับการวิจารณ์ที่แตกออกเป็นสองฝั่ง บางคนมองว่าใช้ได้ แต่บางคนกลับคิดว่าเป็นการจบที่พังไม่เป็นท่า
ในชาตินี้หลินจือไป๋ก็ยังใช้ตอนจบตามต้นฉบับ แต่ว่า…
ไม่ได้เอามาใชทั้งหมด! หลินจือไป๋ใส่ ‘เครื่องปรุง’ เพิ่มลงไปนิดหน่อย จำเป็นต้องเติมอะไรบางอย่าง เพราะตัวหลินจือไป๋เองก็รู้สึกว่าตอนจบของละครต้นฉบับนั้นจืดชืดเกินไป
เหมือนกับตอนจบของเทพนิยาย ที่แทบจะเหมือนกับ ‘สุดท้ายเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข’ ตามสูตรนั้นเลย
แน่นอนว่าหลินจือไป๋เองคิดว่าอาจเพราะต้นฉบับคำนึงถึงการผ่านการตรวจสอบ เลยจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีประนีประนอม และปรับตอนสุดท้ายให้ยืดหยุ่นอย่างไรบางอย่าง ในชาติก่อนก็ใช่ว่าจะถ่ายทำได้ตามใจต้องการ
แต่หลินจือไป๋ไม่จำเป็นต้องกังวลปัญหานี้ เพราะที่นี่คือบลูสตาร์ มาตรฐานการตรวจสอบของฉินโจวถือว่ากว้างขวางมาก
อย่างน้อยก็มีผีในภาพยนตร์ หรือมีองค์ประกอบไซไฟในละครก็ไม่เป็นปัญหา แม้ว่าการวนลูปอะไรพวกนี้จะไม่สมเหตุสมผลทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม
พอใกล้ถึงตอนจบ ชาวเน็ตก็คาดเดาบทสรุปกันอย่างคึกคักขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่สองตอนล่าสุดเอาแต่เล่าเรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลัง จุดพีคไม่ได้มีมากนัก เลยทำให้คนอดสงสัยไม่ได้ว่าสุดท้ายละครนี้จะจบห่วยหรือเปล่า
“เราต่างก็รู้กันดีว่าละครที่ไอเดียยิ่งหลุดโลก ยิ่งมีโอกาสจบแย่สูง ตอนที่สิบสี่ของ Reset ลูปย้อนชะตา ยังอยู่ในขั้นตอนเปิดเผยความจริงของคดีนั้นอยู่เลย ตอนที่สิบห้าฉันก็นึกไม่ออกว่าจะถ่ายอะไรต่อได้ นอกจากเล่าเหตุการณ์หลังจากนั้นนิดหน่อย?”
“มีโอกาสมากเลยว่าจะจบห่วย!”
“ละครก่อนหน้านี้ของปูเยโหวอย่าง The Knockout ตอนจบฉันว่าธรรมดามากเลยนะ”
“หรืออย่าง Home Temptation ตอนจบก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ”
“จริงๆ จะว่าตอนจบสองเรื่องนั้นห่วยก็คงไม่ใช่หรอก แค่ธรรมดาเกินไป ออกแนวหัวมังกรหางงู ภาพรวมก็เป็นอย่างที่ทุกคนคิดไว้ ไม่มีจุดพีคอะไรใหม่ๆ เลย”
“หวังว่าละครเรื่องนี้จะปรับปรุงนะ”
“ตั้งความหวังไว้แล้วนะ ยังไงปูเยโหวก็เคยมีตอนจบที่ดีอยู่บ้างอย่าง มังกรหยก ตอนที่อาวเอี้ยงฮงฝึกวิชาผิดเพี้ยนก็สนุกดี แถมยังปูทางไว้ให้ภาคสองด้วย”
“ถ้าจบห่วยก็อย่าหาว่าฉันในฐานะนักเลงคีย์บอร์ดลงหมัดหนักใส่ก็แล้วกัน!”
