ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 360 เจ้าชายกบโป๊ะแตก!
“เจ้านายครับ ข่าวดี!”
วันที่สองหลังรายการ King of Mask Singer ตอนที่สี่ออกอากาศ เจียงเฉิงก็ได้พบกับหลินจือไป๋พร้อมข่าวดี
“จากผลสำรวจตลาดล่าสุด พบว่าส่วนแบ่งการตลาดของคุนเผิงวิดีโอพุ่งสูงถึง 23% แล้วครับ!” เจียงเฉิงยิ้มกล่าว “นั่นหมายความว่า ปริมาณทราฟฟิกผู้ใช้งานของคุนเผิงวิดีโอในตอนนี้รั้งอันดับสองของทั้งฉินโจว เป็นรองแค่ยักษ์ใหญ่เจ้าถิ่นอย่างเสินฮวาวิดีโอเท่านั้นครับ!”
“เสินฮวาวิดีโอมีเท่าไหร่ครับ?”
“ตอนนี้ยังอยู่ที่ประมาณ 40% ครับ”
หลินจือไป๋ขมวดคิ้ว “นั่นก็ยังมากกว่าเราเกือบสองเท่าอยู่ดี”
เมื่อเห็นว่าเจ้านายยังดูไม่ค่อยพอใจ เจียงเฉิงก็หลุดหัวเราะ “คุณอย่าลืมสิครับว่าเสินฮวาวิดีโอเปิดมาตั้งกี่ปีแล้ว ส่วนคุนเผิงวิดีโอของเราเพิ่งเกิดได้ไม่นานเอง ถึงเราจะยังเทียบกับเสินฮวาวิดีโอไม่ได้ แต่ก็ก้าวข้ามเว็บไซต์วิดีโอของนาเซินและเทียนกวงมาได้แล้วนะครับ”
“อืม” หลินจือไป๋พยักหน้า คำพูดนี้ก็มีเหตุผล
เจียงเฉิงยิ้มแล้วกล่าวต่อ “ช่วงนี้เว็บไซต์คุนเผิงวิดีโอทำผลงานได้ดีมาก รายการ King of Mask Singer ถือว่ามีส่วนช่วยมหาศาลจริงๆ ครับ ถ้าเรายังรักษาอัตราการเติบโตของผู้ใช้งานแบบนี้ต่อไปได้ ในอนาคตต้องชนกับเสินฮวาวิดีโอได้แน่นอนครับ มีละครใหม่ของคุนเผิงกำลังจะออนแอร์ พอถึงตอนนั้นก็จะฉายแบบเอกซ์คลูซีฟบนเว็บไซต์วิดีโอของเราเอง…”
“พี่หมายถึง ‘The Bad Kids มุมที่ซ่อนอยู่’ ใช่ไหม?”
หลินจือไป๋ชะงักไปแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเจียงเฉิงหมายถึงละครเรื่อง ‘The Bad Kids มุมที่ซ่อนอยู่’ ละครเรื่องนี้ปิดกล้องอย่างเป็นทางการไปแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการตัดต่อ คาดว่าน่าจะออกอากาศได้เร็วๆ นี้
หากคำนวณตามความโด่งดังในชาติก่อนของละครเรื่องนี้ หลินจือไป๋คาดว่าเมื่อออกอากาศ น่าจะช่วยดึงจำนวนผู้ใช้งานให้คุนเผิงวิดีโอได้มากขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง
“ใช่ครับ แต่ไม่ใช่แค่ ‘The Bad Kids มุมที่ซ่อนอยู่’ เท่านั้น” เจียงเฉิงกล่าวว่า “ยังมีเรื่อง ‘ทิวาและราตรี (Day and Night)’ อีกเรื่องครับ เรากำลังถ่ายทำไปพร้อมๆ กัน เดือนนี้น่าจะปิดกล้องได้ครับ”
“อืม” หลินจือไป๋พบว่าบทละครที่เขาได้รับมาก่อนหน้านี้นอกจาก ‘My Own Swordsman’ ส่วนใหญ่ก็ล้วนถูกถ่ายทำไปแล้ว
ดูท่าหลังจากนี้จำเป็นต้องเอาบทละครออกมาเพิ่มให้คุนเผิงและเทียนกวงถ่ายทำ เพราะอีกสักพักเขาต้องเดินทางไปบุกเบิกตลาดฉีโจว แต่ตลาดทางฝั่งฉินโจวเองก็ทิ้งไม่ได้เช่นกัน
