ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 390 ทุเรียนระเบิด ตกรอบ!
ตอนที่ 390 ทุเรียนระเบิด ตกรอบ!
ในวินาทีที่ช่องทางการลงคะแนนเปิดออก ไม่ใช่แค่ผู้ชมในสตูดิโอของรายการ ‘King of Mask Singer’ ที่หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แต่ชาวเน็ตนับไม่ถ้วนที่รับชมการถ่ายทอดสดอยู่ผ่านหน้าจอก็พากันออกเคลื่อนไหวเช่นกัน!
‘เชี่ย!’
‘ได้ดูไลฟ์ไหม เพลงนี้ของเทพดาราร้อยลักษณ์คลั่งสุดๆ เลย!’
‘ดูแล้ว!’
‘รอบนี้เทพดาราร้อยลักษณ์ระเบิดพลังเต็มสูบแล้ว!’
‘เสียงโลมาตอนท่อนฮุคทำเอาฉันฟังจนอึ้งเลย!’
‘ร้องเสียงโลมาได้เทพเกินไปแล้ว!’
‘อย่าเอาแต่ตะโกน รีบโหวตให้เทพดาราร้อยลักษณ์เร็ว ฉันไม่ได้จะอ้างศีลธรรมมากดดันนะ แต่ถ้าการแสดงระดับนี้ยังไม่ชนะ ผู้ชมทุกคนที่นี่ต้องรับผิดชอบ!’
‘โหวตแล้วๆ!’
‘ครอบครัวเราทุกคนโหวตให้เทพดาราร้อยลักษณ์ รวมหกคะแนน!’
‘เออิจิโร่บอกว่าทักษะการร้องของเทพดาราร้อยลักษณ์สู้ทุเรียนระเบิดไม่ได้เหรอ?’
‘เหอะๆ!’
‘ฟังเพลงนี้จบแล้วเออิจิโร่ยังจะกล้าพูดประโยคเดิมซ้ำอีกไหม?’
‘ต่อให้ข้างหน้ายังมีรอบชิงชนะเลิศ แต่ในใจฉันเทพดาราร้อยลักษณ์คือแชมป์ไปแล้ว!’
‘ก่อนหน้านี้ฉันดันไปเชื่อเออิจิโร่ คิดว่าทักษะการร้องของเทพดาราร้อยลักษณ์ไม่ได้เรื่องจริงๆ ซะอีก ผลกลับนึกไม่ถึงว่าเป็นแบบนี้ เพื่อเป็นการแสดงความขอโทษและรู้สึกผิด ฉันไม่เพียงแต่โหวตเอง ยังให้เพื่อนๆ ช่วยโหวตด้วย’
ในสตูดิโอ
เมื่อการนับคะแนนเริ่มขึ้น ทุเรียนระเบิดก็กลับขึ้นมาบนเวที และมายืนข้างเทพดาราร้อยลักษณ์
หน้าจอขนาดใหญ่
คะแนนของทั้งคู่พุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
แต่ทั้งสองต่างก็ไม่ได้หันกลับไปมอง
สายตาของหลินจือไป๋ยังคงจับจ้องไปที่ที่นั่งผู้ชม
ส่วนสายตาของทุเรียนระเบิดกลับคอยชำเลืองมองเทพดาราร้อยลักษณ์อยู่ตลอด ตอนนี้เขารู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว ถึงขั้นอยากข้ามช่วงนี้ไปเสีย
หากเป็นไปได้…
ทุเรียนระเบิดอยากจะไปให้พ้นจากสัตว์ประหลาดตนนี้ที่อยู่ข้างตัวหลือเกิน!
ในสตูดิโอ
หน้าจอ
สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่คะแนนที่เพิ่มขึ้นของคนทั้งสอง
ห้าล้าน!
สิบล้าน!
สิบห้าล้าน!
ทะลุยี่สิบล้านแล้ว!
พุ่งไปถึงยี่สิบเอ็ดล้าน!
ผู้ชมอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง!
