ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 355 ฉู่ฉือเขียนเนื้อร้อง ไปตี้แต่งทำนอง หลินจือไป๋ขับร้อง
- Home
- ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์
- ตอนที่ 355 ฉู่ฉือเขียนเนื้อร้อง ไปตี้แต่งทำนอง หลินจือไป๋ขับร้อง
บทภาพยนตร์หลินจือไป๋เขียนได้เร็วมาก เริ่มเขียนในคืนนั้นก็เสร็จในวันรุ่งขึ้นแล้ว
เรื่องการเฟ้นหาผู้กำกับและเรื่องอื่นๆ แน่นอนว่ามอบหมายให้เจียงเฉิงจัดการ
ตอนนี้คุนเผิงมีขนาดที่ใหญ่มาก เรื่องที่หลินจือไป๋มอบหมายให้เจียงเฉิง เขาสามารถหาผู้เชี่ยวชาญมาทำให้ได้
ยิ่งคุนเผิงพัฒนาไปได้ดีเท่าไหร่ แรงต้านที่หลินจือไป๋ต้องการจะทำสิ่งต่างๆ ก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
ตอนนี้มีความสามารถในการดำเนินการสูงมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนตอนที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ที่ต้องพิจารณาเรื่องเงินทุนและความสัมพันธ์อะไรพวกนั้น
วันรุ่งขึ้นเวลาเที่ยง พ่อแม่และพี่ชายพี่สาวกลับจากบริษัทมาที่บ้าน
พ่อพูดกับหลินจือไป๋ว่า “ปู่ให้ลูกไปที่คฤหาสน์ซีเฉิง”
หลินจือไป๋ชะงักไป “เรื่องอะไรครับ?”
“ไม่ได้บอกทางโทรศัพท์ แต่พวกเราไม่วางใจที่จะให้นายไปคฤหาสน์ซีเฉิงคนเดียว ทุกคนจะไปกับนายด้วย” พี่สาวขมวดคิ้วเอ่ยขึ้น
หลินจือไป๋ไปคฤหาสน์ซีเฉิงมักจะเกิดเรื่องได้ง่าย ครั้งหนึ่งก็บาดเจ็บที่ศีรษะ อีกครั้งก็ทะเลาะกับคนอื่นๆ ในรุ่นที่สามของตระกูลหลิน
ทำให้ตอนนี้คนในครอบครัวได้ยินว่าท่านผู้เฒ่าเรียกหลินจือไป๋ไปคฤหาสน์ซีเฉิงกะทันหัน ก็เหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
“ตกลงครับ”
หลินจือไป๋ไม่มีความเห็น แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าท่าทีของคนในครอบครัวจะดูเวอร์ไปหน่อย แต่ละคนถึงกับไม่ไปทำงานเพื่อจะไปเป็นเพื่อนเขา
หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ ครอบครัวของหลินจือไป๋เดินทางมาถึงคฤหาสน์ซีเฉิง
เลขาจินมารอรับอยู่ที่หน้าประตูคฤหาสน์ เมื่อเห็นว่าครอบครัวของหลินจือไป๋มากันครบทุกคน ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม
“ตั้งใจจะทานมื้อค่ำที่คฤหาสน์ซีเฉิงกันเหรอครับ?”
“แค่แวะมาเดินเล่นนะครับ” หลินจือไป๋ถามด้วยความสงสัย “เรียกผมมามีเรื่องอะไรเหรอครับ?”
“เซอร์ไพรส์ครับ”
เลขาจินขยิบตา แล้วพาครอบครัวของหลินจือไป๋ไปยังสนามบินส่วนตัวภายในคฤหาสน์
ในสนามบินตอนนี้มีเครื่องบินส่วนตัวลำหนึ่งจอดอยู่ เป็นเครื่องบินลำใหม่เอี่ยม หลินจือไป๋ก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“นี่คือเครื่องบินส่วนตัวรุ่น A380 ที่ท่านประธานทุ่มเงินหนึ่งพันล้านสั่งทำจากบริษัทโบอิ้งเมื่อปีที่แล้วครับ เพิ่งส่งมอบใช้งานเมื่อเดือนก่อน เติมน้ำมันหนึ่งครั้งสามารถบินได้ไกลกว่าหมื่นกิโลเมตร…”
เลขาจินแนะนำรายละเอียดราวกับสมบัติล้ำค่า หลินซีเอ่ยถาม “แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับพวกเราล่ะคะ?”
