ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 319 บทกวีอำลาของไปตี้!
หลินจือไป๋เดินจากไปเช่นนั้นเอง
และเมื่อหลินจือไป๋จากไป งานประชุมกวีนิพนธ์ครั้งนี้ก็ตกอยู่ในสภาพยุ่งเหยิงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
แม้งานยังไม่จบลง แต่หลังจากนี้จะยังทำอะไรได้อีก?
แต่งบทกวี?
แต่งโคลง?
ท่าทีบ้าบิ่นอิสระเสรีหลังดื่มเหล้าของไปตี้ ได้ทิ้งเงามืดมหึมาไว้เหนืออุทยานอิงเหมยแล้ว
บทกวีและโคลงกลอนของใครจะก้าวข้ามไปได้?
กระทั่ง.. แม้แต่บทกวีบทนั้นก่อนจากไป ก็เรียกได้ว่าทำลายจิตใจคนอย่างโหดเหี้ยม ถูกลิขิตมาเพื่อทำให้นักเขียนนับไม่ถ้วนในงานประชุมกวีนิพนธ์ไมอาจเชิดหน้า!
บทกวีบทนี้องอาจห้าวหาญเกินไปแล้ว!
แปลง่ายๆ ก็คือ ตัวข้าคือขุนนางสวรรค์ผู้ดูแลภูผาและวารี เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงประทานความอหังการและอิสระเสรีแก่ข้า
เคยตวัดพู่กันบัญชาลมฝนนับครั้งไม่ถ้วน และเคยถวายฎีการั้งเมฆา ขอยืมจันทร์มามากมาย
ตัวข้าอิสระเสรี! ท่องกวีกลอนหมื่นบทก็ไม่เกินไป! ดื่มสุราพันจอกก็ไม่เมามาย!
ไหนเลยเหลาราชาขุนนางและแม่ทัพนายกองจะอยู่ในสายตา?
ต่อให้ได้เสวยยศเป็นขุนนางในตำหนักสวรรค์อันตราตรึง ข้าก็คร้านจะไป
ปรารถนาเพียงทัดดอกเหมยร่ำสุราให้เมามายอยู่ในเมืองลั่วหยาง นครแห่งบุบผานี้!
เนื้อหานี้สิ!
บ้าจนไร้ขอบเขตไปแล้ว!
แต่ด้วยผลงานเอง หลินจือไป๋ในวันนี้เขาก็มีสิทธิ์ที่จะบ้าบิ่นเช่นนี้อย่างเต็มเปี่ยม
เขาดื่มเหล้าไปพลางร่ายบทกวีไปพลาง ทั้งงานไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้เลย
นี่ไม่ใช่ ‘ร่ายกวีหมื่นบท ร่ำสุราพันจอก’ หรอกหรือ?
ต่อให้สุดท้ายเจียงเฮอและผู้นำวงการวรรณกรรมคนอื่นๆ จะออกหน้าไกล่เกลี่ยความบาดหมาง เขาก็หาได้ไยดี
ราวกับบทกวีท่อนนั้นที่เขาร่ายว่า “เคยกี่คราจักชายตาแลเหล่าท้าวพระยามหากษัตริย์?”
สองประโยคสุดท้ายยิ่งไม่ต้องพูดถึง “หอหยกตำหนักทองคร้านหวนกลับ ขอทัดดอกเหมยเมามายสุดหล้าลั่วหยาง”
เข้าได้กับสถานการณ์อย่างถึงที่สุดเช่นกัน กล่าวถึงทั้งดอกเหมยที่บานสะพรั่งทั่วอุทยานอิงเหมย และกล่าวถึงเขาที่เมามายอยู่จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่คือชานเมืองลั่วเฉิง ลั่วหยางก็คือชื่อเรียกในสมัยโบราณของเมืองลั่วเฉิงนั่นเอง
ดวงตาของเจียงเฮอแดงก่ำ แน่นอนว่าไม่ได้ซาบซึ้งใจ หลักๆ เป็นความโกรธเกรี้ยว
เคยกี่คราจักชายตาแลเหล่าท้าวพระยามหากษัตริย์ อะไรกัน!
