ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 445 หนาวเหน็บยามอยู่บนที่สูง! (1)
เรือนธรรมชาติ
ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของงานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์มาถึงแล้ว ภายในเรือนมีเสียงดนตรีดังขึ้น แน่นอนว่าผู้บรรเลงในครั้งนี้ไม่ใช่หลินจือไป๋หรือเซี่ยซินอี๋
นี่คือการแสดงดนตรีและร่ายรำที่ผู้จัดงานเตรียมไว้ล่วงหน้า สถานที่แสดงคือลานกว้างหน้าเรือนธรรมชาติ ยามนี้ภายในลานสว่างไสวด้วยแสงไฟ มีหญิงงามดีดพิณ มีชายหนุ่มเป่าขลุ่ย และยังมีคนดีดสายผีผา เครื่องดนตรีโบราณหลายชนิดประสานเสียงกันอย่างกลมกลืน
ท่ามกลางเสียงดนตรี
มีเหล่าดรุณีน้อยร่ายรำอยู่ในลานประดุจภูตพรายใต้แสงจันทร์วันเพ็ญ บรรยากาศมีทั้งความสดใสแต่ไม่ทิ้งความสง่างาม บรรยากาศในงานค่อยๆ ร้อนแรงขึ้น
“ดูเหมือนผมจะเป็นคนแรกที่เขียนเสร็จ?”
พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้น ปัญญาชนคนหนึ่งอาสาโชว์กระดาษในมือ บนนั้นมีบทกวีที่เขาเพิ่งสร้างสรรค์เสร็จเขียนไว้
“ขอดูหน่อย”
หูเหวยรับมาดูแล้วยิ้มให้ “พอใช้ได้”
ทุกคนพากันหัวเราะตาม คำประเมินนี้ของท่านผู้เฒ่าหู จริงๆ แล้วสามารถตีความตรงตัวได้ว่า ‘งั้นๆ แหละ’
ถ้าบทกวีนี้ดีจริง ท่านผู้เฒ่าหูก็คงจะอ่านออกมาให้ทุกคนฟังต่อสาธารณะและให้คำวิจารณ์ที่เจาะจงไปแล้ว
ปัญญาชนคนที่เขียนเสร็จคนแรกรู้ดีว่าผลงานของตนยังไม่เข้าตาหูเหวย เขาจึงยิ้มแห้งๆ แล้วเก็บกระดาษยัดใส่กระเป๋า ไม่คิดจะเอามันออกมาอีก
จากนั้นก็มีปัญญาชนทยอยแบ่งปันผลงานของตนกับเพื่อนรอบข้างทีละคนสองคน
หากผลงานชิ้นใดทำให้เกิดการสนทนาอย่างเผ็ดร้อนในวงล้อม และดูเหมือนจะเป็นผลงานยอดเยี่ยมที่เป็นที่ยอมรับ ทุกคนก็จะส่งต่อกันไปเรื่อยๆ จนถึงมือของหูเหวยหรือสืออวิ๋น
สองท่านนี้คือตัวแทนแห่งอำนาจ
อำนาจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่พวกเขาอาวุโสในวงการวรรณกรรมเท่านั้น
คนที่อาวุโสในวงการมีมากมาย แต่หูเหวยและสืออวิ๋นต่างออกไป พวกเขาไม่เพียงแต่มีความรู้ความสามารถโดดเด่น ทว่าแต่ละคนยังเป็นผู้นำระดับสูงของสมาพันธ์วรรณกรรมและศิลปะฉีโจว รวมถึงสมาคมนักเขียนอีกด้วย
นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทุกคนต่างเลื่อมใส
เมื่อหูเหวยและสืออวิ๋นพบผลงานที่น่าชื่นชม พวกเขาก็จะอ่านออกมาให้ทุกคนได้ร่วมวิเคราะห์ และให้คำวิจารณ์ในตอนท้าย
ตัวอย่างเช่นกลอนของหลี่ไป๋
“ท้องฟ้าสีครามประดุจน้ำ ธารดาราไหลรินตื้นเขิน ประกายทองใสกระจ่าง สงสัยว่าฉางเอ๋อจะนำกระจกวิเศษ แขวนไว้สูง ณ วังเยือกเย็น ใบไม้ไหวพรรณนาสารทฤดู ม่านพลิ้วไหวดั่งภาพวาด กลิ่นหอมหมื่นลี้ขจรขจาย ทุกปีในค่ำคืนนี้ สุนทรียภาพแห่งหออวี่ช่างหมดจด…”
อาจเป็นเพราะพึงพอใจที่ได้พบงานดี
สืออวิ๋นอ่านรวดเดียวจนจบแล้วตะโกนชมว่า “กลอนดี!”
