ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 280 คำวิงวอนของป้า (1)
หลินจือไปให้เจียงเฉิงคอยจับตามองครอบครัวของลุงรองมาตลอด
หลินเซียมีลูกชายสองคนคือพี่น้องหลินหูกับหลินเป้าที่โง่เขลา และยังมีลูกสาวที่ดีมากคนหนึ่งคือหลินเพิ่ง
พี่น้องหลินหูกับหลินเป้าไม่น่ากังวลนัก
โครงการเสินฮวาไลฟ์ของหลินหูแทบจะล้มเหลวไปแล้ว สู้หลื่อวี่ไลฟ์ที่คุนเผิงถือหุ้นอยู่ไม่ได้เลย
ส่วนหลินเป้าก็หันไปทำการ์ตูนแล้ว ว่ากันว่าทำได้ไม่เลว และก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไร แต่ในสายตาของหลินจือไปก็แค่งั้นๆ ตอนนี้เลยยังไม่คิดจะสนใจ ปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่ไปก่อน
ดังนั้นในบ้านของลุงรองก็เหลือแค่หลินเพิ่งที่หลินจือไปยังไม่ได้จัดการอย่างจริงจัง
ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว หลินเพิ่งจะทำรายการวาไรตี้นี้ ไม่ใช่พุ่งเข้ามาชนปากกระบอกปืนของหลินจือไปตรงๆ เลยหรือ?
หลินจือไปย่อมไม่เกรงใจ หยิบ ‘The Voice’ ออกมาตอบโต้ทันที
เพราะแนวทางของรายการนี้ใกล้เคียงกับ ‘ศิษย์ครู’ อะไรนั่นของหลินเพิ่งมาก ไม่แน่ถึงเวลานั้นหลินจือไปอาจจะดึงฐานผู้ชมของรายการหลินเพิ่งมาทั้งหมดเลยก็ได้!
แล้วถ้าแข่งไม่ไหวล่ะ?
ความเป็นไปได้นั้นแทบไม่มีเลย เพราะวาไรตี้ใหม่ของหลินจือไปอย่าง ‘The Voice’ เคยเป็นรายการปรากฏการณ์ระดับชาติในชาติก่อน!
แม้หลังจากทำไปหลายซีซันความนิยมจะลดลง แต่ซีซันแรกนั้นเป็นที่ฮือฮาถึงขีดสุด ช่วงพีคถึงขั้นบดขยี้รายการประเภทดนตรีทั้งหมด ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของรายการประกวดร้องเพลงเลย!
ใครเจอก็ตายทั้งนั้น!
สิ่งเดียวที่ยากคือครั้งนี้หลินจือไปต้องให้คุนเผิงผลิตรายการนี้เพียงลำพัง
แน่นอนว่าไม่ใช่ทำเองทั้งหมด เรื่องนี้ยังต้องพึ่งพาพลังของสามค่ายใหญ่ เพราะหลินจือไปต้องการหาที่นั่งของโค้ชที่เหมาะสมสำหรับ ‘The Voice’ แล้วการแสดงออกของเหล่าโค้ชก็เป็นจุดดึงดูดที่ยิ่งใหญ่!
ถ้าอยากให้ ‘The Voice’ ฮิตถล่มทลายเหมือนชาติที่แล้ว หรือแม้กระทั่งเหนือกว่านั้น รายชื่อโค้ชต้องแข็งแกร่งสุดๆ!
สิ่งแรกที่หลินจือไปนึกถึงก็คือต้องเชิญราชาเพลงหรือราชินีเพลงมานั่งเป็นโค้ช แล้วชื่อของ ‘จางซีหยาง’ ก็พลันผุดขึ้นมาในหัว
เขาต้องเชิญจางซีหยางให้ได้!
ราชาเพลงก็อยู่ตรงหน้าแล้วไม่ใช่หรือ!