“ดูจากสองตอนล่าสุดแล้ว ฉันว่ายังไงตอนจบก็มีโอกาสจบห่วยไม่ต่ำเลยจริงๆ”
ทุกคนกลัวจะจบห่วยจริงๆ! เพราะว่าพล็อตเรื่องก่อนหน้านี้มันช่างระเบิดระเบ้อเสียเหลือเกิน!
ระเบิดในทุกความหมาย! และเพราะว่าพล็อตก่อนหน้านี้มันดีเกินไป จึงทำให้ทุกคนคาดหวังกับตอนจบไว้สูงมาก!
ในชาติก่อน ก่อน Reset ลูปย้อนชะตา จะถึงตอนจบ ได้คะแนนสูงมาก!
แต่พอตอนจบออกมาแล้ว คะแนนใน Douban กลับร่วงฮวบลงมาต่ำกว่าแปดคะแนน!
ก็เพราะทุกคนไม่พอใจกับตอนจบนั่นเอง! ยังไงซะ หลายครั้งที่ยิ่งคาดหวังมากก็ยิ่งผิดหวังมาก
เป็นเช่นนี้ และเวลาก็เดินมาถึงวันที่เก้าเดือนตุลาคม ตอนจบของ Reset ลูปย้อนชะตา ได้อัปเดตออกมาอย่างเป็นทางการในเวลาสองทุ่มคืนนั้น!
ตอนจบที่หลินจือไป๋ใส่ ‘เครื่องปรุง’ เพิ่มเข้าไป!
ในลูปครั้งสุดท้าย เซียวเฮ่ออวิ่นกับหลี่ซือฉิงได้เตรียมการทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบแล้ว กลับขึ้นไปบนรถโดยสารอีกครั้ง
ครั้งนี้ด้วยความช่วยเหลือจากผู้โดยสารทั้งคันรถ และการเข้ามาดำเนินการของตำรวจ เรื่องราวก็ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์แบบ
หลังจากนั้นความจริงทั้งหมดก็ถูกเปิดเผย ที่แท้ในปีนั้นก็มีคนโรคจิตอยู่บนรถเมล์ที่หวังเหมิงเหมิงโดยสารอยู่
โรคจิตคนนั้นคุกคามผู้หญิงคนหนึ่ง หวังเหมิงเหมิงจึงลุกขึ้นช่วยเหลือ แต่กลับกลายเป็นเหตุให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นในที่สุด
เพียงแต่ว่าชาวเน็ตที่ไม่รู้สาเหตุแท้จริง กลับเห็นแค่ภาพที่หวังเหมิงเหมิงยื้อแย่งพวงมาลัยจากคนขับรถ จึงพากันสาปแช่งโจมตีเธอบนโลกออนไลน์
สุดท้ายเป็นผู้หญิงที่ได้รับความช่วยเหลือจากหวังเหมิงเหมิงให้เบาะแส จนโรคจิตถูกจับเข้าคุกในปีนั้น ความยุติธรรมมาช้าเสียจริง
ผู้หญิงคนนั้นที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากหวังเหมิงเหมิง ขี้ขลาดเกินไป ทำให้ต้องรอจนหลายปีต่อมากว่าหลี่ซือฉิงจะไปพบ และกว่าที่เธอจะรวบรวมความกล้าเอ่ยความจริงออกมาได้
แม้แต่ความยุติธรรมที่มาช้าในครั้งนี้ ยังต้องบังคับให้มา ถ้าไม่ใช่เพราะป้าหม้อยืนกรานจะทำระเบิด หวังเหมิงเหมิงก็คงตายตาไม่หลับจริงๆ
ป้าหม้อมีความผิดที่ไม่อาจให้อภัย เป็นความผิดมหันต์ เธอไม่ควรทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ใช้วิธีที่สุดโต่งเพื่อแก้แค้นสังคม
แต่ในฐานะแม่คนหนึ่ง สุดท้ายเธอก็จับพลัดจับผลูใช้วิธีที่สุดโต่งนี้ เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมเพียงน้อยนิดให้กับลูกสาว
ต้องบอกเลยว่าประชดประชันเสียดสีนัก
คดีได้สิ้นสุดลงในที่สุด ผู้โดยสารบนรถโดยสารทุกคนต่างมีตอนจบที่ดี พระเอกนางเอกก็ไม่ได้สูญเสียความทรงจำที่มีต่อกันหลังจากลูปสิ้นสุดลง
พอชาวเน็ตเห็นแถบเวลาเหลืออีกแค่ไม่กี่นาทีแล้ว!
