ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 354 หลินเจ้ามู่... สมกับเป็นหลานที่ดีของฉัน!
สองวันต่อมา หลินจือไป๋ไม่ได้ไปซ้อมที่สถานีโทรทัศน์อีก
เพราะเพลงที่เขาซ้อมไว้ก่อนหน้านี้มีไม่น้อยแล้ว เพียงพอที่จะรับมือกับการคัดเลือกรอบสุดท้ายของทีมสีแดงทั้งสองรอบ
ดังนั้นเขาจึงเอาเวลานี้มาอยู่กับครอบครัวให้เต็มที่ เพราะใกล้ถึงช่วงปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว คาดว่าเมื่อถึงช่วงนั้น รายการ ‘King of Mask Singer’ ก็คงจะจบลงพอดี
ถึงตอนนั้น หลินจือไป๋ต้องเดินทางไปยังฉีโจวเพื่อบุกเบิกตลาด แม้การเดินทางด้วยเครื่องบินจะสะดวกสบาย แต่การต้องบินไปบินมาบ่อยๆ ก็เหนื่อยล้าเอาการ ดังนั้นเขาอาจจะต้องห่างจากบ้านไปสักพักใหญ่เลยทีเดียว
แต่ช่วงนี้พี่ชายของเขายุ่งมาก มักจะไม่ค่อยอยู่บ้าน หมกตัวอยู่ในบริษัทตลอด ที่แท้ก็เพราะรายการวาไรตี้ใหม่ ‘Call Me by Fire’ กำลังอยู่ในช่วงบันทึกเทปนั่นเอง
ตอนนั้นที่หลินจือไป๋สั่งให้เจียงเฉิงส่งรายการ ‘Sisters Who Make Waves’ ให้กับหลินเชิงเทียน เขาก็ถือโอกาสส่งรายการสไตล์เดียวกันนี้ให้พี่ชายไปพร้อมกันด้วย
เมื่อเคยมีความสำเร็จของ ‘หล่าพั่ว’ (Sisters) เป็นต้นแบบ โลกภายนอกจึงคาดหวังต่อ ‘Call Me by Fire’ อย่างมาก เพราะนี่เป็นวาไรตี้ที่ผลิตโดยคุนเผิง และผู้ร่วมงานก็ยังเป็นเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์
ทางสถานีโทรทัศน์เสินฮวาและเว็บไซต์วิดีโอเสินฮวาต่างก็ตั้งตารอรายการนี้เช่นกัน เพราะมันเป็นรายการที่เครือบริษัทของตนเป็นคนผลิต ย่อมสามารถออกอากาศผ่านสื่อในเครือเสินฮวาได้อยู่แล้ว
แต่ในไม่ช้าความหวังของสถานีโทรทัศน์และเว็บไซต์วิดีโอเสินฮวาก็ต้องพังทลายลง เพราะทางคุนเผิงปฏิเสธที่จะมอบลิขสิทธิ์รายการ ‘Call Me by Fire’ ให้กับสถานีโทรทัศน์และเว็บไซต์วิดีโอเสินฮวาออกอากาศ
ทางฝั่งสถานีโทรทัศน์และเว็บไซต์วิดีโอต่างก็ร้อนรนจนเรื่องลามไปถึงสำนักงานใหญ่ โดยมองว่าเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์กับสถานีโทรทัศน์และเว็บไซต์วิดีโอเสินฮวาไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
แน่นอนว่ามันคือความจริง แต่การที่เรื่องมาถึงสำนักงานใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องดี ทำให้ผู้บริหารระดับสูงภายในเครือบริษัทจำนวนไม่น้อย เริ่มเกิดความไม่พอใจต่อเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์
“พวกเราก็จนปัญญาเหมือนกันครับ…” ทางเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ก็เลี่ยงไปเลี่ยงมา “ถ้าเราไม่เห็นชอบตามความคิดเห็นของคุนเผิง พวกเขาก็พร้อมจะเสียค่าปรับ ดึงลิขสิทธิ์รายการ ‘Call Me by Fire’ คืนกลับไป ถึงตอนนั้นเราจะไม่ได้อะไรเลยนะครับ”
สงครามธุรกิจจอมปลอม: กว้านซื้อและเทขายหุ้น โอนย้ายส่วนแบ่ง ถล่มราคาหุ้นของอีกฝ่าย ส่งสายลับจารกรรมข้อมูล ทั้งสองฝ่ายนั่งประจันหน้ากันในห้องทำงาน ใช้ไหวพริบวางแผนกลยุทธ์ ล่าลิขสิทธิ์สยบคู่ต่อสู้ได้โดยไม่ต้องออกแรงรบ!
