ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 366 กิจกรรมกลุ่มเทพดาราร้อยลักษณ์
ในวันต่อมา หลินจือไป๋วาดมังงะไปพลาง ติดตามการแข่งขันคัดเลือกทีมสีน้ำเงินของรายการ ‘King of Mask Singer’ ไปพลาง
ตอนที่สาม ตอนที่สี่ ตอนที่ห้า… หลังจากบันทึกเทปติดต่อกันห้าตอน ในที่สุดการแข่งขันคัดเลือกทีมสีน้ำเงินของ King of Mask Singer ก็สิ้นสุดลง รายชื่อสุดท้ายของทีมสีน้ำเงินตามอันดับคะแนนรวม ได้แก่:
ทุเรียนระเบิด!
หลิวริมน้ำ!
ดอกเพชฌฆาต!
หญ้าอ่อนเขียวขจี!
มันฝรั่ง!
ที่ควรกล่าวถึงคือ หนึ่งในนั้นอย่าง ‘ทุเรียนระเบิด’ ที่สงสัยกันว่าเป็นราชาเพลงจากฉีโจว เพิ่งเข้ามาเสริมในตอนที่สาม แต่ผลงานกลับโดดเด่นแซงหน้าทุกคน จนแม้แต่หลิวริมน้ำกับดอกเพชฌฆาตที่มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นราชาและราชินีเพลง ก็ยังถูกข่มรัศมี!
นอกจากนี้ หลังจากดูรอบคัดเลือกทีมสีน้ำเงินจบลง ผู้ชมต่างก็มีคำถามเดียวกันเกิดขึ้น… คนพวกนี้คือใครกันแน่?
ตอนดูรอบคัดเลือกทีมสีแดง อย่างน้อยผู้ชมยังพอจะได้เบาะแสอยู่บ้าง อย่างเช่นนกกาเหว่าที่ดูคล้ายหลัวเยี่ยน หรืออย่างเจ้าชายกบที่แทบจะยืนยันได้แน่นอนแล้วว่าเป็นโจวหานจิน แต่เมื่อดูรอบคัดเลือกทีมสีน้ำเงิน ผู้ชมกลับไม่มีเบาะแสอะไรเลย ทั้งที่คนของทีมสีน้ำเงินเหล่านี้มีความสามารถแข็งแกร่งมาก แต่ชาวเน็ตกลับจับทางอะไรไม่ได้เลย!
หลินจือไป๋เองก็ไม่มีเบาะแสเหมือนกัน แต่ตอนที่พี่สาวดูรอบคัดเลือกทีมสีน้ำเงินตอนที่สาม เธอบอกว่าทุเรียนระเบิดคนนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นราชาเพลงคนหนึ่งจากฉีโจวที่เธอเคยติดต่อด้วยเมื่อหลายปีก่อน
แล้วคนอื่นๆ ในทีมสีน้ำเงินล่ะ จะเป็นนักร้องระดับท็อปจากทวีปอื่นด้วยหรือเปล่านะ? หลินจือไป๋คาดเดาไปเช่นนั้น และหลังจากรอบคัดเลือกทีมสีน้ำเงินจบลง หลินจือไป๋ก็ได้รับการแจ้งเตือนจากทางรายการว่า วันพฤหัสบดีหน้าจะเริ่มการบันทึกเทปการแข่งขันระหว่างทีมสีแดงและสีน้ำเงินอย่างเป็นทางการ!
จินเสี่ยวเฟิง ผู้รับผิดชอบการติดต่อประสานงาน ได้อธิบายสถานการณ์ให้หลินจือไป๋ฟังทางโทรศัพท์ว่า
“จะต่างจากรอบคัดเลือกก่อนหน้านี้นะครับ การแข่งขันระหว่างทีมสีแดงและสีน้ำเงินจะดุเดือดมากขึ้นแน่นอน ตอนแรกก็จะมีผู้เข้าแข่งขันถูกคัดออกสองคน ที่สำคัญที่สุดคือ การแข่งขันระหว่างทีมสีแดงและสีน้ำเงินของเราจะเป็นการถ่ายทอดสด ส่วนกฎกติกาการแข่งขันที่ละเอียดกว่านี้ ทางรายการเราจะประกาศให้ทราบพร้อมกันในตอนที่เริ่มบันทึกเทปครับ…”
ถ่ายทอดสด?