คะแนนของเทพดาราร้อยลักษณ์และทุเรียนระเบิดทะลุยี่สิบเอ็ดล้านพร้อมกันอย่างไม่น่าเชื่อ แซงหน้าสุนัขทิเบตและเจ้าชายกบก่อนหน้านี้ไปแล้ว!
แต่ทว่า…
เมื่อคะแนนมาถึงระดับนี้ ตัวเลขของทุเรียนระเบิดก็เริ่มเพิ่มขึ้นช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
กลับกัน
คะแนนของเทพดาราร้อยลักษณ์กลับยังคงพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัศมีนั้นช่างน่าตกใจ!
สามสิบล้าน!
สามสิบห้าล้าน!
สี่สิบสามล้าน!
สี่สิบแปดล้าน!
ลมหายใจของผู้ชมเริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ บรรดาแขกรับเชิญในทีมกรรมการนักทายต่างมีเหงื่อซึมที่ฝ่ามือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ นี่จะพุ่งไปถึงไหนกันเนี่ย คะแนนของเทพดาราร้อยลักษณ์ทะยานคลั่งไปแล้ว!
“เหลือเวลาอีกห้าวินาที!”
หวงลี่คอยจับเวลาอยู่ตลอด ในตอนนี้ได้นำคนทั้งฮอลล์นับถอยหลัง “ทุกคนมานับไปพร้อมกับผมครับ ห้า! สี่! สาม! สอง! หนึ่ง!”
พรึ่บ!
สิ้นสุดการลงคะแนน!
ผลลัพธ์ออกมาแล้ว!
ทั่วทั้งฮอลล์มองไปที่คะแนนของเทพดาราร้อยลักษณ์ พลันส่งเสียงโห่ร้องยินดีดังกึกก้องราวกับฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหว!
หวงลี่ตื่นเต้นจนระงับไว้ไม่อยู่ รู้สึกเพียงเลือดในกายพลุ่งพล่านขึ้นสมอง จนเผลอคำรามออกมาอย่างอดไม่ได้
“ห้าสิบแปดล้านหกแสนสามหมื่นคะแนน!”
หวงลี่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่าวินาทีนี้ตนเองกำลังบ้าคลั่งแล้ว “การแสดงในรอบนี้ของอาจารย์เทพดาราร้อยลักษณ์ ได้รับคะแนนโหวตรวมห้าสิบแปดล้านหกแสนสามหมื่นคะแนนครับ นี่คือสถิติคะแนนโหวตสูงสุดใหม่ของรายการ ‘King of Mask Singer’ รวมถึงรายการวาไรตี้ทั้งหมดในฉินโจวด้วยครับ!”
พูดจบ
หวงลี่ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนจะมัวแต่สนใจแค่เทพดาราร้อยลักษณ์ไม่ได้ จึงรีบกล่าวต่อทันที “ขณะเดียวกันก็ขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ทุเรียนระเบิด ที่การแสดงในรอบนี้ได้รับคะแนนโหวตรวมทั้งสิ้นยี่สิบสามล้านคะแนนครับ…”
หากพูดตามตรง
ทุเรียนระเบิดที่อยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบแบบนี้ ยังสามารถคว้าคะแนนมาได้ถึงยี่สิบสามล้านคะแนน ก็นับว่าสุดยอดมากแล้ว!
แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ!
เทพดาราร้อยลักษณ์เหนือชั้นเกินไป กวาดคะแนนไปได้กว่าห้าสิบล้านคะแนน มากกว่าทุเรียนระเบิดถึงสองเท่าตัว สร้างสถิติคะแนนโหวตส่วนบุคคลใหม่ขึ้นมาในทันที!
บดขยี้!
บดขยี้อย่างแท้จริง!
ความหวังริบหรี่สุดท้ายของทุเรียนระเบิดถูกดับลงอย่างถาวร มือขวาของเขาสั่นระริก เอื้อมไปถอดหน้ากากที่เดิมทีเขาคิดว่าจะได้ถอดหลังจากคว้าแชมป์ เผยให้เห็นใบหน้ายิ้มขื่นที่ควบคุมไม่อยู่
เป็นเขา!
