ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 296 ยึดแผนกเพลงเสินฮว่ากรุ๊ป!
เมื่อเห็นว่าคนสุดท้ายที่มาปิดท้ายในตอนที่สองเป็นคุณปู่
ทุกคนในฉินโจวก็ได้เห็นแล้วว่า คุนเผิงสตูดิโอ ทำตามที่พูดขนาดไหน
ที่ว่าไม่ดูรูปลักษณ์ก็คือไม่ดูรูปลักษณ์จริงๆ!
ที่ว่าไม่ดูอายุก็คือไม่ดูอายุจริงๆ!
รายการอื่นก็เคยโฆษณาคล้ายๆ กัน อ้างว่าเราไม่มีอคติต่อเงื่อนไขภายนอกของผู้เข้าแข่งขัน
แต่ไม่มีใครทำแบบนั้นจริงๆ หรอก!
แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ก็เหมือนกับเนื้อวัวในบะหมี่เนื้อคังซือฟู
ที่ใช้รูปภาพเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น คุณคิดจริงๆ เหรอว่าจะเจอเนื้อวัวข้างใน?
“คุนเผิงสตูดิโอซื่อสัตย์เกินไปแล้ว!”
“ตรงกับคำโฆษณาที่ว่าไว้ทุกอย่าง!”
“ก่อนหน้านี้ยังมีคนบอกว่าการประชาสัมพันธ์ของคุนเผิง เป็นแค่กลเม็ดทางการตลาดอยู่เลย”
“แต่จะว่าไปแล้ว คุณปู่คนนี้อายุมากขนาดนี้แล้วจะยังร้องเพลงได้จริงเหรอ?”
“รายการอย่าพยายามฝืนเลยนะ!”
“รู้ว่าพวกคุณซื่อสัตย์แต่ก็ต้องรักษามาตรฐานไว้ด้วยสิ”
“ลองฟังดูก่อนเถอะ”
“บางทีอาจจะเป็นการให้โอกาสคุณปู่ก็ได้ มาให้กำลังใจแกกันเถอะ”
“จะว่าไปก็ถูก”
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น จู่ๆ ดนตรีก็ดังขึ้น
เพลงนี้ชื่อว่า ‘ระเบิด’ เป็นเพลงร็อกที่โจวหานจิ้นปล่อยออกมาเมื่อสามปีก่อน
สไตล์ดนตรีดุดันมากจนทำเอาผู้ชมถึงกับตกใจ!
ให้ตายสิ!
เพลงนี้เหรอ?
ทำไมถึงเป็นเพลงนี้ไปได้!?
ในสายตาของทุกคน คุณปู่จี๋เสียงควรจะร้องเพลงที่มีสไตล์โบราณเก่าแก่
เน้นการถ่ายทอดเรื่องราวในน้ำเสียงและความลึกซึ้งที่มาพร้อมกับกาลเวลา
แต่คาดไม่ถึงเลยว่าเพลงที่อีกฝ่ายเลือกจะทันสมัยวัยรุ่นขนาดนี้!
“เล่นใหญ่เบอร์นี้เลย?”
“เพลงนี้ฉันเรียนดนตรีมาสามปียังร้องได้ไม่ค่อยถึงเลย!”
“คุณปู่ดุดันมาก!”
“กล้ามากจริงๆ ที่เลือกเพลงนี้!”
“เพลงนี้เขาจะร้องถึงเหรอ?”
“เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางแน่นอน!”
“เพลงนี้เป็นฝันร้ายในคาราโอเกะของใครหลายคนเลยนะ!”
“หลักๆ เลยคือคนเราอายุมากขึ้นเสียงก็จะเสื่อมลง”
“ราชาราชินีเพลงหลายคนก็เลิกร้องเพลงเพราะอายุมากขึ้นนี่แหละ”
“ให้ตายเถอะเขาร้องจริงๆ!”
ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ชม ท่อนร้องหลักได้เริ่มต้นขึ้น
จี๋เสียงเปิดตัวด้วยเสียงที่หนักแน่น
“ขว้างระเบิดใส่ชีวิต! ระเบิดความหดหู่ให้กระจุย!”