หูเหวยเองก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าถี่ๆ “วันหลังหลี่ไป๋อย่าเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับกลอนคู่เลย มีความสามารถทางวรรณศิลป์สูงขนาดนี้ ศึกษาเรื่องกวีและกลอนให้มากกว่านี้ไม่ดีกว่าเหรอ?”
“อาจารย์ทั้งสองชมเกินไปแล้วครับ”
ความจริงหลี่ไป๋คนนี้ค่อนข้างพยศ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหูเหวยและสืออวิ๋น เขากลับแสดงท่าทีถ่อมตัวมาก
หลังจากหลี่ไป๋ ก็มีผลงานกวีและกลอนดีๆ ปรากฏขึ้นอีกหลายบทที่ได้รับคำชมจากหูเหวยและสืออวิ๋น
“ดาราระยิบ จันทร์กลมเกลี้ยง ธารดาราไหลย้อนลงสู่จอกจาน... วันนี้บท ‘ลำนำนกกระทา’ ของโส่วรั่งถูกใจฉันจริงๆ”
“ฉันชอบบทนี้มากกว่า ดวงจันทร์กระจ่างแบ่งรัศมี ธารดาราเคียงเงาสะท้อน ทั้งนอกและในล้วนใสกระจ่าง… จะว่าไปก็น่าสนใจ ปีก่อนผลงานที่ดีที่สุดล้วนเป็นบทกวี แต่ปีนี้ผลงานที่ดีที่สุดกลับเป็นกลอนทั้งหมด”
“บทกวีที่ดีก็มีนะ”
“อย่างเช่นท่อนนี้ของอาจารย์เยี่ย ธุลีลอยไปตามลม จันทร์กระจ่างไล่ตามคนมา… จริงๆ ตรงนี้ถ้าเปลี่ยนเป็น ธุลีสลัวลับไปตามม้า จันทร์กระจ่างไล่ตามคน อาจจะดีกว่า”
“ขอน้อมรับคำชี้แนะ!”
หูเหวยและสืออวิ๋นวิจารณ์ บางครั้งก็ให้คำแนะนำที่มักจะตรงจุดจนทุกคนต่างก็เลื่อมใส
เป็นเช่นนี้
งานกวีมีผลงานยอดเยี่ยมปรากฏออกมาไม่ขาดสาย
บรรยากาศถูกผลักดันไปจนถึงจุดสูงสุด
หลังจากวิเคราะห์ผลงานไปหลายบท จู่ๆ หูเหวยก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ “ปีนี้กระแสวรรณกรรมของฉีโจวเรารุ่งเรืองเหลือเกิน คุณภาพของกวีและกลอนเทศกาลไหว้พระจันทร์พวกนี้สูงกว่าปีก่อนไม่ใช่แค่จุดสองจุดเลย!”
“ไม่ใช่แค่ปีก่อนหรอก”
สืออวิ๋นกล่าวด้วยความปลาบปลื้ม “ในงานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์รอบสิบปีมานี้ ผลงานเกี่ยวกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ของฉีโจวเรา ปีนี้ถือว่ามีคุณภาพสูงสุด!”
ทั้งสองคนรู้สึกยินดีจากใจจริง!
เพราะงานกวีทุกปีจะมีช่วงนี้เสมอ ทว่าบทกวีชมจันทร์เทศกาลไหว้พระจันทร์ที่เรียกได้ว่าดีเยี่ยมจริงๆ มักจะหาได้ยาก
แต่ปีนี้ปัญญาชนฉีโจวแต่ละคนกลับเหมือนโดนฉีดเลือดไก่ เขียนบทกวีและกลอนออกมาได้น่าทึ่งมาก มีแม้กระทั่งผลงานหลายบทที่สืออวิ๋นและหูเหวยรู้สึกว่ามีคุณสมบัติพอที่จะถูกบรรจุไว้ใน ‘บทวิเคราะห์กวีและกลอนยอดเยี่ยมร่วมสมัยแห่งฉีโจว’ เพื่อให้เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง!