แกเองเป็นถึงลูกชายตระกูลมหาเศรษฐีชั้นนำ แถมยังกุมสำนักพิมพ์อันดับหนึ่งของฉินโจว เป็นบุคคลระดับท้าวพระยามหากษัตริย์เองแท้ๆ!
หวงอวี้โหลวก็ปิดกั้นตัวเองไปแล้ว สายตาที่มองเจียงเฮอเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
ถ้าไม่ใช่เพราะรับปากเจียงเฮอที่เป็นเพื่อนเก่าว่าจะช่วยดันจี้เฉวียนไทสุดกำลังในวันนี้ เขาจะถึงกับต้องหาเรื่องใส่ตัวขนาดนี้เหรอ?
แต่ใครจะไปคิดว่าพรสวรรค์และทักษะพู่กันของไปตี้จะไปถึงระดับนี้ได้กันล่ะ!
อวิ๋นหลานเลือกที่จะไม่พูดอะไรเลย วันนี้ทุกทางเลือกของเธอผิดพลาดไปหมด
ทั้งที่แค่ยืนอยู่ข้างไปตี้ ก็จะได้ชื่อเสียงมาฟรีๆ ตั้งมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน
แต่เธอกลับไม่มีความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวพอที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้!
ที่นี่คุณยายจ้าวพอจะมองภาพรวมออก อาจจะเป็นเพราะความรับผิดชอบต่อวงการวรรณกรรมละมั้ง ในที่สุดเธอก็ยังคงดำเนินการจัดงานประชุมกวีนิพนธ์ต่อไป
เป็นโจวไทที่วันนี้ปล่อยตัวปล่อยใจเต็มที่แล้ว
เมื่อเห็นหลินจือไป๋จากไป ก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ถึงอาจารย์ไปตี้จะจากไปแล้ว แต่บทกวีที่เขาทิ้งไว้ ผมรู้สึกว่าคุ้มค่าที่ทุกท่านจะมาถกกันให้มากขึ้นนะครับ”
“อย่างบทกวีบทสุดท้ายที่เขาร่ายมา ส่วนตัวผมรู้สึกว่าเรียกได้ว่าเป็นบทที่ดีที่สุดของงานประชุมกวีนิพนธ์ในวันนี้เลย!”
นายก็กล้าพูดนะ! มีคนแอบหัวเราะออกมา
และก็มีคนรวบรวมความกล้ากล่าวว่า “ผมคิดว่าบทที่ดีที่สุดคือ ปัวชวนจื๋อ สรรเสริญดอกเหมย ครับ”
อย่างไรก็ไม่ใช่ว่านักเขียนทุกคนจะเป็นตัวร้ายในวันนี้เสียหมด บางคนแค่เลือกที่จะรักษาตัวรอดโดยไม่พูดอะไร
น่าจะมีทัศนคติคล้ายๆ กับอวิ๋นหลาน เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ถูกเจียงเฮอและหวงอวี้โหลวบีบให้แสดงท่าทีเหมือนอวิ๋นหลาน
แต่ตอนนี้พวกเจียงเฮอต่างก็เงียบกริบ พวกเขาจึงกล้าที่จะอาจหาญขึ้นมาบ้าง และเริ่มวิจารณ์ผลงานของไปตี้
“จักร่วมจิบสักจอกได้หรือไม่ ต่างหากที่ดี!”
“ผมชอบ ร่วงหล่นสู่ดอกเหมยไม่อาจเห็น ที่สุดครับ!”
งานประชุมกวีนิพนธ์กลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ความคึกคักนี้เป็นของบรรดาผู้ที่ไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีไปตี้เมื่อครู่
ส่วนใครที่เคยช่วยผสมโรงเหยียบย่ำไปตี้ ตอนนี้ต่างก็ไม่มีหน้าจะพูดอะไร ทำได้เพียงก้มหน้าดื่มเหล้าอย่างเงียบๆ ด้วยความกลัดกลุ้ม
ในระหว่างนั้น โจวไทยังนำผลงานพู่กันชิ้นเดียวที่หลินจือไป๋ทิ้งไว้ในวันนี้ออกมา และร่วมชื่นชมซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับนักเขียนบางคนที่รักษาความเงียบมาตลอดก่อนหน้านี้
แล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “จะว่าไป ผลงานชิ้นนี้ก็มีความดีความชอบของผมอยู่ส่วนหนึ่งเหมือนกันนะครับ!”
