ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 318 เคยกี่คราจักชายตาแลเหล่าท้าวพระยามหากษัตริย์!
ผลงานที่หลินจือไป๋เขียนในขณะนี้คือ ‘ปัวชวนจื่อ·สรรเสริญดอกเหมย’ ของ “ลูโหยว”!
หากจะกล่าวว่าบทกวีสรรเสริญดอกเหมยของหวังอันสือเรียบง่ายและถ่อมตัว อาจทำให้คนที่ไม่เข้าใจบทกวีรู้สึกเฉยๆ แต่สำหรับบทกวีของลูโหยวบทนี้ ไม่ว่าใครจะชอบสไตล์แบบไหน ในวินาทีนี้ก็ไม่กล้าพูดคำว่า ‘ไม่’ ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ!
ขณะที่เขียนบทกวีนี้ หลินจือไป๋รู้สึกอัดอั้นในใจ อารมณ์ที่ขึ้นลงดั่งคลื่นลมนี้แทรกซึมเข้าไปในลายมือของเขา จังหวะหนักเบาดั่งคลื่นยักษ์ถาโถม ทุกตัวอักษรทุกประโยคล้วนสะเทือนตาสะท้านใจ!
“อักษรนี่…” คุณยายจ้าวอ้าปากแล้วกลับหาคำบรรยายที่เหมาะสมไม่พบ ลายมือนี้สร้างผลกระทบต่อจิตใจของเธอมากเกินไป!
“ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” คนวงนอกยังคงไม่รู้ชัด แต่เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคนที่ผิดปกติ แต่ละคนก็เริ่มร้อนรน
ข้างกายหลินจือไป๋ เมื่อโจวไท่เห็นตัวอักษรเหล่านี้ไปจนถึงบทกวีทั้งบท เขาก็ตะลึงงัน ตอนนี้เมื่อได้ยินเสียงฮือฮาจากวงนอก ในใจของเขาพลันรู้สึกฮึกเหิม จึงหยิบกระดาษเซวียนจื่อที่หลินจือไป๋เขียนชูขึ้นสูงทันที!
“ทุกท่านเชิญชมตามสบายครับ!” น้ำเสียงของโจวไท่เจือไปด้วยความโกรธ ความเย้ยหยัน และความตื่นตะลึง
ตามการกระทำของโจวไท่ ผู้อาวุโสต่างพากันลุกขึ้นดูเนื้อหาบนกระดาษ ผลคือมองปราดเดียวทั้งงานก็เงียบสงบลงทันที แต่ละคนราวกับเป็ดถูกบีบคอ มีเพียงดวงตาที่แทบจะถลนออกมานอกเบ้า! หลายวินาทีต่อมา ทั้งงานเดือดพล่านในที่สุด!
“พระเจ้าช่วย! ตัวอักษรนี่!”
“เป็นไปได้ยังไง! ทำไมถึงมีตัวอักษรแบบนี้ได้!”
“พลิ้วไหวดังเมฆาเคลื่อน ทรงพลังดุจมังกรผงาด ต่อให้มีปรมาจารย์มาอยู่ที่นี่จริง ก็ไม่แน่ว่าจะทำได้ดีกว่าผลงานชิ้นนี้เลย!”
“ยังมีบทกวีนี่อีก! ภายนอกเขียนถึงดอกเหมย แท้จริงทุกถ้อยคำล้วนพุ่งเป้าไปยังผู้คน!”
ประโยคแรกที่ว่า “ริมสะพานขาดนอกสถานีมาเร็ว บานเดียวดายไร้เจ้าของ” กำลังพูดถึงตอนเข้างานประชุมกวีนิพนธ์วันนี้ที่เหล่านักเขียนต่างกีดกันไปตี้ให้โดดเดี่ยว!
ประโยคต่อมา “พลบค่ำระทมทุกข์ลำพังช้ำเจอลมฝนกระหน่ำ” ชัดเจนว่ากำลังพูดถึงอาเหลย อันอัน และเกออู ที่รวมหัวกันสร้างความลำบากให้ไปตี้!
ประโยคที่สาม “ไร้เจตนาชิงวสันต์ ปล่อยให้เหล่าบุปผาริษยาไป” ในบริบทนี้คำว่า ‘เหล่าบุปผา’ ไม่ใช่คำชมที่ดีนัก ประโยคนี้ประกาศตนเองว่าไม่ลดตัวลงไปแย่งชิงกับใคร แต่ดันมีบางคนที่ริษยาจนต้องเล่นงานเขาให้ได้!