ปกติรายการวาไรตี้มักจะเริ่มถ่ายทอดสดก็ต่อเมื่อถึงรอบรองชนะเลิศเท่านั้น เพราะถ้าหากการถ่ายทอดสดเกิดข้อผิดพลาด การแก้ไขจะยุ่งยากมาก การบันทึกเทปจึงปลอดภัยกว่า แต่การถ่ายทอดสดก็มีข้อดี นั่นคือความกระตือรือร้นในการรับชมของผู้ชมจะสูงขึ้น!
แน่นอนว่าเหล่านักร้องเองก็จะรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นด้วย แต่สำหรับหลินจือไป๋แล้ว จะถ่ายทอดสดหรือบันทึกเทป เขาก็ไม่มีปัญหา นิสัยของเขาไม่ใช่คนขี้อาย ต่อให้ถ่ายทอดสดก็ไม่มีปัญหาเรื่องประหม่าบนเวที
บนอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์มจี๋กวง หลังจากที่การแข่งขันคัดเลือกทีมสีน้ำเงินจบ ความคาดหวังของผู้ชมต่อการแข่งขันรอบถัดไปก็พุ่งสูง!
“ในที่สุดการแข่งขันทีมสีแดงและสีน้ำเงินก็กำลังจะเริ่มแล้ว!”
“ยอดฝีมือจากทั้งสองทีมมารวมตัวกันเพียบเลย!”
“ฉันอยากเห็นการฟาดฟันให้เลือดนองเลย!”
“พวกนายว่าทีมสีแดงกับทีมสีน้ำเงินใครแข็งแกร่งกว่ากัน?”
“ทีมสีน้ำเงิน!”
“ฉันก็รู้สึกว่าเป็นทีมสีน้ำเงินนะ แต่ฉันชอบดูการแข่งของทีมสีแดงมากกว่า โดยเฉพาะการแสดงของเทพดาราร้อยลักษณ์นะ (อีโมจิหมา)”
“งั้นนายก็คงจะดูได้อีกไม่กี่ตอนแล้วละ”
“ทำไมละ?”
“นายไม่ได้ดูผลโหวตอันดับความสามารถของนักร้องหน้ากากที่บัญชีทางการ King of Mask Singer จัดไว้เหรอ อันดับของเทพดาราร้อยลักษณ์ไม่ได้สูงเลยนะ!”
ใช่แล้ว ทีมงานรายการ King of Mask Singer ได้จัดทำผลโหวตจัดอันดับความสามารถขึ้น ครั้งนี้ไม่ใช่การจัดอันดับความนิยม เพราะจุดประสงค์หลักคือการสำรวจว่า ในใจของคนทั่วไปนั้น นักร้องคนไหนบนเวทีนี้ที่มีความสามารถแข็งแกร่งที่สุด
ผลการจัดอันดับแสดงให้เห็นว่า นักร้องหน้ากากที่แข็งแกร่งที่สุดในใจชาวเน็ตก็คือ ‘ทุเรียนระเบิด’ จากทีมสีน้ำเงิน!
เพราะหลังจากที่ทุเรียนระเบิดเข้ามาเสริมทัพในทีมสีน้ำเงิน ก็คว้าอันดับหนึ่งได้ทุกตอน พลังการคุมเวทีพุ่งทะลุปรอทไปแล้ว! นอกจากทุเรียนระเบิดแล้ว นักร้องหน้ากากคนอื่นๆ ยังไม่มีใครทำได้ขนาดนี้เลย!
ส่วนอันดับสองคือ ‘เจ้าชายกบ’ ไม่ใช่เพราะผลงานของเขาดีเลิศอะไร แต่เพราะทุกคนแทบจะยืนยันได้แน่นอนแล้วว่าเจ้าชายกบก็คือโจวหานจิน! ซึ่งฝีมือของโจวหานจินนั้นชาวเน็ตต่างก็รู้กันดีอยู่แล้ว
อันดับสามคือ ‘หลิวริมน้ำ’ ยอดนักร้องจากทีมสีน้ำเงิน การแสดงแทบจะไม่ด้อยไปกว่าทุเรียนระเบิดเลย
อันดับสี่คือ ‘สุนัขทิเบต’ จากทีมสีแดง เพราะในระหว่างการแข่งขันคัดเลือกทีมสีแดง สุนัขทิเบตมีผลงานโดยรวมโดดเด่นที่สุด!