“ความเสื่อมโทรมและอ่อนล้าฉันไม่เกี่ยว!”
“ฉันฉลองท่ามกลางแดดร้อนแรงอย่างบ้าคลั่ง!”
“บางทีช่วงนี้สับสนวุ่นวายไปบ้าง!”
“แต่ท้องฟ้าของฉันยังคงสีคราม!”
“บางทีคนเราอาจเดียวดายโดดเดี่ยว แต่ชีวิตเปรียบดังริมทะเลสาบ”
“มีใครบางคนเฝ้ารอฝั่งโน้นเสมอ ตอบสนองทุกความคาดหวังของเธอ!”
“คนเราจะแพ้จริงๆ ก็ต่อเมื่อถึงวินาทีที่ยอมแพ้ ฉันอยากกล้าหาญเหมือนระเบิด!”
ผู้ชมตะลึงอึ้ง!
คุณปู่คนนี้พลังเสียงเต็มเปี่ยม!
ไม่น่าเชื่อเลยว่าปีนี้เขาจะอายุหกสิบปีเต็มแล้ว!
“สภาพร่างกายแบบนี้!”
“ตอนฉันหกสิบจะยังได้สภาพนี้ไหมนะ?”
“แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ในความเป็นจริงจะมีสักกี่คน”
“ที่อายุหกสิบปีแล้วยังร้องเสียงสูงกับร้องเพลงร็อกได้มันขนาดนี้”
“สุดยอด!”
“คุณปู่สุดยอดไปเลย!”
“การแสดงนี้ทำเอาฉันทึ่งจริงๆ!”
“เสียงสูงนี้โดนใจฉันเลย!”
“หมุนแล้วๆ!”
ท่ามกลางเสียงอุทานของผู้ชม โจวหานจิ้นหมุนเก้าอี้กลับมา
อย่างไรเพลง ‘ระเบิด’ เพลงนี้ก็เป็นเพลงของเขา
แต่ราชาเพลงโจวของเราไม่คาดคิดเลยว่า ผู้ที่ร้องเพลงอยู่จะเป็นคุณปู่ที่อายุเกือบเท่าพ่อของตัวเอง
ในชั่วขณะนั้นจึงเผลออุทานว่า
“เชี่ย!”
ทีมงานตัดต่อได้เซ็นเซอร์เสียงของโจวหานจิ้นไป
แต่ผู้ชมทุกคนต่างก็อ่านปากของเขาที่ขยับเป็นคำว่า “เชี่ย” ออก พลันหลุดหัวเราะพรวด!
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!”
ราชาเพลงโจวคนนี้มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ
จนทำให้ทีมงานรายการหวั่นใจ หากไม่เซ็นเซอร์เสียง คาดว่าทางการคงไม่ยอมให้ออกอากาศ
หลังจากนั้นฉินเลี่ยนหมุนตัว!
หลี่เชียวหมุนตัว!
จางซีหยางหมุนตัว!
คุณปู่จี๋เสียงได้รับการหมุนเก้าอี้จากทั้งสี่คน!
เพียงแต่ตอนที่โค้ชอีกสามคนหมุนเก้าอี้มา ก็ตกใจจนอึ้งตะลึงไปเช่นกัน!
หลี่เชียวร้องกรีด “คุณอายุเท่าไหร่คะเนี่ย!”
ฉินเลี่ยนหน้าถอดสี “อย่างน้อยก็ห้าหกสิบปีละมั้ง!”
จางซีหยางตะลึงงัน “ผมเกือบตกใจจนหัวใจวายแล้ว!”
โจวหานจิ้นถึงกับร้องตาม “ฉันก็คือระเบิด ฉันก็คือระเบิดลูกนั้น!”
เหมือนระเบิดจริงๆ!
ทั่วทั้งสถานที่ถูกระเบิดกระเจิง!
เทปที่สองก็จบลงประมาณนี้ แต่ชาวเน็ตที่ดูรายการกลับพากันตกตะลึงพรึ่งเพริด!
