ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 297 โจวหานจิ้น: สู้ไม่ได้ก็เข้าร่วมซะ
หลินซีไม่รู้เลยว่าแค่ครองผู้จัดการแผนกเพลงยังไม่พอ…
น้องชายของเธอกำลังเริ่มวางแผนที่จะช่วยให้เธอครอบครองแผนกเพลงของเสินฮว่ากรุ๊ปทั้งหมดแล้ว
ในช่วงไม่กี่วันต่อมายังคงมีข่าวเกี่ยวกับ ‘The Voice’ บนอินเทอร์เน็ตมากมายแต่หลินจือไป๋ไม่จำเป็นต้องเฝ้าติดตามตลอดเวลาอีกแล้ว
อย่างไรสงครามแห่งศตวรรษวงการวาไรตี้ก็ได้ปิดฉากลงพร้อมกับความล้มเหลวของ ‘ศิษย์ครู’ ไปแล้ว
วันรุ่งขึ้นหลังจากบันทึกเทป ‘The Voice’ ตอนที่สามเสร็จเจียงเฉิงก็เหมาโรงแรมแห่งหนึ่งจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำเชิญสมาชิกในทีมงานรายการ
ซึ่งถือเป็นงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จด้วยหลินจือไป๋ในฐานะผู้อำนวยการเพลงของรายการก็มาเข้าร่วมงานด้วยเช่นกัน
“ทุกคนเหนื่อยกันมากเลยนะครับ!”
“โค้ชทั้งสี่ท่านลำบากแล้ว!”
“อาจารย์ไปตี้ก็เหนื่อยยากแล้วนะครับ!”
“เป็นหน้าที่ครับ”
“ยินดีที่ได้ร่วมงานกันค่ะ”
“ในตอนต่อๆ ไปพวกเราจะประมาทไม่ได้นะครับ”
“ข้างหน้ายังมีอีกหลายตอนเลย”
“เพื่อ ‘The Voice’ ที่จะดียิ่งๆ ขึ้นไปทุกคนดื่ม!”
“ชนแก้ว!”
งานเลี้ยงเต็มไปด้วยความปรองดองทุกคนดื่มหมดแก้วรวดเดียว
โจวหานจิ้นชนแก้วกับหลินจือไป๋หลายครั้งหลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าเมามากเกินไปหรือเปล่า
โจวหานจิ้นหน้าแดงก่ำชูสามนิ้วขึ้นมา
“สามครั้งสามครั้งนะ!”
หลินจือไป๋ตะลึงงันอะไรกันเนี่ย?
ทุกคนก็รู้สึกงงเช่นกันต่างก็คิดว่าโจวหานจิ้นกำลังจะอาละวาดเพราะเมายิ่งไปกว่านั้นยังพุ่งเป้าไปที่อาจารย์ไปตี้อีกทุกคนจึงหวั่นใจขึ้นมา
“เพราะคุณผมถึงได้อันดับสองในตารางอันดับประจำฤดูกาลถึงสามครั้ง!”
โจวหานจิ้นอาศัยฤทธิ์เหล้าพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาในที่สุดทุกคนพลันรู้สึกโล่งใจและพากันหัวเราะ
ที่แท้ก็เป็นเรื่องนี้เอง!
“ราชาเพลงโจวอย่าร้องไห้เลยครับ”
“แพ้ไปตี้ไม่น่าอายหรอกครับ”
“นั่นสิครับ”
“ตอนนี้ทุกคนก็กลายเป็นเพื่อนกันแล้วไม่ใช่เหรอแถมคุณยังร้องเพลง ‘วีรบุรุษแท้จริง’ ที่อาจารย์ไปตี้แต่งด้วยนี่เพลงนี้กำลังดังระเบิดเลย!”
ทุกคนปลอบโยนไปพลางแซวไปพลางโจวหานจิ้นกลับพูดด้วยแววตาที่ดูมึนเมา
“ผมไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ หรอกแต่สำหรับไปตี้ผมยอมเลยสุดยอดจริงๆ
แต่ผมต้องบอกว่าอันที่จริงแล้วผมก็เคยชนะอาจารย์ไปตี้มาครั้งหนึ่งนะ!”