อย่างไร ‘Sis Waves’ ทางนั้นก็ใกล้จะจบแล้ว ให้จางซีหยางเข้าร่วมทีม ‘The Voice’ ต่อเลยก็คงไม่มีปัญหา ด้านตารางงานก็น่าจะไม่ติดขัด เพียงแต่ถ้าให้คุนเผิงไปเชิญจางซีหยางตรงๆ มันจะดูไม่มีเหตุผลเท่าไหร่ ด้วยนิสัยของอีกฝ่ายมีโอกาสมากที่จะปฏิเสธ เว้นเสียแต่ไปตี้จะเอ่ยปาก
งั้นก็ได้ แต่แสดงละครฉากหนึ่ง แล้วหลินจือไปให้เจียงเฉิงเป็นตัวแทนคุนเผิงไปเชิญไปตี้ที่เสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ให้มารับตำแหน่งผู้อำนวยการรายการ ‘The Voice’!
เมื่อมีเหตุผลนี้ ไปตี้เข้าร่วม ‘The Voice’ ก็จะสมเหตุสมผลทันที และเมื่อไปตี้เข้ามาในทีม ‘The Voice’ แล้ว ดึงจางซีหยางเข้ามาต่อก็ยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติ
ส่วนโค้ชอีกสามคนนั้นจะเลือกใคร?
หลินจือไปยังไม่ได้ตัดสินใจ เขาต้องเขียนแผนโครงการออกมาก่อน ซึ่งไม่ยากนัก ปรับกับระบบนิดหน่อย จากนั้นใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จสิ้นแล้วส่งต่อให้เจียงเฉิง
“รายการประกวดร้องเพลงขนาดใหญ่?”
เจียงเฉิงมองแผนโครงการพลางพึมพำว่า “เหมือนกับศิษย์ครูเป๊ะเลยนะครับ กระบวนการไม่มีปัญหาอะไร ทีมงานจัดการออดิชันหาผู้เข้าแข่งขันที่มีฝีมือ แล้วค่อยให้โค้ชเลือกคนสุดท้าย แข่งขันภายในทีมและรอบชิง…”
“พูดแล้วเหมือนง่าย แต่จุดขายหลักไม่ได้เหมือนรายการประกวดร้องเพลงแบบเดิมๆ หรอกครับ” หลินจือไปอธิบายให้เจียงเฉิงฟัง
“ก่อนอื่น ตอนที่เราจัดเวที เก้าอี้ของโค้ชทั้งสี่คนสำคัญมาก ต้องหันหลังให้เวที เพื่อที่โค้ชจะไม่เห็นผู้เข้าแข่งขัน แน่นอนว่าจะไม่รู้ด้วยว่าหน้าตาเป็นยังไง ได้ยินแค่เสียงเท่านั้น คุณภาพของเสียงจะเป็นมาตรฐานเดียวในการตัดสินใจ ชอบก็แค่กดปุ่มหมุนเก้าอี้มา นั่นถึงเรียกรายการนี้ว่า ‘The Voice’ ตัดปัญหาการตัดสินคนจากหน้าตาได้อย่างเด็ดขาดจากต้นทางเลย”
ในฉินโจวมีรายการประกวดดนตรีลักษณะนี้อยู่ไม่น้อย แต่ในรายการเหล่านั้นมักมีปรากฏการณ์ตัดสินกันที่หน้าตาอยู่เสมอ ผู้เข้าแข่งขันที่หน้าตาดีก็มักจะโดดเด่นกว่าคนที่มีฝีมือแต่หน้าตาธรรมดา
แต่เจียงเฉิงกลับไปสนใจที่คำว่า ‘กดปุ่มหมุนเก้าอี้’ เขานึกถึงรายการ ‘If You Are The One’ ที่บริษัทเคยทำ ซึ่งก็มีช่วงกดปุ่มที่เป็นเอกลักษณ์เช่นกัน ผู้ชมก็ชอบดูแขกรับเชิญสาวๆ กดปุ่ม แต่ ‘The Voice’ ก็น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะต้องกดปุ่มเก้าอี้ถึงจะหันมาได้
“แต่มีแค่หันเก้าอี้อย่างเดียวพอเหรอครับ?”
นอกจากการหมุนเก้าอี้แล้ว เจียงเฉิงก็ไม่เห็นจุดเด่นอื่นอีก แค่เลือกคนจากเสียงอะไรนั่น เขาเดาว่าแค่เป็นลูกเล่นหนึ่ง สุดท้ายก็ยังคงเลือกหนุ่มหล่อสาวสวยอยู่ดี แบบที่รายการประกวดร้องเพลงไหนๆ ก็เป็นกัน!
