ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 445-2 หนาวเหน็บยามอยู่บนที่สูง! (2)
สืออวิ๋นรับกระดาษมา ลุกขึ้นจากที่นั่ง จ้องมองหลินจือไป๋อย่างลึกซึ้งทีหนึ่ง ก่อนจะเริ่มอ่านออกมาว่า
“จันทร์กระจ่างมีมาแต่เมื่อไร ชูจอกเหล้าถามฟ้าเบื้องบน มิแจ้งว่า ณ วังบนสรวงสวรรค์ ค่ำคืนนี้เป็นปีศักราชใด ข้าอยากขี่ลมกลับคืนไป ทว่าเกรงวังหยกวิจิตร อยู่บนที่สูงนั้นหนาวเหน็บเกินทน ร่ายรำเคียงเงาใสกระจ่าง มิคล้ายดั่งอยู่ในแดนมนุษย์”
สืออวิ๋นอ่านช้ามาก
ทุกตัวอักษรทุกประโยค เขาอ่านตามจังหวะท่วงทำนองอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เข้ากับอารมณ์ของบทกลอน
ทว่าเนื้อหาในช่วงครึ่งแรกยังไม่อ่านไม่ทันจบ กระทั่งตอนที่สืออวิ๋นอ่านถึงประโยค ‘ค่ำคืนนี้เป็นปีศักราชใด’ ในงานก็ตกอยู่ในความเงียบสนิท
บางคนอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองหลินจือไป๋
ผู้ที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนมีพื้นฐานทางวรรณกรรมล้ำลึก ย่อมคุ้นเคยกับชื่อทำนองกลอนคลาสสิกอย่าง ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ และยิ่งคุ้นเคยกับกลอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ดังนั้นเพียงแค่สืออวิ๋นอ่านช่วงครึ่งแรก ทุกคนก็ตระหนักได้ถึงความไม่ธรรมดาของผลงานชิ้นนี้
ช่างยิ่งใหญ่นัก!
ช่างสูงส่งล้ำลึกนัก!
ความรู้สึกถึงภาพและมิติพื้นที่อันยาวไกลนั้นถูกอัดแน่นอยู่ในทุกตัวอักษร!
ที่สำคัญคือต่างจากปัญญาชนคนอื่นที่มักจะชอบอวดเทคนิคในการแต่งกลอนกวี กลอนบทนี้กลับประดุจสายน้ำที่ใสสะอาด เข้าถึงขั้นการกลับคืนสู่สามัญ!
เริ่มเรื่องด้วยคำถาม จันทร์กระจ่างมีมาแต่เมื่อไร?
ดูเหมือนธรรมดาสามัญ ทว่าเมื่อประสานกับประโยคถัดมากลับเป็นการเปิดโลกแห่งจินตนาการออกทันที พอกล่าวถึงวังบนสรวงสวรรค์ ก็เหมือนกับลำธารสายเล็กๆ ที่กลายเป็นแม่น้ำเหลืองที่ไหลบ่าในพริบตา จนกระทั่งถึงตอนที่ขี่ลมกลับคืนไป มันก็ได้กลายเป็นมวลน้ำมหาศาลที่ไหลหลากลงสู่ทะเล!