“มีความดีความชอบอะไรของคุณ?”
“ผมฝนหมึกให้ไปตี้ไงครับ!” โจวไทกล่าวอย่างเต็มภาคภูมิ
ผู้คนหัวเราะกันอย่างบ้าคลั่ง แต่หัวเราะไปหัวเราะมา กลับเริ่มรู้สึกอิจฉา
ถ้ารู้แต่แรกว่าทักษะพู่กันของไปตี้ดีขนาดนี้ ทุกคนต่างเต็มใจจะฝนหมึกให้อยู่แล้ว!
ช่องถ่ายทอดสดออนไลน์ ชาวเน็ตเห็นไปตี้ทิ้งโคลงกลอนบทสุดท้ายไว้แล้วจากไปอย่างสงางาม หน้าจอก็เต็มไปด้วยคำพูดที่ตื่นเต้น ทุกคนต่างตกตะลึง!
‘แผ่นหลังนี้หล่อระเบิดเลย!’
‘นี่สิที่เรียกว่าบดขยี้!’
‘ต่อไปเรียกไปตี้ว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจว!’
‘นี่ไม่ใช่เจียงเฮอหรือหวงอวี้โหลวแต่งตั้งให้ แต่เป็นพวกเรามหาชน!’
‘โคลงกลอนบทสุดท้ายนั้นอวดเบ่งได้ใจจริงๆ ฉันชอบ!’
‘ฉันฟังไม่ค่อยเข้าใจแต่รู้สึกตะลึงมาก!’
‘ฮ่าๆ เธอไม่ต้องฟังเข้าใจหรอก แค่นักเขียนพวกนั้นฟังรู้เรื่องก็พอแล้ว’
‘ความหมายคร่าวๆ ก็คือ ข้าน่ะโคตรเจ๋ง โคตรไม่เห็นใครอยู่ในสายตา สวรรค์เรียกตัวไปเป็นขุนนางยังไม่อยากไปเลย’
‘ผู้ยิ่งใหญ่ในวงการวรรณกรรมอย่างพวกเจ้า คิดจะให้ข้ารับคำขอโทษไว้หน้าพวกเจ้างั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!’
‘พอๆ กับที่ฉันเข้าใจเลย!’
‘ว่าแต่พวกแอนตี้หายไปไหนหมดละ? ไม่มีพวกนั้นมาคอยเถียงด้วยไม่ชินเลยจริงๆ’
‘ขอโทษที ฉันเป็นแอนตี้แต่ตอนนี้เป็นแฟนคลับแล้ว’
‘ไปตี้: ผมไม่รับคำขอโทษ!’
ช่องถ่ายทอดสดเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข!
เหตุการณ์ในวันนี้เรียกได้ว่าไปตี้กวาดแฟนคลับไปได้นับไม่ถ้วน!
ผู้ที่รับชมการถ่ายทอดสดทุกคน สุดท้ายต่างก็ต้องทิ้งคำว่า ‘ยอม’ ตัวโตๆ ไว้
ไปตี้ได้ใช้พรสวรรค์หักกระดูกสันหลังของคู่ต่อสู้ทุกคนอย่างแท้จริง!