และเมื่อพูดถึงบทละคร ตอนนี้หลินจือไป๋ได้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง ‘เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว’ ที่เตรียมจะถ่ายทำและเข้าฉายในฉีโจวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลนักแสดงก็ดูมาแล้วมากมาย ซึ่งเจียงเฉิงเป็นคนรวบรวมมาให้ แต่ก็ยังไม่เจอนักแสดงที่เหมาะสมจะมารับบทตัวละครนำ เพราะอย่างไรทิงซิงในเวอร์ชันต้นฉบับก็คือจิตวิญญาณของเรื่อง
แต่การคัดเลือกนักแสดงก็ไม่ได้ทำให้การอนุมัติโครงการภาพยนตร์เรื่องนี้ล่าช้าลงไป การเตรียมงานที่ควรมีได้ถูกมอบหมายให้บริษัทร่วมทุนที่นั่นดำเนินการไปแล้ว
เป็นเช่นนี้ ผ่านไปอีกสองสามวัน หลินจือไป๋ก็ได้ออกเดินทางไปบันทึกเทปรายการ King of Mask Singer รอบคัดเลือกตอนสุดท้ายของทีมสีแดงอย่างเป็นทางการ!
รายการ King of Mask Singer ตอนที่ห้า ได้รับความสนใจมากกว่าสี่ตอนแรกเสียอีก เพราะในตอนนี้จะเป็นการตัดสินตัวแทนอย่างเป็นทางการของทีมสีแดง เหล่านักร้องหน้ากากทุกคนจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
ยังดีที่ในตอนนี้มีนักร้องตัวสำรองเพียงคนเดียวที่ชื่อว่า ‘คนพเนจร’ นั่นหมายความว่าสุดท้ายแล้ว จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะถูกคัดออก ความกดดันถือว่าไม่มากนัก
อย่างน้อยหลินจือไป๋ก็ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร เพราะทุกตอนที่ผ่านมาเขาติดสามอันดับแรกมาตลอด เคยได้ทั้งที่หนึ่ง ที่สอง และที่สามมาแล้ว ยังไม่เคยได้อันดับที่แย่กว่าสามเลย จึงไม่มีความกังวลว่าจะถูกคัดออกแต่อย่างใด ถึงขั้นที่ครั้งนี้หลินจือไป๋ไม่ได้ร้องเพลงใหม่บนเวทีด้วยซ้ำ
ในการแสดงรอบแรกของตอนที่ห้า หลินจือไป๋ในฐานะเทพดาราร้อยลักษณ์ ได้ร้องเพลง ‘ดับทุกข์’ ที่เขาเคยแต่งให้กับหลินโสวจัว!
น้ำเสียงที่ใช้แน่นอนว่าเป็นเสียงของฉู่ฉือ หรือก็คือเสียงจริงของหลินจือไป๋นั่นเอง แน่นอนว่าผู้ชมทุกคนต่างก็ยังคงคิดเหมือนเช่นเคยว่า เทพดาราร้อยลักษณ์กำลังเลียนเสียงของฉู่ฉืออยู่
ส่วนทำไมถึงต้องเป็นเพลง ‘ดับทุกข์’ น่ะเหรอ? ก็เพราะเพลงนี้มีความหมายพิเศษสำหรับหลินจือไป๋ นี่คือเพลงแรกที่หลินจือไป๋ได้รับจากระบบ ตอนที่หายจากอาการบาดเจ็บเมื่อไม่กี่ปีก่อน และไปตี้ก็ได้แจ้งเกิดด้วยเพลงนี้!
และการร้องเพลงนี้บนเวที King of Mask Singer สำหรับหลินจือไป๋แล้ว ถือเป็นความรู้สึกทางพิธีกรรมที่พิเศษอย่างหนึ่ง และยังถือเป็นการเตือนใจตนเองว่าอดีตที่ผ่านพ้น คือบทเรียนล้ำค่าสำหรับอนาคต
จากนั้นในตอนที่ห้ารอบที่สอง หลินจือไป๋ได้ร้องเพลง ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’ ที่เผยแพร่ในนามของไปตี้เช่นเดียวกัน เพลงบทนี้ช่างยิ่งใหญ่ทรงพลัง หลินจือไป๋ตั้งใจเลือกใช้เสียงของโจวหานจินขับร้อง
ผลลัพธ์ออกมาดีมาก หลังจากร้องจบทั้งสองเพลง เทพดาราร้อยลักษณ์ก็คว้าคะแนนรวมเป็นอันดับสามมาได้อย่างมั่นคง!