เย่จวินจี๋ หนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งฉีโจว!
ผู้ชมที่รู้จักเย่จวินจี๋ต่างอุทานออกมา แม้ก่อนหน้านี้จะมีคนเดาตัวตนของทุเรียนระเบิดได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นคนคนนี้ก็เป็นถึงหนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งฉีโจวเชียวนะ ผลลัพธ์กลับถูกเทพดาราร้อยลักษณ์ทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น คะแนนถูกถล่มราบด้วยตัวเลขที่มากกว่าถึงสองเท่า!
วินาทีนี้
ยิ่งความสำเร็จในวงการดนตรีของเย่จวินจี๋ ในฐานะหนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งฉีโจวสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยขับเน้นความน่ากลัวของเทพดาราร้อยลักษณ์ให้เด่นชัดขึ้นเท่านั้น!
“เป็นคุณจริงๆ ด้วย”
หวงลี่เอ่ยอย่างจริงจัง “ผู้ชมบางท่านอาจจะยังไม่คุ้นเคย ท่านนี้คืออาจารย์เย่จวินจี๋ หนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งฉีโจว เขาเดินทางไกลนับพันลี้มายังฉินโจวเพื่อเข้าร่วมรายการ ‘King of Mask Singer’ และมอบการแสดงที่ยอดเยี่ยมให้พวกเราครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงแม้ว่าการแข่งขันรอบนี้…”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มขื่นของเย่จวินจี๋แข็งค้าง
หวงลี่เยินยอความสำเร็จของเย่จวินจี๋ว่าสูงส่งและยอดเยี่ยมเพียงใดนานหลายนาที อันที่จริงทุกคำพูดไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลย แต่เขากลับรู้สึกว่ามันช่างระคายหูน่ารำคาญ ราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังอ่าน ‘คำไว้อาลัย’ ให้เขาอย่างไรอย่างนั้น
ฉันแค่แพ้!
ไม่ได้ตายสักหน่อย!
แน่นอนว่าหวงลี่ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น และเย่จวินจี๋เองก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้หมายความแบบนั้น เพียงแต่อารมณ์ของเขาเสียสมดุลจนแทบจะเสียสติอยู่แล้ว
จนกระทั่งหวงลี่พูดจบ
หลี่เซียวที่อยู่ด้านล่างเวทีกล่าวเยินยอต่อว่า “อาจารย์เย่ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ ฉันชอบทุกเพลงของคุณเลยค่ะ สมแล้วที่เป็นหนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งฉีโจว!”
“ฉันยังเคยนำเพลงของอาจารย์เย่มาคัฟเวอร์ด้วยค่ะ!”
ฉินเลี่ยนก็เริ่มเยินยอบ้าง แน่นอนว่าเธอเองก็รู้ดีว่ายิ่งเยินยอให้เย่จวินจี๋ดูเก่งกาจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เทพดาราร้อยลักษณ์ดูร้ายกาจมากขึ้นเท่านั้น
สุดท้าย
ในที่สุดก็ถึงคิวที่เย่จวินจี๋จะต้องกล่าวความรู้สึกหลังถูกคัดออกแล้ว
ในฐานะหนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งฉีโจว เย่จวินจี๋ยังคงรักษามาดไว้จนถึงที่สุด เขาเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจว่า “สวัสดีผู้ชมชาวฉินโจวทั้งในสตูดิโอและทางหน้าจอโทรทัศน์ทุกท่านครับ ในระหว่างที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้ผมได้รับอะไรหลายอย่างมาก มีทั้งช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์และช่วงเวลาที่ตกต่ำ…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้
เย่จวินจี๋รู้สึกขมขื่นในใจ ถึงขั้นอัดอั้นตันใจอยู่บ้าง
ความจริงมันจะมีช่วงตกต่ำที่ไหนกัน ทั้งที่ในระหว่างร่วมรายการ ‘King of Mask Singer’ เขาก็ชนะมาตลอด แพ้แค่สามรอบเท่านั้นเอง!