ประโยคสุดท้าย “ร่วงหล่นสู่โคลนตมแหลกเป็นธุลี มีเพียงกลิ่นหอมยังคงเดิม” ไม่ต้องคิดลึกอะไร ไปตี้ถูกตัดสินว่าแพ้ นี่ไม่ใช่ร่วงหล่นสู่โคลนตมแหลกเป็นธุลีหรอกหรือ? แต่ประเด็นสำคัญสุดท้ายกลับอยู่ที่คำว่า “มีเพียงกลิ่นหอมยังคงเดิม” ต่างหาก!
เมื่อได้เห็นทักษะพู่กันนี้! เมื่อได้อ่านบทกวีนี้! บรรดาคนที่มุ่งเป้าโจมตีไปตี้ต่างก็หน้าแดงด้วยความละอายแทบไม่มีที่ยืน! อับอายขายหน้าเกินไปแล้ว! ไปตี้เพียงตัวคนเดียว แทบจะใช้อักษรวิจิตรภาพนี้และบทกวีบทนี้ตบหน้านักเขียนทุกคนในงานประชุมกวีฉาดใหญ่ ต่อให้เป็นคนหน้าหนาแค่ไหนตอนนี้ก็ยังรู้สึกเจ็บชา
บนโลกออนไลน์ เมื่อโจวไท่ชูกระดาษขึ้นสูง ชาวเน็ตก็ได้เห็นบทกวีในที่สุด! โลกออนไลน์ระเบิดสนั่นหวันไหว!
“ทักษะพู่กันระดับเทพขนาดนี้ ไปตี้เป็นคนเขียนจริงๆ เหรอ!?”
“เหลือเชื่อ! ทำไมก่อนหน้านี้เขาไม่ใช้มันล่ะ!”
“ไปตี้บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่า ไม่อยากให้ทักษะพู่กันมากระทบต่อการตัดสินบทกวี เลยจงใจซ่อนคมไว้ นี่คือวิสัยทัศน์และความสง่างามของไปตี้! กลับคิดไม่ถึงว่าจะมีคนดันทุรังเอาเรื่องทักษะพู่กันขึ้นมาพูด จนทำให้ปรมาจารย์อักษรวิจิตรระดับเทพท่านนี้พิโรธเข้าจนได้!”
“จิตใจที่กว้างขวางของไปตี้นี่ผมยอมรับเลยจริงๆ ที่แท้ก่อนหน้านี้เขาก็แค่ไม่อยากใช้ทักษะพู่กันรังแกคน!”
“พวกนักเขียนนี่มันตัวตลกชัดๆ ก่อนหน้านี้ยังกล้าบอกว่าทักษะพู่กันของไปตี้ไม่ได้เรื่อง เขาแค่ไม่อยากรังแกพวกนายเลยต่อให้ต่างหากเล่า!”
“ประเด็นคือบทกวีนี่ก็สุดยอดไปเลยนะ! ทุกประโยคทิ่มแทงกระดูกสันหลังของนักเขียนพวกนี้เลย!”
ฉากนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนมากจริงๆ ไปตี้ได้แสดงความเป็นวีรบุรุษฉายเดี่ยวอย่างแท้จริง! ถ้าพูดแบบติดตลกหน่อยก็คือ เดิมทีไปตี้ตั้งใจจะคบหากับทุกคนในฐานะคนธรรมดา แต่คิดไม่ถึงว่าคนพวกนี้จะไม่เห็นค่า ดังนั้นไปตี้เลยเลิกแสร้งแล้วเปิดไฟให้ดูหมดหน้าตัก… และพอไปตี้เอาจริง ตัวละครอย่างจี้เฉวียนไท่ก็มีแต่จะแพ้อย่างน่าอดสูยิ่งกว่าเดิม!
ในช่องถ่ายทอดสด มีศิลปินอักษรวิจิตรออกมาวิเคราะห์: “ไปตี้นี่แหละปรมาจารย์อักษรวิจิตรตัวจริง! หรือจะบอกว่าในบรรดาปรมาจารย์เขาก็คือผู้ที่โดดเด่นที่สุด! เพราะเขาได้สร้างสรรค์ตัวอักษรสิงรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน! อนาคตวงการอักษรวิจิตรของบลูสตาร์ต้องมีที่ยืนของเขาอย่างแน่นอน!”