อันดับห้า ‘ดอกเพชฌฆาต’!
หลินจือไป๋เลื่อนลงไปจนถึงอันดับหก ถึงได้เห็นชื่อ ‘เทพดาราร้อยลักษณ์’ ของตัวเอง อันดับเจ็ดคือ ‘หญ้าอ่อนเขียวขจี’ แม้อันดับจะต่ำกว่าเทพดาราร้อยลักษณ์หนึ่งอันดับ แต่คะแนนโหวตก็ห่างกันไม่มาก
สามคนสุดท้าย ได้แก่ ‘นกกาเหว่า’ ‘ปลาคาร์ปน้อย’ และ ‘มันฝรั่ง’
“ทุเรียนระเบิดคือตัวเต็งแชมป์อันดับหนึ่งเลยละ!”
“ถ้าเจ้าชายกบคือโจวหานจินจริง ก่อนหน้านี้เขาก็คงซ่อนฝีมือไว้ ถ้าต้องสู้กับทุเรียนระเบิด คิดว่าน่าจะสูสีกันนะ”
“คะแนนโหวตของหลิวริมน้ำกับสุนัขทิเบตใกล้กันมากเลย ดูจากคะแนนการแสดง สองคนนี้ก็สูสีกันมาก มีลุ้นคว้าแชมป์เหมือนกัน”
“เทพดาราร้อยลักษณ์อยู่อันดับหกเองเหรอ จากนักร้องทั้งหมดสิบคน…”
“เพราะถ้าไม่พูดถึงเรื่องลูกเล่นในรายการ ฝีมือของเทพดาราร้อยลักษณ์เทียบกับห้าคนแรก หรือแม้แต่ดอกเพชฌฆาตอันดับห้า ก็ยังดูขาดไปหน่อยอะนะ แต่ถ้าเทียบความนิยมล้วนๆ ละก็ ฉันว่าเขาน่าจะติดท็อปสามได้เลย เพราะยังไงเขาก็เป็นหนึ่งในนักร้องหน้ากากที่ได้รับความสนใจมากที่สุด!”
“ถ้างั้นเทพดาราร้อยลักษณ์ก็คงยากที่จะเข้าถึงรอบชิงแล้ว”
“รอบรองชนะเลิศเทพดาราร้อยลักษณ์ก็อาจจะเข้าไม่ถึงด้วยซ้ำ เพราะคนที่ผ่านเข้ามาถึงรอบแข่งระหว่างทีมสีแดงและสีน้ำเงินได้ ล้วนมีฝีมือระดับท็อปทั้งนั้น ถึงขั้นมีระดับราชา/ราชินีเพลงเลย”
“ความจริงเกี่ยวกับเทพดาราร้อยลักษณ์ ฉันมีความสงสัยมาตลอดว่าเขามีตัวตนจริงๆ หรือเปล่า ในโลกนี้จะมีคนที่เลียนเสียงได้มากมายขนาดนั้นได้อย่างไร แถมยังเลียนได้เหมือนเป๊ะอย่างกับออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกันเลย…”
เอาเถอะ ความสงสัยทำนองนี้มีมานานแล้ว ถึงขั้นมีคนเสนอความคิดที่น่าตกใจขึ้นมาว่า
“ฉันรู้สึกว่าเทพดาราร้อยลักษณ์อาจไม่มีตัวตนอยู่จริงๆ หรือไม่ใต้หน้ากากนั้นก็อาจจะมีคนหลายคนสลับกันมาแสดงก็ได้ ที่ทุกคนได้ยินเสียงต่างกันหลากหลายขนาดนั้นตลอดการแข่งขันทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นแผนการของคุนเผิง เพราะยังไงเทพดาราร้อยลักษณ์ก็สวมหน้ากากตลอดเวลาอยู่แล้ว พวกเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใต้หน้ากากนั้นในแต่ละตอนได้เปลี่ยนคนหรือเปล่า!”
เบื้องหลังเทพดาราร้อยลักษณ์มีคนหลายคนสลับกันแสดง… เห็นได้ชัดว่านี่คือทฤษฎีสมคบคิดที่เกิดจากการมโนไปไกล แต่ทฤษฎีสมคบคิดแบบนี้กลับมีคนเชื่ออยู่ไม่น้อยจริงๆ อาจเพราะการแข่งขันระหว่างทีมสีแดงและสีน้ำเงินกำลังจะเริ่มขึ้น และเทพดาราร้อยลักษณ์ก็กำลังจะมีคิวลงแข่งอีกครั้ง?