“มีเรื่องแบบนี้จริงๆ”
หลินจือไป๋ก็ยิ้มนึกถึงครั้งแรกที่ตนเข้าร่วมชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลปล่อยเพลง ‘ดับทุกข์’ ในช่วงปลายเดือนผลคือถูกโจวหานจิ้นกดไว้ที่อันดับสอง
“ตอนนี้ย้อนนึกไปนั่นก็คือจุดสูงสุดในชีวิตของคุณแล้วละ”
ฉินเลี่ยนหยอกล้อโจวหานจิ้นหากไม่มีอะไรเหนือความคาดหมายเขาก็คงยากที่จะชนะไปตี้ได้อีกครั้ง
ตอนนี้ไปตี้เป็นถึงพ่อเพลงตัวน้อยแล้วนะในศึกเทพเจ้าคืนวันตรุษจีนเมื่อปีที่แล้วยังสามารถกดพ่อเพลงหลายคนขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้เลย!
“ผมไม่สนหรอกว่าชนะมาได้ยังไงผมชนะมาแล้วครั้งหนึ่งไม่ว่าผมจะชนะด้วยวิธีไหนก็ตาม”
โจวหานจิ้นลิ้นพันกันดื่มเหล้าเข้าไปอีกจากนั้นจู่ๆ ก็พูดออกมาอีกประโยค
“ถ้ารู้ว่าชนะครั้งเดียวต้องแลกมาด้วยการแพ้สามครั้งติดเดือนนั้นผมไม่น่าปล่อยเพลงเลย
เฮ้อตอนนี้พวกเราถือเป็นเพื่อนกันไหมครับอาจารย์ไปตี้…”
“เป็นสิครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มกล่าวโจวหานจิ้นดีใจ
“ถ้านับเป็นเพื่อนกันคุณว่าคุณควรชดเชยความเสียหายทางจิตใจให้ผมหน่อยไหม?”
“นายเมาจริงๆ เหรอ?”
จางซีหยางมองโจวหานจิ้น “ฉันว่าสมองนายยังปลอดโปร่งอยู่นะ”
เรื่องความเสียหายทางจิตใจอะไรนั่นที่แท้จริงแล้วก็คือการบอกเป็นนัยของโจวหานจิ้น
ทุกคนต่างก็ฟังออกว่าราชาเพลงโจวคนนี้กำลังยืมเหล้าขอเพลงอยู่ต่างหากน่าจะเป็นเพราะปกติไม่กล้าเสียหน้า?
“พูดอย่างนั้นก็ถูก”
โจวหานจิ้นพึมพำอ้อมแอ้ม “อาจารย์ไปตี้ก็เคยพูดว่าจะแต่งเพลงให้พวกเราอยู่แล้วนี่”
“ผมเคยพูดไว้ครับ”
หลินจือไป๋จำเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
หลี่เชียวที่คอยดูแลโจวหานจิ้นอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นทันที
“ที่จริงช่วงนี้ฉันกับเหล่าโจวค่อนข้างกังวลเทศกาลตรุษจีนใกล้จะมาถึงแล้วใช่ไหมละคะ
ทีมผู้กำกับต้องการให้เราสองคนร้องเพลงรักคู่กันแต่ยังหาเพลงที่เหมาะสมไม่ได้เลยถ้ายังกำหนดเพลงไม่ได้ก็ลำบากแล้วละคะ…”
“รีบมากเลยเหรอครับ?” หลินจือไป๋ถาม
“ค่อนข้างรีบค่ะ”
หลี่เชียวมองโจวหานจิ้นถ้าไม่รีบจริงๆ เจ้าคนที่ชอบรักษาหน้าอย่างโจวหานจิ้นคงไม่เปิดปากขอเพลงจากไปตี้หรอก
ยังไงก็โดนไปตี้อัดเละในชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลมาไม่น้อย
“ได้ครับ”
หลินจือไป๋ถาม “ใครมีกระดาษกับปากกาบ้างครับ?”
บรรดาผู้คนในงานเลี้ยงต่างก็ตะลึงงันไปในทันทีแม้แต่โจวหานจิ้นก็ดูเหมือนจะสร่างเมาขึ้นมาเล็กน้อยพลางกล่าวว่า
“คุณคงไม่ได้จะให้ฉู่ฉือเข้าสิงอีกหรอกนะ?”
หลินจือไป๋รู้สึกว่าหมอนี่พูดจาอันตรายมากและก็รู้สึกผิดในใจอยู่เล็กน้อย
“ฉู่ฉือเข้าสิงอะไรกันครับ?”