สงครามธุรกิจที่แท้จริง: การเปิดสงครามน้ำลายบนโซเชียลมีเดียว่าใครใหญ่กว่ากัน
สิ่งที่คุนเผิงกำลังเล่นอยู่คือสงครามธุรกิจของจริง ยังไงก็คือไม่ให้ลิขสิทธิ์ ต่อให้พวกคุณจะเป็นครอบครัวเดียวกันก็ไม่เกี่ยว ผมร่วมมือกับอาสี่บ้านคุณ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับอาใหญ่ อารอง อาสาม ของพวกคุณเลยแม้แต่น้อย
ตรรกะนี้เน้นความเรียบง่ายดุดัน แยกแยะบุญคุณความแค้นอย่างชัดเจน
ทางกลุ่มบริษัทเสินฮวาเองก็ทำอะไรไม่ได้ เว้นแต่ว่าเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์จะไม่ร่วมมือกับคุนเผิงอีก
ซึ่งแน่นอนว่าในกระบวนการนี้ พี่ชายและพ่อของหลินจือไป๋ต้องแบกรับความกดดันไม่น้อย ความไม่พอใจของคนบางกลุ่มในเครือจำเป็นต้องชดเชยด้วยผลงาน
“การบุกเบิกตลาดต่างทวีปเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้แล้ว”
ตอนกินมื้อค่ำวันนี้ พ่อก็เอ่ยขึ้นว่า “ถ้าเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ของเราสามารถสร้างผลงานในฉีโจวได้สำเร็จ ทางเบื้องบนก็คงจะไม่เอาเรื่องความขัดแย้งระหว่างเรากับสถานีโทรทัศน์และเว็บไซต์ในเครือมาเป็นประเด็นอีก เพราะยังไงเป้าหมายหลักของบริษัทก็คือผลกำไร”
หากเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ร่วมมือกับคุนเผิงแล้วทำเงินได้มากพอ แล้วสถานีโทรทัศน์และเว็บไซต์เสินฮวาจะต้องทนอึดอัดใจบ้างจะเป็นไรไป?
และความรับผิดชอบอันหนักอึ้งนี้ ในแง่หนึ่งก็ได้วางลงบนบ่าของหลินจือไป๋แล้ว เพราะบริษัทร่วมทุนที่ฉีโจวนั้นมีเขาเป็นผู้กุมบังเหียน
“ผมรับรองครับว่าจะทำให้บริษัทร่วมทุนทำกำไรให้ได้” หลินจือไป๋ตบหน้าอกเสียงดังปึก เพื่อให้คนในครอบครัวสบายใจ
แต่หลินซีกลับอดไม่ได้ที่จะคิดมาก “ยังไงก็เป็นบริษัทร่วมทุนนะ กลัวว่าคุนเผิงกับเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ของเราจะไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะสิ”
“ผมจะเป็นคนประสานงานเองครับ” หลินจือไป๋ยังคงสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในครอบครัวต่อไป
ล้อเล่นหรือเปล่า จะมองไปทางไหนก็มีแต่คนของผมทั้งนั้น ใครกล้าขัดแข้งขัดขาก็ไสหัวไป ไม่ว่าจะเป็นคุนเผิงหรือเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ก็ล้วนปฏิบัติอย่างเท่าเทียม!
“ความมั่นใจนี้สมแล้วที่เป็นลูกแม่” แม่กล่าวด้วยรอยยิ้มและไม่ได้ตั้งข้อสงสัยอะไร
ไม่เกี่ยวกับการรักจนหลง แต่หลักๆ เพราะหลินจือไป๋ทำให้สำนักพิมพ์เสินฮวายิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จขนาดนั้นได้ พิสูจน์ความสามารถของเขาอย่างเต็มที่แล้ว!