“ถึงขั้นสูงส่งและลึกล้ำแบบนี้…”
เซี่ยซินอี๋พึมพำออกมา บนใบหน้าไม่มีความภาคภูมิใจในฐานะปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งแห่งฉีโจวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความรู้สึกด้อยค่าเข้ามาแทนที่
กลอนของหลินจือไป๋บทนี้ เพียงไม่กี่ประโยคในช่วงครึ่งแรก ก็สามารถรังสรรค์บรรยากาศของวังเซียนที่น่าถวิลหาโดยไม่ติดกลิ่นอายของแดนมนุษย์เลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งที่เขียนใน ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ เหมือนกัน ทว่าราวกับอีกฝ่ายคือเซียนที่ถูกเนรเทศลงมาจากสวรรค์ ส่วนตนเองกลับเป็นเพียงปุถุชนธรรมดา
แสงหิ่งห้อยจะไปสู้แสงจันทร์วันเพ็ญได้อย่างไร
เมื่ออ่านช่วงครึ่งแรกจบ สืออวิ๋นก็หยุดชะงักครู่หนึ่ง เหมือนจะสังเกตปฏิกิริยาของทุกคน
เมื่อเห็นว่าในงานไม่มีใครปริปากเลยสักคน เขาจึงเริ่มอ่านเนื้อหาในช่วงครึ่งหลังอย่างช้าๆ “เคลื่อนผ่านตำหนักแดง คล้อยต่ำสู่หน้าต่างวิจิตร ฉายแสงสู่ผู้มินิทรา มิควรมีความแค้นใจ ไฉนจึงกระจ่างกลมในยามต้องจากลา”
เมื่ออ่านถึงตรงนี้
น้ำเสียงของสืออวิ๋นก็มีความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะอธิบายเพิ่มเข้ามา มีการเน้นเสียงหนักในบางคำ
“มนุษย์มีทุกข์สุขพลัดพรากพบเจอ ดวงจันทร์มีมืดสว่างเต็มดวงเว้าแหว่ง เรื่องเช่นนี้ยากจะสมบูรณ์พร้อมมาแต่โบราณ เพียงปรารถนาให้ผู้คนอยู่ยั้งยืนยาว ร่วมชมจันทร์นวลแม้อยู่ไกลนับพันลี้…”
ในงานเงียบสงัดยิ่งกว่าเดิม
ทว่าในวินาทีนี้ สายตาทุกคู่ต่างพากันมองไปทางหลินจือไป๋
หลินจือไป๋เผชิญหน้ากับทุกคนด้วยรอยยิ้มสงบนิ่ง หากทุกคนพิจารณาดูอย่างละเอียดจะเห็นแววตาที่ยังมีความมึนเมาแฝงอยู่ เห็นได้ชัดว่าจนถึงตอนนี้ยอดปราชญ์ผู้นี้ยังไม่สร่างเมาดีนัก จนร่างกายดูเหมือนจะซวนเซเล็กน้อย
ทว่าเมื่อเทียบกับความเงียบงันในที่แห่งนี้
ในห้องไลฟ์สดตอนนี้กลับระเบิดออกมาอย่างรุนแรง!
‘พระเจ้าช่วย กลอนบทนี้ทำเอาฉันขนลุกไปทั้งตัว ผลงานระดับปรมาจารย์ของจริง!’
‘นี่คือลายเส้นจากสรวงสวรรค์!’
‘ขอให้ผมได้เรียกเขาว่าคุณหลินเถอะ!’
‘นี่คือกลอนที่สวยงามและน่าทึ่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินและเคยได้เห็นจากปัญญาชนร่วมสมัยทุกคน!’
‘บ้าไปแล้ว! นี่แหละที่เรียกว่าโคตรเจ๋ง! นี่แหละความหมายของมัน!’
‘ฉันที่ไม่รู้เรื่องกลอนกวีเลย ยังสะท้านจนหนังหัวชาไปหมด!’
‘ผมเคยคิดมาตลอดว่าปัญญาชนสมัยใหม่เทียบไม่ได้เลยกับยอดกวีในสมัยโบราณ แต่กลอนบทนี้ของหลินจือไป๋ ผมรู้สึกว่าต่อให้ไปเทียบกับผลงานของยอดกวีสมัยก่อนก็ไม่ด้อยกว่าเลยสักนิด!’
‘ไม่ด้อยกว่าเหรอ?’
‘มันยิ่งกว่านั้นอีก ผมรู้สึกว่าต่อให้คุณพลิกหาผลงานของกวีสมัยก่อนทั้งหมด ก็คงหากลอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่เทียบเคียงกับบทนี้ได้ไม่กี่บทหรอก!’
ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่เข้าใจกลอน
ทว่า ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ บทนี้ไม่ได้ซับซ้อนจนเข้าใจยากขนาดนั้น
ใครก็ตามที่เคยผ่านการเรียนมา ย่อมเข้าใจความหมายผ่านตัวอักษรได้สักห้าหกส่วนแล้ว
และสำหรับคนที่มีพื้นฐานทางวรรณกรรมอยู่บ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อเผชิญหน้ากับผลงานที่สืบทอดมานับพันปีในอีกโลกหนึ่งโดยที่สีสันไม่เคยจางหาย เพียงแค่ชายตามองก็สัมผัสถึงอำนาจบารมีอันแสนพิเศษนั้นได้…
กลอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ นับตั้งแต่ทำนองแห่งสายน้ำปรากฏออกมา กลอนบทอื่นก็ล้วนไร้ค่า!