แพลตฟอร์มจี๋กวงมีหัวข้อที่เกี่ยวข้องนับไมถ้วน
‘ใครบอกว่าผู้เข้าแข่งขันเก่งๆ ของ ‘The Voice’ ถูกใส่ไว้ในเทปแรกทั้งหมดกัน’
‘ให้ตายสิเทปสองก็เจ๋งโคตรๆ เลยหรอก!’
‘ขอโทษครับผมผิดไปแล้ว!’
‘ฉันไม่กล้าสงสัยรายการวาไรตี้ของคุนเผิงอีกแล้ว!’
‘ผู้เข้าแข่งขันตอนที่สองไม่ด้อยไปกว่าตอนแรกเลยนะ’
‘โดยเฉพาะคุณปู่จี๋เสียงคนสุดท้ายนี่ ทำเอาฉันตกใจจริงๆ!’
‘คำโบราณว่าไว้ไม่ผิดเลยนะ!’
‘ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด!’
‘คุณปู่ยังคงเป็นคุณปู่อยู่วันยังค่ำ!’
‘รายการนี้ไร้เทียมทานโดยสมบูรณ์แล้ว!’
‘คุ้มค่ากับการที่ฉันอดทนรอมาทั้งสัปดาห์จริงๆ สะใจ!’
‘เพลงร็อกเพลงสุดท้ายนั้นระเบิดระเบ้อไปเลย!’
‘รายการนี้ก็คือลูกระเบิด!’
เป็นไปตามคาด ‘The Voice’ ตอนที่สองก็ได้รับความนิยมเช่นกัน
ความนิยมสูงกว่าตอนแรกด้วยซ้ำ เพราะความนิยมของรายการยังอยู่ในช่วงสะสมและเพิ่มสูงขึ้น
คราวนี้ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามอีกแล้ว!
แม้แต่แฟนตัวยงของ ‘ศิษย์ครู’ ก็เงียบปากสนิทกันหมด!
จะโจมตี ‘The Voice’ ยังไงได้ละในเมื่อคนทั้งโลกออนไลน์ต่างชื่นชม!
ตอนนี้ไม่มีใครพูดถึง ‘ศิษย์ครู’ โดยสิ้นเชิงแล้ว
แม้จะพูดถึงก็มีแต่คนตำหนิมากกว่า ถึงแม้รายการนั้นจะมีโค้ชระดับซูเปอร์สตาร์สี่คนก็ตาม
แต่เมื่อเทียบกับ ‘The Voice’ แล้ว รายการประเภทเดียวกันรายการไหนๆ ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นตัวแทนได้เลย
สำหรับผู้ชมไม่มีอะไรเทียบได้จริงๆ ช่องว่างมันกว้างใหญ่เกินไป!
วันรุ่งขึ้นเจียงเฉิงโทรหา หลินจือไป๋
“มีข่าวดีมาบอกเจ้านายครับ”
“ส่วนแบ่งทางการตลาดของแบรนด์ที่หลินกงรับผิดชอบอยู่ ถูกคู่แข่งที่สนับสนุน ‘The Voice’ ของพวกเรากดดันจนย่ำแย่แล้วครับ”
“อื้ม”
หลินจือไป๋ ยิ้ม ปีนี้ก็ใกล้จะสิ้นสุดพอดี
ถึงเวลาที่รุ่นที่สองและสามของตระกูลหลินจะต้องส่งผลงานแรกกันแล้ว
ผลงานของหลินกงคราวนี้สำหรับปู่แล้ว ผลงานนั้นสอบตกแน่นอน
“หลินกงจบแล้ว”
เจียงเฉิงกล่าวอย่างทอดถอนใจ
หลินจือไป๋ กล่าวยิ้มๆ “ไม่ใช่แค่หลินกงหรอก หลินเฟิ่งก็จบไม่สวยเหมือนกัน”
“หลังจากนี้คงยากมากที่พวกเขาจะได้โอกาสให้ควบคุมดูแลโครงการไหนอย่างเป็นอิสระ”
“ยินดีกับเจ้านายล่วงหน้าครับ”
เจียงเฉิงยิ้มกล่าว “ถ้าจะพูดว่าจบไม่สวย ที่จริงแล้วหลินเซิ่งก็เกือบจะจบไม่สวยเหมือนกันครับ”
“เสินฮว่าไลฟ์อยู่ในมือเขาปีนี้แทบจะไม่ได้ทำกำไรอย่างจริงจังเลย”