“แต่ต่อให้มวลบุปผาจะเบ่งบานพร้อมกันเพียงใด ตามกฎแล้วพวกเราก็ยังต้องตัดสินผลงานที่ดีที่สุดออกมาหนึ่งบท”
สืออวิ๋นเอ่ย “ที่ดูมาทั้งหมดนี้ ฉันชอบของหลี่ไป๋ที่สุด โดยเฉพาะท่อนจบที่ว่า ร้องรำสำราญตามสุนทรีย์ ทั่วหล้าแจ่มใส วันใดเล่ามิใช่เทศกาลมงคล ร้อยจอกพันบท ร่ายกวีเมารวมเคียงแสงจันทร์และสายลม”
“คำพูดนี้ผิดแล้ว”
หูเหวยมีความเห็นต่าง “บทของหลี่ไป๋ในใจฉันอยู่อันดับสอง ผลงานอันดับหนึ่งควรจะเป็น ‘ลำนำนกกระทา’ ของเจียงโส่วรั่ง นายอย่าแสร้งทำเป็นเลี่ยงเพื่อไม่ให้คนครหาเพราะเขาเป็นหลานชายของนายเลย”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”
สืออวิ๋นยิ้ม ทั้งสองคนมีความเห็นไม่ตรงกันแต่เป็นการสนทนาที่นุ่มนวล งานกวีทุกปีก็เป็นเช่นนี้ ต้องตัดสินผู้ชนะเลิศของงาน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความเห็นต่างกันบ้าง
ทว่าในตอนนั้นเอง
ท่ามกลางฝูงชนกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ในเมื่อเป็นการตัดสินผู้ชนะเลิศ งั้นจะพลาดบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ของซินอี๋ไปไม่ได้เด็ดขาด!”
คนที่เปิดปากพูดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหวังจื้อไจ้พวกขี้ประจบอันดับหนึ่งของเซี่ยซินอี๋นั่นเอง
ไม่รู้ว่าเขาเข้าไปอยู่ข้างกายเซี่ยซินอี๋ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้กำลังประโคมคำชมหวานหูให้กับผลงานของปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งแห่งฉีโจวคนนี้อย่างสุดตัว
“อ่านให้ฟังหน่อยสิ”
มีคนในฝูงชนตะโกนบอก เซี่ยซินอี๋ยังคงมีระดับฝีมืออยู่ เพราะตำแหน่งปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งแห่งฉีโจวไม่ได้ได้มาเพราะโชคช่วย
สืออวิ๋นและหูเหวยต่างก็เกิดความสนใจขึ้นมา
“ผมขออนุญาตนะครับ”
หวังจื้อไจ้มองเทพธิดาด้วยความเคอะเขิน จนกระทั่งเซี่ยซินอี๋พยักหน้า เขาจึงเหมือนได้รับกำลังใจมหาศาลแล้วอ่านเสียงดังว่า
“นภาสารทใสสะอาดประดุจน้ำ กระจกจันทร์มิอาจวางบนแท่น ร่ายรำสำราญ ณ ที่สูงอันโดดเดี่ยว วาจาแย้มยิ้มหลุดพ้นจากธุลีทางโลก นอกชายคาขนขาวนับพันจั้ง ประทับบนธารดารานับหมื่นหู ดีงามทั้งนอกใน…”
เอาเรื่องแฮะ
หวังจื้อไจ้อ่านกลอนด้วยท่าทางภาคภูมิใจราวกับเป็นเกียรของตนเอง ถึงขั้นใช้เสียงแบบนักพากย์ออกมาเลยทีเดียว
“ซินอี๋มีสำนวนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”
เมื่อฟังกลอนบทนี้จบ สืออวิ๋นก็ยิ้ม “ดูท่าอันดับหนึ่งของวันนี้จะตัดสินยากแล้วล่ะ”
หูเหวยพยักหน้าตาม “กลอนของหลี่ไป๋ กลอนของเซี่ยซินอี๋ และกลอนของเจียงโส่วรั่ง ล้วนเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเทศกาลไหว้พระจันทร์ในปีนี้ แค่หยิบออกมาหนึ่งบทไปวางไว้ในปีที่แล้ว ก็เพียงพอจะคว้าตำแหน่งชนะเลิศของงานได้แล้ว เพียงแต่ไม่นึกเลยว่าปีนี้ผลงานที่ยอดเยี่ยมทั้งสามบทจะปรากฏขึ้นพร้อมกัน แถมยังเป็นกลอนทั้งหมด ไม่เหมือนปีก่อนที่ดูเหมือนจะมีคนเขียนบทกวีมากกว่า”