นี่คือคำวิจารณ์ของคนรุ่นหลังที่มีต่อ ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ เป็นคำวิจารณ์ที่รุนแรงและสุดโต่งอย่างยิ่ง!
ทว่าคำวิจารณ์ที่สุดโต่งขนาดนี้ กลับได้รับการยอมรับจากยอดกวีนับไม่ถ้วนในโลกเก่าในเวลาต่อมา คุณภาพของมันย่อมเห็นได้ชัดเจน!
และในวินาทีนี้เอง เซี่ยซินอี๋ถึงเพิ่งเข้าใจว่าทำไมสามทหารเสือถึงมีปฏิกิริยาแบบนั้นหลังจากได้ดูผลงานของหลินจือไป๋
เพราะกลอนบทนี้ของหลินจือไป๋ทำให้คนรู้สึกสิ้นหวังเกินไป!
การได้อ่านกลอนบทนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของเหล่าปัญญาชน!
สามทหารเสือถึงกับรู้สึกว่าพวกเขาไม่คู่ควรที่จะมาเล่นกับหลินจือไป๋เลยด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะเจียงโส่วรั่ง เขาคือยอดฝีมือที่ถนัดการเขียนกลอนที่สุดในกลุ่มสามทหารเสือและในหมู่ปัญญาชนฉีโจว!
เมื่อเห็นว่าวันนี้หลินจือไป๋ก็เลือกเขียนกลอนเช่นกัน เดิมทีเขาแอบมีความคิดอยากจะประชันฝีมืออยู่บ้าง ผลคือหลังจากดูผลงานของอีกฝ่ายเขาก็ปิดกั้นตัวเองทันที
ผลงานของตนเอง ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะนำไปวางเปรียบเทียบกับกลอนของอีกฝ่ายได้เลย
พูดง่ายๆ คือโดนถล่มด้วยระดับที่ต่างกันเกินไป
หูเหวยพึมพำออกมา “เพียงปรารถนาให้ผู้คนอยู่ยั้งยืนยาว ร่วมชมจันทร์นวลแม้อยู่ไกลนับพันลี้… เพียงปรารถนาให้ผู้คนอยู่ยั้งยืนยาว ร่วมชมจันทร์นวลแม้อยู่ไกลนับพันลี้งั้นเหรอ...”
ตามหลักการ เขาและสืออวิ๋นควรจะให้คำวิจารณ์ได้แล้ว
บทกวีของปัญญาชนคนอื่น ลำดับขั้นตอนเป็นแบบนี้มาตลอด
ทว่าหูเหวยกลับทำเพียงอ่านประโยคจบของกลอนของหลินจือไป๋ซ้ำไปซ้ำมา หลังจากพึมพำอยู่นาน ในปากถึงเพิ่งจะหลุดคำออกมาอย่างยากลำบากว่า
“ดีจริงๆ”
ไม่ใช่ว่าหูเหวยวิจารณ์ไม่เป็น แต่เขาไม่กล้าวิจารณ์ หรือจะบอกว่าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะวิจารณ์มากกว่า
จู่ๆ หูเหวยก็อดคิดไม่ได้ว่า หากในชั่วชีวิตนี้ตนสามารถเขียนผลงานแบบนี้ออกมาได้ ต่อให้ตายไปก็คุ้มค่าแล้ว
จากการศึกษาบทกวีและกลอนมาหลายสิบปีจนเกือบจะทั้งชีวิต หูเหวยซึ้งแก่ใจดีว่าบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ที่หลินจือไป๋เขียนในคืนนี้เป็นผลงานระดับไหน
ระดับท็อป!
ต่อให้วางไว้ในยุคสมัยโบราณของบลูสตาร์ที่มียอดกวีปรากฏออกมามากมาย ผลงานเช่นนี้ย่อมต้องโดดเด่นออกมาจากท่ามกลางรายชื่อที่เจิดจรัสเหล่านั้นแน่นอน!
จู่ๆ หูเหวยก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อย
ทำไมเขาต้องเชิญหลินจือไป๋คนฉินโจวคนนี้มาร่วมงานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ของฉีโจวด้วยนะ?
พอบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ นี้ออกมา ก็เท่ากับเป็นการถล่มงานกวีของฉีโจวตรงๆ เลยน่ะสิ!
เพราะในค่ำคืนนี้ บทกวีและกลอนที่ปัญญาชนระดับท็อปที่สุดของฉีโจวเขียนขึ้นมา ต่างถูกกลอนบทนี้ของเขาเหยียบจมดินจนกลายเป็นเพียงฝุ่นผง
ทั้งที่ผลงานของทุกคนก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว…
ทั้งที่ปีนี้ทุกคนต่างก็แสดงฝีมือเกินมาตรฐานกันหมดแล้ว…
ทว่าช่องว่างมันมากเกินไป มากจนเทียบกับหลินจือไป๋ไม่ได้จริงๆ!
ทว่าในวินาทีถัดมา ความคิดของหูเหวยก็เปลี่ยนทิศทาง เขากลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที จริงๆ แล้วเรื่องนี้สามารถมองในอีกมุมหนึ่งได้!
แม้หลินจือไป๋จะเป็นคนฉินโจว ทว่าบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ นี้กลับถูกรังสรรค์ขึ้นที่ฉีโจว ต่อไปเมื่อแพร่หลายออกไป มันจะกลายเป็นตำนานที่งดงาม แม้ว่าฉีโจวในบทกลอนนี้จะทำได้เพียงเป็นฉากหลัง ทว่าการได้เป็นฉากหลังในผลงานชิ้นเอกเช่นนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดีแล้ว!
อะไรนะ?
คุณบอกว่างานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ของฉีโจวครั้งนี้ ถูกหลินจือไป๋ใช้บท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ มาพังงานจนเสียภาพพจน์วงการวรรณกรรมฉีโจวเหรอ?
ปัดโธ่!
ใครกล้าพูดแบบนี้ ก็ลองให้วงการวรรณกรรมทวีปนั้นมาเจอกับบทกลอนนี้ดูสิ?
การที่หลินจือไป๋งัดบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ออกมา มันคือจุดจบประเภทที่ใครแตะเป็นต้องตาย ไม่มีใครมีสิทธิ์มาหัวเราะเยาะฉีโจวทั้งนั้น!
เพราะนี่มันไม่ใช่ปัญหาของฉีโจวเลย ปัญญาชนทวีปไหนก็ไม่มีใครสามารถต้านทานกลิ่นอายของยอดปราชญ์ที่แผ่รังสีทำลายล้างออกมาอย่างรุนแรงจากบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ได้หรอก!
สะบัดแขนเสื้อขึ้นสู่ยอดเขาพันจั้ง พลันรู้สึกว่าฟ้าดินกว้างขวางขึ้นมาทันตา!
หูเหวยพิจารณาชื่นชมบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ อีกครั้ง ยิ่งดูเขาก็ยิ่งชื่นชอบ จนรู้สึกว่าจิตวิญญาณของตนเองล่องลอยเบาสบาย เมื่อหันไปมองใบหน้าหนุ่มแน่นของหลินจือไป๋ รอยยิ้มของเขาก็เปี่ยมไปด้วยความยินดี
“คุณหลิน ผลงานชิ้นนี้ถือเป็นชิ้นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในคืนนี้ครับ!”
ก่อนหน้านี้เขาเรียกว่าคุณหลินน้อย แต่ตอนนี้เขาตัดคำว่า ‘น้อย’ ออกไปทันที เพราะอีกฝ่ายคู่ควรจะได้รับความเคารพสูงสุดจากตนเองอย่างยิ่ง
“ไม่ถูกสิ!”
สืออวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยว่า “กลอนบทนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ยอดเยี่ยมที่สุดในคืนนี้ แต่มันคือกลอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ดียิ่งกว่าบทใดๆ ในยุคปัจจุบันทั้งหมด!”
“นั่นก็ยังไม่ถูก”
หูเหวยแย้ง “จะพูดให้ถูกคือ กลอนบทนี้ไม่ใช่เพียงแค่ไร้คู่ต่อสู้ในหมู่กลอนร่วมสมัยเท่านั้น ทว่าแม้จะนำไปเปรียบเทียบกับยุคโบราณ กลอนบทนี้ก็ยังถือเป็นผลงานอันดับหนึ่งของงานกวีเลยทีเดียว!”