แต่
คู่ต่อสู้ทั้งสามรอบนั้นล้วนเป็นเทพดาราร้อยลักษณ์หมดเลย!
ราวกับคนคนนี้เป็นดาวข่มโชคชะตาของเขาอย่างนั้นแหละ!
เขาร้องภาษาฉี หมอนี่ก็ร้องภาษาฉีตาม เขาร้องภาษาเยี่ยน หมอนี่ก็ร้องภาษาเยี่ยนตาม จะรังแกกันเกินไปแล้วนะ หมอนี่ตั้งใจจะเป็นศัตรูกับเขาโดยเฉพาะงั้นเหรอ?
“น่าเสียดายครับ”
เย่จวินจี๋กล่าว “มีคนชนะก็ต้องมีคนแพ้ คนที่ไม่เคยแพ้จะเรียนรู้วิธีการชนะได้ยังไง? ขอบคุณทุกคนครับ และขอบคุณเทพดาราร้อยลักษณ์ด้วยที่ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองยังต้องพยายามอีกมาก ผมคือทุเรียนระเบิด เย่จวินจี๋…”
หลังจากพยายามฝืนกล่าวความรู้สึกจนจบ
เย่จวินจี๋ก็โค้งคำนับและเดินลงจากเวทีไป
ฝีเท้าของเขาเร็วมาก เย่จวินจี๋ต้องการไปจากเวทีนี้เดี๋ยวนี้!
ไปจากฉินโจว ดินแดนแห่งความบอบช้ำนี่!
ต้องออกไปแล้วไปเลย จะตั๋วรถไฟหรือตั๋วเครื่องบินก็ได้ทั้งนั้น ยังไงเขาก็จะไม่รั้งอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว เย่จวินจี๋ไม่อยากดูแม้แต่รอบชิงชนะเลิศแล้ว!
เหมือนกับคำสาบานที่เขาเคยให้ไว้ว่า
ถ้าคว้าแชมป์ ‘King of Mask Singer’ ไม่ได้ ชาตินี้เขาจะไม่เหยียบแผ่นดินฉินโจวอีก เพราะที่นี่มีคนที่เย่จวินจี๋ไม่อยากเจออีกเลยในชาตินี้!
และแล้ว
เย่จวินจี๋ก็จากไป
คนที่จากไปพร้อมกับเย่จวินจี๋ก็คือเออิจิโร่
ที่แห่งนี้เขาอยู่ต่อไม่ได้แล้ว ราวนั่งบนเข็ม ดุจหนามตำหลัง ดั่งก้างติดคอ อยู่ต่ออีกวินาทีเดียวก็ยังทุกข์ทรมาน ในสตูดิโอมีแฟนคลับของเทพดาราร้อยลักษณ์อยู่เต็มไปหมด สายตาเหล่านั้นราวกับจะกลืนเขาเข้าไปทั้งเป็น!
แต่โลกอินเทอร์เน็ตนั้นมีความจำ
บัญชีบางอย่างเออิจิโร่ไม่มีทางหนีพ้น คำพูดของเขาก่อนการแข่งขัน ครั้งหนึ่งเคยส่งผลกระทบต่อความนิยมของเทพดาราร้อยลักษณ์
แต่ตอนนี้
ผลกรรมปรากฏแล้ว!
ความคิดเห็นใต้โพสต์ในจี๋กวง ชาวเน็ตนับไม่ถ้วนพากันรุมเยาะเย้ย ซูเปอร์สตาร์ระดับทวีปผู้ยิ่งใหญ่ชีวิตพลิกผัน ภาพลักษณ์พังเสียหายยับเยิน!
‘เหอะๆ!’
‘มีคนโดนตบหน้าบวมเฉิ่งแล้ว!’
‘วิจารณญาณของซูเปอร์สตาร์ระดับทวีปมีแค่นี้เหรอ?’
‘กลับฉู่โจวไปเถอะ อย่ามาขายหน้าที่ฉินโจวอยู่เลย!’