“อย่าดูถูกการออกแบบอย่างนี้เชียวนะ” หลินจือไปกล่าวว่า “เพราะการออกแบบนี่แหละ รายการถึงได้ดูสนุกขึ้นมาจริงๆ”
การหมุนเก้าอี้ก็แค่รูปแบบหนึ่ง แต่รูปแบบนี้สามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ในนี้ยังเกี่ยวพันกับหลักจิตวิทยาบางอย่างที่จะชักนำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกอยากเห็นโค้ชกดปุ่มเลือกผู้เข้าแข่งขันบางคนอย่างร้อนใจด้วย
“เข้าใจแล้วครับ”
เจียงเฉิงยิ้มพลางพูดว่า “ผมเชื่อในการตัดสินใจของเจ้านายเรื่องวาไรตี้ครับ คุณบอกว่าได้ก็ต้องได้แน่ แต่โค้ชทั้งสี่คนของรายการนี้คงสำคัญมากเลยใช่ไหมครับ?”
หลินจือไปเล่าความคิดของตัวเองออกมา เจียงเฉิงทำสีหน้าแปลกๆ พลางพูดว่า “ความหมายของคุณคือให้ไปตี้มารับตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีของ ‘The Voice’ เพื่อสกัดรายการใหม่ของเสินฮวาอย่างนั้นเหรอครับ? แบบนี้จะไม่กลายเป็นสู้กันเองในเสินฮวาหรือครับ ผลกระทบอาจจะไม่ดีหรือเปล่า? เสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์จะยอมจริงๆ เหรอ? ตัวตนไปตี้ก็ยังถือว่าเป็นคนของเสินฮวาอยู่นะครับ…”
“ไม่มีปัญหาหรอกครับ”
หลินจือไปกล่าว “นี่แหละคือจุดเด่นของเสินฮวา หรือแม้แต่สามค่ายใหญ่เลย อีกอย่างรายการวาไรตี้ของหลินเพิ่งเป็นผลงานที่เว็บไซต์วิดีโอเสินฮวาผลิต ไม่ใช่แผนกวาไรตี้ที่พี่ชายผมดูแลอยู่ ซึ่งมันคนละส่วนกัน เพียงแต่ทุกคนต่างก็อยู่ในเครือเสินฮวากรุ๊ป และต่างก็มีความสามารถในการผลิตวาไรตี้อย่างอิสระเท่านั้น”
เสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เว็บไซต์วิดีโอเสินฮวา สำหรับคนนอกมองดูเหมือนจะเป็นบริษัทเดียวกันก็จริง แต่ความจริงแล้วแบ่งเป็นคนละฝ่าย ก็เหมือนความสัมพันธ์ระหว่าง WeChat กับ QQ ที่ซับซ้อนมาก เรื่องนี้ใครที่เคยทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ย่อมรู้ดี ว่าสายผลิตภัณฑ์ต่างๆ มักจะมีทั้งความร่วมมือและการแข่งขันอยู่ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกัน ความสัมพันธ์ก็ยิ่งซับซ้อน ในเครือเสินฮวา แม้แต่ภายในแผนกเดียวกันก็ยังมีการแก่งแย่งกันเอง ต่างแผนกต่างสายผลิตภัณฑ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เจียงเฉิงถอนใจกล่าว “หวังว่าคุนเผิงของพวกเราจะไม่ทะเลาะกันเองแบบนี้ในอนาคตนะครับ การแข่งขันหรือร่วมมือกันระหว่างแผนกไม่เป็นไร แต่ถ้าเลยเถิดขึ้นมา สิ่งที่เสียหายก็คือผลประโยชน์ของทั้งบริษัท”
คุนเผิงมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อนาคตย่อมจะมีแผนกต่างๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเกิดขึ้นแน่นอน หลังจากได้บทเรียนเล็กน้อยจากเส้นทางการพัฒนาของเสินฮวากรุ๊ป เจียงเฉิงก็ถามว่า “นอกจากให้เจ้านายใช้ตัวตนของไปตี้เชิญจางซีหยางแล้ว โค้ชอีกสามคนจะให้ใครมาเป็นดีครับ?”