“ฟังผมพูดให้จบก่อนครับ” เลขาจินยิ้มแล้วกล่าวว่า “เครื่องบินลำนี้ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด รวบรวมการตกแต่งที่หรูหราไว้ทั้งหมด จนแทบจะเป็นโรงแรมลอยฟ้า ภายในมีทั้งห้องรับแขก ห้องนอน ห้องน้ำ และอื่นๆ อีกทั้งยังมีบาร์และห้องครัวสุดหรู เพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางและการใช้ชีวิต นอกจากนี้ยังมีหน้าจอโรงภาพยนตร์อัจฉริยะขนาดใหญ่และระบบเสียง เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ความบันเทิงที่ดีที่สุดระหว่างการบินครับ”
“แล้วยังไงต่อ?”
หัวใจของหลินชีกระตุกวูบ เหมือนเธอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ลางๆ แล้ว
“แล้วเครื่องบินลำนี้ ท่านประธานได้มอบให้กับคุณชายเสี่ยวไป๋แล้วครับ ขอเพียงอีกสักครู่คุณชายเสี่ยวไป๋เซ็นชื่อ เครื่องบินลำนี้ก็จะตกเป็นชื่อของคุณชายทันทีครับ” เลขาจินหันไปมองหลินจือไป๋
“ยกให้ผม?”
หลินจือไป๋ประหลาดใจ เมื่อก่อนแม้แต่โมเดลเครื่องบินของเล่นสักชิ้นปู่ก็ไม่เคยให้เขา ทำไมตอนนี้ถึงได้ยกเครื่องบินจริงมาให้เขา ล่ะ? ช่วงนี้ดูเหมือนฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษนี่นา?
ทว่าหลินซีกลับกรีดร้องออกมา “กรี๊ด! งั้นเครื่องบินลำนี้ก็เป็นของบ้านเราแล้ว!?”
พ่อแม่ก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน “เป็นของเสี่ยวไป๋”
หลินเชิงเทียนเองก็ตกใจและดีใจจนแทบแย่ แต่ก็ยังคงเตือนหลินซีให้ใจเย็น
“ไม่สำคัญหรอกน่า!” หลินซีกล่าวอย่างรื่นเริง “พวกเราเข้าไปดูหน่อยได้ไหม?”
“งั้นคุณต้องถามคุณชายเสี่ยวไป๋แล้วครับ” เลขาจินยิ้มพลางบอก
“งั้นก็ไม่ต้องถามแล้ว!” หลินซีลากหลินจือไป๋ขึ้นเครื่องบินทันที ความสัมพันธ์พี่น้องไม่ใช่ของปลอมแน่นอน
“เข้าไปดูด้วยกันเถอะครับ”
หลินจือไป๋เรียกพ่อแม่และพี่ชาย ทั้งครอบครัวเข้าไปในเครื่องบิน การตกแต่งที่หรูหราภายในทำให้หลินซีกรีดร้องออกมาไม่หยุด
บ้านของหลินจือไป๋รวยมากก็จริง แต่ก็ยังทำใจลำบากที่จะทุ่มเงินหนึ่งพันล้านซื้อเครื่องบินส่วนตัว ที่สำคัญที่สุดคือมูลค่าที่แท้จริงของเครื่องบินส่วนตัวลำนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวราคาของมันเอง แต่อยู่ที่ความเอ็นดูรักใคร่ที่ท่านผู้เฒ่ามีต่อหลินจือไป๋
หลินเจามู่มีหลานชายหลานสาวมากมายก่ายกอง นอกจากหลินจือไป๋แล้วยังมีใครอีกที่จะได้รับของขวัญแบบนี้?
“ท่านผู้เฒ่ามอบเครื่องบินมูลค่าหนึ่งพันล้านให้หลินจือไป๋!?”
เรื่องที่หลินเจามู่มอบเครื่องบินให้หลินจือไป๋ผู้เป็นหลานชาย แพร่สะพัดไปทั่วตระกูลหลินอย่างรวดเร็ว
ครอบครัวของลุงใหญ่โกรธจนแทบคลั่ง!