“ก่อนหน้านี้คุณเคยแต่งเพลงสดอย่าง ‘วีรบุรุษแท้จริง’ นั่นก็ฉู่ฉือเข้าสิงไม่ใช่เหรอคะ?”
ฉินเลี่ยนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยังไงคนในวงการเพลงต่างรู้กันดีว่าฉู่ฉือถนัดการแต่งเพลงสดมากที่สุดแถมแต่งเพลงได้รวดเร็วจนน่าตกใจ!”
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เองนานๆ ทีหลินจือไป๋จะมีอารมณ์ขันร้ายๆ ขึ้นมาบ้างกล่าวว่า
“งั้นพวกคุณคิดว่าผมกับฉู่ฉือใครเร็วกว่ากันครับ?”
“ก็ต้องเป็นฉู่ฉืออยู่แล้ว”
คนอื่นไม่กล้าพูดแต่ราชาเพลงโจวค่อนข้างใจกล้าพูดออกมาจากใจ
“ผมเคยดูไลฟ์ของฉู่ฉือความเร็วในการแต่งเพลงเร็วมากจริงๆแถมคุณภาพก็ไม่เลวเลยด้วย
คุณเคยแต่งเพลงสดให้เห็นแค่ครั้งเดียวอาจจะมีดวงโชคดีด้วยก็ได้นอกจากว่าคุณจะแต่งเพลงสดให้กับผมและหลี่เชียวดูอีกครั้งตอนนี้!”
หลินจือไป๋: “…”
จางซีหยางพูดไม่ผิดดูเหมือนว่าหมอนี่ไม่ได้เมาจริงๆ สมองยังปลอดโปร่งมากแถมยังรู้ว่าจะต้องใช้วิธีพูดกระตุ้น
เจียงเฉิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดัง “ลูกคิดราชาเพลงโจวของเราดังขนาดนี้ต่อให้ผมไปฉีโจวก็คงยังได้ยิน”
ทุกคนหัวเราะตามระหว่างที่หัวเราะกันอยู่นั้นไม่รู้ว่าใครนำกระดาษกับปากกามาวางไว้ตรงหน้าหลินจือไป๋จริงๆ
“ได้ครับ”
หลินจือไป๋ก็มีอาการมึนเมาเล็กน้อยท่าทางอารมณ์ดีไม่เลวเขียนอักษรลงบนกระดาษทันที
“เพราะความรัก?”
ทุกคนเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วเผลออ่านออกเสียงหลินจือไป๋เริ่มเขียนเนื้อเพลงไม่นานก็เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็เริ่มเขียนโน้ตเพลง
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นใช้เวลาเพียงแค่ห้านาทีเท่านั้นสิ่งนี้ทำให้แววตาของทุกคนเปลี่ยนไปในทันทีหมอนี่โดนฉู่ฉือเข้าสิงจริงๆ ด้วย!
มีเพียงเจียงเฉิงเท่านั้นที่กลั้นหัวเราะอยู่เงียบๆ
หลังจากนี้เมื่อทุกคนรู้ว่าไปตี้คือฉู่ฉือแล้วหวนนึกถึงฉากนี้ในวันนี้ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไง?
เจียงเฉิงค่อนข้างตั้งตารอเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยอย่างไรเจียงเฉิงก็ไม่เคยคิดว่าความลับที่ไปตี้คือฉู่ฉือจะถูกปกปิดไปได้ตลอดไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีคนค้นพบ
โดยเฉพาะพฤติกรรมอวดเก่งของเจ้านายแบบวันนี้ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะถูกเปิดโปงมากขึ้นไปอีก
“ผมขอดูหน่อย”
จางซีหยางหยิบโน้ตเพลงและเนื้อเพลงด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วร้องออกมาอย่างลืมตัว
“มอบซีดีเก่าๆ แผ่นหนึ่งให้เธอลองฟังความรักของเราในตอนนั้นบางครั้งก็ลืมไปว่าฉันยังรักเธอ…”
ซี๊ด!
เพลงนี้ท่วงทำนองไพเราะมากถ่ายทอดอารมณ์ได้ถึงขั้นที่แค่ประโยคแรกความรู้สึกก็ออกมาแล้ว
“ใช้ได้เลยนี่”
รองผู้อำนวยการเพลงของรายการดวงตาเป็นประกายทันทีที่ได้ยินประโยคแรกท่วงทำนองนี้ช่างสวยงามเหลือเกิน
ไม่เหมือนเพลงที่ไปตี้แต่งขึ้นมาแบบฉับพลันทันด่วนเลย!