“ยังคิดไม่ตกเลยครับ”
“ดูจะยากพอสมควรนะครับ คาดว่าต่อให้เชิญราชาเพลงจางซีหยางมาได้ ก็คงต้องอาศัยสถานะไปตี้ของเจ้านายด้วย…”
“พี่มีวิธีไหมครับ?”
“พวกเราให้ชูฉานช่วยได้นะครับ เทียนกวงเอ็นเตอร์เทนเมนต์มีราชาราชินีเพลงมากที่สุด อีกอย่างเลี้ยงทหารพันวันก็เพื่อออกรบวันเดียว พวกเราให้ผลประโยชน์กับเธอไปมากมาย ก็ควรถึงเวลาที่เธอต้องตอบแทนแล้วละครับ”
“งั้นก็ให้ชูฉานช่วย”
หลินจือไปสั่งเจียงเฉิงให้จัดการเรื่องเหล่านี้
ไม่กี่วันต่อมา หลินเวยผู้จัดการแผนกเพลงคนปัจจุบันของเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ นัดพบกับหลินจือไป
หลินเวยนับว่าเป็นป้าของหลินจือไป และเป็นน้องสาวแท้ๆ ของลุงใหญ่ ลุงรอง และลุงสาม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างหลินเวยกับบรรดาลุงๆ ไม่ค่อยสนิทสนมเท่าไหร่ แน่นอนว่ากับครอบครัวของหลินจือไปก็เช่นกัน นับว่าไม่ได้มีเรื่องบาดหมางละนะ
“ผู้จัดการเรียกผมเหรอครับ”
หลินจือไปเดินเข้าไปในห้องทำงานแล้วทักทายหลินเวย
หลินเวยมองหลานชายตัวเองแล้วเผยรอยยิ้มออกมา
“ไม่ต้องเรียกว่าผู้จัดการหรอก เรียกว่าป้าก็พอ ไม่งั้นฉันคงต้องเรียกเธอว่าอาจารย์ไปตี้หรือไง”
“ป้าเกรงใจเกินไปแล้วครับ”
หลินจือไปทำตามอย่างไม่ขัดข้อง ตนมีความแค้นกับครอบครัวลุงๆ ก็จริง แต่กับป้าคนนี้ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกันมาก่อน หนี้แค้นก็ต้องคิดกับเจ้าของที่แท้จริง หลินจือไปยังไม่ถึงขั้นพาลโกรธป้าที่ค่อนข้างห่างเหินคนนี้ไปด้วย
“เสี่ยวไป๋”
หลินเวยพูดขึ้นว่า “คืออย่างนี้ ทางคุนเผิงมีวาไรตี้ใหม่อยากเชิญเธอไปเป็นผู้อำนวยการดนตรีของรายการนั้น บริษัทประชุมแล้วตัดสินใจให้เป็นไปตามความสมัครใจของเธอ”
ดูท่าทางเจียงเฉิงคงส่งคำเชิญไปแล้ว ตรงกับที่หลินจือไปคิดไว้ บริษัทไม่ได้ขัดขวางอะไร แถมยังมอบอิสระสูงสุดให้กับตัวตนไปตี้อีกด้วย เพราะอย่างไรตอนนี้บริษัทก็รู้กันหมดแล้วว่าหลินจือไปคือหลานชายคนเล็กของประธานหลินเจามู่ ถึงขั้นมีข่าวลือในบริษัทว่าหลินจือไปคือหลานแท้ๆ ที่หลินเจามู่รักมากที่สุด ข่าวลือนี้ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย เพราะประธานถึงกับมอบสำนักพิมพ์เสินฮวาที่ประเมินมูลค่าหลายหมื่นล้านให้หลินจือไป เรื่องนี้ในสายตาหลายคนถือเป็นหลักฐานแน่นหนา เพราะแม้แต่ลูกชายสี่คนอย่างชุน เชี่ย ชิว ตง ก็ยังไม่ได้รับการปฏิบัติแบบนี้จากปู่เลย