กลับมาที่งาน หลินจือไป๋กวาดสายตามอง ไม่มีใครกล้าสบตากับเขาตรงๆ เลยสักคน! รวมทั้งเจียงเฮอ หวงอวี้โหลว และจี้เฉวียนไท่! แม้แต่อวิ๋นหลานที่โยนความรับผิดชอบมาโดยตลอด ตอนนี้ก็ต้านทานสายตาของหลินจือไป๋ไม่ไหว ต้องหลบตาไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
ตอนนี้อวิ๋นหลานรู้สึกเสียใจจนแทบบ้า! เมื่อกี้ตนน่านะช่วยพูดให้ไปตี้! แต่โลกนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจให้กิน
ตอนนี้ทั้งงานเหลือเพียงคุณยายจ้าวและโจวไท่สองคนเท่านั้นที่ยังสามารถหัวเราะได้อย่างเบิกบานใจ!
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วละ!” โจวไท่ถูมือแล้วกล่าวว่า “ผลงานอักษรวิจิตรชิ้นนี้ของอาจารย์ไปตี้ มอบให้ฉันได้ไหม?”
คุณยายจ้าวอยากจะพูดแต่ก็หยุดไป ความจริงเธอเองก็อยากได้ผลงานพู่กันชิ้นนี้เหมือนกัน! แต่ช่วยไม่ได้ วันนี้มันน่าอึดอัดจริงๆ ไปตี้เป็นคนที่เธอเชิญมาแต่กลับถูกรุมกระหน่ำอย่างหนัก คุณยายจ้าวรู้สึกผิดและโทษตัวเองอย่างมาก จึงไม่กล้าหน้าด้านเอ่ยปากขอ
“ไม่ต้องเกรงใจครับ” หลินจือไป๋กล่าวกับโจวไท่อย่างจริงจัง “ผลงานชิ้นนี้ผมมอบให้คุณครับ มันเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพของพวกเรา”
“แฮะๆ มีคำพูดนี้ของนายก็พอแล้ว!” โจวไท่ตื่นเต้นหายใจหอบถี่ เก็บรักษาบทกวีนี้ราวกับได้รับสมบัติล้ำค่า วันนี้ต่อให้ล่วงเกินนักเขียนนับไม่ถ้วนเพื่อหลินจือไป๋แล้วยังไง? มีผลงานพู่กันชิ้นนี้ เขารู้สึกว่าทุกอย่างคุ้มค่าแล้ว
เจียงเฮอกระแอมขึ้นมา สถานการณ์เลวร้ายมากแล้ว หากงานจบลงไปแบบนี้ บรรดาปัญญาชนที่อยู่ที่นี่จะต้องถูกประณามหยามเหยียด รวมถึงตัวเขาและหวงอวี้โหลวด้วย! เจียงเฮอต้องทำให้ไปตี้และทุกคนคืนดีกันให้ได้ ต่อให้ต้องก้มหัวด้วยตัวเองก็ยอม
“หากเป็นบทกวี ‘ปัวชวนจื่อ·สรรเสริญดอกเหมย’ บทนี้ วันนี้จี้เฉวียนไท่ก็พ่ายแพ้แล้ว! พรสวรรค์ของอาจารย์ไปตี้ถือเป็นอันดับหนึ่งของงานประชุมกวีนิพนธ์ในวันนี้ และถือเป็นอันดับหนึ่งของคนรุ่นใหม่ในวงการวรรณกรรมฉินโจวครับ!”
ตอนนี้ถึงยอมรับว่าฉันชนะเหรอ? หลินจือไป๋ยิ้มเยาะ เขาเดาความคิดของเจียงเฮอออก มอบฉายานี้ให้ฉันเพื่อเป็นการขอโทษและชดเชยเหรอ? ใครจะเป็นผู้นำวงการวรรณกรรมฉินโจว ไม่ใช่สิ่งที่พวกนายจะตัดสินได้!
เจียงเฮอและหวงอวี้โหลวส่งสายตากันแล้วกล่าวอีกครั้ง “อาเหลย เกออู อันอัน พวกคุณเข้ามานี่ ขอโทษอาจารย์ไปตี้เดี๋ยวนี้! พยายามขอให้อาจารย์ไปตี้อภัยให้ เรื่องนี้โดยตัวของมันเองก็เป็นความผิดของพวกคุณอยู่แล้ว!”