ฉินเลี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปใกล้เพราะหลินจือไป๋ได้ระบุเสียงชายและหญิงเอาไว้ในเนื้อเพลงด้วย
ถัดไปเป็นส่วนเสียงผู้หญิงฉินเลี่ยนจึงร้องตามโดยรับช่วงต่อจากประโยคก่อนหน้าของจางซีหยางพอดี
“ร้องเพลงแบบนั้นไม่ได้อีกแล้วได้ยินเมื่อไหร่ก็หน้าแดงหลบเลี่ยงไปแม้จะลืมบ่อยครั้งว่าฉันยังรักเธออยู่…”
“เพราะจัง! เพราะเกินไปแล้ว!”
ผู้กำกับรายการสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นปรบมือเบาๆ ตามจังหวะผลคือคนทั้งงานต่างก็ปรบมือตามกันแปะๆๆ
เสียงปรบมือเป็นจังหวะฉินเลี่ยนเริ่มร้องได้อย่างเข้าถึงอารมณ์แล้ว
“เพราะความรักไม่โศกเศร้าง่ายดาย…”
จางซีหยางร้องตามติดๆ เข้าที่เข้าทางมากขึ้นเรื่อยๆ
“ทุกสิ่งจึงเป็นดังภาพแห่งความสุข…”
เป็นแบบนี้เองทั้งสองคนร้องโต้ตอบกัน
“เพราะความรักเติบโตขึ้นมาอย่างเรียบง่ายยังคงคลั่งไคล้เพื่อเธอได้ทุกเมื่อ”
“เพราะความรักไม่มีเลยจะร่วงโรยเราจึงยังดูเหมือนเยาว์วัย”
“เพราะความรักอยู่ที่ตรงนั้นไงยังคงมีผู้คนเดินไปเดินมาไม่ห่างหาย”
เมื่อฟังถึงตรงนี้หลี่เชียวก็ตื่นเต้น!
ราชาเพลงโจวสร่างเมา!
เพลงนี้เหมาะกับพวกเขาสองคนมากเกินไปแล้ว!
ร้องเพลงนี้ในงานตรุษจีนปีนี้ต้องดังแน่นอน!
นี่คือการตัดสินอย่างมืออาชีพของบุคคลระดับราชาราชินีเพลงเพลงนี้มีศักยภาพที่จะดังระเบิดรวมกับเวทีตรุษจีนแล้วความดังเป็นเรื่องที่ไม่ต้องสงสัยเลย!
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้โจวหานจิ้นยืนถูมือไปมาแล้วพูดกับจางซีหยางอย่างเขินอาย “นี่ของฉันนะเป็นของฉัน…”
“ไม่แย่งนายหรอก”
จางซีหยางเย้าแหย่เขากลับไปหนึ่งประโยคส่วนหลินจือไป๋ก็หยอกเย้าราชาเพลงโจวประโยคหนึ่ง
“ผมกับฉู่ฉือใครหล่อกว่ากันครับ?”
นี่คือการอ้างอิงถึงประโยคทองจากเรื่อง ‘โจวจี้ทูลคัดค้านกษัตริย์ฉีให้รับฟังคำทัดทาน’ มาจาก ‘บันทึกราชวงศ์จั้นกั๋วยุทธศาสตร์ฉี’
ประโยคเดิมคือ ‘ข้ากับท่านสวีกงแห่งกำแพงเมืองเหนือใครหล่อกว่ากัน’
ดังนั้นผู้คนในโลกนี้จึงเข้าใจได้เช่นกันแน่นอนว่าต้องเป็นเด็กดีที่ตั้งใจเรียนถึงจะเข้าใจ
อย่างเช่นจางซีหยางที่ตอบกลับทันทีว่า “ท่านงดงามยิ่งนักท่านฉู่จะเทียบได้อย่างไร?”
นี่คือคำพูดเดิมของภรรยาโจวจี้ในต้นฉบับเพียงแต่เปลี่ยนจาก ‘สวีกง’ เป็น ‘ฉู่ฉือ’ เท่านั้น
โจวหานจิ้นมองจางซีหยางราวกับเป็นคนไม่มีความรู้ที่น่าเป็นห่วงขณะที่หลี่เชียวก็พูดตามมาอีกประโยคว่า “ท่านฉู่จะเทียบท่านได้อย่างไรกัน?”