ทันใดนั้นก็มีบางคนเริ่มหัวเสีย!
“ตอนจบนี้มันง่ายเกินไปแล้วมั้ง?”
“แค่นี้เองเหรอ?”
“จบห่วยจริงๆ ด้วย!”
“ฉันโกรธจะตายแล้ว ตอนจบธรรมดาสุดๆ!”
“ก่อนหน้านี้ตื่นเต้นเร้าใจแค่ไหน ตอนจบก็ธรรมดาไร้สีสันเท่านั้น”
“คนร้ายถูกจับตัวไปลงโทษ คนดีก็มีชีวิตที่ดีขึ้น จบแบบนี้ไม่มีปัญหา แต่พอมาอยู่ในละครเรื่องนี้ มันจืดชืดเกินไปแล้ว!”
“รู้สึกว่าขาดอะไรไปสักอย่างนะ”
“ว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก”
“บางทีปูเยโหวเองก็คงจนปัญญาแล้วละมั้ง ยังไงไอเดียก่อนหน้านี้มันก็ใหญ่เกินไป ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งยากที่จะเก็บให้กลม”
“เก็บเรื่องมาได้ขนาดนี้ก็นับว่าใช้ได้แล้ว”
บางคนบ่นด่า บางคนคิดว่าไม่มีปัญหา แต่แน่นอนว่าคนด่านั้นมีมากกว่า กลายเป็นว่าผลตอบรับไม่ต่างจากตอนจบต้นฉบับในชาติก่อนสักเท่าไหร่
แต่อย่าลืมว่าหลินจือไป๋ได้ใส่ ‘เครื่องปรุง’ เพิ่มเข้าไปในพล็อตเรื่องเล็กน้อย และยังเหลือเวลาอีกสองสามนาที
พระเอกนางเอกนั่งคุยกันอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
เซียวเฮ่ออวิ่นถอนหายใจแล้วพูดว่า “ถ้าหวังเหมิงเหมิงไม่แย่งพวงมาลัยจากคนขับก็คงดี”
หลี่ซือฉิงยิ้มเจื่อนแล้วว่า “นายลืมแล้วหรือไง? เพื่อจะทำลายวงจรนี้ ฉันเองก็เคยพยายามแย่งพวงมาลัยจากลุงคนขับเหมือนกัน”
เซียวเฮ่ออวิ่นพูด “มันไม่เหมือนกันนะ”
เห็นหลี่ซือฉิงเงียบไป เซียวเฮ่ออวิ่นจึงเอ่ยเสียงเบา “เราอยู่ในวงจรนี้ พยายามหาทางแก้เกมเพราะเรารู้ดีว่าถ้าไม่แย่งพวงมาลัย ผลลัพธ์มันจะยิ่งเลวร้ายกว่านี้ แต่หวังเหมิงเหมิงนะไม่ได้ผ่านวงจรแบบนี้มา…”
เสียงพูดสะดุดลงกะทันหัน กล้องพลันดึงออกเป็นภาพระยะไกล แล้วค่อยโฟกัสกลับมาที่สีหน้าของเซียวเฮ่ออวิ่น แววตาเขาสั่นไหวเล็กน้อย แสดงสีหน้าสับสนคลางแคลง!