เกออูหน้าซีดเผือด อาเหลยตัวสั่นเทิ้ม อันอันกัดฟันกรอด ทั้งสามคนเดินอืดอาดเข้าไปหาหลินจือไป๋แล้วพูดว่า “ขอโทษครับ… อาจารย์ไปตี้… ก่อนหน้านี้พวกเราไม่ควรโจมตีคุณโดยที่ยังไม่เข้าใจดีพอ…”
“ผมไม่รับคำขอโทษครับ” หลินจือไป๋กล่าวอย่างเรียบเฉย
“อาจารย์ไปตี้ ช่วยเห็นแก่หน้าผมเถอะครับ…” เจียงเฮอยิ้มกล่าว “ถือซะว่าผมที่เป็นผู้อาวุโสในวงการวรรณกรรมขอร้องคุณก็แล้วกันครับ”
“ไวหน้าพวกเราหน่อยเถอะครับ” หวงอวี้โหลวก็กัดฟันพูดเช่นกัน แถมยังมองไปทางอวิ๋นหลาน
อวิ๋นหลานถอนหายใจ “เรื่องนี้ให้ผ่านไปเถอะค่ะ อาจารย์ไปตี้ งานประชุมกวีนิพนธ์ควรจะจบลงด้วยความสุขของทุกคน…”
สามผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการวรรณกรรมเชียวนะ! แต่หลินจือไป๋ไม่ไหวติง ทั้งสามคนอดไม่ได้ที่จะมองไปทางคุณยายจ้าว แต่คุณยายจ้าวกลับหลบสายตาพวกเขาแล้วกล่าวว่า “เรื่องของอาจารย์ไปตี้ ยังไม่ถึงคราวที่คนแก่อย่างฉันจะเข้าไปสอดปาก”
สีหน้าของทั้งสามเริ่มไม่สู้ดี กลับเป็นจี้เฉวียนไท่ที่กล่าวเบาๆ ว่า “ในอุทรท่านมหาเสนา กว้างขวางจนพายเรือได้…”
หลินจือไป๋ยิ้มและกล่าวตอบ:
“ตัวขามิใช่มหาเสนา ประจักษ์เพียงว่าทุรชนไร้สัตย์ ละทิ้งแก่นสารใฝ่หาเพียงกระพี้ ยามพึงใจก็แสร้งหยิบยื่น ยามขัดเคืองก็คิดช่วงชิง!”
บทกวีนี้แม้ไม่นับว่ายอดเยี่ยม แต่ใช้ด่าคนได้เจ็บแสบจริงๆ พวกเกออูรู้สึกหน้าชาแต่กลับไม่กล้าส่งเสียงต่อต้าน
“ผมเป็นรองประธานสหพันธ์วรรณกรรม อาจารย์หวงเป็นผู้นำใหญ่สมาคมนักเขียน อาจารย์อวิ๋นก็เป็นนายกสมาคมกวีนิพนธ์ พวกเราสามคนพูดอย่างไม่อายปาก ถือเป็นผู้อาวุโสในวงการวรรณกรรม จะแก้ความแค้นในวันนี้ไม่ได้เลยเหรอครับ? คุณเป็นคนทำการใหญ่ ควรจะมีจิตใจที่กว้างขวางกว่านี้สิครับ”
เอาตำแหน่งมาข่มฉัน? ใช้ศีลธรรมมาบีบบังคับฉัน?
หลินจือไป๋รินเหล้าให้ตัวเองแก้วหนึ่ง หลังจากดื่มลงคอ ใบหน้าก็เริ่มแดงระเรื่อ “บอกว่าใจฉันไม่กว้างขวางพอสินะ… เพราะผมเมาแล้วไง!”
หลินจือไป๋อยู่ในสภาวะมึนเมาเล็กน้อยจริงๆ วันนี้เขาดื่มเหล้ามดเขียวไปไม่น้อย ตอนนี้ร่างกายจึงโอนเอนเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า:
“ตัวข้าคือขุนนางฟ้าแห่งภูผาและวารี สวรรค์พลิกมอบความบ้าและเสรีแก่ข้า”
“เคยลิขิตฟ้าบัญชาลมฝน ยินดีการั้งเมฆาขอยืมจันทร์”
“ร่ายกวีหมื่นบท รำสุราพันจอก…”
“เคยกี่คราจักชายตาแลเหล่าท้าวพระยามหากษัตริย์!?”
หลินจือไป๋ก้าวเดินไปยังประตู เกาะกรอบประตูไว้ เผยให้เห็นอาการเมามาย น้ำเสียงเริ่มขาดห้วง
“หอหยกตำหนักทอง คร้านหวนกลับ ขอทัดดอกเหมย เมามายสุดหล้า… ณ ลั่วหยาง งานประชุมกวีนิพนธ์ยังไม่จบ แต่สำหรับผม งานประชุมกวีนิพนธ์ได้จบสิ้นแล้ว”