“ลำเอียง!” หลินกงดวงตาแดงก่ำ “ท่านผู้เฒ่ายิ่งแกก็ยิ่งลำเอียง!”
“ได้ไงกัน!” หลินจิงเองก็อิจฉาจนทนไม่ไหว “หลินจือไป๋นั่นมีดีอะไรนักหนา!”
หลินชุนกำหมัดแน่น พ่อตาอย่างคุณเอาจริงเหรอ? ผมในฐานะลูกชายคนโตของตระกูลหลิน ทำงานให้เครือบริษัทเสินฮวาอย่างขยันขันแข็งมาตั้งหลายปี ยังเทียบหลานชายคนเล็กสุดของคุณไม่ได้เลยเหรอ?
ครอบครัวลุงรอง หลินหูรู้สึกว่าขมับเต้นตุบๆ “พ่อหมายความว่ายังไง? หลินจือไป๋กลายเป็นหลานรัชทายาทของเครือบริษัทเสินฮวาไปแล้วเหรอ!?”
“กลัวว่าพ่อจะหมายความว่าอย่างงั้นแหละ!” หลินเฟิงกัดฟันกรอด ท่านผู้เฒ่าดีกับหลินจือไป๋เกินไปแล้ว ดีจนคนปัญญาอ่อนยังดูออกถึงเจตนาของเขา!
หลินเป่าถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “บางทีพวกเราคงต้องเปลี่ยนท่าทีต่อครอบครัวอาสี่ได้แล้ว”
หลินเชี่ยตบโต๊ะอย่างแรง “จะให้ฉันไปประจบประแจงหลินตงเหรอ? ฝันไปเถอะ!”
ครอบครัวลุงสาม หลินหลิ่วโกรธจนตัวสั่นไปทั้งตัว เธอไม่กล้าจินตนาการเลยว่า หลังจากหลินจือไป๋กุมอำนาจได้จริงๆ ในอนาคต เธอจะต้องเผชิญกับการสะสางบัญชีแค้นอย่างไรบ้าง!
“ข้างในมีครอบครัวหลินจือไป๋ ข้างนอกมีคุนเผิง สถานการณ์ของพวกเราตอนนี้เดินลำบากมาก” หลินมูหรี่ตาลง
หลินเชินสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยว่า “พวกเราจะนั่งรอความตายอยู่อย่างนี้เหรอ?”
หลินชิวเหลือบมองลูกชายและลูกสาว “เรื่องบางอย่างที่เกี่ยวกับอนาคต ต้องเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วละ ตาแก่คนนั้นไม่เคยทำดีกับลูกหลานคนไหนขนาดนี้มาก่อน เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะหลงจนตามใจลูกหลาน”
หลินเจามู่จะส่งต่อเสินฮวากรุ๊ปให้ใคร เป็นประเด็นที่คนในตระกูลหลิน หรือแม้แต่คนในวงการบันเทิงฉินโจวต่างก็เฝ้าจับตามองมาตลอด ดังนั้นแค่การกระทำอย่างการยกเครื่องบินให้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนมโนข้อมูลออกมาได้นับไม่ถ้วนแล้ว!
แต่ตัวหลินจือไป๋กลับสงบนิ่ง เขาในตอนนี้ไม่เห็นพวกครอบครัวของบรรดาลุงอยู่ในสายตาอีกต่อไปแล้ว
เว็บไซต์วิดีโอของลุงรองและสถานีโทรทัศน์ของลุงสาม ล้วนถูกหลินจือไป๋กดทับเอาไว้ เหลือแค่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ลุงใหญ่รับผิดชอบอยู่ที่หลินจือไป๋ยังยากจะซุ่มโจมตีในตอนนี้ แต่สถานการณ์แบบนี้ก็คงอยู่ได้ไม่นานหรอก
ทว่าการที่ท่านผู้เฒ่ามอบเครื่องบินให้ หลินจือไป๋ย่อมต้องกล่าวขอบคุณตามมารยาทและเหตุผล
ดังนั้นในช่วงค่ำ เขาจึงโทรศัพท์ไปหาหลินเจามู่ หลักๆ คือช่วงกลางวันที่คฤหาสน์ซีเฉิงเขาไม่พบปู่
“ถ้าอยากจะขอบคุณฉันจริงๆ ละก็” หลังจากหลินเจามู่รับสาย เขาก็กล่าวอย่างสงบว่า “เขียนอักษรพู่กันให้ฉันสักแผ่นสิ”
หลินจือไป๋: “…”
ดูท่าปู่จะยังฝังใจเจ็บที่คราวก่อนประมูล ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ ไม่ได้ ถึงขั้นยังคงเฝ้าถวิลหาผลงานอักษรพู่กันของตนอยู่แบบนี้
“ตกลงครับ” หลินจือไป๋ตอบตกลง “ผมจะเลือกวันที่เหมาะสมเขียนอักษรพู่กันสักแผ่นแล้วเอาไปส่งให้คุณปู่ครับ”
เพียงแต่หลังจากรับคำแล้ว ถึงเพิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดูเหมือนผลงานอักษรพู่กันที่เขาทุ่มเทสร้างสรรค์อย่างจริงจัง จะขายได้มากกว่าหนึ่งพันล้านอีกมั้ง?