ชั่วพริบตาเดียว ความทรงจำของเซียวเฮ่ออวิ่นก็ไหลย้อนกลับอย่างบ้าคลั่ง!
ฟึ่บ!
เริ่มจากภาพหลี่ซือฉิงแย่งพวงมาลัย ต่อด้วยภาพจากกล้องวงจรปิดที่หวังเหมิงเหมิงแย่งพวงมาลัยจากคนขับ..
และในภาพจากกล้องวงจรปิดสุดท้าย!
สายตาที่หันกลับมามองก่อนหวังเหมิงเหมิงจะลงจากรถ!
และในเวลาเดียวกัน หลี่ซือฉิงพึมพำว่า “ในการวนลูปนับครั้งไม่ถ้วน ไม่มีใครเข้าใจการกระทำของเรา บางทีในสายตาของผู้โดยสารคนอื่น พวกเราอาจไม่ต่างอะไรกับหวังเหมิงเหมิงในตอนนั้นเลยก็ได้นะ?”
พูดถึงตรงนี้ ทั้งสองก็สบตากัน
เซียวเฮ่ออวิ่นเอ่ยอย่างขมขื่นเล็กน้อย “ในการวนลูปครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายเราก็ประสบความสำเร็จ งั้นเป็นไปได้ไหมว่าที่จริงแล้วในตอนนั้น หวังเหมิงเหมิงก็เคยติดอยู่ในลูปเหมือนพวกเรา เพียงแต่เราโชคดีที่ทำสำเร็จ ส่วนเธอล้มเหลว?”
หลี่ซือฉิงเอ่ยเบาช้า “ไม่รู้สิ…”
เหมือนสมมติฐานนี้จะหนักเกินไป ทั้งคู่จึงไม่พูดอะไร
เพียงสายตาของทั้งสองที่ทอดผ่านกระจกใสในร้านกาแฟ มองมายังกล้องอย่างซับซ้อน คล้ายกำลังมองมาที่ผู้ชม
ในวินาทีนี้ ผู้ชมทุกคนรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ขนพองสยองเกล้า!
จากนั้นทั้งอินเทอร์เน็ตต่างก็ถกเถียงเกี่ยวกับตอนจบของ Reset ลูปย้อนชะตา กันอย่างบ้าคลั่ง!
“โวย!”
“งั้นหวังเหมิงเหมิงในตอนนั้นก็อาจจะติดอยู่ในลูปเหมือนกัน เพียงแต่สุดท้ายแล้วล้มเหลว?”
“ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าขนลุก!”
“ขนที่หัวฉันลุกตั้งไปหมดแล้ว ไอเดียนี้สุดยอดจริงๆ!”
“ปูเยโหวเจ้าเล่ห์ชะมัด จงใจให้พระนางพูดความเป็นไปได้นี้ออกมา แต่ตัวเองกลับไม่ยอมรับ!”
“นี่เป็นตอนจบแบบปลายเปิดใช่ไหม?”
“อย่างน้อยเรื่องที่หวังเหมิงเหมิงติดอยู่ในลูปหรือเปล่าก็ไม่มีทางพิสูจน์ได้ ขึ้นอยู่กับมุมมองของทุกคน!”
“ทำไมลูปถึงเริ่มขึ้น คำตอบมันอยู่ที่หวังเหมิงเหมิงหรือเปล่า?”
“ฉันสงสัยว่าหวังเหมิงเหมิงล้มเหลวจริงๆ? หรือว่าเธอจะใช้ความตายของตัวเองหยุดยั้งโศกนาฏกรรมไว้ เพียงแต่ไม่มีใครรู้เท่านั้น? หรือว่านี่แหละคือความหมายที่แท้จริงของชื่อเรื่อง Reset ลูปย้อนชะตา?”