ทั้งที่หลินจือไป๋ออกจากงานประชุมกวีนิพนธ์มาแล้ว แต่กลับพบว่ามีช่างภาพคนหนึ่งยังคอยตามถ่ายเขาอยู่ตลอด
เขาขี้เกียจจะขัดจังหวะ จึงเดินออกจากอุทยานอิงเหมยไปทั้งอย่างนั้น ตรงไปยังเฮลิคอปเตอร์ที่จอดอยู่บนสนามหญ้า และสวมแว่นกันแดดอีกครั้ง
“นี่คุณ?” ช่างภาพอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “รอเพื่อนอยู่ครับ”
แม้จะออกจากงานประชุมกวีนิพนธ์มาแล้ว แต่เขาลืมบอกลาโจวไทและคุณยายจ้าว จึงทำได้เพียงรออยู่ที่เฮลิคอปเตอร์สักพัก
จะให้กลับเข้าไปหลังจากเก๊กหล่อออกมาแล้วก็ไม่ได้หรอกจริงไหม สถานการณ์แบบนั้นคงน่าอึดอัดแย่
ที่หน้าประตูมีนักข่าวเฝ้ารออยู่ เมื่อเห็นหลินจือไป๋ออกมาก็อยากจะสัมภาษณ์กันแทบคลั่ง แต่ถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่กันเอาไว้
เพราะหากพูดตามหลักการอย่างเคร่งครัดแล้ว งานประชุมกวีนิพนธ์ยังไม่จบ นักข่าวไม่ควรรบกวนอาจารย์ไปตี้
เป็นแบบนี้หลินจือไป๋เล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ในเฮลิคอปเตอร์เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง
กระทั่งพลบค่ำมาเยือน งานประชุมกวีนิพนธ์ก็จบลงอย่างเป็นทางการในที่สุด
เขาเห็นเจียงเฮอและคนอื่นๆ เดินออกจากอุทยานอิงเหมย
ฟึบฟึบฟึบ! ในที่สุดก็สัมภาษณ์ได้อย่างอิสระแล้ว
นักข่าวต่างพากันกรูเข้าไปล้อม แน่นอนว่ามีนักข่าวนับไม่ถ้วนพุ่งตรงมาทางหลินจือไป๋ด้วย
อย่าคิดว่านักข่าวเหล่านี้แค่เฝ้ารอที่หน้าประตูอุทยานอิงเหมยเฉยๆ พวกเขาเองก็ดูถ่ายทอดสดผ่านมือถือเหมือนกัน ย่อมรู้ดีว่างานประชุมกวีนิพนธ์ครั้งนี้น่าตื่นตะลึงเพียงใด
ดังนั้นการแสดงออกของพวกเขาในเวลานี้จึงบ้าคลั่งถึงขีดสุด!
“ทุกท่านพอจะให้สัมภาษณ์หน่อยได้ไหมครับ?”
“สวัสดีครับท่านประธานเจียงเฮอ ขอถามหน่อยครับว่า คุณลำเอียงเข้าข้างลูกศิษย์จี้เฉวียนไทหรือเปล่าครับ?”
“สวัสดีครับท่านนายกหวงอวี้โหลว ขอถามหน่อยครับว่า คุณประเมินบทกวีของอาจารย์ไปตี้ว่ายังไงบ้างครับ?”
“สวัสดีครับท่านนายกอวิ๋น คุณมองความแค้นระหว่างอาจารย์ไปตี้กับวงการวรรณกรรมยังไงบ้างคะ?”
“ขอถามหน่อยครับ วันนี้ทุกท่านไม่พอใจพฤติกรรมของอาจารย์ไปตี้ใช่ไหมคะ?”
เจียงเฮอทำหน้าเย็นชาพูดมาประโยคเดียวว่า “ไม่มีความเห็น” แล้วรีบจากไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนหวงอวี้โหลวหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วกล่าวว่า
“พรสวรรค์ของอาจารย์ไปตี้ย่อมควรค่าแก่การยอมรับแน่นอนครับ ส่วนเรื่องอื่นอย่าถามผมเลย ทุกคนต่างก็สามารถมีความคิดเห็นส่วนตัวได้ไม่ใช่เหรอครับ”
พูดจบหวงอวี้โหลวก็รีบจากไปเช่นกัน
กลับเป็นอวิ๋นหลานที่พูดมากหน่อยตอนให้สัมภาษณ์ แต่ก็มีแต่คำพูดวนไปวนมา พูดจาเป็นทางการไปเรื่อย ในระหว่างการสัมภาษณ์
คุณยายจ้าวได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนักข่าว!
“เหล่าชาวเน็ตดูถ่ายทอดสดแล้วต่างก็บอกว่า อาจารย์ไปตี้คืออัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจว คุณคิดเห็นยังไงคะ?”
