ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 444-2 ออกมาเถอะ ทำนองแห่งสายน้ำ! (2)
ก่อนหน้านี้มีคนบอกว่าเธอเป็นคนที่เชี่ยวชาญกู่ฉินที่สุดในบรรดาปัญญาชนที่นี่
แม้เซี่ยซินอี้จะไม่พูดอะไรออกมา แต่ในใจเธอก็รู้สึกภาคภูมิใจกับเรื่องนี้มาก
ความสามารถทางวรรณศิลป์ของเธอคงเทียบกับหลินจือไป๋ไม่ได้แล้ว
อีกฝ่ายคือคนที่่มีความสามารถที่สุดเท่าที่เธอเคยพบเจอมาในชีวิตจริงๆ
แต่มีเพียงเรื่องกู่ฉินนี่แหละที่เซี่ยซินอี้มั่นใจว่าตนเองจะไม่มีทางด้อยไปกว่าหลินจือไป๋แน่นอน
แม้แต่สาเหตุที่เธอยอมบรรเลงเพลงอย่างจริงจังทั้งที่ดูเหมือนจะไม่ยากทำในตอนแรก
ก็เพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากหลินจือไป๋
พูดไปมันก็ดูไร้เดียงสาอยู่บ้าง แต่ใครๆ ก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ
ในบางสถานการณ์เรามักจะอยากแสดงตัวตนออกมาโดยไม่รู้ตัว
ไม่ใช่เพื่อโชว์เหนือ แต่เพียงเพื่อดึงดูดความสนใจจากใครบางคน
ก็ไม่ได้หมายความว่าเซี่ยซินอี้จะหลงรักหลินจือไป๋เข้าแล้ว มันไม่ถึงขั้นนั้นหรอก
แค่ความรู้สึกดีๆ มันเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
ผู้ชายรุ่นเดียวกันที่เบ้าหน้าฟ้าประทาน แถมยังมีความสามารถล้นปรี่
ผู้หญิงคนไหนเห็นแล้วไม่หวั่นไหวนี่สิถึงจะแปลก
ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ เซี่ยซินอี้ก็คงไม่หวังจะได้รับคำประเมินจากหลินจือไป๋หลังจากบรรเลงจบหรอก
‘อย่างน้อยในด้านกู่ฉิน คุณจะต้องชื่นชมฉันแน่นอน’
เซี่ยซินอี้ที่คิดแบบนั้นในตอนแรก พอได้ฟังหลินจือไป๋บรรเลงเพลง ‘เหมยสามครา’ จบ
เธอก็ถึงกับปิดกั้นตัวเอง รู้สึกว่าตนเหมือนตัวตลก
ทักษะกู่ฉินของเธอเมื่อเทียบกับหลินจือไป๋แล้ว ช่องว่างความต่างนั้นมันกว้างเกินไปจริงๆ!
นี่คือสาเหตุที่เซี่ยซินอี้รู้สึกขมขื่นในใจ
ตอนนี้เธอรู้สึกว่าความคิดที่ไม่อยากให้ใครรู้ของตนเองนั้นมันดูเป็นตัวตลกไปหน่อย
และเมื่อเซี่ยซินอี้พูดจบ ผู้ชมส่วนใหญ่ในห้องไลฟ์สดต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน!
‘เช็ด!’
‘เซี่ยซินอี้พูดว่าอะไรนะ?’
‘หลินจือไป๋คือปรมาจารย์กู่ฉินเหรอ?’
‘สรุปว่าตำแหน่งปรมาจารย์นี่มันหาได้ง่ายเหมือนผักกาดขาวหรือไง!’
‘ทำไมหลินจือไป๋วาดรูปก็ระดับปรมาจารย์ กู่ฉินก็ยังระดับปรมาจารย์อีก!?’
‘คนไม่รู้นึกว่าระดับปรมาจารย์คือค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปแล้วนะเนี่ย!’
‘คนในฉีโจวที่นับว่าเป็นปรมาจารย์ด้านการวาดภาพได้ มีรวมๆ แค่ประมาณสิบกว่าคนเองนะ’
‘งั้นปรมาจารย์กู่ฉินก็น่าจะมีจำนวนพอๆ กัน’
‘ถ้างั้นระดับของหลินจือไป๋ก็คือกลุ่มที่อยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดน่ะสิ!’
‘กราบท่านมหาเศรษฐีเลยครับ!’