จะว่าไปแล้ว อันที่จริงแม่ไม่เคยตามใจหลินจือไป๋จนเสียคน ตอนเด็กหลินจือไป๋ซุกซนไม่อยู่นิ่ง อะไรๆ ก็อยากลองทำไปทุกอย่าง มีงานอดิเรกมากมายเป็นกระบุง แต่ส่วนใหญ่ก็เล่นซะทำนองว่าเห่อของใหม่แค่สามนาที
เป็นแม่ที่คอยเคี่ยวเข็ญให้เขามั้งใจเรียน ไม่ว่าจะเป็นเปียโน กีตาร์ การวาดภาพ อักษรพู่กันจีน และอื่นๆ ก็เป็นแบบนี้ทั้งหมด เอาเป็นว่าเมื่อไหร่ที่หลินจือไป๋เริ่มขี้เกียจ แม่ก็จะออกโรงมาจี้ให้เขาจริงจังกว่านี้หน่อย ในเมื่อลูกเริ่มเรียนแล้วก็ห้ามเลิกกลางคัน อย่างน้อยก็ต้องเรียนให้ได้ผลลัพธ์ออกมาบ้าง
ในปัจจุบันนี้ ชื่อเสียงของไปตี้ดังไปทั่วฉินโจว แม้แม่จะไม่พูดอะไรแต่ในใจกลับภูมิใจมาก ถึงขั้นคิดว่าความสำเร็จของหลินจือไป๋ในเวลานี้ เกี่ยวข้องกับการที่เธอเข้มงวดกวดขันกับเขาในตอนเด็กอย่างแยกไม่ออก
แม้จะมีเพียงหลินจือไป๋ที่รู้ว่าความสำเร็จที่ตนได้รับนั้นหลักๆ มาจากระบบ แต่แม่จะคิดแบบนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงพรสวรรค์เหล่านี้ของหลินจือไป๋ ภายใต้การเคี่ยวเข็ญของแม่ในวัยเด็ก ก็ถือว่าได้ปูพื้นฐานไว้บ้างไม่มากก็น้อย
จนกระทั่งหลายปีมานี้ เมื่อเขาแสดงอัจฉริยภาพทางดนตรีที่น่าหวาดหวั่นในฐานะไปตี้ ไปจนถึงพรสวรรค์ด้านอักษรพู่กันและบทกวี แม้ครอบครัวจะประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ายากจะเข้าใจขนาดนั้น
อย่างไรเสีย เขาก็เคยเรียนของพวกนี้มาหลายปีตอนเด็กไม่ใช่หรือ?
เป็นเช่นนี้ หลังจากทานข้าวเสร็จ หลินจือไป๋กลับเข้าห้องนอน หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เปิดคอมพิวเตอร์และเริ่มเขียนบทละคร
บทละครเรื่องนี้มีชื่อว่า ‘เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว’ (Justice Bao)!
เห็นได้ชัดว่าหลินจือไป๋ได้เริ่มเตรียมการบุกเบิกตลาดฉีโจวแล้ว ตลาดภาพยนตร์ของฉีโจวนิยมแนวตลกเป็นอย่างมาก ดังนั้นหลินจือไป๋จึงสั่งซื้อภาพยนตร์ตลกฮ่องกงจากโลกก่อนจำนวนมากจากระบบ และเมื่อกล่าวถึงภาพยนตร์ตลกฮ่องกง สิ่งแรกที่หลินจือไป๋นึกถึงก็คือ ‘โจวซิงฉือ’ ราชาหนังตลก!