“แน่นอน เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย!” คุณยายจ้าวยืนยันอย่างหนักแน่น
“จัดงานประชุมกวีนิพนธ์มาตั้งหลายครั้ง การแสดงออกของไปตี้น่าทึ่งที่สุดค่ะ”
ในขณะเดียวกันโจวไทก็ได้รับความชื่นชอบด้วยเช่นกัน! น่าจะเป็นเพราะวันนี้โจวไททุ่มสุดตัวเพื่อปกป้องไปตี้จริงๆ!
“คุณได้รับผลงานพู่กันของอาจารย์ไปตี้มา บนอินเทอร์เน็ตมีเศรษฐีประกาศว่ายินดีซื้อในราคาสูง คุณพิจารณาขายไหมครับ?”
“ไม่ครับ” โจวไทกล่าวอย่างเคร่งขรึม “นี่คือสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพของผมกับไปตี้ วันหน้าสิ่งนี้จะเป็นสมบัติประจำตระกูลของผมครับ!”
ขายไม่ได้เด็ดขาด! นี่คือผลงานพู่กันเพียงชิ้นเดียวของไปตี้ที่หลุดรอดออกมาสู่ภายนอกเลยนะ!
ส่วนผลงาน ‘เหมยหลายกิ่งที่มุมกำแพง’ นั้น แน่นอนว่าโจวไทก็เก็บใส่กระเป๋าไปแล้วเช่นกัน
แต่ตัวอักษรในผลงานชิ้นนั้นไม่เอาไหนเลย ตอนนั้นไปตี้ยังซ่อนคมอยู่ ทุกคนต่างบอกว่าเป็นตัวอักษรห่วยๆ กันทั้งนั้น
เมื่อครู่ในช่วงท้ายของงานประชุมกวีนิพนธ์ ถึงกับมีคนหัวเราะและพูดว่าเก็บภาพตัวอักษร ‘เหมยหลายกิ่งที่มุมกำแพง’ นั้นไว้จะมีประโยชน์อะไร
โจวไทเพียงยิ้มไม่พูดอะไร… มีประโยชน์อะไรเหรอ?
รอให้วันหน้า ทักษะพู่กันของไปตี้อยู่ในระดับสูงส่งหรูหราทั้งหมด เมื่อไรถึงตอนนั้น ตัวอักษรห่วยๆ ในภาพเหมยหลายกิ่งที่มุมกำแพงนั้น ก็จะล้ำค่ามหาศาล!
นี่สิที่เรียกว่าหัวสมอง!
แน่นอนว่าหลินจือไป๋ถูกนักข่าวนับไม่ถ้วนตามตอแยอยู่ขนานครึ่งค่อนวัน พร้อมคำถามสารพัดเป็นกระบุง แต่เขาไม่สนใจ รีบเดินตรงไปหาโจวไท
“พี่โจว ผมจะกลับแล้วนะครับ”
“ได้ๆ” โจวไไทยิ้มและบอกลาหลินจือไป๋
คุณยายจ้าวเดินมาหาหลินจือไป๋ สีหน้ามีความรู้สึกผิดอยู่บ้าง ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเขาเบาๆ ว่า
“วันนี้ถือว่าฉันติดค้างเธอแล้ว”
“ดูคุณพูดเข้าสิครับ” หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “โจวไทเป็นเพื่อนของผม ส่วนคุณในสายตาของผมก็เปรียบเสมือนอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งนะครับ”
“ฉันจะมีคุณสมบัติเป็นอาจารย์ของเธอได้ยังไง?” คุณยายจ้าวยิ้มขื่นพลางส่ายหน้ากล่าว “เสียดายที่ฉันแก่แล้ว ถ้าเป็นตอนสาวๆ พวกเราคงได้เป็นเพื่อน หรือกระทั่งเพื่อนรู้ใจกันนะ”
“ถ้าคุณไม่รังเกียจ พวกเราก็คือเพื่อนรู้ใจกันครับ”
คุณยายจ้าวรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย “งั้นก็ไม่เลว ถือซะว่าพวกเราเป็นเพื่อนต่างวัยกัน ฉินโจวกว้างใหญ่ แต่เพื่อนรู้ใจนั้นหายากนัก”
ประโยคนี้หลักๆ คือการรำพึงรำพันถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโถงนั้น
ในตอนที่ตนช่วยพูดให้ไปตี้ เพื่อนเก่าบางคนของตนทั้งที่ก็เข้าร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์ แต่กลับไม่พูดอะไรเลยสักคำตั้งแต่ต้นจนจบ
คุณยายจ้าวคิดมากไปแล้วครับ…
ในเวลานี้หิมะยังไม่หยุดตก แสงตะวันยามเย็นย้อมฟ้าดินกลายเป็นสีเหลืองทอง ลมพัดปะทะใบหน้า
หลินจือไป๋มองดูคุณยายจ้าวที่มีผมขาวขึ้นไม่น้อย รู้ว่าอีกฝ่ายคือนักเขียนรุ่นเก่าที่มีจิตวิญญาณและอุดมการณ์อย่างแท้จริง
จู่ๆ เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “วันนี้ก่อนจากกัน ผมมีบทกวีบทหนึ่งอยากมอบให้คุณครับ”
“บทกวี?”
