ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 334 ประกวดเลียนแบบโจวหานจิ้น?
“วันที่ 22 เมษายน อาจารย์เทพดาราร้อยลักษณ์มาซ้อมที่สถานีโทรทัศน์เทียนกวงหนึ่งวันนะครับ วันที่ 23 เมษายน เราจะเริ่มอัดรายการ King of Mask Singer อย่างเป็นทางการ อาจารย์เป็นผู้เข้าแข่งขันชุดแรกในตอนที่หนึ่งครับ”
“ตอนที่หนึ่งมีนักร้องหน้ากากชุดแรกทั้งหมดเจ็ดท่าน พอร้องจบตอนที่หนึ่ง นักร้องหน้ากากสองท่านที่ได้คะแนนโหวตหน้างานต่ำที่สุดจะถูกคัดออกครับ”
จินเสี่ยวเฟิงติดต่อหาเทพดาราร้อยลักษณ์ อธิบายกฎกติการายการที่หลินจือไป๋รู้อยู่แล้วให้ฟังทางโทรศัพท์ ในเมื่อกฎกติกาหลินจือไป๋เป็นคนกำหนดเอง ไหนเลยยังต้องให้จินเสี่ยวเฟิงมาแนะนำอีก? แต่ละครก็ต้องเล่นให้สมบทบาท หลินจือไป๋แกล้งทำเป็นเพิ่งเคยได้ยิน พร้อมบอกว่าตนไม่มีปัญหากับการเป็นผู้เข้าแข่งขันชุดแรก
King of Mask Singer ในชาติก่อนมีสองเวอร์ชัน หนึ่งคือเวอร์ชันจีน พูดตามตรงว่าจัดได้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก อิทธิพลสู้ I Am a Singer ไม่ได้ สองคือเวอร์ชันเกาหลี นั่นคือต้นฉบับ ซึ่งจัดได้ประสบความสำเร็จมาก มีอิทธิพลมหาศาลในประเทศนั้น
แต่กฎกติกาจะแตกต่างจากเวอร์ชันจีนอยู่บ้าง เพราะบริบทของประเทศก็แตกต่างกัน หลักๆ คือดาราในจีนที่ยอมเข้าร่วมรายการมีไม่มากนัก แม้แต่หน้ากากของนักร้องหน้ากากก็ทำแบบขอไปที เทียบกับส่วนที่เปิดเผยออกมาก็ยังพอดูออกว่าเป็นใคร ชาวเน็ตทายได้ง่ายมาก แถมทีมกรรมการนักทายก็ดูเหมือนแกล้งโง่ไปหน่อย ทั้งที่ทายตัวจริงของนักร้องหน้ากากออก ผู้ชมก็รู้ว่าพวกเขาทายออก และพวกเขาก็รู้ว่าผู้ชมรู้ว่าพวกเขาทายออก แต่พวกเขาก็ยังแกล้งทำเป็นทายไม่ออกแล้วพูดมั่วไปเรื่อย ผู้ชมรู้สึกเหมือนโดนดูถูกสติปัญญา ยิ่งดูก็ยิ่งหมดสนุก ดังนั้นสุดท้ายไอเดียรายการดีๆ เลยไปไม่ถึงจุดพีคเท่าที่ควร
ไม่เหมือนเวอร์ชันเกาหลี นักร้องหน้ากากปิดบังเสียงได้ดี ทั้งหน้ากากและเสื้อผ้า ยิ่งไปกว่านั้น คอนเซปต์ ‘แม้แต่แม่แท้ๆ ยังจำไม่ได้’ และเวอร์ชันเกาหลีอาจเป็นเพราะประเทศเล็ก มีทรัพยากรในวงการน้อย นักร้องจึงพากันเข้าร่วมรายการอย่างกระตือรือร้น สุดท้ายจึงเป็นผลลัพธ์การเบ่งบานของดอกไม้นับร้อย!