‘พยายามปั่นกระแสโจมตีเทพดาราร้อยลักษณ์ ผลสุดท้ายกลับโดนตบหน้าฉาดใหญ่!’
‘ทั้งที่พยายามจะสนับสนุนเย่จวินจี๋ ก็ยังอ้างว่าตัวเองแค่พูดตามเนื้อผ้า จอมปลอม!’
‘ทักษะการร้องของเทพดาราร้อยลักษณ์ไม่ได้เรื่อง?’
‘เสียแรงที่เมื่อก่อนฉันอุตส่าห์ชอบคุณ เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน แค่เพลง ‘โอเปร่า 2’ นี่ คุณร้องได้ไหม?’
‘เล่าเรื่องตลกให้ฟัง : ทักษะการร้องของเทพดาราร้อยลักษณ์ไม่เอาไหน พึ่งพาแต่เทพเบื้องหลังช่วยแต่งเพลงให้ ถ้างั้นถามหน่อยว่าเพลงในวันนี้คุณจะประเมินยังไง?’
แน่นอน
เหล่าผู้ติดตามของซูเปอร์สตาร์ระดับทวีปย่อมมีไม่น้อย แฟนคลับของเออิจิโร่พากันปกป้องไอดอลในส่วนแสดงความคิดเห็น!
‘ดูพวกเธอได้ใจกันจังนะ’
‘เป็นเพราะเทพดาราร้อยลักษณ์คอยซ่อนคมไว้เองต่างหาก ถ้าเขาร้องเพลงนี้แต่แรก อาจารย์เออิจิโร่จะตั้งข้อสงสัยเหรอ?’
‘นั่นสิ’
‘อีกอย่าง เทพดาราร้อยลักษณ์ก็มียอดฝีมือช่วยเหลือจริงๆ นี่นา’
‘จุดนี้ไม่ใช่เรื่องจริงเหรอไง?’
‘คงไม่ใช่ว่าจะบอกว่าเพลงพวกนั้นเทพดาราร้อยลักษณ์แต่งเองหรอกนะ?’
‘ถ้าเพลงพวกนี้เทพดาราร้อยลักษณ์แต่งเอง ฉันยอมสยบเลย แต่เป็นไปได้เหรอ?’
‘แฟนคลับของเทพดาราร้อยลักษณ์ มีสิทธิ์อะไรมางัดข้อกับอาจารย์เออิจิโร่กัน?’
‘เขาเป็นถึงซูเปอร์สตาร์ระดับทวีป จะเหยียบเออิจิโร่ของเราเหรอ?’
การเปิดศึกบนโลกออนไลน์ มักจะวัดกันที่ใครแฟนคลับเยอะกว่าเสียงก็ดังกว่า เออิจิโร่ในฐานะซูเปอร์สตาร์ระดับทวีป เรื่องนี้ไม่แพ้ใครจริงๆ
อย่างไรก็ตาม แฟนคลับของเออิจิโร่มีจุดหนึ่งที่กัดไม่ปล่อย
เพลงที่เทพดาราร้อยลักษณ์ร้อง ล้วนมีคนอื่นช่วยแต่งให้ทั้งนั้น!
ทักษะการร้องของเขาดีมาก เออิจิโร่ตัดสินผิดพลาดไป แต่อย่างน้อยจุดนี้ก็ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน!
แฟนคลับของเทพดาราร้อยลักษณ์ต่างโกรธแค้นจนกัดฟันกรอด
แต่ตอนนี้หลินจือไป๋ไม่ได้รู้ถึงการเปิดศึกบนโลกออนไลน์เลย เพราะรอบชิงชนะเลิศกำลังจะเริ่มแล้ว!
เขาและเจ้าชายกบกำลังเป่ายิ้งฉุบกันอยู่
หลินจือไป๋ออกกรรไกร
เจ้าชายกบออกกระดาษ
หลินจือไป๋เผยรอยยิ้มภายใต้หน้ากาก “คุณก่อนเลย”
“อ้อ”
เจ้าชายกบเดาไว้อยู่แล้วว่าผลต้องออกมาเป็นแบบนี้
เทพดาราร้อยลักษณ์ชอบเล่นคนสุดท้ายเสมอ!