หากคำนวณแบบนี้ ทำไมเขากลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายขาดทุนล่ะเนี่ย? ในที่สุดหลินจือไป๋ก็เข้าใจถึงความน่ากลัวของพวกนายทุนแล้ว ขิงแก่ยังไงก็เผ็ดกว่าจริงๆ
ช่วงค่ำ หลินจือไป๋ได้รับโทรศัพท์แจ้งเตือนจากเจียงเฉิงว่า รายการ ‘King of Mask Singer’ จะเริ่มบันทึกเทปตอนที่สี่อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้
หลังจากผ่านไปสามตอนติดต่อกัน ตอนนี้กระแสความนิยมของ ‘King of Mask Singer’ สูงมาก! ดูจากข้อมูลตัวเลขอย่างเดียวก็ก้าวไปถึงระดับมาตรฐานของ ‘The Voice’ แล้ว!
บนโลกออนไลน์ ผู้ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเทพดาราร้อยลักษณ์ โดยเฉพาะตอนที่แล้วหลังจากเทพดาราร้อยลักษณ์ใช้เสียงของหลี่เชียวร้องเพลง ‘น้ำหอมมีพิษ’ หัวข้อการสนทนาก็ยิ่งบ้าคลั่ง!
พลอยทำให้หลัวเยี่ยนที่มีทักษะแบบเดียวกัน ติดอันดับคำค้นหายอดนิยมมาตลอดหลายวันนี้!
แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าเทพดาราร้อยลักษณ์แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นหลัวเยี่ยน แต่ใครใช้ให้ทุกคนไร้เบาะแสล่ะ? ถึงขั้นมีคนเริ่มทำโพลสำรวจความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ต
หัวข้อโพลระบุว่า: “คุณคิดว่าเทพดาราร้อยลักษณ์เป็นชายหรือหญิง?”
A. ชาย
B. หญิง
C. กำลังมึนตึ้บ
หลินจือไป๋เลือกข้อ B อย่างไม่ลังเล สาเหตุหลักคือถ้าไม่เลือกก็จะมองไม่เห็นคะแนนสนับสนุนของทั้งสองฝั่ง เขาจึงจิ้มไปทีหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้หลินจือไป๋ประหลาดใจมาก
ชาวเน็ตหกบสิบเปอร์เซ็นต์คิดว่าเทพดาราร้อยลักษณ์เป็นผู้ชาย ชาวเน็ตยี่สิบเปอร์เซ็นต์คิดว่าเป็นผู้หญิง และอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์เลือกข้อ ‘กำลังมึนตึ้บ’ คือไม่กล้าสรุปแล้วว่าเป็นชายหรือหญิง
ทำเอาหลินจือไป๋ขำจนเกือบสำลัก เอาเถอะ บางทีเขาอาจจะลองเปลี่ยนแนวคิดดู
ตอนหน้าเขารู้แล้วว่าจะร้องเพลงอะไร เดิมทีหลินจือไป๋คิดว่าการที่เขาแสร้งเป็นนักร้องหญิงแค่เล่นสนุกคงไม่มีใครเชื่อจริงๆ หรอก คิดไม่ถึงว่าจะมีผู้ชมส่วนน้อยที่คิดว่ามีความเป็นไปได้แบบนั้นจริงๆ
กระทั่งบางคนก็ยังลังเลอยู่ ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นไม่สู้แสร้งเป็นนักร้องหญิงต่อไปเลยดีกว่าเหรอ?