ส่วน King of Mask Singer เวอร์ชันของหลินจือไป๋ ถือว่าผสมผสานสองเวอร์ชันในชาติก่อนเข้าด้วยกัน พร้อมกับปรับเปลี่ยนเล็กน้อย กฎกติกายืดหยุ่นกว่า เหมาะกับฉินโจวอย่างมาก
“จริงสิครับ” จินเสี่ยวเฟิงพูดต่อในสาย “พอร้องเพลงจบ ทีมกรรมการนักทายของเราจะพูดคุยกับอาจารย์ ลองหยั่งเชิงหาตัวตนของคุณ เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงเวลาพูดหลุดออกไป ทางเราจะเตรียมเครื่องเปลี่ยนเสียงไว้ให้อาจารย์ครับ อาจารย์อยากได้เสียงสไตล์ไหนครับ มีให้เลือกเยอะมากเลย ทั้งเสียงคุณลุง เสียงโลลิ เสียงพี่สาว เสียงโชตะ และอื่นๆ อีกเพียบเลยครับ”
“ผมไม่ต้องการ”
หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว ตัวเขาเองนี่แหละคือเครื่องเปลี่ยนเสียงเดินได้ เครื่องเปลี่ยนเสียงไหนก็ใช้ได้ไม่ดีเท่าเสียงร้อยลักษณ์ของเขาหรอก!
จินเสี่ยวเฟิงรีบกล่าว “แบบนั้นไม่ค่อยดีมั้งครับ ถึงคุณอาจจะรู้สึกว่าตัวเองปิดบังได้ดี แต่ต้องมีบางคนที่ฟังออกแน่ครับ อย่างเรื่องที่อาจารย์คือราชาเพลงโจว พวกแพนด้ายักษ์กับเมนคูนเขาก็รู้กันแล้วนะนะครับ”
“งั้นเหรอครับ?” หลินจือไป๋เลียนแบบเสียงจินเสี่ยวเฟิงตรงๆ “คุณคิดว่าผมจำเป็นต้องใช้เครื่องเปลี่ยนเสียงจริงๆ เหรอ?”
“คะ… คะ… คะ… คุณ…” น้ำเสียงของจินเสี่ยวเฟิงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวขึ้นมาทันที! นี่มันอะไรกันเนี่ย! ราชาเพลงโจวคนนี้! ทำไมเสียงพูดถึงได้เหมือนเสียงเขาขนาดนี้!
หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “ขอแค่ผมไม่อยากให้ใครจำเสียงได้ ก็ไม่มีใครจำเสียงผมได้หรอก”
ประโยคนี้ราชาเพลงโจวเป็นคนพูด หลินจือไป๋หยิบมาใช้เสียดื้อๆ แถมยังเลียนเสียงพูดของจินเสี่ยวเฟิงไม่เลิก
“งั้นคุณไม่ใช่ราชาเพลงโจวเหรอครับ!?”
มาถึงขั้นนี้ จินเสี่ยวเฟิงจะไม่เข้าใจได้ยังไง เทพดาราร้อยลักษณ์คนนี้คือยอดฝีมือด้านการเลียนเสียงตัวท็อป! เขาเลียนเสียงตัวแทนเจียงได้ เลียนเสียงเขาได้ งั้นเสียงโจวหานจิ้นก็น่าจะเป็นการเลียนแบบออกมาเหมือนกัน! ว่ากันว่าสมัยโบราณมี ‘ผู้ชำนาญการเลียนเสียง’ สามารถเลียนแบบเสียงได้สารพัด เสียงคนแก่ เด็ก วัยรุ่น และอื่นๆ ก็เลียนแบบออกมาได้แนบเนียนไม่มีสะดุด
ปัจจุบันก็มีคนที่สามารถเลียนแบบเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ จนถูกเรียกว่าเครื่องให้จังหวะเดินได้ ในวงการเพลงก็มีพวกยอดฝีมือด้านการทำเสียงแบบนี้ไม่น้อย ยังมีพวกเซียนการเลียนแบบบางคนที่สามารถเลียนเสียงนักร้องบางคนได้ และเทพดาราร้อยลักษณ์คนนี้ก็น่าจะเป็น ‘ผู้ชำนาญการเลียนเสียง’ ประเภทนี้เหมือนกัน เพียงแต่แสดงออกมาได้น่ากลัวกว่า เป็นธรรมชาติมากกว่า! ประเภทที่หลอกหูทุกคนได้สบายๆ เลย!