แม้การจะหานักแสดงภาพยนตร์อย่างโจวซิงฉือในบลูสตาร์จะเป็นเรื่องยาก แต่หลินจือไป๋คิดว่าลองดูได้ ดังนั้นจึงเขียนบทภาพยนตร์ที่เป็นตัวแทนของโจวซิงฉือออกมาก่อนแล้วกัน
โลกใบนี้กว้างใหญ่! ตนค่อยๆ ค้นหาไปก็ได้ หลินจือไป๋ได้สั่งให้เจียงเฉิงรวบรวมข้อมูลของนักแสดงตลกในฉีโจว หรือแม้แต่ในฉินโจวแล้ว
ต่อให้สุดท้ายเขาจะหานักแสดงที่เหมาะสมที่สุดไม่ได้จริงๆ การเลือกนักแสดงที่มีสไตล์ใกล้เคียงกับโจวซิงฉือมา ก็ยังพอรับได้ อย่างมากก็แค่ผลลัพธ์อาจลดทอนลงไปบ้าง
แต่ภาพยนตร์ของโจวซิงฉือ ต่อให้ผลลัพธ์จะลดลงไปบ้าง ก็ไม่ใช่สิ่งที่ภาพยนตร์ตลกทั่วไปจะเทียบได้ และนอกจากภาพยนตร์แล้ว หลินจือไป๋ยังจะใช้ดนตรีบุกเบิกตลาดฉีโจวด้วย
แต่ดนตรีไม่จำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้ามากนัก ระบบสามารถมอบบทเพลงกวางตุ้งคลาสสิกนับไม่ถ้วนจากชาติก่อนให้ได้
เครือบริษัทเสินฮวา การประชุมคณะกรรมการบริษัท
“ผมคิดว่าคุนเผิงกำลังพยายามสร้างความแตกแยกให้กับเครือบริษัทเสินฮวาของเรา พวกเขาเพิ่มความร่วมมือกับเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ไม่หยุดเลย แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้ทุกวิถีทางมุ่งเป้าโจมตีสถานีโทรทัศน์และเว็บไซต์วิดีโอในเครือของเรา เราจำเป็นต้องมีมาตรการตอบโต้”
ใครบางคนเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง มีคนเห็นด้วยไม่น้อย คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีกับหลินเจิ้นซุน หลินเชี่ย และหลินชิว โดยเฉพาะหลินเชี่ยและหลินชิว ที่ช่วงนี้ถูกคุนเผิงมุ่งเป้ากลั่นแกล้งจนเริ่มเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ
หลินเจ้ามู่นั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน แต่กลับดูเหมือนจิตใจล่องลอยไปไกล การที่คุนเผิงมุ่งเป้าไปที่สถานีโทรทัศน์เสินฮวาและเว็บไซต์วิดีโอเสินฮวา แคเพราะความแค้นในอดีตเท่านั้นจริงๆ หรือ?
ในแง่ธุรกิจ หลินเจ้ามู่รู้สึกว่าเถ้าแก่ที่อยู่เบื้องหลังคุนเผิง หากเป็นนักธุรกิจที่มีคุณภาพคนหนึ่ง คงไม่ตามราวีไม่เลิกเพียงเพราะเรื่องแค่นี้ ต้องมีสาเหตุอื่นที่ตนยังนึกไม่ออกอยู่อีกแน่นอน
อย่างเช่น เถ้าแก่ของคุนเผิงกับลูกชายทั้งหลายของเขามีความแค้นส่วนตัวอะไรที่ไม่มีใครรู้หรือเปล่า?
เมื่อเชื่อมโยงไปถึงความเป็นไปได้สูงที่หลินจือไป๋ก็คือฉือตี้ แววตาของหลินเจ้ามู่พลันวูบไหว ดูเหมือนจะจับเค้าลางบางอย่างได้
ถ้าฉือตี้คือหลินจือไป๋ หลานชายของเขาที่โดดเด่นจนเจิดจ้าคนนั้น แล้วเขาขอให้เถ้าแก่คุนเผิงช่วยจัดการกับพวกลุงๆ ทีแท้ก็เป็นแบบนี้…
หลินเจ้ามู่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น คนข้างกายเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านประธาน ท่านประธานครับ?”