และในโทรศัพท์ เจียงเฉิงก็หัวเราะพลางกล่าวว่า “เจ้านายครับ ทันทีที่คุณถอดหน้ากากเผยตัวตน เมื่อนั้นฉู่ฉือกับไปตี้ก็จะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกันโดยสมบูรณ์ คุณคิดไว้หรือยังครับว่าหลังจากนี้จะใช้สถานะไหนโลดแล่นในวงการเพลง จะให้ไปตี้หายไปหรือให้ฉู่ฉือหายไปครับ?”
“ทำไมต้องให้หายไปด้วยล่ะ?” หลินจือไป๋ยิ้มแล้วตอบว่า “เพลงหนึ่งเพลง ไปตี้แต่งทำนอง ฉู่ฉือเขียนคำร้อง หลินจือไป๋เป็นผู้ขับร้อง แบบนี้ก็น่าจะสมเหตุสมผล ดูมีตรรกะดีไม่ใช่เหรอครับ?”
เจียงเฉิง: “…”
เป็นอนาคตที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนจริงๆ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่มีใครต้องหายไปจริงๆ และก็น่าสนใจมากด้วย ต่อให้ทุกคนจะรู้ความจริง ก็คงจะแค่ยิ้มออกมาอย่างรักกัน
“ตกลงครับ” เจียงเฉิงกล่าวต่อในทันทีว่า “ช่วงนี้ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังจับตามองความสามารถในการแต่งเพลงของคุณอยู่ครับ แต่เริ่มมีบางส่วนมองว่า เพลงเหล่านั้นของคุณมีคนเก่งด้านคำร้องและทำนองคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง จำเป็นต้องตอบโต้ไหมครับ?”
“ไม่ต้องไปสนใจครับ”
เทพดาราร้อยลักษณ์เคยพูดบนเวทีแล้วว่า บทเพลงเหล่านี้ล้วนสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตัวเอง แต่เห็นได้ชัดว่าผู้ชมไม่น้อยไม่เชื่อคำพูดนี้ เพราะอย่างไรนี่ก็คือเวทีของ ‘King of Mask Singer’ นอกจากเจ้าตัวจะยืนยันซ้ำๆ อย่างที่เทพดาราร้อยลักษณ์เน้นย้ำว่าตัวเองไม่ใช่จางซีหยาง มิฉะนั้นทุกอย่างก็เป็นไปได้ที่จะเป็นคำลวง
ยังไงเหล่านักร้องหน้ากากพวกนี้ก็ทำได้ทุกอย่างเพื่อปกปิดตัวตน และผู้ชมเองก็ชอบวิธีการเล่นแบบนี้ ที่ต้องมีความจริงบ้างเท็จบ้างถึงจะสนุกและน่าสนใจ
เป็นเช่นนี้เอง วันรุ่งขึ้น หลินจือไป๋เดินทางไปยังสถานีโทรทัศน์เทียนกวงอีกครั้ง เพื่อเตรียมการบันทึกเทป ‘King of Mask Singer’ ตอนที่สี่
และในวันนี้ก็มีนักร้องตัวสำรองคนใหม่เข้ามาแล้ว นักร้องตัวสำรองคนนี้มีชื่อว่า ‘ปลาคาร์ปแดง’
เมื่อบรรดาผู้จัดการส่วนตัวชั่วคราวแจ้งข่าวนี้ให้นักร้องหน้ากากที่ตนรับผิดชอบทราบ ทุกคนต่างก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา
“ปลาอีกแล้วเหรอ?” กระเบนปีศาจที่หลินโส่วจัวแฝงตัวมา เพิ่งจะถูกคัดออกไปในตอนที่แล้ว ตอนนี้ก็มีปลาคาร์ปแดงโผล่มาอีก สมแล้วที่เป็น ‘King of Mask Singer’ งานรวมพลพรรคนักร้องสวนสัตว์!
และตามกติกาของรอบนี้ ยังคงเป็นคนละสองเพลง ผู้แข่งขันที่ได้รับคะแนนโหวตรวมต่ำที่สุดจะถูกคัดออก!