บนบลูสตาร์แทบทุกคนต่างรู้ดีว่าคำว่า ‘ปรมาจารย์’ หมายถึงระดับไหน
นี่ไม่ใช่ในโลกเก่าที่แค่เล่นฉีดพ่นน้ำหมึกมั่วๆ ก็กล้าเรียกตัวเองว่าปรมาจารย์ลายพู่กันได้
บนบลูสตาร์คนที่จะถูกเรียกว่า ‘ปรมาจารย์’ ทุกคนล้วนต้องมีความสามารถในสาขานั้นๆ
แข็งแกร่งจนคนธรรมดาต้องแหงนมองเท่านั้น
และเซี่ยซินอี้เองก็ไม่ได้นับว่าเป็นคนธรรมดาแล้ว
ระดับกู่ฉินของเธออยู่ในเกณฑ์มืออาชีพ
ถึงขั้นสามารถไปคว้าอันดับในการแข่งขันระดับท็อปได้เลย
ขนาดเธอยังบอกว่าหลินจือไป๋คือปรมาจารย์…
ถ้าเซี่ยซินอี้ไม่ได้จงใจอวยจนเกินจริง ถ้างั้นหลินจือไป๋ก็อาจจะเป็นปรมาจารย์กู่ฉินจริงๆ เหรอ!?
นี่มันจะบ้าเกินไปแล้ว!
บางทีอาจจะบ้าบอมากเสียจนทำให้ทุกคนเริ่มสงสัยว่าเรื่องนี้มันมีลับลมคมในอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า
ผู้ชมจำนวนมากในห้องไลฟ์สดทนความสงสัยไม่ไหว
ต่างพากันไปตั้งกระทู้ถามในเวยป๋อหรือตามเว็บบอร์ดต่างๆ ว่า
‘มีพี่ๆ คนไหนดูงานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์อยู่ไหม’
‘ช่วยบอกทีเถอะว่าการวาดรูปของหลินจือไป๋นับเป็นระดับปรมาจารย์จริงๆ หรือเปล่า?’
‘แล้วเพลง “เหมยสามครา” ที่หลินจือไป๋บรรเลงน่ะ เป็นระดับปรมาจารย์กู่ฉินจริงๆ ใช่ไหม?’
ในโลกออนไลน์ตอนนี้ งานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์มียอดเข้าชมสูงลิบ!
เพราะงานกวีครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดไปทั่วทั้งฉีโจว
ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการวรรณกรรมในยามนี้
บวกกับงานกวีครั้งนี้มีแขกรับเชิญสุดฮอตจากรายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ อย่างหลินจือไป๋เข้าร่วมด้วย
แถมยังมีภาพถ่ายทอดสดจากตากล้องของทีมงานรายการอีกต่างหาก
ดังนั้นอิทธิพลของงานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ครั้งนี้จึงก้าวข้ามงานกวีครั้งไหนๆ ในอดีตของฉีโจวไปแล้ว
และด้วยเหตุนี้เอง จึงมีผู้อาวุโสตัวจริงปรากฏตัวออกมาอย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสท่านนี้มีชื่อว่า ‘วังลี่ลี่’ ปรมาจารย์กู่ฉินแห่งฉีโจวที่มีการยืนยันตัวตนในเวยป๋อจริงๆ
เขาเริ่มด้วยการพูดว่า “เรื่องการวาดรูปผมไม่ค่อยถนัด อันนี้ประเมินยากเพราะต่างสาขากัน”
จากนั้นวังลี่ลี่ก็เริ่มประเมินทักษะกู่ฉินของหลินจือไป๋
‘การบรรเลงกู่ฉินของคุณหลินผมเพิ่งฟังจบครบทั้งเพลงครับ’
‘บอกทุกคนได้เลยว่าทันทีที่คุณหลินบรรเลงเพลง ‘เหมยสามครา’ จบในไลฟ์’
‘ในวงการกู่ฉินของพวกเราก็เริ่มพูดถึงกันทันที เพลงนี้ยอดเยี่ยมไม่ธรรมดาจริงๆ’
‘ไม่ด้อยไปกว่าบทเพลงชื่อดังต่างๆ ในสมัยโบราณเลย’