“ผมบอกแล้วว่าผมไม่ใช่ราชาเพลงโจว” หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “ตอนนี้คุณคิดว่าผมยังต้องใช้เครื่องเปลี่ยนเสียงอีกไหมละ?”
“เสียงร้อยลักษณ์ของอาจารย์ใช้งานได้ดีกว่าเครื่องเปลี่ยนเสียงเยอะเลยครับ มิน่าละอาจารย์ถึงชื่อเทพดาราร้อยลักษณ์! งั้นเครื่องเปลี่ยนเสียงก็ไม่ต้องแล้วละครับ อาจารย์ใช้เสียงนี้เล่นบนเวทีได้ตามสบายเลยนะครับ… แต่ขอร้องละครับอาจารย์ อย่าเลียนแบบเสียงผมอีกเลย ผมหลอนไปหมดแล้ว” จินเสี่ยวเฟิงยอมแพ้! ยอมจำนนโดยสิ้นเชิง!
เทพดาราร้อยลักษณ์คนนี้เป็นตัวประหลาดอะไรกันเนี่ย! ทำไมถึงเลียนแบบเสียงใครต่อใครได้เหมือนขนาดนี้! จินเสี่ยวเฟิงกลัวจนฉี่จะราด คนแบบนี้มาปรากฏตัวบนเวที King of Mask Singer จะสร้างผลกระทบขนาดไหนกันนะ? เทพดาราร้อยลักษณ์คนนี้เป็นพวกชอบแกล้งคนมากซะด้วย! จินเสี่ยวเฟิงเคยโดนเทพดาราร้อยลักษณ์ใช้เสียงตัวแทนเจียงหลอกจนปั่นหัวมาแล้วรอบหนึ่ง จึงตื่นรู้ในด้านนี้แล้ว เหมือนตอนนี้เขาจะเริ่มคาดหวังอยากให้มีคนโดนหลอกเพิ่มขึ้นซะแล้วสิ?
เป็นเช่นนี้สองสัปดาห์ต่อมา วันซ้อมก็มาถึง หลินจือไป๋มาที่สถานีโทรทัศน์เทียนกวงอีกครั้ง แน่นอนว่าเปลี่ยนชุดเป็นเทพดาราร้อยลักษณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว วันนี้หลักๆ คือการซ้อม หลินจือไป๋ต้องเอาเพลงของตัวเองออกมาพูดคุยซักซ้อมกับวงดนตรีล่วงหน้า รายการแบบนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดดนตรีประกอบเฉยๆ ต้องมีวงดนตรีกับนักร้องร่วมกันแสดงสดหน้างาน การซ้อมจึงจำเป็นมาก
วงดนตรีเป็นระดับท็อปของฉินโจว รวมถึงอุปกรณ์ก็เป็นมาตรฐานสูงสุด หลินจือไป๋คุยกับวงดนตรีเสร็จ ก็เริ่มการซ้อมครั้งแล้วครั้งเล่า วัตถุประสงค์ของการซ้อมหลายครั้งก็เพื่อปรับตัวเข้ากับเวที เพราะถึงแม้หลินจือไป๋จะเคยร้องเพลงในไลฟ์ด้วยตัวตนฉู่ฉือมาก่อน แต่การแสดงบนเวทีที่เป็นทางการแบบนี้ยังเป็นครั้งแรกสำหรับเขา ยังไงก็เป็นการแข่งขันทางการนี่นะ หลินจือไป๋ไม่มีประสบการณ์บนเวทีมาก่อน ต้องอาศัยโอกาสซ้อมนี้เร่งทำความคุ้นเคยให้เร็ว
“ราชาเพลงโจว คุณไม่ต้องมาเสแสร้งเลยครับ วันนี้เราแค่ซ้อมกันเฉยๆ ไม่ใช่การอัดจริงสักหน่อย ไม่ต้องแกล้งทำท่าเหมือนขึ้นเวทีครั้งแรกหรอกครับ”
หลังซ้อมครั้งที่ห้า มือกีตาร์ในวงก็กล่าวด้วยรอยยิ้มขื่น เพราะวันนี้หลินจือไป๋ยังใช้เสียงของโจวหานจิ้นร้องเพลงอยู่ ดังนั้นวงดนตรีเลยปักใจเชื่อว่าเทพดาราร้อยลักษณ์ก็คือราชาเพลงโจว ที่น่าโมโหคือ ราชาเพลงโจวคนนี้ชอบเสแสร้งเกินไปแล้ว! คุณเป็นถึงราชาเพลง ประสบการณ์บนเวทีโชกโชนขนาดนั้น อยู่บนเวทีแม้แต่ตำแหน่งกล้องก็หาไม่เจอได้ยังไง แค่ยืนก็ยังกะไม่ถูกเลย? แกล้งเป็นมือใหม่ก็ไม่ต้องแกล้งขนาดนี้ก็ได้มั้ง!