การตายของหวังเหมิงเหมิงก็คือต้นเหตุของเหตุการณ์รถโดยสาร แต่ก็อาจตีความได้ว่าเป็นการเริ่มต้นลูปครั้งแรก!
คราวนี้ไม่มีใครพูดว่าจบห่วยแล้ว!
ไม่ใช่ว่าละครเรื่องนี้ไม่มีจุดที่ถือว่าจบห่วย อย่างน้อยก็ตรงที่ละครไม่อธิบายเลยว่าลูปเริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไร
แต่ความสนใจของทุกคนกลับถูกเบี่ยงไปหมด ต่างก็ถกเถียงกันว่าหวังเหมิงเหมิงเข้าไปในลูปด้วยหรือเปล่า…
ท่ามกลางกระแสร้อนแรงทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต หลินจือไป๋ก็ถอนหายใจโล่งอก
ไม่แปลกที่พอพวกมหาเศรษฐีตระกูลใหญ่ฝั่งเกาหลีใต้มีปัญหาแล้ว มักจะปล่อยข่าวฉาวของดาราดังออกมาเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชน วิธีนี้ใช้ได้ผลจริงๆ
ใช่แล้ว หลินจือไป๋จงใจใส่บทสนทนาพระนางในตอนท้าย เพื่อโยนไอเดีย ‘หวังเหมิงเหมิงอยู่ในลูป’ ออกมา ถ้าไม่มีไอเดียนี้ ละครเรื่องนี้จะถูกมองว่าจบห่วยก็ไม่เกินจริง เพราะสุดท้ายแล้วตอนจบนี้ของหลินจือไป๋ ก็แทบไม่ต่างอะไรกับตอนจบต้นฉบับมากนัก
แต่พอมีไอเดียนี้ แม้ละครยังคงมีข้อครหาว่าจบห่วยอยู่บ้าง แต่คนส่วนใหญ่กลับหันไปสนใจว่าหวังเหมิงเหมิงเข้าลูปด้วยหรือไม่แทน
แทนที่จะถกกันว่าละครเรื่องนี้จบห่วยหรือไม่
กระทั่งมีผู้ชมบางคนคิดว่าไอเดียนี้คือการปูทางไปสู่ภาคสอง!
หลินจือไป๋ก็ปล่อยให้ทุกคนคิดเช่นนั้นไปอย่างสบายใจ ถึงในใจเขาจะรู้ดีว่า Reset ลูปย้อนชะตา ไม่มีทางมีภาคสองอยู่แล้วก็ตาม
จริงๆ แล้วตอนจบของ Reset ลูปย้อนชะตา ในชาติก่อนมีแฟนคลับหลายคนแต่งเวอร์ชันดัดแปลงกันมากมาย ‘หวังเหมิงเหมิงอยู่ในลูป’ ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ยังมีอีกเวอร์ชันหนึ่งที่บอกว่าลูปทั้งหมดเป็นเพียงเกมหนึ่ง เกมวิเคราะห์จากอาชีพของพระเอก สมมติว่าการวนลูปคือเกม เซียวเฮ่ออวิ่นในเรื่องก็เป็นสถาปนิกของเกม ที่แทรกซึมเข้าไปในความฝันของนางเอก ด้วยการจำลองเหตุการณ์อุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า เซียวเฮ่ออวิ่นทำให้นางเอกอย่างหลี่ซือฉิงหลุดพ้นจากความทรมานในใจของกลุ่มอาการผู้รอดชีวิต
หรืออาจจะเป็นการปลุกเธอที่รอดจากอุบัติเหตุมาได้ แต่กลับกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราให้ตื่นขึ้น? สมมติฐานนี้ทำให้เรื่องราวกลายเป็นแนวความรักและการเยียวยา
หลินจือไป๋อ่านบทวิเคราะห์แล้วยังรู้สึกว่าน่าสนใจทีเดียว ยังไงก็เป็นแนวไซไฟนี่นา ถ้าจะบอกว่าทั้งหมดคือความฝันของนางเอกก็ได้เหมือนกัน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบางเวอร์ชันที่แต่งว่าที่จริงแล้วพระนางทั้งคู่ตายไปแล้ว ลูปก็คือการเวียนว่ายตายเกิดซ้ำไปซ้ำมา เพราะผู้โดยสารบนรถต่างก็มีความยึดติดกับการข้ามสะพานอะไรทำนองนั้น
และในฐานะที่เป็นละครออนไลน์แค่สิบห้าตอน แต่กลับทำให้ชาวเน็ตถกเถียงกันได้มากมายขนาดนี้ แถมยังมีผู้ชมก็นับไม่ถ้วนแต่งตอนจบที่จินตนาการ ก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าละครนี้ประสบความสำเร็จมากเพียงใด!