‘ส่วนเทคนิคการบรรเลงของคุณหลินนั้นเป็นระดับปรมาจารย์อย่างแท้จริง เรื่องนี้ทุกคนไม่ต้องสงสัยเลยครับ’
‘ถ้าไม่มีฝีมือระดับปรมาจารย์ไม่มีทางทำได้ถึงขนาดที่เขาแสดงออกมาในรายการหรอก’
ต่อจากนั้นในวงการวาดภาพของฉีโจวก็มีผู้อาวุโสออกมาแสดงตัวเช่นกัน
ปรมาจารย์ด้านการวาดภาพท่านนี้ชื่อหลินหยวน
ดูจากนามสกุลแล้วยังเป็นแซ่เดียวกับหลินจือไป๋เสียด้วย ตอนนี้เขาได้โพสต์ข้อความเช่นกันว่า
‘ภาพกุ้งน้ำหมึกของหลินจือไป๋เมื่อกี้ มีเพื่อนแคปรูปส่งมาให้ผมดูครับ’
‘ถึงจะดูผ่านหน้าจอไม่ได้ไปชมด้วยตัวเองในสถานที่จริง แต่ระดับถึงขั้นปรมาจารย์แน่นอน’
‘เรื่องนี้สืออวิ๋นก็อยู่ที่นั่นและยืนยันด้วยตัวเองแล้วนี่นา จะสงสัยอะไรกันอีกครับ’
‘บนโลกนี้มักจะมีอัจฉริยะที่ทำให้คนร่วมอาชีพต้องสิ้นหวังปรากฏตัวขึ้นมาเป็นระยะเสมอ’
‘และไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุณหลินที่มาจากฉินโจวคนนี้ก็คืออัจฉริยะแบบที่ว่านั่นแหละ’
พรึบๆๆ
พร้อมกับการที่ความร้อนแรงพุ่งสูงขึ้น
คนในวงการวาดภาพรวมทั้งปัญญาชนกู่ฉินไปจนถึงผู้มีชื่อเสียงในวงการลายพู่กัน
ต่างพากันเข้าร่วมสนทนาในหัวข้อเหล่านี้และให้ความเห็นของตนเอง!
ในบรรดาคนเหล่านั้น มีปราชญ์ลายพู่กันฉีโจวคนหนึ่งชื่อว่า ‘สือมอ’ ได้โพสต์ข้อความดังนี้
‘งานเลี้ยงการกุศลบลูสตาร์ครั้งก่อนผมได้เข้าร่วมด้วย’
‘มีวาสนาได้เห็นคุณหลินจือไป๋สร้างสรรค์ผลงาน “อารัมภบทศาลากล้วยไม้” กับตาตัวเอง’
‘ตอนนั้นก็ทึ่งจนแทบหยุดหายใจแล้ว’
‘ผมกับเพื่อนหลายๆ คนต่างก็บอกว่าฝีมืออักษรหวัดแกมบรรจงของเขาคืออันดับหนึ่งในใต้หล้า’
‘แต่ที่ผมคาดไม่ถึงคืออักษรบรรจงของคุณหลินก็ดูเหมือนจะอยู่ในระดับท็อปสุดๆ เช่นกัน’
‘ถึงในรายการจะดูไม่ค่อยชัดเจนนัก’
‘แต่เชื่อว่าคงมีคุณสมบัติพอที่จะชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งในใต้หล้าได้เหมือนกัน’
ในทุกๆ กระทู้คำถาม ท่ามกลางการแชร์นับครั้งไม่ถ้วน
เกือบทุกคนต่างให้คำตอบที่เป็นการยืนยัน
ไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพหรือพวกที่มาเกาะกระแสต่างก็ตอบข้อสงสัยเหล่านั้นว่า
หลินจือไป๋คือปรมาจารย์กู่ฉินและปรมาจารย์ด้านการวาดภาพตัวจริงเสียงจริง!
ส่วนเรื่องลายพู่กันของหลินจือไป๋นั้น แทบไม่ต้องได้รับการรับรองอะไรเพิ่มอีกแล้ว
เพราะอย่างไรเสียชื่อเสียง ‘อันดับหนึ่งในใต้หล้าด้านอักษรหวัดแกมบรรจง’ ของเขา
ก็ได้ขจรขจายไปทั่วทุกทวีปตั้งแต่จบงานเลี้ยงการกุศลครั้งก่อนแล้ว!
ซี้ดๆๆ…
หลังจากที่ผู้มีชื่อเสียงในสาขาต่างๆ พากันออกมาแสดงความเห็น
อันดับฮอตเสิร์ชในเวยป๋อก็ถูกยึดครองโดยสมบูรณ์ โดยสามอันดับแรกถูกหลินจือไป๋เหมาเรียบคนเดียว!