หลินจือไป๋กระอักกระอ่วน มุมปากใต้หน้ากากกระตุกเบาๆ กล่าวว่า “ผมไม่ได้เสแสร้ง ผมไม่ใช่โจวหานจิ้นครับ”
ไม่ได้แสดงจริงๆ หลินจือไป๋ไม่มีประสบการณ์บนเวทีจริงๆ นี่นา! หาตำแหน่งกล้องยังไง เดินยังไง เรื่องพวกนี้ไม่มีประสบการณ์ไม่ได้จริงๆ ยกเว้นหลินจือไป๋จะยอมยืนนิ่งอยู่แต่กลางเวทีตั้งแต่ต้นจนจบแสดงราวกับเป็นวิญญาณผูกติดกับที่
นักดนตรีข้างๆ พูดอย่างจนใจ “ต่อให้คุณไม่อาจารย์โจวหานจิ้น ก็ไม่น่าถึงกับไม่มีประสบการณ์บนเวทีเลยสักนิดสิครับ? ดาราที่รายการเราเชิญมา ต่อให้เป็นพิธีกร อย่างน้อยก็มีประสบการณ์พื้นฐานบนเวทีนะครับ! อีกอย่างทักษะการร้องของคุณฟังปุ๊บก็รู้ว่าเป็นนักร้องมืออาชีพ นักร้องมืออาชีพที่ไหนจะไม่มีประสบการณ์บนเวทีเลยสักนิดละครับ!”
หลินจือไป๋: “…” การวิเคราะห์ของอีกฝ่ายสมเหตุสมผล แต่สถานการณ์ของเขามันพิเศษจริงๆ เพราะทักษะการร้องระดับมืออาชีพนั้นไม่ได้ถูกฝึกฝนออกมาจากประสบการณ์บนเวที แต่ถูกป้อนออกมาด้วยการอัดแต้มทักษะผ่านระบบต่างหาก อธิบายให้อีกฝ่ายฟังไม่ได้ หลินจือไป๋ทำได้แค่ฝืนพูดว่า “ซ้อมต่อเถอะครับ”
“ก็ได้ครับ…”
วงดนตรีแสดงท่าทีจนใจ แต่ก็ทำได้แค่ร่วมมือกับเทพดาราร้อยลักษณ์ จนกระทั่งหลายชั่วโมงต่อมาก็มีนักร้องคนอื่นมาซ้อม วงดนตรีไม่ได้บริการเทพดาราร้อยลักษณ์แค่คนเดียว คนอื่นก็ต้องซ้อมเหมือนกัน หลินจือไป๋ถึงได้ยอมเลิกรา เดินออกจากห้องซ้อม หลินจือไป๋เดินสวนกับผู้ชายที่สวมหน้ากากสุนัขทิเบตคนหนึ่ง ดูจากหุ่นแล้วน่าจะเป็นผู้ชาย
“เฮ้” สุนัขทิเบตทักทายก่อน “เทพดาราร้อยลักษณ์?”
หลินจือไป๋กะพริบตา “คุณรู้จักผมเหรอ”
สุนัขทิเบตยิ้มพลางกล่าว “เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า ราชาเพลงโจวมาแกล้งเป็นเทพดาราร้อยลักษณ์อยู่ที่นี่นะ”
“ผมไม่ใช่”
“คุณไม่ใช่แน่นอน” สุนัขทิเบตพูด “เพราะผมต่างหากคือโจวหานจิ้น!”