“ฮ่าๆๆๆ”
สายตาของสืออวิ๋นและหูเหวยสอดประสาน ทั้งสองคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนต่างรู้ใจกันและกัน จึงเข้ากันได้ดีอย่างที่สุด
พูดง่ายๆ ก็คือคำเดียวเลย
อวย!
อวยบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ของหลินจือไป๋ให้ขึ้นสวรรค์ไปเลย!
ขอเพียงอวยให้กลอนของหลินจือไป๋บทนี้ไปถึงระดับ ‘ไร้คู่ต่อสู้ในบรรดากลอนเทศกาลไหว้พระจันทร์’ คราวนี้วงการวรรณกรรมฉีโจวก็จะไม่เสียหน้าแล้ว!
ต่อไปเวลาพูดกับภายนอกก็สามารถบอกได้ว่า
ไม่ใช่ว่าฉีโจวของเราไม่เก่งนะ แต่ทวีปไหนมาเจอ ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ก็ไม่รอดทั้งนั้นแหละ!
แน่นอนว่าเงื่อนไขที่กลยุทธ์นี้จะสำเร็จได้ก็คือ ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ จะต้องเป็นกลอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ไร้คู่ต่อสู้จริงๆ!
เอ่อ…
ดูเหมือนจะไม่ต้องอวยเลยแฮะ
เพราะมันคือความจริงอยู่แล้ว
และด้วยการรับส่งกันของหูเหวยและสืออวิ๋น ในที่สุดปัญญาชนในงานก็ตระหนักถึงบางอย่างได้ แต่ละคนต่างพากันประสานมือคารวะหลินจือไป๋
“คุณหลินช่างมีความสามารถยิ่งใหญ่นัก!”
“กลอนบทนี้ ทำให้ผมเลื่อมใสจากใจจริงครับ!”
“นึกไม่ถึงว่าคืนนี้ พวกเราทุกคนจะเป็นเพียงดวงดาวที่เป็นตัวประกอบ มีเพียงคุณหลินเท่านั้นที่เป็นดวงจันทร์เพียงดวงเดียว”
“นี่แหละที่เรียกว่ามวลหมู่ดาวล้อมเดือน!”
“ผมว่าตำแหน่งปราชญ์อันดับหนึ่งในคนรุ่นเยาว์แห่งฉินโจวของคุณหลินน่ะ สามารถตัดคำว่า ‘คนรุ่นเยาว์’ ออกไปได้เลยนะครับ”
“เห็นด้วยครับ!”
“ต่อไปคุณหลินคือเพื่อนที่ดีที่สุดของวงการวรรณกรรมฉีโจวเราครับ!”
“แวะมาบ่อยๆ นะครับ!”
“วงการวรรณกรรมฉีโจวของเรายินดีต้อนรับคุณหลินเสมอครับ!”
หลินจือไป๋มึนหัวไปหมด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์เหล้า หรือเป็นเพราะคนกลุ่มนี้กันแน่ ร่างกายของเขาโอนเอนอีกครั้ง ผลคือเห็นหูเหวยก้าวพรวดเดียว เข้ามาผลักเจียงโส่วรั่งที่กำลังจะเข้ามาพยุงตนเองออกไป แล้วเข้ามาช่วยพยุงด้วยตนเอง
“ขอบคุณครับ…”
“พูดคำว่าขอบคุณทำไมกันครับ ผมพิจารณาดูแล้ว ในเมื่อคุณหลินก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับวงการวรรณกรรมฉินโจวอยู่แล้ว เอาเป็นว่ามาร่วมกับวงการวรรณกรรมฉีโจวของเรา มาดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์ของสมาคมนักเขียนดีไหมครับ?”
หลินจือไป๋ “?”
ให้คนฉินโจวอย่างฉันไปเป็นนายกสมาคมวรรณกรรมฉีโจวเนี่ยนะ?
แม้จะเป็นนายกกิตติมศักดิ์ แต่ก็รู้สึกว่าหูเหวยกำลังทำการตัดสินใจที่ขัดต่อบรรพบุรุษยังไงก็ไม่รู้แฮะ
……………………………………