หัวข้อฮอตเสิร์ชอันดับหนึ่งคือ หลินจือไป๋ปรมาจารย์ด้านการวาดภาพ
หัวข้อฮอตเสิร์ชอันดับสองคือ หลินจือไป๋ปรมาจารย์กู่ฉิน
หัวข้อฮอตเสิร์ชอันดับสามคือ หลินจือไป๋เหมยสามครา
คนที่ไม่รู้ยังนึกว่าที่นี่คือฉินโจวเสียอีก
เพราะเมื่อก่อนหลินจือไป๋จะมีอิทธิพลถึงขั้นเหมาสามอันดับแรกได้ก็แค่ในฉินโจวเท่านั้น
ไม่นึกเลยว่าเวลาผ่านไปไม่นาน หลินจือไป๋จะมีอิทธิพลในฉีโจวใกล้เคียงกันขนาดนี้แล้ว
ในขณะที่โลกอินเทอร์เน็ตกำลังปั่นป่วน ภายในเรือนธรรมชาติกลับคืนสู่ความสงบ
หลินจือไป๋เผชิญกับการตำหนิแบบเอ็นดูของหูเหวยก่อนจะยิ้มออกมา
“ผมเป็นคนพูดจาค่อนข้างระมัดระวังนะครับ”
“คุณหลินครับ” มีคนแกล้งแซวว่า
“คุณบอกว่าเป็นคนพูดจาระมัดระวัง แต่ตอนแต่งกวีกับต่อกลอนนี่ไม่มีความระมัดระวังเลยนะครับ”
“วันนี้กลอนคู่ที่คุณเขียนไว้ที่ด่านแรกพวกเราได้ยินกันหมดแล้ว”
“’แขกเยือนเรือนธรรมชาติที่แท้คือแขกจากสรวงสวรรค์’”
“ที่ว่าแขกจากสรวงสวรรค์นี่คือกำลังยกตัวเองเป็นเซียนอยู่หรือเปล่าครับ?”
“มิกล้าครับ”
หลินจือไป๋ประสานมือคารวะ ในใจคิดว่าคราวนี้โชว์เหนือไปเยอะพอแล้ว ต่อไปควรจะเริ่มถ่อมตัวจริงๆ
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น หลังจากนั้นไม่ว่าคนกลุ่มนี้จะสนทนาเรื่องอะไรกัน
หลินจือไป๋ก็นั่งทานขนมไหว้พระจันทร์บนโต๊ะอย่างสบายใจ
รสชาติไส้โหงวยิ้ง [1] นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว ถือโอกาสนี้ให้สร่างเมาด้วย
ฤทธิ์เหล้ามันแรงเกินไป หลินจือไป๋กลัวจะทำอะไรน่าขายหน้าออกมา
เจ้าระบบนี่ปกติก็พึ่งพาได้ดี แต่ดันไม่มีพวกยาแก้เมาหรือไอเทมวิเศษที่ช่วยให้คอแข็งขึ้นเลยสักอย่าง
หลินจือไป๋บ่นพึมพำในใจ
และในตอนนั้นเอง หูเหวยก็มองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่งว่า “เต็มดวงแล้ว”
สายตาของทุกคนมองออกไปนอกหน้าต่างตามทิศทางที่หูเหวยจ้องไป
หน้าต่างของเรือนธรรมชาตินั้นใหญ่มากและถูกสร้างไว้ค่อนข้างต่ำเพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่สืบทอดมาจากสมัยโบราณ
เมื่อหน้าต่างทุกบานถูกเปิดออก ทุกคนในห้องจึงสามารถหามุมมองชมจันทร์ในคืนเทศกาลไหว้พระจันทร์ได้พอดี
และดวงจันทร์ในยามนี้ก็กลมมนสวยงามอย่างที่หูเหวยว่าไว้จริงๆ
“ทุกท่านครับ” สืออวิ๋นยิ้ม
“ท่ามกลางมวลบุปผาและแสงจันทร์เช่นนี้ มักจะทำให้คนเรามีอารมณ์กวีพุ่งพล่านที่สุด”
“งั้นก็ทำตามธรรมเนียมของทุกปีเถอะครับ”
“ให้แต่ละท่านเขียนบทกวีหรือกลอนในหัวข้อเทศกาลไหว้พระจันทร์ดีไหมครับ?”
“เรียนตามตรงนะครับ” ปัญญาชนคนหนึ่งพูดอย่างเก้อเขิน
“ผมเตรียมเขียนไว้ล่วงหน้าแล้วครับ ก็เพื่อรอวินาทีนี้แหละ”
ปัญญาชนคนอื่นพากันหัวเราะร่า ใครบ้างล่ะที่ไม่ทำแบบนั้น?