ในขณะเดียวกัน ในที่สุดรายชื่อตัวแทนทีมสีแดงก็ได้ถูกตัดสินตามลำดับคะแนน
เจ้าชายกบ
สุนัขทิเบต
เทพดาราร้อยลักษณ์
ปลาคาร์ปน้อย
นกกาเหว่า
นักร้องหน้ากากทั้งห้าคนนี้จะเป็นตัวแทนของทีมสีแดง เพื่อไปดวลกับทีมสีน้ำเงินในอนาคต! ส่วนนักร้องตัวสำรองในตอนนี้ที่ชื่อว่า ‘คนพเนจร’ เป็นดาราระดับแถวสอง แต่น่าเสียดายมารอบเดียวก็ต้องกลับไป ไม่สามารถก้าวเข้าสู่รอบลึกได้
ตามหลักแล้วในรอบคัดเลือกสุดท้ายของทีมสีแดง เทพดาราร้อยลักษณ์ไม่ได้วางแผนแกล้งใคร ร้องเพลงเก่าอย่างซื่อตรง น่าจะไม่ได้มีกระแสพูดถึงและได้รับความสนใจมากขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม หลินจือไป๋คิดแบบนั้น ตนแค่ร้องเพลงสองเพลงที่อยากร้องในตอนนั้น อันดับก็อยู่ที่สาม เรียกได้ว่าเป็นการแสดงที่เรียบง่ายธรรมดาที่สุดตั้งแต่เข้าร่วมการแข่งขันมาเลย ไม่คุ้มค่าที่จะต้องพูดถึงเป็นพิเศษด้วยซ้ำ
แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินอิทธิพลของตัวเองต่ำไป หรือจะบอกว่าประเมินความสามารถในการมโนของชาวเน็ตยุคนี้ต่ำไป? ในวันที่รายการตอนที่ห้าออกอากาศ คำค้นหายอดนิยมก็ระเบิดขึ้นทันที หัวข้ออันดับหนึ่งคือ:
#เทพดาราร้อยลักษณ์ใช้เสียงฉู่ฉือร้องเพลงของไปตี้
พอแฟนคลับของไปตี้ดูรายการจบต่างก็ขำกันแทบบ้า ส่วนแฟนคลับของฉู่ฉือก็เริ่มจะทนไม่ไหว ชาวเน็ตยิ่งพากันมาดูเรื่องสนุก ล้อเลียนกันต่างๆ นานา!
“ไปตี้: ?”
“ฉู่ฉือ: ?”
“เทพดาราร้อยลักษณ์สมกับเป็นพวกสายป่วน! เทพดาราร้อยลักษณ์รอบนี้ซนเกินไปแล้วจริงๆ เขาไม่มีทางไม่รู้หรอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไปตี้และฉู่ฉือละเอียดอ่อนแค่ไหน ถึงขั้นจงใจเลียนเสียงฉู่ฉือมาร้องเพลงแจ้งเกิดของไปตี้!”
“เป็นไงล่ะ? อยากช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างไปตี้และฉู่ฉือเหรอ?”
“ฮ่าๆๆ ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ พอได้ยินเทพดาราร้อยลักษณ์ใช้เสียงของฉู่ฉือร้องเพลง ‘ดับทุกข์’ ของไปตี้ ก็ซาบซึ้งละเอียดอ่อนจริงๆ นี่ถือเป็นการคอลแลปส์ระหว่างไปตี้และฉู่ฉือทางอ้อมหรือเปล่านะ?”
“คอลแลปส์นั่นแหละ แต่การคอลแลปส์นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับไปตี้และฉู่ฉือเลยสักนิด”
“กล้ามากนะ! คุณไม่กลัวล่วงเกินแฟนคลับของไปตี้กับฉู่ฉือในเวลาเดียวกันเลยเหรอ? การล่วงเกินไปตี้กับฉู่ฉือน่ะ มันร้ายแรงกว่าการล่วงเกินราชาเพลงราชินีเพลงหลายคนอีกนะ!”