จุดเด่นของหมอนี่ก็คือการเลือกผลงานมาตอบโต้ตามเพลงของคู่ต่อสู้ งั้นก่อนอื่น เพลงภาษาเยี่ยนตนร้องไม่ได้อยู่แล้ว ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะงัดเพลงแนวเดียวกับเมื่อกี้ออกมาอีกหรือเปล่า จากนั้นภาษาฉีก็ร้องไม่ได้เด็ดขาด ถึงตนจะพอใช้ได้บ้าง แต่เทพดาราร้อยลักษณ์ชำนาญกว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเพลงภาษากลาง…
แม่งเอ๊ย!
ภายใต้หน้ากากเจ้าชายกบ โจวหานจิ้นแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว ทำไมรู้สึกว่าร้องอะไรก็ไม่มีหวังเลยล่ะเนี่ย หรือถูกกำหนดมาให้เป็นได้แค่ที่สองเหรอ?
ช่างเถอะ
ยิ่งตนแสดงออกมาได้ร้ายกาจเท่าไหร่ เพลงโต้กลับของเทพดาราร้อยลักษณ์ก็จะยิ่งน่ากลัวเท่านั้น นี่คือสไตล์ของอีกฝ่าย โจวหานจิ้นอ่านทางออกหมดแล้ว!
ในเมื่อเป็นแบบนี้
งั้นก็เปลี่ยนวิธีคิดใหม่แล้วกัน
เกณฑ์การเลือกเพลงก่อนหน้านี้ของโจวหานจิ้น อย่างแรกจะพิจารณาว่าเอาชนะได้ไหม เหมาะกับเวทีการแข่งขันหรือเปล่า เน้นที่ผลลัพธ์เป็นหลัก
แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าไม่ว่าตัวเองจะร้องเพลงอะไรก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น งั้นทำไมไม่ลืมไปเลยล่ะว่านี่คือการแข่งขัน แล้วร้องเพลงที่เขาแค่อยากร้องในวันนี้แบบง่ายๆ ก็พอ?
เฮ้อ
โจวหานจิ้นตัดสินใจได้แล้ว
“เพลงสุดท้ายนี้ ขอมอบให้กับคุณแม่ผู้ล่วงลับของผมครับ”
เพราะการแข่งขันในรอบที่แล้ว ตรงกับช่วงวันพ่อแม่พอดี แต่ตอนนั้นเสียงของโจวหานจิ้นมีปัญหา
แม้ว่าวันนั้นโจวหานจิ้นจะร้องเพลงให้คุณพ่อคุณแม่ของเขาไปแล้วหนึ่งเพลง แต่ก็ทำออกมาได้แย่มาก นี่ทำให้เขารู้สึกคาใจมาตลอด
เพลงที่ร้องให้พ่อยังพอว่า
ยังไงคุณพ่อก็ยังมีชีวิตอยู่
แต่คุณแม่เสียชีวิตไปแล้ว
เขายังไม่ได้ร้องเพลงให้ท่านดีๆ สักเพลงเลย
ในที่สุดรอบนี้เสียงก็หายดี การแสดงครั้งสุดท้ายบนเวทีนี้ โจวหานจิ้นอยากจะร้องเพลงให้คุณแม่ของตัวเองดีๆ สักครั้ง
คิดได้ดังนั้น
ผู้ชมเห็นเจ้าชายกบสื่อสารกับวงดนตรีไม่กี่ประโยค จากนั้นก็ก้าวขึ้นไปบนเวที และเริ่มร้องเพลงสุดท้าย
ชื่อเพลง : ‘ผมคือเด็กดื้อ’
เมื่อดนตรีนำดังขึ้น เสียงร้องของโจวหานจิ้นก็ดังตามมา
“ตอนเด็กๆ ไม่รู้ความ
ผมเป็นเด็กดื้อนิสัยไม่ดี