หลินจือไป๋: “…” เป็นโจวหานจิ้นก็แล้วไปเถอะ แต่นี่มาวางมาดใส่ฉันถึงที่เลยเหรอ?
ไม่สนใจนายแล้ว หลินจือไป๋ไม่อยากคุยกับสุนัขทิเบตตัวนี้แล้ว การแข่งขันยังไม่ทันเริ่ม เจ้านี่ก็ใส่เครื่องเปลี่ยนเสียงซะแล้ว หมดสนุกเลย เลิกใช้เครื่องเปลี่ยนเสียงที่ได้ไหม? เล่นซื่อๆ แบบฉันหน่อยไหม? แต่แม้จะไม่อยากคุยกับอีกฝ่ายต่อ เพราะรู้ว่าคงจะไม่ได้ข้อมูลระบุตัวตนที่เป็นประโยชน์อะไร แต่หลินจือไป๋ก็ยังรออยู่ที่หน้าประตูห้องซ้อมครู่หนึ่ง หลักๆ คืออยากฟังดูว่าทักษะการร้องของอีกฝ่ายเป็นยังไง รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งนั่นแหละ แต่ผลปรากฏว่า ทันทีที่ได้ฟังก็ถึงกับตกตะลึง!
“ขว้างระเบิดใส่ชีวิต! ระเบิดความหดหู่ให้กระจุย! ความเสื่อมโทรมและอ่อนล้าฉันไม่เกี่ยว! ฉันฉลองท่ามกลางแดดร้อนแรงอย่างบ้าคลั่ง! บางทีช่วงนี้สับสนวุ่นวายไปบ้าง! แต่ท้องฟ้าของฉันยังคงสีคราม!”
โห! นี่มันเพลงของโจวหานจิ้นไม่ใช่เหรอ? นี่มันเสียงของโจวหานจิ้นไม่ใช่เหรอ?
ไม่ใช่! เจ้านี่ต้องกำลังเลียนแบบโจวหานจิ้นอยู่แน่ๆ! ถึงจะเลียนแบบได้เหมือนแค่หกส่วน แต่กลิ่นอายนั้นก็ออกมาแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือทักษะการร้องของอีกฝ่ายดีมาก ดีไม่ดีอาจจะเป็นราชาเพลงก็ได้!?
หลินจือไป๋ตกตะลึงอยู่บ้าง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ตนเลียนเสียงโจวหานจิ้นยังพอว่า เจ้าสุนัขทิเบตนีดันมาเลียนเสียงโจวหานจิ้นอีก! อีกอย่างเจ้าสุนัขทิเบตมาซอมวันนี้ ก็แสดงว่าเป็นนักร้องชุดแรกของวันพรุ่งนี้เหมือนกัน หลินจือไป๋ถึงกับคิดอยู่ว่าจะเปลี่ยนเสียงเลียนแบบดีไหม มันจะบ้าบอเกินไปแล้ว!
รายการ King of Mask Singer ดีๆ จะมากลายเป็นการประกวดเลียนแบบโจวหานจิ้นไม่ได้นะ? แต่พอคิดอีกที หลินจือไป๋ก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเสียง อย่างมากก็แค่แข่งกันว่าใครเหมือนกว่ากัน ใครกลัวใครกันละ?
งั้นก็เอาตามนี้แหละ เรื่องเลียนแบบโจวหานจิ้น ฉันเป็นมืออาชีพ เจ้าสุนัขทิเบตตัวจ้อยจะมาเทียบกับฉันได้เหรอ?
ส่วนในห้องซ้อม ฟังเสียงที่ ‘เหมือนโจวหานจิ้น’ สุดๆ นั่น วงดนตรีก็พากันงงไปตามๆ กัน แต่ละคนมองดูสุนัขทิเบตบนเวทีอย่างเหม่อลอย ฉันเป็นใคร? ฉันอยู่ที่ไหน? ฉันกำลังทำอะไร? พวกเขาชักกลัวว่าแล้วตอนนอนคืนนี้ หลับตาฝันขึ้นมา สิ่งแรกที่เห็นจะเป็นโจวหานจิ้น