“ผู้น้อยขอแสดงความเขลาค่ะ”
เซี่ยซินอี๋เอ่ยปากอย่างถ่อมตัว จากนั้นก็แอบมองไปทางที่หลินจือไป๋นั่งอยู่ เธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร รู้เพียงว่าอดอยากรู้ไม่ได้ว่าชายหนุ่มที่โดดเด่นที่สุดในงานคนนั้น หลังจากฟังกลอนของเธอจบแล้วจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ทว่าเซี่ยซินอี๋กลับมองไม่เห็นหลินจือไป๋ตรงๆ
ยามนี้เขาถูกรุมล้อมโดย ‘สามทหารเสือแห่งวงการวรรณกรรม’ ของฉีโจวไปเสียแล้ว
และในกลุ่มสามทหารเสือ กำลังส่งต่อกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าเป็นผลงานของใคร สีหน้าของแต่ละคนดูค่อนข้างซับซ้อน
เหมือนจะตื่นเต้น
และเหมือนจะจนปัญญา
บนใบหน้าของเจียงโส่วรั่ง คนที่เชี่ยวชาญการเขียนกลอนที่สุดในกลุ่มสามทหารเสือ เซี่ยซินอี๋ถึงกับมองเห็นความรู้สึกพ่ายแพ้…
พวกเขากำลังดูผลงานของใครอยู่กันแน่?
ไม่ใช่แค่เซี่ยซินอี๋ที่สังเกตเห็นฉากนี้
ทั้งหูเหวยและสืออวิ๋นก็สังเกตเห็นเช่นกัน
หรือจะบอกว่าทั้งสองคนนึกขึ้นได้พร้อมกันว่า ดูเหมือนหลินจือไป๋ปราชญ์อันดับหนึ่งที่มาจากฉินโจวคนนี้จะยังไม่ได้แสดงผลงานของเขาเลย
และนอกจากหลินจือไป๋แล้ว ปัญญาชนชื่อดังไม่กี่คนที่อยู่ที่นี่ต่างก็แสดงผลงานกันไปหมดแล้ว และคุณภาพล้วนแต่อยู่ในระดับยอดเยี่ยมทั้งสิ้น
เมื่อนึกได้ดังนั้น หูเหวยจึงยิ้มและเอ่ยปากขึ้นว่า
“ทั้งสามคนกำลังดูอะไรกันอยู่ ใช่ผลงานของคุณหลินน้อยหรือเปล่า?”
“ใช่ครับ…”
คนที่ตอบคือเจียงโส่วรั่ง เขาดูเหมือนอยากจะประเมินอะไรบางอย่าง แต่คำพูดกลับติดอยู่ที่ริมฝีปากแล้วหยุดลง เผยท่าทีที่ดูลังเลอย่างยิ่ง
“เป็นอะไรไป?”
สืออวิ๋นขมวดคิ้ว เจียงโส่วรั่งคือหลานชายของเขา น้อยนักที่เขาจะเห็นหลานชายทำท่าทางกล้าๆ กลัวๆ แบบนี้
“อาจารย์ทั้งสองโปรดดูเถิดครับ คุณหลินก็เขียนบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ เช่นกัน”
เจียงโส่วรั่งพูดจบก็ตกอยู่ในความเงียบ ทำเพียงแค่ก้าวไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวแล้วยื่นผลงานกลอนในมือให้สืออวิ๋นและหูเหวย
เซี่ยซินอี๋กะพริบตา
นี่มันพรหมลิขิตแบบไหนกัน กลอนมีชื่อทำนองตั้งมากมาย แต่หลินจือไป๋กลับเลือก ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ เหมือนกับเธอไม่มีผิด
เพียงแต่ไม่รู้ว่าพ่อพระเอกขี่ม้าขาวคนนี้…
ระดับกลอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ของคนหนุ่มผู้มีความสามารถคนนี้จะเป็นอย่างไร?
เซี่ยซินอี๋กำลังสงสัย ปัญญาชนทุกคนในงานต่างก็สงสัย
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ชมที่กำลังรับชมงานชุมนุมกวี และรับชมการถ่ายสดจากกล้องของหลินจือไป๋ในรายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ ต่างก็สงสัยเช่นกัน!
เพราะตากล้องตัวแสบดันเล่นแง่น่ะสิ!
ไม่ยอมแพนกล้องไปที่บทกวีของหลินจือไป๋ตรงๆ!