ส่วนพวกการแต่งเติมเหล่านี้สมเหตุสมผลหรือเปล่า? ไม่สำคัญหรอก ขอแค่สามารถอธิบายได้เป็นเหตุเป็นผล เลือกเชื่อในเรื่องราวที่ตัวเองอยากเชื่อก็พอแล้ว
แม้กระทั่งในโลกนี้ก็มีคนเริ่มต่อยอดจากตอนจบ แต่งการตีความเวอร์ชันต่างๆ ออกมาหลายเวอร์ชัน ถึงขั้นทำให้หลินจือไป๋อ่านแล้วยังรู้สึกตาสว่าง
แม้ในช่องคอมเมนต์จะมีบางคนโผล่มาพูดเป็นพักๆ ว่า ‘ปูเยโหวไม่ได้คิดอย่างนั้น’ แต่คำตอบของชาวเน็ตคนอื่นกลับน่าสนใจกว่า
“ปูเยโหวจะไปเข้าใจอะไรเกี่ยวกับ Reset ลูปย้อนชะตา เขาก็แค่คนเขียนบทเท่านั้นเอง!”
หลินจือไป๋กดไลก์เงียบๆ พอละครออนไลน์ออกอากาศจบ ก็มาถึงเวลาต้องนับผลลัพธ์กันแล้ว
เจียงเฉิงรวบรวมสถิติได้ก็ถึงกับยิ้มไม่หุบ
“Reset ลูปย้อนชะตา ดึงผู้ใช้เข้ามาให้เว็บไซต์วิดีโอคุนเผิงได้มหาศาลเลย! ถ้าจะแบ่งส่วนแบ่งตลาดออกเป็นสิบส่วน สถานการณ์ตอนนี้ก็เรียกว่าเสินฮวามีราว 4.5 เทียนกวงมีราว 2.5 นาเซินมีราว 1.5 ส่วนคุนเผิงราว 1 จากนั้นก็เป็นเว็บไซต์วิดีโอเจ้าอื่นๆ ถ้าได้ละครสุดฮิตแบบ Reset ลูปย้อนชะตา มาเป็นลิขสิทธิ์ฉายเฉพาะอีกสักเรื่อง มีหวังเราจะแซงนาเซินได้เลยนะครับ!”
“อืม เราไม่ได้ร่วมงานกับนาเซินมานานแล้วใช่ไหม?”
“ใช่ครับ”
คุนเผิงร่วมโครงการกับเทียนกวงและเสินฮวาค่อนข้างเยอะ ส่วนทางนาเซินนั้นแทบจะไม่ได้ร่วมมือกันมานานแล้ว หลินจือไป๋คิดว่าควรแบ่งผลประโยชน์ให้ทั่วถึงสักหน่อย
เจียงเฉิงรู้ได้ทันที “งั้นเราจะให้ผลประโยชน์นาเซินบ้างดีไหมครับ?”
“อืม”
หลินจือไป๋พูดว่า “เพิ่งเอาบทละครโทรทัศน์ไปให้หยินตงหน่วนอีกสักเรื่องแล้วกัน”
“บทละครอะไรครับ?”