“นั่นสิ! ฉู่ฉือเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของคุนเผิง ส่วนไปตี้นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย หลานรัชทายาทแห่งเสินฮวากรุ๊ป!”
เมื่อหลินจือไป๋เห็นหัวข้ออันดับหนึ่งในเทรนด์ฮอต ก็ถึงกับอึ้ง เขาเผลอมองข้ามประเด็นนี้ไปจริงๆ! สาเหตุหลักคือคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมีมุมมองแบบนี้มาสร้างเรื่องได้ เพราะที่ตนร้องเพลง ‘ดับทุกข์’ นั้น ก็แค่ต้องการระบายความรู้สึกบางอย่างออกมา ไม่ได้มีเจตนาจะสร้างกระแสเลยสักนิด มีที่ไหนกันที่สร้างกระแสโจมตีตัวเอง?
ยังดีที่แฟนคลับของฉู่ฉือและไปตี้ต่างก็มีเหตุผลมาก อย่างมากที่สุดก็แค่ล้อเลียนว่าเทพดาราร้อยลักษณ์ซนเกินไปอะไรทำนองนั้น ลองคิดดูว่าถ้าเทพดาราร้อยลักษณ์ถูกแฟนคลับของไปตี้และฉู่ฉือตามด่า เกรงว่าหลินจือไป๋เองก็คงทนไม่ไหว ต้องเปิดหน้ากากออกมาตรงนั้นเลย
ทั้งที่เป็นสถานการณ์ปั่นหัวคนอื่นอย่างสนุกสนาน กลับเกือบขุดหลุมฝังตัวเองไปด้วยซะแล้ว แต่การใช้เสียงของฉู่ฉือมาร้องเพลงของไปตี้ ก็ดูน่าสนใจดีเหมือนกัน ถือซะว่าเป็นกาให้เบาะแสเรื่องตัวตนแก่ชาวเน็ตไปนิดนึงแล้วกัน
แม้ว่าชาวเน็ตจะนึกไม่ออกเลยก็ตามว่า เทพดาราร้อยลักษณ์มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับไปตี้และฉู่ฉือ
หือ? เดี๋ยวก่อนนะ! คำค้นหายอดนิยมอันดับสองนี่มันเรื่องอะไรกัน? สายตาของหลินจือไป๋ชะงักจ้องไปยังหัวข้อเทรนด์ฮอตอันดับสองของแพลตฟอร์มจี๋กวง
#เจ้าชายกบกับโจวหานจินใส่รองเท้าผ้าใบเหมือนกัน
พอกดเข้าไปดู หลินจือไป๋ก็ถึงกับขำกลิ้งลงกับพื้นทันที! ที่แท้ก็เพราะเจ้าชายกบใส่รองเท้าผ้าใบรุ่นลิมิเต็ดในการแข่งขันตอนที่ห้า ซึ่งรองเท้าผ้าใบรุ่นนี้โจวหานจิ้นก็เคยใส่ แถมไม่ได้ใส่แค่ครั้งเดียว เมื่อรวมกับที่เจ้าชายกบเคยใช้เสียงของโจวหานจิ้นร้องเพลงในตอนแรกของรายการ King of Mask Singer ตอนนี้จึงถูกชาวเน็ตขุดคุ้ยออกมาเปรียบเทียบกันยกใหญ่!
ทุกคนต่างพากันสงสัยว่าเจ้าชายกบก็คือโจวหานจิน เพราะน้ำเสียงคล้ายกัน แถมยังใส่รองเท้ารุ่นเดียวกันอีก หลักฐานช่างแน่นหนาเหลือเกิน!
แบกไม่ไหวจริงๆ เหล่าโจวจอมเซ่อคนนี้! จำได้แต่หน้ากากกับเสื้อผ้า แต่ดันลืมเรื่องรองเท้า ไม่รู้หรือไงว่าสายตาของชาวเน็ตนะเฉียบคมแค่ไหน?
“บังเอิญเหรอ? ฉันไม่เชื่อว่าจะบังเอิญขนาดนั้นหรอก นี่มันรองเท้าผ้าใบรุ่นลิมิเต็ดนะหาซื้อยากจะตาย ดังนั้นเจ้าชายกบก็คือราชาเพลงโจวแน่นอน!”