คนที่ตั้งข้อสงสัยได้วิเคราะห์เพลงที่เทพดาราร้อยลักษณ์เคยร้องทีละเพลงว่า “พวกนายคิดว่าในโลกนี้จะมีคนที่สามารถออกเสียงเป็นโจวหานจินและหลีเชียวพร้อมกันได้จริงๆ เหรอ?”
ด้านล่างมีคนเข้ามาโต้แย้ง “ตามที่เธอว่ามา ถ้าเทพดาราร้อยลักษณ์ถอดหน้ากากออกจะไม่โป๊ะแตกเอาเหรอ คุนเผิงคงไม่เล่นละครปั่นหัวคนดูแบบนั้นหรอก”
“นายมันอ่อนหัดเกินไป” ผู้สงสัยกล่าวว่า “อย่าลืมสิว่ารายการมีกฎข้อหนึ่งคือ ผู้แพ้สามารถเลือกได้ว่าจะถอดหรือไม่ถอดหน้ากาก เหมือนกับพยัคฆ์ฉินโจวตอนนั้น ขอแค่เทพดาราร้อยลักษณ์ไม่ยอมเปิดหน้ากาก ทุกคนก็ไม่มีวันมีหลักฐาน”
“ก็มีเหตุผลนะ”
“ฉันว่ามันไร้สาระมาก”
“ไม่ไร้สาระหรอก ทีมงานสร้างภาพลักษณ์เทพดาราร้อยลักษณ์แบบนี้ขึ้นมาก็เพื่อสีสันรายการ จุดนี้ทุกคนก็เห็นกันอยู่ว่ามันได้ผล ทั้งหมดนี้ก็ทำไปเพื่อเรตติ้งนั่นแหละ”
“ฉันเชื่อมั่นในคุนเผิง”
“เหอะๆ สมัยนี้รายการวาไรตี้ดังๆ ที่แต่งเรื่องขึ้นมา หรือพวกแขกรับเชิญที่เล่นตามสคริปต์ก็มีให้เห็นเกลื่อนไปหมด ใครจะกล้ารับประกันว่าคุนเผิงจะไม่จัดฉาก?”
“ทุกอย่างถ้ามันเกินพอดี มันก็ดูไม่จริง! เสียงพวกนั้นของเทพดาราร้อยลักษณ์นะเกินจริงไปมากเลยนะ ฉันเลยสงสัยจริงๆ ว่าตอนที่เทพดาราร้อยลักษณ์ร้องเพลง ‘ฉันเป็นผู้หญิง’ คนที่อยู่ใต้หน้ากากนั้นคือ นักร้องหญิงที่เสียงเหมือนหลินชิวจิงจริงๆ มาสวมหน้ากากเทพดาราร้อยลักษณ์ร้องแทน!”
ฟิ้ววว! ผู้คนนับไม่ถ้วนเข้าร่วมการถกเถียง! ทฤษฎีสมคบคิดนี้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาในชั่วพริบตา! ทั้งคนที่ชอบเทพดาราร้อยลักษณ์ คนที่ไม่ชอบเทพดาราร้อยลักษณ์ รวมถึงคนทั่วไป ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด!
ผลการจัดอันดับความสามารถของนักร้องหน้ากากที่ชาวเน็ตโหวต หลินจือไป๋ย่อมได้เห็นแล้ว และไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาใหญ่โตอะไร ยังไงชาวเน็ตก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเบื้องหลังเทพดาราร้อยลักษณ์คือใคร ทุกคนแค่ร่วมกันวิเคราะห์และสรุปผลจากข้อมูล บวกกับการแสดงในการแข่งขันรอบที่ผ่านมาเท่านั้น
ความจริงแล้วถ้าก่อนการแข่งขัน หลินจือไป๋ไม่ได้ทุ่มอัปเกรดทักษะการร้องเพลงให้ตัวเองอย่างหนัก อันดับที่ประเมินของเขาคงยากจะติดท็อปหกด้วยซ้ำ ดังนั้นหลินจือไป๋จึงรู้สึกว่าไม่มีปัญหา
แต่กระทั่งหนึ่งวันก่อนการบันทึกเทปการแข่งขัน หลินจือไป๋ถึงได้รู้ว่าตัวเองถูกดึงเข้าไปพัวพันกับทฤษฎีสมคบคิดเสียแล้ว ทีนี้เลยถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“เบื้องหลังเทพดาราร้อยลักษณ์มีคนหลายคนสลับตัวแสดง?”