ผู้ชมจึงไม่รู้เลยว่าหลินจือไป๋เขียนอะไรลงไป
ทุกคนรู้เพียงว่าสามทหารเสือได้ดูผลงานของหลินจือไป๋แล้ว และปฏิกิริยาหลังจากดูเสร็จของทั้งสามคนนั้นก็แปลกประหลาดมาก
จะบอกว่าตื่นเต้นก็พูดได้ไม่เต็มปาก
จะบอกว่าผิดหวังก็ไม่ใช่
ปฏิกิริยาที่ซับซ้อนนั้นยากจะบรรยายด้วยคำพูด ทำให้ผู้ชมในตอนนี้สงสัยอย่างยิ่งว่าหลินจือไป๋เขียนอะไรไว้กันแน่ ความรู้สึกนี้เหมือนคันที่หลังแต่เอื้อมมือไปเกาไม่ถึง ช่างทรมานเหลือเกิน
‘อาจารย์ตากล้อง คืนนี้อดขาไก่แล้วนะ!’
‘ท่านมหาเศรษฐีเขียนอะไรไว้กันแน่เนี่ย ทำไมปฏิกิริยาของสามทหารเสือหลังดูเสร็จถึงได้ประหลาดขนาดนั้น เหมือนคนซึมเศร้าเลย’
‘ทำไมฉันรู้สึกว่าทั้งสามคนดูตื่นเต้นล่ะ?’
‘ตื่นเต้นน่ะใช่ แต่ดูเหมือนจะมีอาการเจ็บปวดปนอยู่ด้วยนะ’
‘ฮ่าๆ เมื่อกี้ฉันเหมือนเห็นเซี่ยซินอี๋แอบมองท่านมหาเศรษฐีอีกแล้ว’
‘ขำก๊าก’
‘เซี่ยซินอี๋แอบมองท่านมหาเศรษฐีเนี่ย โดนจับภาพได้สี่ครั้งแล้วมั้ง?’
‘เธอยังนึกว่าไม่มีใครรู้เนอะ’
‘ในงานน่ะคนรู้อาจจะไม่เยอะ แต่คนดูเห็นกันหมดแล้วล่ะ’
เซี่ยซินอี๋คงนึกไม่ถึงว่าการที่เธอแอบมองหลินจือไป๋ไม่กี่ครั้งแต่โดนจับภาพได้นั้น กลายเป็นสีสันของรายการไปเสียแล้ว
ในตอนนี้ความสนใจของปัญญาชนทุกคนในงานต่างพุ่งเป้าไปที่ผลงานของหลินจือไป๋
หูเหวยหยิบกลอนของหลินจือไป๋ขึ้นมา สืออวิ๋นเอียงตัวเข้ามาดูด้วยกัน
ผลคือหลังจากดูเพียงไม่กี่วินาที รูม่านตาของทั้งสองคนพลันหดตัวลง ต่างหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย
จากนั้น
ทั้งสองคนก็ดูต่อไป ปากดูเหมือนจะพึมพำอะไรบางอย่าง น่าเสียดายที่ทุกคนไม่ได้ยินเลยว่าพวกเขาพูดว่าอะไร
ปฏิกิริยาช่างน่าแปลกประหลาดนัก
เหล่าปัญญาชนเริ่มร้อนรนแต่ไม่กล้าเร่ง มีเพียงหลี่ไป๋ที่ไม่ค่อยทำตามระเบียบแบบแผนอยู่แล้วที่กล้าตะโกนถาม “ผู้อาวุโสทั้งสองมัวแต่ชื่นชมกันเองอยู่ได้ ให้พวกเราดูผลงานกลอนของคุณหลินน้อยบ้างสิครับว่าเป็นยังไง”
เป็นตัวแทนที่ดีมาก!
ปัญญาชนทุกคนต่างกดไลก์ให้ในใจ!
แม้แต่ผู้ชมในห้องไลฟ์สดก็กดไลก์ให้หลี่ไป๋ที่เป็นกระบอกเสียงให้!
“ขออภัยด้วยครับ”
หูเหวยทอดถอนใจยาว “กลอนบทนี้เขียนได้ดีเกินไป จนทำให้ผมเสียสติไปชั่วขณะ เหล่าสือ นายเป็นคนอ่านเถอะ”
เสียงถอนหายใจยาวนี้ ทำให้ในใจของทุกคนรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
…………………………………….