“ตรงกันข้ามหลินเป้าค่อนข้างน่าสนใจ อุตสาหกรรมมังงะที่หมอนั่นรับผิดชอบกลับทำได้ดีน่าประหลาดใจจริงๆครับ…”
“ยังไม่ต้องสนใจเขาครับ”
ตอนที่ หลินจือไป๋ บาดเจ็บที่ศีรษะ เป็นเพราะเขาถูกคนรุ่นที่สามของเสินฮว่ารุมกลั่นแกล้ง
ที่จริงแล้วสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือคนที่แอบผลักเขา คนคนนั้นไม่น่าใช่หลินเป้า
เพราะหลินเป้ามีนิสัยโหวกเหวกโวยวาย เป็นประเภทเสียงดังแต่ไม่ได้ทำจริง
และในความทรงจำหมอนั่นอยู่ห่างออกไปพอสมควร
ผู้ต้องสงสัยหลักของ หลินจือไป๋ คือหลินมู่กับหลินเซินจากบ้านของลุงสาม
นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาเกลียดชังหลินหลิว ใครให้หลินหลิวเป็นลูกสาวของลุงสามละ?
อีกอย่างในช่วงสองสามปีนี้ที่ หลินจือไป๋ บาดเจ็บ
หลินหลิวก็อยู่ในกลุ่มคนที่กีดกันครอบครัวของเขาอย่างรุนแรงที่สุด
เป็นประเภทที่ทำอย่างโจ่งแจ้งเปิดเผย บาดหมางกับพี่สาวของเขาอย่างลึกซึ้ง
คนแบบนี้ในอดีตเขาไม่เคยอ่อนข้อให้ และต่อไปก็จะไม่ใจอ่อนเช่นกัน
เวลานี้พี่สาวโทรศัพท์เข้ามา หลินจือไป๋ บอกเจียงเฉิงคำหนึ่งจากนั้นก็รับสาย
พี่สาวเสียงตื่นเต้นของหลินซีดังมาจากปลายสาย
“ข่าวดี!”
“ข่าวดีอะไรครับ?”
หลินซีอิ้มกล่าว “ตอนนี้พี่เป็นรองผู้จัดการแผนกเพลงเสินฮว่าแล้ว”
“ป้าเป็นคนเลื่อนตำแหน่งให้ เขาทําตามที่นายสั่งจริงๆ ด้วยละ!”
“ยินดีด้วยครับ”
หลินจือไป๋ หัวเราะตาม ตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่ป้าขอร้องให้เขาปล่อยมือ
เขาก็สั่งให้สำนักพิมพ์เสินฮวายกเลิกข้อจำกัดต่างๆ ต่อบริษัทโรงพิมพ์ของลุงเขยแล้ว
ผลกำไรในส่วนนี้ค่อนข้างมากทีเดียว การเลื่อนตำแหน่งของพี่สาวคือการตอบแทนของป้า
คุยกับพี่สาวแบบนั้นไปอีกสักพัก จู่ๆ ก็มีสายที่สามโทรเข้ามา
หลินจือไป๋ เลิกคิ้วเล็กน้อย ครั้งนี้คือป้าหลินเวย
หลังจากบอกให้พี่สาวรู้ หลินจือไป๋ ก็รับโทรศัพท์ของหลินเวย
ป้าหลินเวยดูคล้ายมาขอความดีความชอบ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“หลานรักเธอได้ข่าวแล้วใช่ไหม ป้าให้ตำแหน่งรองผู้จัดการแผนกเพลงกับพี่สาวเธอแล้วนะ”
หลานรัก?
หลินจือไป๋ ขนลุกวาบ แต่ปากกลับไม่ได้แสดงออก ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“ขอบคุณสำหรับการเลื่อนตำแหน่งครับป้า พวกเรามีความสุขที่ได้ร่วมงานกัน”
“ไม่มีอะไรแล้วผมขอวางสายก่อนนะครับ”
“อย่าเพิ่งสิ!”