“ผมกำลังเขียนอยู่”
บทที่หลินจือไป๋กำลังเขียนมีชื่อว่า ‘ชอลิ้วเฮียง จอมโจรจอมใจ’
เรื่องนี้ต้องทำออกมาให้ได้ เพราะต่อไปหลินจือไป๋ต้องถ่ายทำ My Own Swordsman
เมื่อมีมุกโจรผู้สงางาม ‘ชอลิ้วเฮียง’ แล้ว พอถึง My Own Swordsman ที่มีโจรศักดิ์สิทธิ์ไป่อวี้ถังหรือก็คือไป่จานถัง ทุกคนถึงจะอินตามได้..
ห่อเกี้ยวทั้งถาดเพียงเพื่อจิ้มกับน้ำส้มสายชูหนึ่งคำ? พูดแบบนี้ก็ไม่ค่อยถูกนัก อย่างน้อย My Own Swordsman ก็ไม่ได้เป็นแค่น้ำส้มสายชูคำเดียว ส่วน ‘ชอลิ้วเฮียง จอมโจรจอมใจ’ จะดังแค่ไหนเมื่อออกฉาย หลินจือไป๋เองก็ไม่แน่ใจ แต่อย่างน้อยก็ไม่ถึงขั้นล้มเหลวแน่นอน เพราะนี่คือหนึ่งในผลงานตัวแทนของกูหลง
“ได้ครับ”
เจียงเฉิงตอบรับ จากนั้นก็พูดต่อว่า “เว็บไซต์เสินฮวาวิดีโอกำลังจะทำวาไรตี้ขนาดใหญ่ที่ผลิตเอง คุณได้ยินหรือยังครับ โครงการนี้ผู้รับผิดชอบก็คือลูกสาวของหลินเซี่ย หลินเพิ่ง”
“วาไรตี้อะไรครับ?”
“เหมือนจะชื่อว่า ‘ศิษย์ครู’ จุดขายคือหาสีดารามาเป็นเมนเทอร์ แล้วให้รับลูกศิษย์เข้าไปแข่งกันครับ…”
หลินเพิ่ง?
สายตาของหลินจือไป๋มีประกายวาบผ่าน จากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ไหนๆ เว็บไซต์วิดีโอคุนเผิงก็ทำละครออริจินัลไปแล้ว งั้นทำวาไรตี้ออริจินัลสักรายการต่อก็ไม่เสียหายจริงไหม?”
“วาไรตี้อะไรเหรอครับ?”
“ก็แนวรับศิษย์นี่แหละครับ”
“คุณไม่ได้ล้อผมเล่นใช่ไหมครับ หลินเพิ่งทำแนวรับศิษย์ แล้วเราก็จะทำแนวรับศิษย์อีก? เหมือนกันเกินไปจะไม่ใช่เรื่องดีนะครับ คนอื่นจะหาว่าเราลอกเลียนแบบพวกเขา”
“ของผมไม่เหมือนหรอก” หลินจือไป๋พูด “เราก็จะเชิญสี่ดารามาเป็นเมนเทอร์เหมือนกัน แต่ไม่ใช่รับศิษย์นะ จะให้เมนเทอร์สร้างทีมขึ้นมาแล้วแข่ง PK กันในรอบสุดท้าย”
“นั่นมันก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ?”
“ไม่เหมือนครับ เรามีเก้าอี้หมุน”
“มันคืออะไรครับ?”
“อืม รออ่านแผนรายการแล้วกัน อธิบายปากเปล่าตอนนี้ไม่เข้าใจหรอก”
“ชื่อวาไรตี้ล่ะครับ?”
“เรียกว่า The Voice ฉินโจว แล้วกัน”
“โห”
เจียงเฉิงหัวเราะออกมา ชื่อวาไรตี้ใหม่นี้ทั้งง่ายและตรงไปตรงมาจริงๆ