นี่คือคำพูดเดิมของอนุภรรยาโจวจี้ในต้นฉบับดังนั้นการพูดแบบนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการประจบสอพลอ
อีกอย่างภายหลังโจวจี้ก็ได้เห็นสวีกงด้วยตาตนเองและรู้สึกละอายใจว่าตนเองยังสู้ไม่ได้ดังนั้นจึงไม่สามารถพูดได้ว่าไปตี้โอ้อวดและดูถูกฉู่ฉือ
คนที่เข้าใจรู้สึกว่าเป็นวาทศิลป์ที่ยอดเยี่ยมมากแม้ว่าโจวหานจิ้นจะไม่เข้าใจแต่ดูเหมือนว่าเขาต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง
ผลสุดท้ายเขากลั้นใจอยู่นานก่อนจะพูดติดขัดออกมาว่า
“ฉู่ฉือสู้ท่านไม่ได้หรอกเพราะท่านนั้นงดงามยิ่งนัก!”
ทุกคนหัวเราะกันยกใหญ่ทั้งๆ ที่ในข้อความต้นฉบับยังมีประโยคของแขกที่ว่า ‘สวีกงไม่งดงามเท่าท่าน’
แต่น่าเสียดายที่โจวหานจิ้นดูเหมือนจะไม่เคยอ่านบทความภาษาโบราณนี้มาก่อน
“สรุปแล้วขอบคุณมากนะครับหลังจากนี้ถ้าต้องการให้ช่วยอะไรก็บอกได้เลย!”
โจวหานจิ้นตบหน้าอกรับประกันเขาพอใจกับเพลง ‘เพราะความรัก’ นี้มากส่วนเรื่องเสียงหัวเราะของทุกคนเขาก็แค่เมินมันไป!
สู้ไม่ได้ก็เข้าร่วมซะสิ!
อุตส่าห์ขอเพลงจากไปตี้แล้วจะกลัวคนอื่นหัวเราะทำไม?
หลี่เชียวก็แสดงความขอบคุณตามไปด้วยแต่หลินจือไป๋กลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“เป็นเรื่องที่ผมเคยรับปากไว้แล้วที่จริงแล้วถึงแม้จะเป็นเพลงคู่ชายหญิงแต่ก็เป็นแค่เพลงเดียวก็ถือว่าให้ราชาเพลงโจวไปเลยแล้วกันครับ”
หลี่เซียวกะพริบตา “พูดแบบนี้หมายความว่าต่อไปฉันก็จะมีเพลงหนึ่งด้วยเหรอคะ?”
“ฉันก็มีเหรอคะ?” ฉินเลี่ยนก็มีความหวัง
จางซีหยางวางตัวสงบกว่าจะได้เพลงจากหลินจือไป๋หรือไม่ก็ไม่เป็นปัญหายังไงเขากับไปตี้ก็เคยร่วมงานกันมาหลายครั้งแล้ว
“มีทุกคนครับ”
หลินจือไป๋กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
งานเลี้ยงอาหารค่ำนานกว่าหนึ่งชั่วโมงมอบเพลงไปหนึ่งเพลงในที่สุดก็เดินออกจากร้านอาหาร
สายลมพัดมาปะทะหน้าวูบหนึ่งหลินจือไป๋พลันได้สติขึ้นมาไม่น้อยตอนแยกย้ายทุกคนต่างต้องการจะอาสาไปส่งหลินจือไป๋กลับบ้าน
หลินจือไป๋โบกมือ “ผมเดินกลับเองครับ”
เขาขอหน้ากากอนามัยจากจางซีหยางซึ่งเป็นของที่ดาราต้องมีติดตัวเวลาออกไปข้างนอกเพื่อป้องกันความยุ่งยากจากการถูกคนจำได้
“ระวังตัวด้วยนะครับ”
ทุกคนแยกย้ายกันไปหลินจือไป๋ใส่หน้ากากอนามัยเดินกลับบ้าน
เขารู้สึกว่าการนั่งรถอึดอัดเกินไปสู้เดินกลับดีกว่ายังไงก็แค่สามกิโลเมตรขาเดินไหวแน่นอน
แต่ปัญหาคือ…
เพราะว่าเทศกาลตรุษจีนกำลังจะมาถึงอีกแล้วนั่นเองร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหมดที่หลินจือไป๋เดินผ่านต่างก็เปิดเพลงเดียวกัน
เพลงนั้นมีชื่อว่า ‘ขอให้ร่ำรวย’