“อืม”
หลินเจ้ามู่เอ่ยขึ้นว่า “หลินเชี่ย แกดูแลเสินฮวาวิดีโอ ถ้าไม่มีคุนเผิงจะทำให้ดีไม่ได้เลยหรือไง? แล้วก็หลินชิว ในเมื่อแกรับช่วงต่อสถานีโทรทัศน์เสินฮวาไปแล้ว ก็อย่าเอาแต่บ่นว่าคู่แข่งจ้องจะเล่นงานตัวเอง บนโลกนี้ไม่มีธุรกิจไหนที่ราบรื่นไปหมดทุกอย่างหรอก”
ทุกคนไม่กล้าส่งเสียง รู้สึกว่าท่านประธานเหมือนจะเข้าข้างเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ผิดปกติ ตัวจริงของเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ก็คือหลินตง ลูกชายคนที่สี่ของท่านประธาน และหลินตงก็มีลูกชายคนหนึ่งชื่อหลินจือไป๋ หรือก็คือไปตี้…
เมื่อคิดไปถึงสัญญาณบางอย่างที่ท่านประธานส่งออกมาก่อนหน้านี้ หลายคนต่างก็มีแววตาไหววูบขึ้นมา ท่าทีของท่านผู้เฒ่าก็คือท่าทีของเสินฮวา ตอนนี้ทิศทางลมของเครือบริษัทเสินฮวาเปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนก็ควรจะเลือกฝั่งใหม่ได้แล้วหรือยัง?
“ปิดประชุม”
หลินเจ้ามู่ไม่ได้อธิบายอะไรมาก ลุกขึ้นเดินจากไป
เลขาจินเดินตามท่านประธานเข้าห้องทำงานไปติดๆ ทันใดนั้นก็ไม่ได้ยินอีกฝ่ายพูดว่า “เจ้าเด็กนั่นสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจของคุนเผิงได้”
เลขาจินชะงักไป “ทราบได้อย่างไรครับ?”
“คุนเผิงกับสถานีโทรทัศน์และเว็บไซต์วิดีโอของเสินฮวา ไม่ได้มีความแค้นฝังลึกอะไร แต่เป็นเจ้าเด็กนั่นต่างหากที่มีความบาดหมางกับพวกครอบครัวลุงๆ อย่างรุนแรง ถ้าไม่ใช่เพราะความต้องการของเจ้าเด็กนั่น คุนเผิงจะทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ไปพร้อมๆ กับคอยตามราวีสถานีโทรทัศน์และเว็บไซต์วิดีโอของเครือบริษัทเสินฮวาไม่เลิกราแบบนี้เหรอ?”
“พอพูดแบบนี้ หัวใจของเลขาจินกระตุกวูบ ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ด้วยครับ!”
หลินเจ้ามู่กล่าวเรียบๆ ว่า “ถ้าฉันเป็นเถ้าแก่คุนเผิง ความแค้นส่วนตัวของฉือตี้ ฉันจะไม่ช่วยเขาจ่ายราคานั้นแน่ เว้นเสียว่าเขาจะมีมูลค่าที่สูงกว่านั้นสำหรับฉัน”
“ท่านหมายความว่า?”
“เจ้าเด็กนั่นไม่ได้เป็นแค่ฉือตี้ธรรมดาๆ ในคุนเผิงหรอก อายุยังน้อยแต่กลับสร้างอิทธิพลได้มหาศาลขนาดนี้ใต้เปลือกตาของฉันโดยที่ฉันไม่รู้ตัวเลย ช่างเป็นแผนการที่ล้ำลึกจริงๆ”
“ถึงคุณชายเสี่ยวไป๋จะ…” เลขาจินไตร่ตรองคำพูดเพราะกลัวท่านประธานจะโกรธ แต่แล้วในวินาทีต่อมา หลินเจ้ามู่กลับเผยรอยยิ้ม
“ไม่เสียแรงที่เป็นหลานชายที่ดีของฉัน”
บรรยากาศพลันผ่อนคลายลง เลขาจินเองก็ลอบถอนหายใจโล่งอก
“เกรงว่าเรื่องที่คุนเผิงร่วมทุนกับเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์เพื่อบุกเบิกตลาดฉีโจวด้วยกัน เบื้องหลังก็คงมีเจ้าเด็กนี่คอยส่งเสริมอยู่ด้วย”
หลินเจ้ามู่เอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อเขาต้องเดินทางไปดูแลด้วยตัวเอง และระยะทางไปกลับก็ไม่ใช่ใกล้ๆ งั้นก็ส่งเครื่องบินไปให้เขาสักลำเถอะ”
“รับทราบครับ” แววตาของเลขาจินวูบไหว เขารู้ดีว่าท่านประธานกำลังส่งสัญญาณบางอย่างออกมาให้มากขึ้น