มักจะบ่นว่าเด็กๆ บ้านอื่นเขามีขนมกินกัน
แม่ครับ ทำไมบ้านเราไม่มีห้องนอนใหญ่ๆ
โตขึ้นถึงได้เริ่มคิดถึงวันเวลาเหล่านั้น
ผมยังจดจำบ้านหลังนั้นที่มีห้องโถงกับสองห้องนอนแคบๆ
ซี่โครงหมูน้ำแดงชามนั้นที่แม่ทำคือของโปรดที่สุดของผม
แต่แม่ที่อยู่บนเตียงคนไข้ สติกลับค่อยๆ ลบเลือน
พ่อบอกว่าแม่ไปสวรรค์แล้ว
โตขึ้นถึงได้รู้ว่าทิศทางนั้น
คือที่ห่างไกลแสนไกลที่เราไม่มีวันไปถึง
แต่ตอนนี้ทุกวันที่ผมตื่นมาก็ยังคงเต็มไปด้วยความหวัง
ว่าแม่จะได้ยินเสียงเพลงของผม”
เสียงร้องของโจวหานจิ้นดังกระหึ่มไปทั่วเวที ผู้ชมที่ได้ยินต่างพากันสะท้อนใจ
ฉินเลี่ยนถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “เพลงนี้ ต้องเป็นเพลงที่เขาอยากร้องที่สุดในตอนนี้แน่ๆ”
จางซีหยางพยักหน้าเบาๆ “ถึงเพลงนี้ จะนำมาใช้เอาชนะในรอบชิงได้ยากมากก็ตาม”
หลี่เซียวเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง “วินาทีนี้ฉันถึงเชื่อว่าเขาโตขึ้นแล้วจริงๆ ทั้งที่เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานขนาดนั้น แต่กลับวางความยึดติดในผลแพ้ชนะในรอบชิงชนะเลิศได้”
วินาทีนี้
ไม่มีใครรู้สึกว่าเจ้าชายกบจงใจเรียกคะแนนสงสาร
เพราะเพลงนี้ แม้เนื้อเพลงจะทำให้คนรู้สึกสะเทือนใจ แต่โทนเสียงของเจ้าชายกบกลับไม่เศร้าสร้อยเลยแม้แต่น้อย เสียงร้องของเขายังคงเต็มไปด้วยความหวังต่อชีวิต
เขาหวังให้คุณแม่ได้เห็นว่า
หลายปีมานี้เขาใช้ชีวิตได้ดีมาก!
เขาหวังให้คุณแม่ที่อยู่บนสวรรค์สบายใจ!
หลินจือไป๋ฟังเพลงนี้แล้วก็เข้าใจความคิดของโจวหานจิ้นทันที เขาประหลาดใจและทอดถอนใจเล็กน้อย
นึกไม่ถึงเลยว่าราชาเพลงโจวก็มีด้านที่อ่อนไหวแบบนี้ด้วย
เพลงนี้กำลังเตือนให้ทุกคนเห็นคุณค่าของครอบครัว
เรียบง่าย
ธรรมดา
ไม่มีเสียงสูงที่แผดกร้าวอะไร แต่กลับกินใจคนเหลือเกิน
เมื่อเจ้าชายกบร้องจบ ทั่วทั้งฮอลล์ก็มีเสียงปรบมือเกรียวกราว หลินจือไป๋เองก็ปรบมือเช่นกัน แต่สายตากลับเหลือบไปมองแม่ของตนอย่างอดไม่ได้
เพลงที่มอบให้คุณแม่ เขาเคยร้องเพลง ‘รักแม่จริงๆ’ ไปแล้ว
แต่นั่นเป็นเพลงภาษาฉี
จู่ๆ หลินจือไป๋ก็อยากร้องเพลงภาษากลางมอบให้ท่านอีกสักเพลง แล้วก็ถือเป็นการตอบรับแสนพิเศษให้กับเพลงนี้ของราชาเพลงโจวด้วยแล้วกัน
………………………………………………