คุณยายจ้าวชะงักไป นักข่าวทั้งหลายก็สะดุ้งตัวโยนทันที ราวกับคำว่า ‘บทกวี’ เป็นสวิตช์เปิดอารมณ์อะไรสักอย่าง
ทันใดนั้นกล้องและไมโครโฟนทั้งหมดก็พลันหันจอไปที่หลินจือไป๋ ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น!
สถานการณ์นี้ไม่เลว เป็นผลดีต่อการแพร่หลายของบทกวีนี้ หลินจือไป๋แอบยิ้มในใจแต่ใบหน้ากลับไม่แสดงออกมา กล่าวอย่างเป็นทางการว่า
“บทกวีนี้มีชื่อว่า อำลาจ้าว ครับ”
วินาทีต่อมา ภายใต้การเป็นสักขีพยานของนักข่าวนับไม่ถ้วน ท่ามกลางการบันทึกภาพของกล้องนับไม่ถ้วน หลินจือไป๋ได้ร่ายบทกวีอำลาที่มอบให้แก่คุณยายจ้าว
“เมฆเหลืองพันลี้บดบังสิริยันหม่น ลมเหนือพัดพาห่านป่าหิมะโปรยปราย อย่าได้โศกเศร้าวาหนทางเบื้องหน้าจักไร้สหายรู้ใจ ทั่วทั้งใต้หล้านี้มีผู้ใดไม่รู้จักท่าน!”
นี่คือการตอบแทนของหลินจือไป๋ ทั่วทั้งใต้หล้านี้มีผู้ใดไม่รู้จักท่าน!
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ขอบตาของคุณยายจ้าวก็แดงก่ำ
อยู่ในวงการวรรณกรรมมาหลายปีขนาดนี้ เธอย่อมรู้ดีว่าบทกวีนี้มีความหมายอย่างไรต่อเธอ!
และในสถานที่นี้ นักเขียนจำนวนมากที่ยังไม่จากไป หลังจากได้ยินว่าไปตี้จะท่องบทกวี ก็แอบเงี่ยหูฟังอยู่ก่อนแล้ว
ผลคือเมื่อได้ยินประโยคที่ว่า “ทั่วทั้งใต้หล้านี้มีผู้ใดไม่รู้จักท่าน” ดวงตาของทุกคนก็แดงก่ำขึ้นมาทันที แดงยิ่งกว่าดวงตาของคุณยายจ้าวเสียอีก!
แต่เป็นความอิจฉาริษยาจนดวงตาร้อนผ่าว!
แม้แต่อวิ่นหลานที่กำลังให้สัมภาษณ์อยู่ ดวงตาก็แดงก่ำเช่นกัน เธอรู้ว่านั่นคือความรู้สึกอิจฉาริษยาจนแทบบ้า!
เพราะบทกวีนี้มันสุดยอดเกินไปแล้ว โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายนั้นถูกลิขิตให้ชื่อของคุณยายจ้าวถูกเล่าขานสืบต่อไปพร้อมกับบทกวีนี้ตลอดกาล!
และสิ่งที่นักเขียนแสวงหามาตลอดชีวิต ก็หนีไม่พ้นคำว่า ‘ชื่อเสียง’ คำนี้แหละ!
พรสวรรค์ของไปตี้… สะท้านฟ้าสะเทือนดิน!