จะมีสักกี่คนที่เกิดอารมณ์กวีพุ่งพล่านจนแต่งสด ณ ที่นี้ออกมาได้จริงๆ?
ทุกคนต่างรู้ดีว่างานกวีครั้งนี้คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเขียนผลงานเกี่ยวกับเทศกาลไหว้พระจันทร์
ทุกคนย่อมต้องสร้างสรรค์ผลงานไว้ล่วงหน้า
เพราะอย่างไรงานกวีครั้งนี้ก็ถ่ายทอดสดไปทั่วทั้งฉีโจว
ถ้าผลงานที่สร้างสรรค์ออกมานั้นยอดเยี่ยมเพียงพอ ย่อมเป็นการได้หน้าต่อหน้าผู้ชมชาวฉีโจวนับไม่ถ้วน
ส่วนหลินจือไป๋นั้น แม้จะไม่รู้ว่างานกวีของฉีโจวมีลำดับขั้นตอนแบบนี้ด้วย
แต่เขาก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะเป็นการรวมตัวของเหล่าปัญญาชน
แถมยังเลือกเอาวันเทศกาลไหว้พระจันทร์พอดิบพอดี
ถ้าไม่จัดให้มีการสร้างสรรค์กวีในหัวข้อเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็คงเสียของแย่
ทั้งในแง่ของเวลา สถานที่ และตัวบุคคล
เจ้าหน้าที่ดูเหมือนจะรออยู่ก่อนแล้ว หลังจากสืออวิ๋นเสนอความเห็นก็รีบยกเอาพวกขนมไหว้พระจันทร์ออกไปทันที
พร้อมกับจัดเตรียมพู่กัน น้ำหมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาให้เหล่าปัญญาชนอย่างทะนุถนอม
ทุกคนต่างกระตือรือร้นเริ่มจุ่มน้ำหมึกและลงมือเขียนทันที
บางคนก็ทำท่าทางเหมือนกำลังใช้ความคิดชั่วคราว
ความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ต่างก็มีร่างอยู่ในใจแล้วทั้งนั้น
แต่การแสดงท่าทางว่าเป็นการสร้างสรรค์สดๆ มันดูสง่างามกว่าไม่ใช่เหรอ?
หลินจือไป๋ไม่ได้รีบร้อนลงฝีแปรง และแน่นอนว่าไม่ได้แสร้งทำเป็นครุ่นคิด
แม้หลินจือไป๋กำลังใช้ความคิดอย่างจริงจังถึงคำถามที่เขาพิจารณามาตั้งแต่ก่อนจะมาที่นี่จริงๆ นั่นคือ…
จะเขียนบทกวีหรือกลอนบทไหนเกี่ยวกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ดี?
ตัวเลือกมันมีเยอะเกินไป ยอดกวีในอดีตของโลกเก่านับไม่ถ้วนต่างก็เคยเขียนผลงานที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งนั้น
ทว่า…
ถ้าจะพูดถึงตัวเลือกที่ดีที่สุด ย่อมต้องเป็นกลอน ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ อันลือลั่นของซูซื่อหรือซูตงพัวเท่านั้น
นี่คือท่าไม้ตายของเทศกาลไหว้พระจันทร์!
ไม่สิ นี่คือระเบิดนิวเคลียร์ของเทศกาลไหว้พระจันทร์เลยต่างหาก!
ในโอกาสแบบวันนี้ เขาควรจะเอากลอนบทนี้ออกมาไหมนะ?
หลังจากใคร่ครวญอยู่ประมาณหนึ่งนาที หลินจือไป๋ก็ได้ข้อสรุปในใจ
เขาหยิบพู่กันจุ่มน้ำหมึก ตวัดพู่กันเขียนอักษรหวัดแกมบรรจงที่สร้างชื่อให้กับตนเองออกมาอย่างคล่องแคล่ว
‘เทศกาลไหว้พระจันทร์ ดื่มกินอย่างสำราญ เมามายยิ่งนัก จึงรังสรรค์บทเพลงนี้ พร้อมคะนึงหาจินโจว ออกมาเถอะ! ทำนองแห่งสายน้ำ!’
[1] โหงวยิ้ง คือไส้ขนมไหว้พระจันทร์แบบดั้งเดิมที่ทำจากธัญพืชและเมล็ดถั่ว 5 ชนิด ผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