เป็นข้อสรุปที่น่าตกใจจริงๆ! หลินจือไป๋ก็นึกถึงความทรงจำในชาติก่อนขึ้นมาอย่างประหลาด ในชาติก่อนมีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าไปอ่านบทวิเคราะห์ของนักวิชาการเถื่อนคนไหนในเน็ตมา ตอนกลางคืนแล้วมาพูดกับทุกคนในหอพักตอนที่ปิดไฟแล้วว่า
“พวกนายรู้ไหม ความจริงแล้วโจวอ๋องเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มากนะ ภาพลักษณ์ของเขาถูกประวัติศาสตร์บิดเบือนไป!”
“แล้วหยางกวงก็ถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างหนัก ความดีความชอบของเขานะจริงๆ แล้วไม่ได้ด้อยไปกว่าจิ๋นซีฮ่องเต้ หรือฮั่นอู่ตี้เลยด้วยซ้ำ?”
“แม้แต่จิ๋นซีฮ่องเต้ยังเทียบหยางกวงไม่ได้ด้วยซ้ำ ผลงานหลายอย่างของจิ๋นซีก็แค่เรื่องที่ถูกอวยกันขึ้นมาเอง สำเร็จได้ก็เพราะบรรพบุรุษหลายรุ่นก่อนหน้าเขาวางรากฐานไว้ให้ กลับถูกเขาผลาญจนหมด สุดท้ายจักรพรรดิรุ่นที่สองต้องมารับกรรมแทน”
“อีกอย่างจักรพรรดิถังไทจงก็ไม่ได้ดีอย่างที่พวกนายคิดหรอกนะ…”
เออ… เนื้อหาที่ละเอียดกว่านี้หลินจือไป๋จำไม่ได้แล้ว สรุปความหมายก็คือ: พวกนายถูกตำราเรียนพวกนั้นล้างสมองแล้ว!
หลินจือไป๋นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ได้แต่ทอดถอนใจ ข้อสรุปทางประวัติศาสตร์ยังถูกคนล้มล้างได้ แนวคิดที่พยายามสวนกระแสไม่ว่าถูกหรือผิดก็มักมีคนสนับสนุนเสมอ
อีกอย่างทฤษฎีสมคบคิดนี้พูดจาดูเป็นตุเป็นตะ แถมยังดึงเอาเทพดาราร้อยลักษณ์ที่เป็นประเด็นร้อนตลอดมาเกี่ยวโยงด้วย จะมีคนเชื่อก็ไม่แปลก ดังนั้นหลินจือไป๋เลยไม่ได้โกรธเคืองอะไร มีแค่ความรู้สึกอยากขำ จะไปโทษพวกเขาก็ไม่ได้ ต้องโทษที่โปรโกง ‘เส้นเสียงร้อยลักษณ์’ ของตัวเองมันน่ากลัวเกินไปต่างหาก คนเขาสงสัยก็ไม่ผิด
แต่การปรากฏของทฤษฎีสมคบคิดนี้กลับช่วยเตือนสติหลินจือไป๋ว่า… บางทีการแข่งขันระหว่างทีมสีแดงและสีน้ำเงินรอบแรก คงต้องร้องเพลงนั้นแล้ว!
ทฤษฎีสมคบคิดบอกว่าเบื้องหลังของเทพดาราร้อยลักษณ์ จริงๆ แล้วคือผลลัพธ์ของกิจกรรมกลุ่มสินะ? พูดให้ถึงที่สุดแล้ว ก็แค่เพราะที่ผ่านมา ตนมักใช้เสียงที่แตกต่างกันร้องเพลงแต่ละเพลง โดยในแต่ละเพลงจะเลือกใช้เสียงที่เหมาะที่สุดแค่เสียงเดียวในการร้อง!
งั้นถ้าในเพลงเดียวกัน ตนใช้หลายเสียงร้องผสมผสานกัน… แบบนั้นพวกท่านจะรับมือยังไง?