“ฉันก็คิดว่าใช่เก้าส่วนแน่ๆ! เพราะน้ำเสียงของเจ้าชายกบเดิมทีก็คล้ายกับราชาเพลงโจวอยู่แล้ว ตอนแรกยิ่งแทบจะเหมือนเป๊ะ แค่ตอนนั้นพวกเราเจอเทพดาราร้อยลักษณ์ที่เหมือนกว่า ทำให้เขวไปเลยไม่ได้คิดไปในทางนี้!”
“แบบนี้แสดงว่าหลี่เชียวก็รู้ตั้งนานแล้วสิ? หลี่เชียวแกล้งทำได้เนียนจริงๆ ทั้งที่รู้วาเจ้าชายกบคือโจวหานจิน คู่รักคู่นี้น่ารักจริงๆ เลย!”
“มิน่าล่ะ โจวหานจิ้นถึงได้เที่ยวไล่จับคนนั้นคนนี้ทุกวัน! ที่แท้เพราะตอนแรกเทพดาราร้อยลักษณ์สวมรอยเป็นเขาต่อหน้าต่อตานี่เอง ถึงเดือดร้อนรนขนาดนี้?”
“แถมยังลากจางซีหยางไปช่วยกันจับด้วยนะ!”
แม้จะไม่มีหลักฐานมัดตัวที่ชัดเจน แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าชายกบโจวหานจินได้ตกอยู่ในสถานะโป๊ะแตกแล้ว เพราะแค่ชาวเน็ตปักใจเชื่อก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้อีก!
และเพราะข่าวความลับแตกนี้มันน่าตื่นตะลึงเกินไป หัวข้อนี้จึงพุ่งขึ้นสู่อันดับหนึ่งในคำค้นหายอดนิยมอย่างรวดเร็ว แม้แต่เรื่องที่เทพดาราร้อยลักษณ์ใช้เสียงของฉู่ฉือร้องเพลงของไปตี้ ก็ยังไม่ได้รับความนิยมอย่างหัวข้อการโป๊ะแตกของโจวหานจินเสียด้วยซ้ำ
เพียงแต่เมื่อโจวหานจินโป๊ะแตก ความเห็นยอดนิยมใต้หัวขอนั้นก็ปรากฏขึ้น: “ฮ่าๆๆ สรุปคือรอบที่สองในตอนห้า เทพดาราร้อยลักษณ์ใช้เสียงของโจวหานจินร้องเพลง ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’ ของไปตี้ต่อหน้าโจวหานจิ้นเลยเหรอ? ทำร้ายจิตใจกันเกินไปแล้ว! ฉันยอมใจหมอนี่จริงๆ!”
หลินจือไป๋รู้สึกงงๆ อยู่บ้าง เรื่องนี้มันมีอะไรไม่ถูกต้องอย่างนั้นเหรอ?
หลินจือไป๋รู้สึกว่ามันไม่มีอะไรไม่ถูกต้องจริงๆ ผมใช้เสียงของฉู่ฉือร้องเพลงของไปตี้ พวกคุณหาว่าผม ‘หาเรื่อง’ ก็ช่างเถอะ ทำไมพอผมใช้เสียงของโจวหานจิ้นร้องเพลงของไปตี้ พวกคุณยังคิดว่าผมกำลังปั่นหัวเหล่าโจวอีกละ?
จนกระทั่งเขาเลื่อนดูต่อลงไป หลินจือไป๋ถึงได้เข้าใจเหตุผล ที่แท้โจวหานจิ้นเคยเผชิญหน้ากับไปตี้ในชาร์ตประจำฤดูกาลมากกว่าหนึ่งครั้ง และหนึ่งในนั้นก็คือการพ่ายแพ้ให้กับเพลง ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’
หลินจือไป๋: “…”
เดิมทีตอนห้าอยากจะทำตัวเรียบง่ายหน่อย แค่ร้องเพลงเก่าของไปตี้สองเพลงก็พอ ผลกลับกลายเป็นคาดไม่ถึงว่า ดันไปทำถูกที่ถูกเวลาจนเกิดสีสันรายการมากมายขนาดนี้ รอบสองร้องเพลงใหม่ต่อไปซะยังดีกว่า!