ป้าดูเหมือนจะมีเรื่องอะไรบางอย่าง “มีเรื่องหนึ่งที่ป้าอยากคุยกับเธอต่อหน้า”
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับป้า แล้วก็เกี่ยวข้องกับพี่สาวเธอด้วย…”
“ได้ครับ”
เมื่อเห็นว่าป้าดูจริงจังมาก หลินจือไป๋ ก็อยากรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร
จึงนัดเจอกับอีกฝ่ายที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งทันที
ครึ่งชั่วโมงต่อมาทั้งสองคนพบกัน หลินเวยกล่าว:
“เมื่อปีที่แล้วปู่ได้มอบหมายโครงการที่แตกต่างกันให้พวกเรา เพื่อใช้เวลาหนึ่งปีดูว่าคนรุ่นที่สองและสามแต่ละคนทำผลงานเป็นยังไง”
“ผลงานของเธอดีที่สุด ดังนั้นเธอเลยส่งผลงานล่วงหน้าและได้รับสำนักพิมพ์เสินฮวาไป”
“แต่ผลงานของป้าจัดว่ากลางๆ…”
“ป้าอยากพูดอะไรก็พูดตรงๆ ได้เลยครับ”
หลินจือไป๋ ไม่ได้เกรงใจป้าคนนี้มากนัก
หลินเวยไม่ได้สนใจท่าทีของ หลินจือไป๋ ที่มีต่อตน เธอพูดอย่างจริงจังว่า:
“ป้าประเมินตัวเองแล้วว่ายังมีความสามารถอยู่บ้าง แต่แผนกเพลงไม่เหมาะกับป้า”
“ป้าเลยกำลังคิดอยู่ว่าจะมอบแผนกเพลงนี้ให้หลินซีดีไหม…”
“ป้าทำใจได้เหรอครับ?”
หลินจือไป๋ เลิกคิ้วเล็กน้อย หลินเวยกล่าว:
“ป้าไปขอต่อรองกับปู่เธอมา ขอเปลี่ยนไปรับผิดชอบโครงการอื่นได้เรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของป้า”
“แต่การที่หลินซีอยากเป็นผู้อำนวยการแผนกเพลง จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากป้า”
“เงื่อนไขละครับ”
หลินจือไป๋ เข้าประเด็นทันที หลินเวยค่อนข้างชอบนิสัยของหลานชายคนนี้
แม้จะไม่สุภาพหรือเกรงใจ และไม่ได้ให้ความเคารพต่อผู้อาวุโสอย่างเธอมากนัก
แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ไม่เล่นตุกติก มีปัญหาอะไรก็คุยกันอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
“เงื่อนไขก็คือสัญญาการพิมพ์ของสำนักพิมพ์เสินฮวา ต่อไปให้แบ่งงานให้กับลุงเขยของเธอมากขึ้นหน่อย”
หลินจือไป๋ กล่าว “สามสิบเปอร์เซ็นต์”
หลินเวยส่ายหน้า “ห้าสิบเปอร์เซ็นต์”
ทั้งสองคนสบตากัน ในที่สุด หลินจือไป๋ ก็กล่าวอย่างเรียบเฉย:
“ถ้างั้นสี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้วกันครับ หวังว่าลุงเขยจะรับไหว”
“ถ้าคุณภาพงานไม่ผ่านผมจะเปลี่ยนใจนะครับ”
“เรื่องนี้เธอวางใจได้เลย!”
หลินเวยรู้ว่าเรื่องนี้เกือบสำเร็จแล้ว จึงพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า:
“อนาคตถ้าเธอได้ครอบครองเสินฮวากรุ๊ป ก็หวังว่าจะเปิดทางรอดให้ครอบครัวป้าบ้างนะ”
“ได้ครับ”
หลินจือไป๋ ตอบ หลินเวยใจลอยเล็กน้อย คำพูดของเธอเป็นเพียงการพูดติดตลกเสียมากกว่า
ไม่คิดเลยว่า หลินจือไป๋ จะตอบรับทันที หมอนี่คิดว่าตัวเองสามารถสืบทอดเสินฮวากรุ๊ปได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ?